/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

สานฝันที่ซานฟราน: ‘พี่อีฟ’ เปิดพาร์ตชีวิตเด็ก Graphic Design จบมาลุยงานท้าทายในบริษัทเอเยนซี่! []

วิว


 
           สวัสดีค่ะชาว Dek-D ถ้าพูดถึงเมือง San Francisco ในรัฐ California เราเชื่อว่าต้องมีหลายคนอยากลองไปเที่ยวสักครั้ง หรืออยากใช้ชีวิตในช่วงวัยเรียนหรือวัยทำงาน   เพราะเป็นเมืองที่บรรยากาศไม่วุ่นวาย ที่เที่ยวสวยๆ เจ๋งๆ เพียบ  ที่สำคัญคือเป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทชั้นนำของโลก เช่น Adobe, Google, Facebook, Apple, Pinterest, Airbnb ฯลฯ ซึ่งเป็นบริษัทในฝันที่หลายคนอยากไปร่วมงานด้วย
 
           และวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับ ‘พี่อีฟ’ อรณิชา วานิชกร คนไทยที่ไปเรียน ป.โท สาย Graphic Design ที่ Academy of Arts University (AAU) ปัจจุบันทำงานเป็น Graphic Designer ใน  Moving Brands ซึ่งเป็นบริษัท Design Agency ที่เป็นพาร์ตเนอร์หรือทำงานให้กับองค์กรใหญ่ๆ เยอะมาก พอชื่อว่าเป็นงานเอเยนซี่ แน่นอนว่าแต่ละทีมต้องประสานและแอคทีฟตลอดเวลา   มักเจอบรีฟที่หลากหลายและเหนือความคาดหมาย      มาดูกันนะคะว่าชีวิตการเรียนและทำงานต้องเจออะไรบ้าง?  สไตล์และวัฒนธรรมการทำงานเป็นแบบไหน? ถ้าใครอยากอ่านเพื่อหาแรงบันดาลใจดีๆ หรือคำแนะนำเพื่อทำงานสายนี้ เราแนะนำว่าห้ามพลาด!


ศิลปะ / ธุรกิจ / ภาษา
คิดว่างานไหนก็หนีไม่พ้น


           “พี่เองชอบอ่านการ์ตูนและชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กค่ะ สมัยเรียนนี่เป็นสายประกวดเลย แต่ตอนนั้นวาดเรื่อยๆ ไม่ได้นึกภาพที่ตัวเองจะเป็นนักวาดภาพจริงจังแบบนั้น พอจบมัธยมก็ตัดสินใจเรียนต่อ ป.ตรี  Visual Communication Arts ที่ ABAC เพื่อให้ได้ทั้งภาษา ธุรกิจ และอาร์ตไปพร้อมๆ กันค่ะ เพราะเรามองว่าสุดท้ายแล้วงานไหนๆ ก็ไม่พ้นที่จะต้องมีภาษาหรือธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ช่วงปี 3 ก็จะได้เรียน Computer Graphic ทำงานพวกแอนิเมชันเป็นส่่วนใหญ่ (กว่าจะจบก็ปาไป 5 ปี  เพราะติดตรงวิชาภาษาอังกฤษนี่แหละ เคยอยู่จุดที่ภาษาไม่แข็งเลย   TT แถมยังตกวิชากราฟิกดีไซน์ตัวนึงด้วย) 
 

Cr.  evewanitchakorn.com

           "พอจบมาได้ทำงานบริษัทเอเยนซี่ด้าน Event / Exhibition เกือบปี แล้วค่อยลาออกมาเพราะหวังจะอัปภาษาสัก 6-9 เดือน เรามองว่าช่วงนั้นกำลังจะเปิด AEC พอดี ถ้าเรามีภาษาก็จะติดต่่อกับลูกค้าต่างชาติได้”
 
