/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ยังกับในซีรีส์! รีวิวตารางชีวิตแบบอินไซต์ของเด็กไทยใน 'โรงเรียนเกาหลี' ทั้งสนุก+สมบุกสมบัน []

วิว


 
         สวัสดีค่ะชาว Dek-D วันก่อนเราได้ไปเจอแอคนึงในทวิตเตอร์  @Un16Kim  ของนักเรียนไทยที่ไปตามฝัน มุ่งมั่นจนสอบติด ม.ปลายที่ โรงเรียนนานาชาติอินชอน (인천국제고등학교: Incheon International High School) และเพิ่งเรียนจบเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมานี้เองค่ะ  บอกเลยว่าชีวิตน้องสมบุกสมบันมากกกทั้งเรื่องเรียนและสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำในโรงเรียน แต่ก็ช่วยพัฒนาทั้งภาษาและทำให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
 
         ดังนั้นเราเลยส่ง direct message ชวนน้องมาพูดคุยกับเจ้าของแอคเคานต์ดังกล่าว ซึ่งก็คือ "น้องจันทร์เจ้า-ธัญวนันท์  วรภัทร์สมบูรณ์" เพื่อเจาะลึกชีวิตเด็กไทยในโรงเรียนประจำของเกาหลี  บทสัมภาษณ์นี้เล่าทั้งเรื่องการเรียน กฎระเบียบ สังคมเพื่อน กิจกรรม และค่าใช้จ่าย พร้อมแทรกคำแนะนำสำหรับคนที่อยากฝึกภาษาหรือกำลังตัดสินใจเรียนต่อด้วยนะคะ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านเรื่องราวของเธอกันเลย!

ปฏิวัติเกรดครั้งใหญ่
ลงเรียนภาษาเกาหลีจริงจัง

 

         “จุดเริ่มต้นคือที่บ้านชอบดูซีรีส์เกาหลีอยู่แล้ว เราเองก็ชอบเพลงเกาหลีและเริ่มเรียนภาษาเกาหลีเพราะชอบวง EXO ค่ะ ^^ พอตอน ม.1 ภาษาเกาหลีก็เริ่มบูมขึ้นมา  เลยลงเรียนคอร์สภาษาเกาหลีตามเพื่อนแบบสนุกๆ จนมารู้จัก โรงเรียนนานาชาติอินชอนครั้งแรกจากบทความนึงบน Dek-D คราวนี้เริ่มสนใจจริงจังแล้ว เพราะค่าเทอมก็ดูไม่แพง อยู่ไม่ไกลจากโซล ค่าครองชีพถูกกว่า  ตอนนั้นเราตั้งใจมากเลยเพื่อที่จะไปเรียนที่เกาหลีให้ได้" 
 
         “พอมีเป้าหมายแล้วก็ไปลงเรียนภาษาเกาหลีเยอะเลยค่ะ  จากตอนแรก 2-3 ชั่วโมง/สัปดาห์ เพิ่มมาเป็น 8-9 ชั่วโมง/สัปดาห์ ฟิตทำเกรดจาก 2.3 พุ่งเป็น 3 กว่าๆ ตอนรุ่นที่เราสอบเข้า ทางโรงเรียนให้เตรียม recommendation letter จากโรงเรียนที่ไทย + เอกสารต่างๆ และมีใบสมัครให้เขียนเรียงความประมาณ 150 คำ (อังกฤษ/เกาหลี) ส่วนสัมภาษณ์ ถ้าไม่แข็งภาษาเกาหลีก็บอกเขาได้ค่ะ สุดท้ายก็ได้มาเป็นนักเรียนของที่นี่” 

เรียนภาษาเกาหลี 80% อังกฤษ 20%

แถมเป็นคนไทยหนึ่งเดียว
 

         “ปกติโรงเรียนจะแบ่งเป็น 2 อย่าง ถ้า International School = เรียนภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ถ้าเป็น International High School = เรียนเป็นภาษาเกาหลี แต่เน้นภาษาอังกฤษขึ้นมามากขึ้น (ของเราเป็นอย่างหลังค่ะ) เด็กต่างชาติจะถูกจัดไปเรียนห้องกึ่งๆ อินเตอร์ (국제반) และเราเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีห้องนี้ด้วยค่ะ ในห้องมีชาวต่างชาติ 5 คน เป็นคนจีน  4 คน และเราที่เป็นคนไทยคนเดียว   นอกนั้นเป็นคนเกาหลีหมด  โดยจะเป็นคนเกาหลีกลุ่มที่มีแพลนจะเข้าพวกบริหารหรือเรียนต่อต่างประเทศ  ตอนเรียนจะเจอสัดส่วนภาษาเกาหลี 80% : ภาษาอังกฤษ 20%
 
