/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

รู้จัก 'Phonetics' และ 'Syntax' สองวิชาปราบเซียนที่เด็กเอกอังกฤษต้องเจอ! []

วิว

 
            สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่า ปัจจุบัน “ภาษาศาสตร์” ได้กลายเป็นอีกหนึ่งสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก วิชานี้มักเปิดสอนในคณะสายภาษา อย่างเช่น คณะอักษรศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ น้องๆ หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จักสาขาวิชานี้ วันนี้พี่ปุณเลยจะพาไปรู้จักกับสองวิชาภาษาศาสตร์ ‘Phonetics’ และ ‘Syntax’ ซึ่งนับเป็นสองวิชาปราบเซียนที่เด็กสายภาษาต้องเจอ! ทั้งสองวิชานี้คืออะไร จะยากง่ายขนาดไหน ใครที่ชื่นชอบด้านภาษาต้องตามพี่มาแล้วค่า!
 

Phonetics
 

            มาเริ่มกันที่วิชา Phonetics หรือ สัทศาสตร์กันเลยค่ะ สำหรับความยากระดับแรกคือ เรื่องของการออกเสียงค่ะ วิชานี้เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาอวัยวะที่ใช้ในการออกเสียง ระบบเสียง ธรรมชาติการออกเสียง และการเปล่งเสียงพูด โดยปกติแล้วคนเรามักจะออกเสียงตามที่เคยได้ยินมาหรือตามความคุ้นเคย ถ้าครั้งแรกเราออกเสียงผิด ก็ยากที่จะปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง อย่างเช่น

-        Valley ที่แปลว่า หุบเขา ตามหลักภาษาศาสตร์ในที่นี้ตัว “a” จะออกเสียงเป็น /æ/ (เสียงแอ) และ “ey” จะออกเป็น /i/ (เสียงอี) การออกเสียงที่ถูกต้องจึงเป็น /แวล’ลี/

            ความยากระดับสองคือ เรื่องของอวัยวะที่ใช้ออกเสียงและลักษณะการเกิดเสียง โดยเสียงที่เกิดจากอวัยวะธรรมดาถูกเรียกด้วยชื่อทางภาษาศาสตร์ที่ต่างออกไป อย่างเช่น เสียงที่เกิดจากฐานริมฝีปากจะมีชื่อในทางภาษาศาสตร์ว่า Bilabial sound หรืออย่างเสียงที่เกิดจากฟันจะถูกเรียกว่า Interdental sound เป็นต้น และนอกจากชื่อของสองอวัยวะนี้แล้วยังมีอีกนับสิบชื่อที่เราจะต้องค่อยๆ เรียนรู้และจดจำให้ได้ทั้งหมดค่า ถือเป็นหนึ่งในความยากที่สร้างความสับสนไม่น้อยเลย

            นอกจากนี้เสียงบางเสียงมีจุดกำเนิดมาจากอวัยวะเดียวกันแต่กลับมีลักษณะการออกเสียงต่างกันค่ะ อย่างเช่น เสียง /r/ และเสียง /l/ ทั้งสองเสียงมีแหล่งกำเนิดเสียงมาจากปุ่มเหงือก (Alveolar) แต่เสียง /r/ มีลักษณะการเกิดเสียงแบบเสียงกึ่งสระหรือ ‘อัฒสระ’ (Approximant) เป็นการออกเสียงที่ลมออกได้สะดวกไม่เสียดสีกับอวัยวะคู่ใดเลย ส่วนเสียง /l/ มีลักษณะการเกิดเสียงแบบเสียงข้างลิ้น (Lateral) ซึ่งลมจะออกมาทางข้างลิ้น เมื่อปลายลิ้นแตะกับปุ่มเหงือกแล้วแยกออกจากกันดังภาพ
 
            ความยากระดับสามเป็นเรื่องของการเน้นเสียงในภาษาอังกฤษหรือ Word Stress ซึ่งการเน้นเสียงจะมีทั้งหมด 3 ระดับคือการเน้นเสียงหนัก (Primary) การเน้นเสียงเบา (Secondary) และ ไม่มีการเน้นเสียง (Weak) ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “Introduction” ที่แปลว่า การเริ่มต้น การแนะนำตัว เราจะเน้นเสียงเบาที่พยางค์แรกคือ ‘in’ ตามด้วยเน้นเสียงหนักที่พยางค์ที่สามคือ ‘duc’ ส่วนพยางค์ที่สองและสี่จะไม่มีการเน้นเสียง นอกจากนี้ยังมีหลักการจำมากมายที่จะช่วยให้น้องๆ สามารถเน้นเสียงคำแต่ละคำได้ถูกต้อง เช่น

  • Reflexive pronouns (yourself, themselves, etc.) จะมีการเน้นเสียงหนักในพยางค์หลังคือคำว่า ‘self/selves’เสมอ
  • คำสองพยางค์ที่ลงท้ายด้วย -er, -or, -ure, -ace, -ice, -ess, -age ส่วนใหญ่จะมีการเน้นเสียงหนักที่พยางค์แรก 
     
            อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ทุกข้อมักจะมีข้อยกเว้นเล็กๆ น้อยๆ ที่จะต้องจำเป็นพิเศษ บางคำหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ! แต่ต่างกันที่เป็นคำนามและคำกริยา การเน้นเสียงก็อาจต่างได้ ส่วนบางคำการเน้นเสียงอาจเปลี่ยนไปเพียงแค่เติม Prefix หรือ Suffix เท่านั้น เช่น
 
  • คำว่า “Equal” ที่แปลว่า เท่ากับ มีการเน้นเสียงที่พยางค์แรก แต่เมื่อเติม Suffix ‘-ity’ กลายเป็น “Equality” ที่แปลว่า ความเท่าเทียม ความเสมอภาค ทำให้การเน้นเสียงย้ายจากพยางค์แรกมาสู่พยางค์ที่สองค่ะ
     
            ดังนั้นถ้าได้เรียนวิชานี้ น้องๆ ก็จะได้รับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมากมายที่จะช่วยให้ออกเสียงภาษาอังกฤษได้ชัดและน่าฟังขึ้นค่ะ
 

สรุปง่ายๆ ประโยชน์ที่ได้จาก Phonetics!

  1. เมื่อเรียนแล้ว เราจะเลิกออกเสียงตามความคุ้นเคยของตัวเอง เพราะบางสระที่เราเห็น มันไม่ได้ออกเสียงแบบนั้นเสมอไป 
  2. เมื่อเรียนแล้ว  เราจะมั่นใจในการออกเสียงมากขึ้น เพราะรู้ทฤษฎีการออกเสียงที่เกี่ยวกับอวัยวะในช่องปาก
  3. เมื่อเรียนแล้ว น้องๆ จะออกเสียงคำและอ่านภาษาอังกฤษได้ flow เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น เพราะว่าเรารู้หลักการเน้นเสียงที่ถูกต้องแบบต้นฉบับนั่นเองค่า
     

Photo credit: https://www.freepik.com

 

Syntax
 

            ถัดมากับวิชา Syntax หรือวากยสัมพันธ์ ที่เรียกว่าโหดไม่แพ้กันเลย โดยหลักๆ แล้ววิชานี้จะเกี่ยวข้องกับ “โครงสร้างทางไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค” ค่ะ ความยากอยู่ตรงที่นอกจากน้องๆ จะต้องแยกประเภทของ Clauses หรืออนุประโยคให้ได้แล้ว น้องๆ ยังต้องรู้อีกว่าคำแต่ละคำในประโยคเป็นคำประเภทไหนและทำหน้าที่อะไรอีกด้วย ดังนั้นก่อนจะมาเรียนวิชานี้ได้พื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษต้องแน่นมากๆ เลยล่ะค่ะ 
 
* ใครที่ยังไม่แม่นแกรมมาร์ก็ตามไปเรียนเพิ่มเติมได้ที่ เรียนฟรี! 8 คอร์สออนไลน์ภาษาอังกฤษ พิชิตไวยากรณ์พื้นฐาน พร้อมหลักการใช้สุดเป๊ะ 
** ส่วนใครที่ไม่เคยได้รู้จักกับวิชามหาโหดนี้ก็ไปทำความรู้จัก Syntax ผ่านวิดีโอสั้นๆ ด้านล่างนี้ได้เลยค่า   Syntax in English
 

Clip


 
         สำหรับความยากแรกคงหนีไม่พ้นความรู้เรื่อง Clauses หรืออนุประโยคที่สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ นามานุประโยค (Noun Clauses) คุณานุประโยค (Adjective Clauses) และวิเศษณานุประโยค (Adverbial Clauses) โดยแต่ละประเภทจะแตกต่างกันตรง ‘หน้าที่’ ค่ะ

-        Noun Clauses ทำหน้าที่เป็นได้ทั้งประธาน กรรม และส่วนเติมเต็มของประโยค เช่น I wonder what made him so angry. อนุประโยคของประโยคนี้คือ what made him so angry ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมตรง
-        Adjective Clauses ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม เช่น I wrote to a friend who now lives in Japan. อนุประโยคของประโยคนี้คือ who now lives in Japan ที่ช่วยขยายความคำว่า ‘a friend’ ว่าเป็นเพื่อนคนที่อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น
-        Adverbial Clauses ทำหน้าที่ช่วยขยายความและเติมเต็มให้ประโยคหลักมีใจความที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น I will go by car so that I can take more luggage. ‘so that I can take more luggage’ ช่วยขยายและให้เหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องเดินทางด้วยรถยนต์

            ความยากที่สองเป็นเรื่องของประเภทของคำหรือที่เราเรียกว่า ‘Part of speech’ นั่นเอง โดยประเภทของคำนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ Content words และ Function words 

  • Content words คือคำที่ให้ข้อมูลและความหมาย ได้แก่ คำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ และคำวิเศษณ์
  • Function words คือคำที่เชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน ได้แก่ คำนำหน้านาม คำกริยาช่วย คำสรรพนาม คำบุพบท และคำสันธาน
     
            ความยากที่สามเกี่ยวข้องกับการแบ่งประโยคที่น้องๆ หลายคนอาจเคยเห็นในรูปแบบของ Syntax Tree และรูปแบบอื่นๆ ซึ่งพี่บอกเลยว่าการแยกผังนี้ ถึงแม้จะดูมีรายละเอียดเยอะมาก และใช้เวลาในการวาดผังไปพอสมควร แต่ก็เป็นอีกพาร์ตที่สนุกมากๆ เพราะการวาดผังในรูปแบบของแผนภูมิต้นไม้นี้ จะช่วยให้เราคิดวิเคราะห์ได้อย่างรอบคอบมากขึ้นเยอะเลยค่ะ ทั้งท้าทายและทำให้เราเป๊ะเรื่องโครงสร้างประโยคมากขึ้นไปอีก!
 