           “วางแพลนไว้เรียบร้อย  แต่เรียนปรับภาษาที่ไทยไปได้แค่ 4 เดือน ปรากฏว่า AAU (Academy of Art University) ที่เคยกรอกข้อมูลไว้เมื่อนานมาแล้ว เขาก็ติดต่อเรามาบอกข่าวว่ามหา’ลัยจะมีเปิดชิงทุนเป็นเทอมแรกนะ และมีเปิดหลักสูตร MA ที่เรียนสั้นกว่าหลักสูตรเดิมคือ MFA อีฟก็เลยลองดู เพราะคิดว่า ป.โท ถึงจ่ายแพงแต่ผลลัพธ์น่าจะคุ้มและตรงสายงานกว่า พอล็อกเป้าหมายเสร็จก็กักตัวในห้องทำงานเป็นเดือนๆ เลยค่ะ 5555 เขียนเรียงความ รีบทำ Portfolio ไว้เตรียมยื่น สุดท้ายก็ได้ทุนส่วนลดค่าเทอม โดยจะให้ทุกเทอมจนเรียนจบ แต่เราต้องรักษาเกรดตามที่มหา’ลัยให้ได้”


ปรับพื้น-เพิ่มคลังศัพท์
เข้าแล็บภาษาจนกราฟพุ่ง


           “ถึงภาษาจะไม่แข็ง แต่ตอนมาเรียนที่ AAU ไม่รู้สึกเคว้งเลย เพราะก่อนเปิดเทอมเราจะได้วัดระดับภาษาก่อน แล้วเรียนปรับภาษาไปคู่กับวิชาคณะแต่ละเทอม โดยเป็นเรียนภาษาอังกฤษสำหรับสายกราฟิกดีไซเนอร์หรือคณะใกล้เคียง (เช่น Advertising หรือ Computer Graphic) นอกห้องก็จะมีอาจารย์ซัพพอร์ตอีก แบบถ้าเราเขียนอะไรยาวๆ ก็ส่งไป EAP Lab ให้เขาช่วยตรวจทานได้ หรือถ้ามีปัญหากับการออกเสียง ก็จองคลาสไปเรียนได้"
 
           “แล้วแล็บภาษาของเขาเจ๋งมากนะ อาจารย์จะรู้ว่าพื้นฐานการออกเสียงของคนประเทศนี้เป็นประมาณไหน มักเจอปัญหาอะไรบ้าง ถึงขนาดมีหนังสือแยกมาเลยว่าเราควรแก้อะไร เช่น อีฟปัญหากับการแยกเสียงหนักเบาของ /sh/ กับ /ch/ เลยต้องฝึกกล้ามเนื้อปากแบบตัวต่อตัว  พอมีเวลาก็ฝึกอ่านหนังสือแล้วพูดตาม + เทคนิคส่วนตัวอีกอย่างนึงคือโน้ตด้วยภาพ ดังนั้นถึงช่วงเรียน AAU แรกๆ จะต้องปรับตัวแบบทุลักทุเลนิดนึง พึ่ง google translate บ้าง แต่พอผ่านไป 6 เดือนก็ flow ขึ้น  คิดทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษได้ พอเรียนจบคือใช้ได้แบบมั่นใจเลยค่ะ ^^"


Cr.  evewanitchakorn.com
 

ฝึก discuss & comment

แถมเปิดโลกวัฒนธรรม
 

           “อาจารย์ประสบการณ์ทำงานสูงมากกกค่ะ อย่างเช่นหัวหน้าคณะและอาจารย์ที่อีฟเคยเรียนด้วย เขาเป็นถึงประธานของสถาบันออกแบบเก่าแก่อเมริกา ชื่อ AIGA ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ หรืออาจารย์ต่างชาติเราบางท่านก็โชว์สายงานตามแกลอรี่ มีจัดนิทรรศการของตัวเอง ฯลฯ บางครั้งมีเชิญ guest มาช่วยสอน ในการทำงานส่งแต่ละครั้ง เขาคงจะคาดหวังที่แอดวานซ์กว่าระดับนักเรียน เขาต้องการเตรียมความพร้อมให้เราจบไปแล้วทำงานได้เลย  เวลาเรียนเขาจะชอบให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (discuss) สามารถวิพากษ์วิจารณ์งานของเพื่อนร่วมห้องได้ ไม่ใช่เน้นพูดตรงพูดแรง แต่เป็นลักษณะติเพื่อก่อ บอกได้ว่างานเขาดียังไง ควรแก้ไขยังไงบ้าง ซึ่งในการทำงานจริงๆ เราก็ต้องเจอสถานการณ์นี้”
 