         “ชีวิตตอนนั้นเปลี่ยนมากแบบกะทันหันเลยค่ะ จากที่ตอนอยู่ไทยเราไม่ได้สนใจเรื่องเรียนเลย แต่พอมาที่นี่ทุกคนตั้งใจเรียนมาก ยิ่งช่วงสอบคืออ่านหนังสือหนักมาก  คาบดึกคือเต็มตลอด เพราะการแข่งขันสูง การตัดเกรดจะแบ่งเป็น A-F ถ้าจะได้เกรด A คือต้อง 90+ ซึ่งเด็กเกาหลีส่วนใหญ่คือได้ไม่ต่ำกว่า 80 คะแนนตลอด
         “ถึงเราจะเรียนพิเศษภาษาเกาหลีมาเยอะก็จริง แต่ก็รู้แค่หลักการกับการสื่อสารทั่วไปเฉยๆ พอไปใช้ชีวิตจริงๆ แบบที่ไม่มีคนไทยเลย ก็ต้องปรับตัวหนักมากเหมือนกัน  อย่างเช่นมาถึงเจอคาบแรกเรียนฟิสิกส์เป็นภาษาเกาหลีงี้ 5555 โชคดีที่ตอนเรียน รร.ราชินี เขาปูพื้นฐานให้เด็ก ม.ต้นเพื่อให้พร้อมแยกสายตอน ม.ปลายอยู่แล้ว ก็เลยพอไหว ส่วนวิชาเลขนี่เคยเป็นศัตรูเก่านะ แต่พอมาที่นี่ดันช่วยชีวิตเฉยเลย"

         "แต่ถ้าคาบที่เป็นภาษาอังกฤษ เราได้เจอพวกวิชา Creative Writing, Writing Essay, วิชา AP ฯลฯ ตอนแรกคิดว่าอังกฤษคงจะพอไหวแหละ  แต่พอเจอครูคอมเมนต์ครั้งแรก น้ำตาตกเลยย เขาตรวจละเอียดมาก พื้นฐานครูเกาหลีก็โหดอยู่แล้วด้วย (เรียนกับครูคนเดิม 3 ปีรวด) เราเลยไปเริ่มฮึดจากบางวิชามีครูอเมริกันกับครูเกาหลีสอนคู่กัน  ค่อยๆ เรียนรู้จน คะแนนภาษาดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง 2 งานสุดท้ายก่อนจบเราได้คะแนน essay 50 เต็ม ดีใจมากกก  แล้วพอไปลองทำ Pre-Test ของ IELTS ก็ได้คะแนนประมาณ 5.5 จริงๆ ไม่ได้เรียกว่าเก่งหรือคะแนนดีหรอก แต่ดีกว่าช่วง ม.ต้นเยอะเลย เพราะตอนนั้นคือเราอยู่ระดับที่แต่งประโยคยังไม่ได้เลยค่ะ"


วิชาเลข = อดีตศัตรูที่มาช่วยตอนอยู่เกาหลี
@Un16Kim
 
         “อยากฝากน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มฝึกภาษาเกาหลีอยู่ มันอาจดูเหมือนยากในช่วงแรกนะ แต่ถ้าเรียนจบเล่มแรก (เบื้องต้น) จับทริคได้แล้วมันจะง่ายยิงยาวไปเลย และจะยากอีกทีตอนเล่ม 5-6 ที่เจอเรื่องการเขียน ดังนั้นไวยากรณ์เล่มแรกๆ คือตัววัดเลยว่าจะไปต่อได้มั้ย”

 