Photo credit: https://www.youtube.com
 

Photo credit: https://www.youtube.com

            และก่อนที่น้องๆ จะเริ่มเขียนแผนภูมิต้นไม้ หรือ Syntax Tree ได้นั้น อย่างแรกเลย น้องๆ จะต้องรู้จักกับโครงสร้างของวลีแต่ประโยคก่อน ยกตัวอย่างเช่น

  • Structure of Modification ประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นคำนามหลัก (Head) และส่วนขยาย (Modifier) อย่างเช่น Three horses ‘horses’ เป็นคำนามหลักที่มี ‘three’ เป็นส่วนขยาย
  • Structure of Coordination ประกอบด้วยคำที่นำมาเชื่อมกัน (Conjoins) และคำเชื่อม (Coordinator) อย่างเช่น Young and beautiful ‘and’ เป็นคำเชื่อมซึ่งจะเชื่อม ‘young’ และ ‘beautiful’ เข้าด้วยกัน
     
            นอกจากโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนที่แล้ว วิชา Syntax ยังทำให้น้องๆ ได้เรียนรู้ในเรื่องของ “รากศัพท์ (Root word)” ที่จะช่วยในการแปลศัพท์ที่ยาวมากๆ หรือช่วยในการเดาคำศัพท์ที่น้องๆ ไม่คุ้นเคยได้อีกด้วย อย่าง ‘Script’ รากศัพท์ที่มีความหมายว่า ‘เขียน’ เมื่อนำไปประกอบคำก็จะได้คำที่มีความหมายเกี่ยวกับ ‘การเขียน’ อย่างเช่น Manuscript ที่มีความหมายว่าหนังสือที่เขียนด้วยลายมือ เป็นต้น และนี่ก็เป็นตัวอย่างบางส่วนของรากศัพท์และความหมายที่พี่ได้นำมาฝากน้องๆ ทุกคนค่า

Bio = ชีวิต (ex. Biology ชีววิทยา)
Inter = ระหว่าง (ex. Intersection สี่แยกไฟแดง)
Nat = เกิด, กำเนิด (ex. Innate ซึ่งมีอยู่แต่กำเนิด โดยกำเนิด)
Chron = เวลา (ex. Syncronize เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน)
Fac = ทำ, ปฏิบัติ (ex. Manufacture การผลิต)
Ject = ขว้าง, โยน (ex. Reject ปฏิเสธ)
Ante = ก่อน, มาก่อน (ex. Antecedence เรื่องราวที่ต้องมาก่อน ข้อเสนอแรก)
Vise = มอง, เห็น (ex. Supervise ตรวจตรา ดูแล ควบคุม)
Voc = เรียก, ร้อง (ex. Vocal เสียงที่เปล่งออกมา เสียงร้องในเพลง)
Tele = ไกล (ex. Telecommunication การสื่อสารทางไกลโดยใช้เทคโนโลยี)

สรุปง่ายๆ ประโยชน์ที่ได้จาก Syntax!

  1. เมื่อเรียนแล้ว เราจะสามารถนำคำมาเรียบเรียงเป็นประโยคได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์
  2. เมื่อเรียนแล้ว เราจะสามารถระบุประเภทของหน่วยคำและบอกหน้าที่ของคำในประโยคได้
  3. เมื่อเรียนแล้ว เราจะสามารถใช้ความรู้เรื่องรากศัพท์ในการแปลคำศัพท์ที่ยากและไม่คุ้นเคยได้มากขึ้น 
     
            และนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของวิชาปราบเซียนอย่าง ‘Phonetics’ และ ‘Syntax’ น้องๆ คนไหนที่สนใจภาษาศาสตร์ก็ห้ามพลาดทั้งสองวิชานี้เลยนะคะ เพราะไม่ใช่แค่ในเอกอังกฤษเท่านั้น สำหรับน้องๆ ที่เรียนภาษาอื่นๆ เค้าก็จะมีสอนทั้งสองวิชานี้เช่นกันค่ะ ถึงแม้ดูแล้วอาจจะยาก แต่รับรองว่าได้เมื่อเรียนแล้ว น้องๆ จะได้รับทั้งความรู้และเคล็ดลับดีๆ รวมไปถึงความสนุกสนานกันแน่นอน!
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=pun

พี่ปุณ - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #English Issues #Language #Phonetics #Syntax #ภาษาศาสตร์ #สัทศาสตร์ #วากยสัมพันธ์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?