           “และด้วยความที่ทั้งอาจารย์กับนักศึกษามาจากหลายชาติ ไม่ว่าจะ เป็นอเมริกัน ไต้หวัน จีน อินเดีย ตุรกี บราซิล โปแลนด์ เม็กซิกัน อิหร่าน ฯลฯ ก็เลยได้เรียนเรื่องวัฒนธรรมไปด้วยเลย เวลาออกแบบก็จะได้เห็นมุมมองที่เป็นสากล งานดีไซน์ของเพื่อนจะมีเรื่องค่านิยม วัฒนธรรมต่างๆ แฝงอยู่ในงานค่ะ (ถ้าเทียบง่ายๆ ก็อย่างคนไต้หวันหรือคนจีนที่ชอบใช้สีแดง เพราะมันหมายถึงพลัง)”


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com
 


รีวีวชีวิตเด็กกราฟิกดีไซน์

เจอเนื้อหาประมาณไหน?
 

           “อีฟเลือกเรียนหลักสูตร Master of Arts ใช้เวลา 2 ปี เริ่มตั้งแต่พื้นฐานการออกแบบตัวหนังสือ  เพราะสายกราฟิกจะใช้ตัวหนังสือเยอะ ส่วนมากเลยเป็นวิชาหมวด  Typography แบ่งเป็น 4 ระดับ เรียนไป 4 เทอม เริ่มตั้งแต่การออกแบบตัวหนังสือ วาง Layout การจัดองค์ประกอบภาพ (Compostion) เป็นการเรียน Type System“
 
           “จากนั้นก็มีเรียนการฝึกสื่อความหมายผ่าน Visual เช่น การสร้างแบรนด์ ออกแบบโลโก้ โปสเตอร์ หรือบางวิชาก็สอนให้นำดีไซน์ไปช่วยแก้ปัญหาสังคม อีกส่วนคือ UX UI ในงานดิจิทัล พวกงานเว็บ แอปพลิเคชัน เรียนพื้นฐาน Coding นิดหนอยแค่ให้เราเข้าใจเวลาต้องดีลงานกับ Web Developer”
 
           “ถ้าถามว่าวิชาไหนช่วยชีวิตจนถึงทุกวันนี้  ปกติจะช่วยกันเป็นทอดๆ เลยค่ะ อย่างเช่นเคยเรียนตัวนี้มาก่อน เลยช่วยให้รอดในเทอมต่อไป 5555  ยกตัวอย่างเทอมแรกๆ จะมีวิชา   ‘Visual Literacy’ สอนการตีความหมายของคำโดยที่เราไม่ต้องแสดงภาพออกมาตรงๆ สมมติคำว่า ‘hungry’ ที่แปลว่าหิว แวบแรกเราอาจนึกภาพคนแต่งตัวมอมแมมขาดอาหาร แต่จริงๆ อาจตีความเป็นคนที่มีฐานะ แต่ขาดความรักและคนที่อยู่รอบกาย แบบนี้ก็ได้ วิชานี้เลยช่วยให้เปิดโลกและฝึกคิดให้มุมที่กว้างขึ้น แล้วการบ้านของวิชานี้ คืออาจารย์ให้เราหา magazine สักเล่มนึง หยิบบทความออกมา แล้วดูว่าจะสื่อเป็นภาพด้วยวิธีไหน


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com
 
           “ต่อมาคือ  'Type System' วิชานี้ช่วยเยอะเรื่องการออกแบบ Branding Campaign ทำให้อีฟเข้าใจแบรนดิ้งที่ทั้งเว็บ โลโก้ แอปพลิเคชัน งานอีเวนต์ โปสเตอร์ ต้องไปในทิศทางเดียวกันค่ะ วิชานี้เราต้องทำโปรเจกต์เป็นอีเวนต์ของ Graphic Design"