เรียนแบบเน้นพรีเซนต์

จับฉลากให้ นร.สอนกันเอง
 

         "ถ้าเทียบวิชาเรียนจะไม่ต่างจากไทย แต่วิธีการเรียนจะต่างกันมาก    ถ้าเกิดเป็นอาจารย์ฺฝรั่งสอน จะมาเป็นแนวให้อ่านแล้วมา discuss กัน หรืออีกแบบคือสอนคาบแรก 1 คาบ ที่เหลือให้นักเรียน 'ทุกคน' จับฉลากไปอ่านแล้วมาสอนเพื่อนในห้อง ยากมากกกก ลองนึกภาพว่าขนาดวิชาเลข ครูยังสอนแค่บทเดียว T_T”
 
         “ตอนแรกเราพรีเซนต์ด้วยความไม่รู้ เคยชินกับการยืนอ่านโพยหน้าห้อง  แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราต้องสอนทั้งบท แต่ปรากฏว่าเราต้องสอนทั้งบทแบบยืนอ่านเฉยๆ แบบนั้นไม่ได้  ภาษาเกาหลีเราก็ยังไม่แข็ง แถมครูก็ไม่ได้ช่วยระหว่างเราสอน ทำให้ตอนออกไปสอนครั้งแรกตื่นเต้นจนลืมไปหมด อธิบายไม่ไ่ด้เลยค่ะ  สุดท้ายยืนร้องไห้หน้าห้องเลย   คาบนั้นครูก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วก็มาช่วยสอนแทน  แต่พอครั้งที่ 2 เราเริ่มจับจุดได้และตั้งใจเตรียมตัวมาอย่างดี เพราะเขาจะให้เวลา 2-3 สัปดาห์ เราเริ่มจากอ่านเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ  > แปลงเป็นเกาหลี > จับศัพท์ > เตรียมบทพูดที่จะใช้สอน  บางทีก็มีให้เพื่อนช่วยอ่านก่อนด้วยว่าเขาเข้าใจมั้ย ฟังคอมเมนต์แล้วมาปรับแก้ พอสอนบ่อยๆ รอบหลังๆ คะแนนโอเคขึ้น”
         “เราคิดว่ามันเป็นระบบที่ดีเลย ถ้าเกิดอะไรที่ได้มาง่ายๆ หรือครูป้อนให้ตลอด อาจทำให้บางคนรู้สึกว่าไม่ต้องตั้งใจก็ได้  แต่ที่นั่นคือต้องใช้ความพยายามเพื่อแลกกับคะแนน ครูไม่ได้ใช้วิธีนี้เพราะขี้เกียจสอน แต่วิธีนี้ทำให้เราเข้าใจเนื้อหามากขึ้นเพราะต้องทวนหลายรอบ และนักเรียนก็ได้รู้วิธีการสอนคนในวัยเดียวกันด้วย”

 

รีวิววิชาสุดแฮปปี้ & ท้อแท้
 

         “เราชอบหลายวิชานะ อย่างเช่น เศรษฐศาสตร์ (Ecomomic) เขาจะแบ่งเป็น  ปีแรกปูพื้นฐาน > ปี 2 เรียนเศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) > ปี 3 เรียนเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic) เรียนแบบเลกเชอร์ มี debate + discuss กัน และเรียนเป็นภาษาอังกฤษ วิชานี้ครูสอนเข้าใจมาก เราเองก็ชอบสังคมอยู่แล้วด้วย มีคำนวณบ้างแต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป
 
         “วิชาประวัติศาสตร์โลก (World History) เราอินกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ไทยแล้ว อินกับเรื่องสงครามโลกด้วย แล้วครูวิชานี้ก็ดีมาก คอยอธิบายสิ่งที่ไม่เข้าใจให้ฟังตลอด  และอีกวิชาคือ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ (Creative Writing) เราชอบเขียนนิยายอยู่แล้ว และวิชานี้ก็เขียนแบบปลดปล่อยจินตนาการได้เต็มที่ไม่มีถูกผิด”
 