           'Type Experiments’ วิชานี้สนุกมากกก อีฟแทบไม่ได้จับงานดิจิทัลเลย เพราะเป็นงานทำมือ (craft) ทั้งหมด เขาจะให้เราทดลองทำตัวหนังสือในแบบต่างๆ เช่น ทดลองมองตัวหนังสือผ่านขวดแก้ว ตัดตัวหนังสือไปละลายในน้ำสบู่ ฉายด้วยไฟ LED หรือทดลองตัวหนังสือผสมเทคนิคการถ่ายภาพ (อย่างเพื่อนบางคนก็ตัดสบู่เป็นตัวหนังสือแล้วเผาออกมา ครีเอตมาก) แล้วคือเอฟเฟกต์พวกนี้ทำในโปรแกรมดิจิทัลไม่ได้ วิชานี้ทำให้บรรลุเลยว่า กราฟิกมันไม่ได้ลิมิตอยู่แค่หน้าจอคอมพ์ มันคือการสื่อสารให้ถ่ายทอดสิ่งที่เราคิดออกมาให้ใกล้เคียงที่สุด ตลอดเวลาที่เรียน อีฟได้ทดลองไปเป็นสิบๆ วิธีเลยค่ะ”

           'Visual Thinking'  เราต้องไปรีเสิร์ชว่าสังคมมีปัญหาเรื่องอะไรบ้าง แล้วให้เอางานดีไซน์เข้าไปช่วยแก้ไข ซึ่งการที่อีฟไม่ได้โตที่ซานฟราน ยิ่งทำให้ต้องเก็บข้อมูลเยอะ เช่น อีฟทำเรื่องปัญหาเด็กถูกรถชน เราถึงกับไปนั่งยองๆ ริมถนนเพื่อดูมุมสายตาของเด็ก 5-7 ขวบ มีไปสังเกตพฤติกรรมของเด็กนักเรียนแถวบ้านว่าก่อน-หลังเรียนใช้ถนนกันแบบไหน ข้ามทางม้าลายมั้ย ทำอะไรช่วงรอสัญญาณไฟจราจร

           “แล้วพี่ก็พบสาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น เด็กที่นี่มี acitivity เยอะ แต่พื้นที่ฟุตบาธมีน้อย อย่างเวลาเล่นบอลกันแล้วกระเด็นมาตกที่ถนน เขาก็อาจวิ่งมาเก็บโดยไม่ทันดูให้ดีก่อน หรือปัญหาจากป้ายที่ดีไซน์แบบซีเรียสๆ และติดตั้งไว้สูง เราก็ลองครีเอตเป็นป้ายสีสันสดใส ใช้ตัวการ์ตูนแบบ friendly และติดตั้งในระดับสายตาเด็ก มีทำเกมคล้าย Cookie Run ไว้ให้เด็กเล่นเพื่อเรียนรู้ป้ายและสัญญาณไฟจราจรด้วย”
 

โปรเจกต์วิชาเนี้ย หินสุด!

โจทย์คือชุบชีวิตแบรนด์ที่ตายไปแล้ว
 

           “วิชา  ‘Nature of Identity’ แวบเข้ามาในหัวทันทีเลยค่ะ 555 วิชานี้เรียนเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ ทั้งหินและช่วยชีวิตตอนทำงานได้มากกก อาจารย์เริ่มจากให้ไปหาแบรนด์ที่ปิดตัวหรือล้มละลายมา 1 แบรนด์ แล้วให้เราชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (Re-branding) มันเป็นอะไรที่มากกว่าดีไซน์ เพราะต้องสร้างออกแบบกลยุทธ์การตลาดด้วย ต้องไปทำรีเสิร์ชเยอะมากๆ  เพราะเราทั้งไม่รู้จักและเข้าใจแบรนด์นั้นมาก่อน ต้องนั่งย้อนอ่านบทความเก่าๆ เพื่อให้เข้าใจแก่นของแบรนด์เราก่อนดีไซน์ออกมา เหมือนกับชีวิตการทำงานจริงๆ ที่พอรับบรีฟมาแล้วเราต้องเข้าใจแบรนด์เขาด้วย
 
           ตอนนั้นอีฟเลือกรีแบรนด์ที่ชื่อ American Apparel เป็นแบรนด์ขายเสื้อผ้า แต่ถ้าศึกษาลงลึกจริงๆ จะพบว่าเขาไม่ได้เน้นขายเสื้อผ้าอย่างเดียว  แต่จุดประสงค์คือต้องการช่วยเหลือคนท้องถิ่น อีฟเลยคิดมุมการตลาดต่อไปว่า งั้นเราก็ลองให้แบรนด์นี้มีทำอะไรมากกว่าเสื้อผ้าสิ สนับสนุนทั้งการศึกษาและเรื่องอาชีพไปพร้อมๆ กันเลย"
 

กว่าจะได้งานในอเมริกา

ต้องทุ่มเทขนาดไหน?
 