         ส่วนวิชาที่เกือบไม่รอดนี่ต้องภาษาจีนเลยค่ะ ตอนมาถึงเราก็ได้เจอเพื่อนคนเกาหลีที่มีพื้นภาษาจีนพอสมควรแล้ว เพราะคนเกาหลีมี 'ฮันจา' ที่เป็นรากศัพท์ภาษาเกาหลีอยู่แล้วเลยมีพื้นฐานกันหมด     ส่วนเราคือศูนย์ พอเรียนด้วยภาษาเกาหลีก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ความจำก็ไม่ดี  ขนาดจำบทสนทนา 3 บทไปสอบพูดในห้องก็ยังทำไม่ได้เลย สุดท้ายได้ D ทั้งที่พยายามมากแล้ว พอเทอมต่อมาเจอ วิชาการเขียนเรียงความภาษาจีน หนักกว่าเดิมอีกทีนี้  ยอมแพ้เลยค่ะ TT จริงๆ นอกจากนี้ก็มีพวก วิชาประวัติศาสตร์เกาหลี กับวรรณกรรมเกาหลี   ด้วยที่ยากถึงขนาดไปหาที่เรียนภาษาเกาหลีเพิ่มเพื่อให้เข้าใจวิชานี้เลยค่ะ”

A day in life
แต่ละวันทำอะไรบ้าง?

 

  • ตอนเช้าตื่น 06.30 น.  มีออดเสียงดังมากตามด้วยเพลง rock หรือ kpop อันนี้แล้วแต่อารมณ์ของครูคุมหอ555 ครูจะมาเปิดห้องตรวจว่าใครยังไม่ตื่น ตื่นในทีนี้คือเด้งตัวลุกมานั่งบนเตียง ถ้าโดนเช็กว่ายังไม่ตื่นครบ 3 ครั้ง = ตัดคะแนนจิตพิสัย 5 คะแนน
     
  • อาหารเช้าจะเสิร์ฟถึงแค่ 07.20 น. ถ้าจะออกจากห้องเวลานี้ก็จะพลาดมื้อเช้าไปค่ะ ซึ่งเราก็เลือกนอนนั่นแหละ 5555 ทริคของเด็กที่นี่คือมีไข่ต้มหรือขนมอย่างอื่นที่ไม่กลิ่นไม่แรงติดล็อกเกอร์ไว้
     
  • หลังจากนั้นทุกคนต้องไปเข้าห้องอ่านหนังสือ (면학실) เพื่ออ่านหนังสือและเตรียมบทเรียนในช่วงเช้า ครูจะปิดประตูตอน 07.45 น. ถ้าช้าจะโดนเช็กชื่อและทำโทษโดยการให้ทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลางของชั้น
     
  • พอเวลา  08.30 น. ก็แยกย้ายไปเรียนตามห้อง คาบเช้าจะมี 4 คาบ แล้วพักเที่ยงตอน 12.40-13.30 น. บางคนก็ไม่กินเพราะงานไม่เสร็จหรือมีพรีเซนต์ช่วงบ่าย ก็จะยืนหยัดกับการกินไข่ต้มต่อไป หลักๆ ช่วงเที่ยงนักเรียนก็จะเล่นกีฬา เดินเล่น เพราะ รร.อยู่บนเขา ข้างๆ เป็นพิพิธภัณฑ์วิทย์เข้าฟรี หรือเดินไปหน่อยก็จะมีคาเฟ่ให้นั่งเล่นค่ะ (แต่ต้องรีบไปเพราะคนเยอะมากๆT-T)
     

ข้าวเที่ยงของโรงเรียนคืออร่อยสุดดด
@Un16Kim
  • 13.40-16.30 น.   เรียนคาบบ่าย 4 คาบ + คาบพิเศษตอน 16.40-18.00  น. ที่เด็กเกาหลี ม.4+ เรียนติวสอบซูนึงกับติวเตอร์ (เป็นติวเตอร์เฉพาะทางเลย)  ที่ รร.เชิญมาสอนทุกคาบ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบซูนึง) ส่วนเด็กห้องอินเตอร์อย่างเราๆ ไม่ค่อยมีใครต้องสอบซูนึงอยู่แล้ว เลยได้ลงวิชาอื่นๆ แทน ตอนนั้นมีวิชาสเปน เวียดนาม ญี่ปุ่น
     
  • 16.00-17.00 น. เวลาอาหารเย็น
     
  • 15.00-16.50 น. คาบอ่านหนังสือและทำการบ้านแบบใช้ notebook ได้ แต่ต้องจองห้องก่อน ซึ่งจริงๆ มันจองยากมาก ต้องวิ่งทุกที
     