           “ ถ้าถามถึงโอกาสเติบโตในสายงาน แน่นอนเลยคือ ซานฟรานเป็นเมืองที่ตั้งชั้นนำของบริษัทระดับโลกหลายแห่ง เป็นเมืองเทคโนโลยี พวก Start up, IT, Software ต่างๆ ก็เยอะ แล้วยังมีกราฟิกสตูดิโอที่ทำงานร่วมกับบริษัทเหล่านี้อีก  สายนี้ค่อนข้างเป็นที่ต้องการของตลาดเลยค่ะ จริงๆ ต้องบอกว่างานกราฟิกดีไซน์มีแทบทุกตารางนิ้ว ไม่ใช่แค่ซานฟรานด้วย"
 
           “ช่วงก่อนจบเราก็เริ่มมองหารายชื่อบริษัท  Design Agency ในซานฟรานก่อนว่าสไตล์งานอีฟน่าจะไปเหมาะกับที่ไหนบ้าง สุดท้ายลิสต์มาเป็น 10 แต่สมัครจริงๆ ไป 3 บริษัท อีฟตั้งใจเขียนอีเมลให้กับทุกบริษัท ตั้งใจทำเรซูเม่เว็บงานของเรา ฝึกพรีเซนต์หน้ากระจกหลายรอบมากๆ   เพราะรู้สึกเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ต้องทำการบ้านมากกว่าคนอื่น สุดท้ายก็ได้อีเมลจาก Moving Brands เพียงแต่ไปเริ่มจากการเป็นเด็กฝึกงานก่อน 3 เดือน ไม่มี Test ดูจาก Portfolio อย่างเดียว และสัมภาษณ์เพราะอยากรู้แนวความคิดก่อนจะได้งานไฟนอลในพอร์ตฯ ว่าเราคิดอะไรอยู่ตอนสร้างงาน และสร้างด้วยวิธีไหน"

          "อีฟเองจะค่อนข้างโชคดีที่ได้งานในเดือนเดียว แต่ก่อนหน้านั้นเตรียมตัวนานมาก ตัวช่วยอย่างแรกคือเทอมสุดท้ายมีวิชา Portfolio ให้คัดเลือกงาน เรียนเขียนเรซูเม่กับอีเมลสมัครงาน ช่วยให้พร้อมไปแล้วเปราะนึง บวกกับมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน และมีแต้มบุญจากตอน ABAC ที่เคยเรียน Animation ซึ่งอาจไปตอบโจทย์ของบริษัทตอนนั้นพอดีค่ะ"


ชีวิตกราฟิกในบริษัทเอเยนซี่
แอคทีฟ ท้าทาย ไม่มีล่วงเวลา!

 

           Moving Brands คือบริษัท Design Agency สัญชาติอังกฤษ เปิดมามากกว่า 20 ปี  ใช้การออกแบบและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผลักดันเป้าหมายของลูกค้า เช่น การ Re-branding หรือการสร้างแบรนด์ใหม่ให้บริษัทสตาร์ตอัป การออกแบบเว็บ แอปพลิเคชัน โฆษณา งานอีเวนต์ งานแคมเปญ ฯลฯ นอกจากนี้ก็เป็นพาร์ตเนอร์กับบริษัทดังๆ อย่าง Apple, Facebook, Google, BBC, Netflix, Adobe และอีกหลายแห่ง เวลาคุยงาน เราจะมีประชุมออนไลน์และทำงานร่วมกับ Moving Brands ทางฝั่งลอนดอน ซูริค นิวยอร์กด้วย ทั้งหมดจะมี 4 แห่งด้วยกันค่ะ”


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com
 
           “งานของอีฟคือ Graphic Designer ทำงานในทีม Creative หลักๆ คือออกแบบควบกับทำโมชัน (แต่ไม่หนักเท่า Motion team) แต่ละโปรเจกต์เนื้องานก็จะต่างกัน มีทั้งสร้างแบรนด์ ออกแบบโลโก้ ออกแบบ brand system ฯลฯ เราต้องนั่งคิดนั่งตีความหมายเยอะมา สเก็ตช์เยอะ แก้แล้วแก้อีก เพื่อนในทีมก็ทำงานเร็ว เราก็ยิ่งต้องทำงานแข่งกับเวลา ต้องเสร็จทันหรือก่อนเดดไลน์ ที่นี่จะเคารพเรื่องเวลามากๆ นะ  เพราะบางทีต้องส่งไปให้ทีมต่างประเทศทำต่อ การทำงานที่นี่ เราต้องเปิดตารางงานมาเช็กทุกวันว่า Project Manager ให้เราทำโปรเจกต์ไหน ใช้เวลากี่ชั่วโมง ทำให้เราหมดปัญหาทำงานล่วงเวลาหรือว่างงานไปทันที
 
           แล้วมันก็สนุกตรงที่แต่ละงานไม่ค่อยเหมือนกันนี่แหละ ทำให้เราไม่เบื่อ (ตอนแรกไม่เลือกทำงานที่ in house เพราะไม่อยากเจองานแนวเดียวตลอด) ตัวอย่างเช่น โปรเจกต์ของลูกค้านึงที่ทดลองและผลิตยาต้านไวรัสในสัตว์ หน้าที่คือออกแบบเว็บ ทำโมชันและ prototype ตอนนั้นเขาอยากเข้ามาเป็นผู้นำตลาดด้านนี้ อยากปรับภาพลักษณ์ใหม่ งานเว็บไซต์เลยเป็น 3D งานโมชันซะเยอะ หรือบางโปรเจกต์เป็น Confidential Project ลูกค้ารายใหญ่มากกกกก ตอนนั้นทั้งกดดันทั้งสนุก เพราะเราต้องเข้าไปทำงานในห้องลับที่มีแค่คนในทีมเข้าออกได้ ขนาดห้องยังเป็นห้องทึบ และต้องใช้รหัสผ่าน หรือบางงานเราก็ทำให้เราต้องไปนั่งดูทีวีเพื่อหา reference ประชุมทุกเย็น มันหลากหลายมากจริงๆ" 


ช่วงแรกคิดว่าทำไปก่อน

เดี๋ยวเขาก็เห็นงานเราเอง
 

           “ตอนเข้าไปเป็นเด็กฝึกงาน ต้องปรับตัวหนักมากทั้งเรื่องสำเนียงจากคนหลายชาติ และวัฒนธรรมการทำงาน เราเป็นคนไทยที่ค่อนข้างจะถ่อมตัว คิดว่าทำงานให้เยอะ เดี๋ยวเขาก็เห็นผลงานเองแหละ” 

           “แต่ในความเป็นจริง เขาให้เราพรีเซนต์งานให้คนในทีมฟังตลอดว่างานเราดียังไง เพราะเขาจะทำโปรเจกต์เน้นคอนเซปต์แข็งแรง  คิดไปทำไป บางทีไอเดียอาจมาก่อนคอนเซ็ปต์ และต้องสอดรับกับ Strategist ของทีมด้วย ช่วงเวลาที่ลงมือทำจริงไม่นานเท่า Brainstorming เลย ซึ่งมันต่างจากตอนเรียนและทำงานที่ไทยมากๆ ที่เปิดมาถึง ตั้งคอนเซ็ปต์ในหัว แล้วค่อยหาว่าจะทำภาพแบบไหน”