  • 17.30-23.30 น.   คาบอ่านหนังสืออีกรอบ แต่รอบนี้ห้ามใช้โน้ตบุ๊ก ซึ่งคาบนี้ทุกคนจะต้องกลับมารวมกันที่ห้องอ่านหนังสือ (면학실) ทุกคน
     
         “บรรยากาศห้องอ่านหนังสือจะเงียบกริบมากกก มีครูคุมอยู่ 2 คน ห้ามคุยห้ามลุกเดินหากัน กระซิบๆ ได้ ต้องเซ็นใบเข้า-ออก แต่ไม่ได้กำหนดว่าต้องอ่านอะไร เป็นคาบ self-study ที่เลือกอ่านได้และห้ามใช้เสียงรบกวน
 
  • 23.30-00.00 น. กลับเข้าหอเพื่ออาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน
     
         “หอพักจะแบ่งเป็นฝั่งชายและหญิงแยกตึกกัน ห้องหนึ่งจะนอนประมาณ 4-5 คน รูมเมทจะต้องเปลี่ยนทุกปี ซึ่งเขาจะใช้การแรนดอม ซึ่ง เราว่าเราโชคดีมากที่ได้รูทเมทดีทุกคนเลยค่ะ”


Before (สมัย ม.ปลายปี 1 คือรั่วกันมาก5555)
@Un16Kim


After!! เรียนจบแล้วจ้า
@Un16Kim
 
          “ส่วนคนที่ลงคาบดึกก็จะได้ลงมาอ่านหนังสือต่อคาบดึก(밤면학) ก็จะเริ่มตั้งแต่ 00.30-02.00 น. อันนี้คือชีวิตแบบปกติที่ใช้กันทุกวันตลอดระยะเวลา 3 ปี จริงๆ ตอนแรกเราไม่เคยลงมาคาบดึกเลย แต่พอได้ลงแล้วก็ติดใจ จากนั้นมาก็ลงตลอด 5555 ยิ่งช่วงสอบคือคนเยอะมาก บางวันคนจองเต็มแต่เช้าเลยค่ะ (โรงเรียนหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ เราไปเรียนเสริมภาษาเกาหลีข้างนอก + ทำการบ้าน พอวันอาทิตย์ถึงจะพัก แล้วไปหาซื้อของเข้าบ้าน)


เวลาลงคาบดึก (밤면학) จะต้องมาลงชื่อจองในเว็บรร.เท่านั้น
@Un16Kim
 
     "ห้องอ่านหนังสือหรือ 면학실 หน้าตาจะประมานนี้ อันนี้คือตัวอย่างโต๊ะตอนเราย้ายไปช่วงแรกๆ มันก็เป็นโต๊ะฟีลพนักงานออฟฟิศเลยค่ะ โต๊ะใครโต๊ะมัน แล้วจะมีโต๊ะแบบนี้ประมาน 150 โต๊ะ เวลาเข้าไปนี่เงียบมากๆ นะ  ถ้าใครทำเสียงดังขึ้นมาคืออีก 149 คนจะหันมามองทันที"

บรรยากาศห้องอ่านหนังสือ (면학실) คาบดึกสุดฮอต เต็มตลอด
@Un16Kim


นี่โต๊ะเราเอง มันก็จะรกๆ หน่อย

@Un16Kim
 

ว่าด้วยกฎระเบียบ

มือถือ / สีผม / เครื่องแบบ
 

  • ในทุกเช้าวันจันทร์นักเรียนจะต้องนำมือถือฝากกับครูประจำชั้น แล้วก็จะได้คืนอีกทีวันศุกร์ แต่ถ้ามีเรื่องด่วนที่ต้องใช้ก็สามารถไปขอเบิกมาได้ และมีโทรศัพท์สาธารณะให้ใช้ แต่ถ้าใครไม่เอาไปฝากตั้งแต่เช้าวันจันทร์ จะโดนยึดยิงยาว 2 สัปดาห์” 
     
    • คนทำความสะอาดในโรงเรียนจะดูแลแค่ทางเดินกับห้องน้ำ ส่วนห้องจะต้องทำความสะอาดกันเอง แรกๆ ก็จัดเวรประจำวัน แต่หลังๆ เปลี่ยนเป็นระบบทำโทษแทน ถ้าใครทำผิดก็จะโดนทำความสะอาดห้องคนเดียวเกือบเดือน
       