           “แล้วเวลาคุยงานกัน ถ้าเรามีไอเดียอะไรให้พูดเสนอได้หมด ไม่มีถูกผิด มันคือการแชร์ความคิดเห็นเพื่อจุดประกายความคิดให้คนอื่นๆ ส่งต่อกัน เหมือนไอเดียที่เราคิดว่ามันมีแค่ 50% ก็ควรพูดไปก่อน เพราะอีกคนอาจมาช่วยเติมอีก 50% ก็ได้ ซึ่งที่นี่จะไม่มีช่องว่างเรื่องสัญชาติ ตำแหน่ง อายุ หรืออะไรเลย แม้จะเป็น CEO หรือ Creative Director เขาก็เคารพความคิดเห็นของเรา ขณะเดียวกัน คนที่เป็น Design Director ก็อายุน้อยกว่าเราหลายปี เราก็เคารพเขาเหมือนกัน”


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


สวัสดิการเจ๋ง
เหมือนนั่งในใจพนักงาน


           “สวัสดิการที่นี่เจ๋งมากกก  เขาจะให้เราตั้งเป้าหมายว่าใน 3, 6, 9 เดือน, ปีนึง เราอยากทำอะไร มีเป้าหมายอะไร แล้วเขาจะมี Line manager คอยติดตามพัฒนาการ อย่างเช่นมีปีนึงเราอยากอัปตำแหน่งจาก Junior Designer มาเป็น Designer เขาก็จะคอยมาแนะนำว่าเราต้องทำอะไรบ้าง พัฒนาตรงไหน แล้วยังมีงบ 500 เหรียญ/ปี เป็น budget ให้ไปลงคอร์สเพิ่มได้ เราก็มีเอางบตรงนั้นไปลงคอร์สฝึกพูดหน้าคลาสและในที่ประชุุม

           “แล้วยังมีปาร์ตี้บ่อยด้วยนะ 555 ชอบมีแฮงก์เอาท์หลังเลิกงาน มีนโยบายเพิ่มวันหยุดของซัมเมอร์ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ให้เราใช้เวลาทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงาน นโยบายแบบนี้ยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกอยากทำงานให้เต็มที่เลย” 


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


ครั้งหนึ่งเคยเป็น Host

ในงาน SF Design Week


           “ตอนนั้นซานฟรานกำลังจะมีงาน SF Design Week ซึ่ง Design Studio ทั้งหมดจะเปิดสตูดิโอพร้อมโชว์ผลงานให้นักเรียน นักศึกษา คนทำงานในวงการนี้ หรือบุคคลทั่่วไปสนใจ มาเข้าชมหรือแลกนามบัตรทำความรู้จักกัน เป็นอีกหนึ่งโอกาสสร้างคอนเนกชัน  หน้าที่ของอีฟคือเตรียมงานทุกอย่าง ต้อนรับคน คอยตอบคำถาม และพรีเซนต์งานที่เราได้ทำในปีนั้น (นักเรียน AAU เข้ามาถามเราเยอะมาก 5555)”


Cr.  evewanitchakorn.com

 

ไลฟ์สไตล์ในเมืองสายชิลล์

ปั่นจักรยานไปทะเลก็ยังได้
 

           จุดเด่นของซานฟรานคือเป็นเมืองไม่ใหญ่ เรียนๆ อยู่ก็ไปทะเลได้ เดินทางง่าย ทุกอย่างดูใกล้กันและเชื่อมถึงกันหมดเลยค่ะ   เราชอบอากาศสบายๆ อุณหภูมิแต่ละฤดูใกล้เคียงกัน และชอบไลฟ์สไตล์คนที่นี่มากๆ ที่นี่อาจไม่ใช่เมืองที่แฟชั่นจ๋า แต่จะเป็นเมืองคนไลฟ์สไตล์ชิลล์ๆ ปั่นจักรยานไปทะเลได้ เดินชิลล์รับแดดได้ สูดอากาศบริสุทธิ์ได้ เสาร์อาทิตย์ก็สามารถทำอาหารไปปิกนิกในสวน ไปทะเล ไปเดินเขาได้


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com


Cr.  evewanitchakorn.com

           "ถ้าในสถานการณ์ปกติ ในซานฟรานถือว่าปลอดภัยมากนะ  แต่ถามว่าทุกซอกซอยเลยมั้ยก็คงไม่ ตอนกลางคืนก็ต้องระวังตัวเองเหมือนกัน และจะมีบางย่านเป็นแหล่ง Homeless (ที่น่ากลัวจริงๆ คือคนเล่นยามากกว่า)  บางที่คือห่างแค่ 2 บล็อกถนน ก็เหมือนคนละเมืองเลยค่ะ แต่ถ้าอยู่ที่นี่สักพักเราจะรู้แล้วว่าถนนเส้นไหนควรเดินหรือควรเลี่ยง แต่ถ้าเรื่องการใช้รถใช้ถนน ปลอดภัยมากๆ เลย เดินข้ามถนนก็แค่รอสัญญาณไฟ ไม่ค่อยเหมือนไทยที่ต้องมองซ้ายมองขวา มองขวามองซ้าย แล้ววิ่งข้ามฝั่งแบบระแวงๆ ส่วนใหญ่คนที่นี่จะใช้รถโดยสารกันเยอะ เพราะการมีรถส่วนตัวเหมือนเพิ่มภาระให้ตัวเอง ที่จอดทั้งแพงทั้งน้อย"
 
           แต่ความโหดคือค่าครองชีพ! 555 (/ปาดน้ำตา)  วัฒนธรรมที่นี่คือต้องจ่ายทิปส์อาหาร อาหารไม่รวมทิปส์ก็ $15 + ภาษีเกือบ 10% + ทิปส์ 15% ส่วนค่าบ้านคือแพงมากกกก ตอนเราเรียนในดาวน์ทาวน์ค่าบ้าน $4,300 ต่อเดือน (อยู่ 4 คน) ส่วนตอนนี้อยู่ $3,000 ต่อเดือน อยู่ 2 คนค่ะ เลือกกึ่งกลางระหว่างออฟฟิศกับทะเล ใกล้สวนสาธารณะ เดินทางไปทำงานสะดวก // ถึงแต่ละอย่างจะฟังดูโหด แต่ก็สมเหตุสมผลกับค่าครองชีพนะ เรตฝึกงานขั้นต่ำประมาณ $15-16 ต่อชั่วโมง และเงินเดือนสตาร์ตขั้นต่ำของซานฟรานซิสโก $60,000 ต่อปี


เตรียมตัวให้พร้อมกับโอกาส

ทั้งข้อมูลเมือง, วีซ่า, ทักษะ


           “ก่อนอื่นต้องศึกษาก่อนว่าเราอยาทำงานสายไหน แล้วประเทศไหนเมืองไหนที่เหมาะกับเรา  เก็บข้อมูลเรื่อง ‘วีซ่า’ ให้ดี เพราะการไปเรียนแต่ละคณะจะมีระยะเวลาหางานไม่เท่ากัน ให้ศึกษาดูเงื่อนไข CPT, OPT, STEM, OPT, O1, H1B  หรือถ้าเกิดใครไม่ได้เริ่มจากการเรียนต่ออเมริกา ก็จะมีวีซ่าชื่อ 'Transfer Visa') และในเมื่อโอกาสและวีซ่ารอไม่ได้แบบนี้  เราต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม และอย่ากลัวการเริ่มต้นด้วย"

           “การหางานที่นี่ไม่ง่าย เพราะการแข่งขันสูง อีฟว่าการเตรียมพร้อมและสะสมประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก พยายามศึกษางานจากมืออาชีพ ดูวิธีคิดวิธีทำงานของเขา เราว่ามันช่วยได้เยอะมาก และขนาดอีฟเองที่ได้งานแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าประสบความสำเร็จแล้วนะ  สเต็ปต่อไปที่ยากคือต้องรักษางานไว้ให้ได้ ต้องศึกษางานจากผู้อื่นตลอดเวลา เพราะถ้า performance เราไม่ได้พัฒนาขึ้น ก็มีสิทธิ์ต้องไปหางานใหม่เหมือนกันค่ะ"
 

Cr.  evewanitchakorn.com
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #อเมริกา #ซานฟรานซิสโก #อีฟ #MovingBrands #GraphicDesign #กราฟิกดีไซน์ #ดีไซน์ #งานดีไซน์ #ทำงานต่างประเทศ #AcademyOfArtsUniversity #AAU #California #เอเยนซี่ #ดีไซน์เอเยนซี่ #DesignAgency #Art #ศิลปะ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?