  • บังคับชุดนักเรียนเฉพาะวันศุกร์ แต่หลังๆ ไม่ใส่กันด้วยซ้ำ 555 ยกเว้นบางวันที่โรงเรียนแจ้งนักเรียนล่วงหน้าว่าต้องใส่ หน้าร้อนใส่ขาสั้นพอประมาณได้ ผมย้อมได้ถึงระดับน้ำตาลเข้ม ยกเว้นเทอมสุดท้ายของม.ปลายปี3 (ม.6) ที่จะฟรีขึ้นเพราะเรียนแค่บางวิชา ที่เหลือให้เตรียมสอบ
     

อีกสีสันชีวิตนักเรียน

กีฬาสี & ชมรม
 

        “ที่เกาหลีจะมีชมรมเยอะมากๆ แบบมีทุกสาย จริงจังมากด้วย  ต้องเข้าเดือนละ 2 ครั้ง โดย เขาจะบังคับให้มีขั้นต่ำหมวดละ 1 ชมรม จาก 2 หมวดคือ 1. หมวดนันทนาการ (เช่น เต้น K-POP, ถ่ายภาพ, ตัดต่อ) กับ 2. หมวดวิชาการ (เช่น ธุรกิจ, ผู้พิพากษา, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) ตอนจะเข้าต้องสอบกับสัมภาษณ์  ถ้าชมรมไหนฮิตการแข่งขันจะยิ่งสูง อย่างถ้าฮิตๆ ก็จะมีชมรมวงดนตรีเกาหลีโบราณ ที่เขา co กับชมรมเต้นทัลชุม 탈춤 (การเต้นแบบโบราณของเกาหลี) และชมรม Orchestra"
 
         “ตอนนั้นโชคดีมีพี่รหัสคอยช่วยเหลือ จนได้มาเข้าชมรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชมรมนี้จะได้ทำโปรเจกต์จิตอาสา ทำป้ายรณรงค์ต่างๆ  ชมรมถ่ายภาพ มีสอนทฤษฎีบ้าง พรีเซนต์การอ่านท่าทางจากรูปภาพ และได้ทำงานเป็นช่างภาพโรงเรียน ชมรมประวัติศาสตร์ จะเรียนแนว discuss ถามความคิดเห็น และชมรมกีฬา Floorball  ชมรมนี้จะเรียนทุกวันพฤหัส เปลี่ยนจากเข้าห้องอ่านหนังสือไปอยู่โรงยิมแทน ชมรมนี้คือเจอแต่คนเก่งๆ เยอะมาก”


นิทรรศกาภาพถ่ายของชมรมถ่ายภาพ


การแสดงของชมรม ‘ทัลชุม’  ในงานสานสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน
@Un16Kim
 
         “ส่วนงานกีฬาสีโรงเรียนจะไม่เหมือนที่ไทยเลย แทบจะไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากเท่าไหร่ แต่ละห้องจะมีธีมของตัวเองไม่ซ้ำกัน  พอใกล้งานจะมีมาซ้อมเต้น ซึ่งต้องเต้นทุกคนด้วยนะ เต้นแข่งกันเป็นระดับชั้น แถมห้องเราได้ที่ 1 ด้วยทั้งที่ซ้อมกันแค่วันเดียว 5555 ส่วนกีฬาที่แข่งก็จะทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน พวกบาสเก็ตบอล วิ่งกระสอบ ฯลฯ”

ปี 2 คือที่สุดของความเหนื่อย!

แต่อะไรทำให้ผ่านมาได้?
 

         “ถ้าเกิดปี 1 จะเหนื่อยเรื่องปรับตัว แต่ก็ยังไม่หนักเรืองชมรมเพราะเรายังเป็นรุ่นน้อง แต่ปี 2 (ม.5) เราต้องรับผิดชอบเยอะมากเรื่องเรียนที่ยากและเป็นภาษาเกาหลีมากขึ้น  มีทั้งชมรม แถมเป็นพี่รหัสด้วย หัวหมุนมากๆ เคยมีครั้งนึงที่ต้องพรีเซนต์งานแล้วเครียดจนไปนั่งร้องไห้เลย ทั้งที่ตอนอยู่ไทยคือเป็นคนที่ลั้นลากับชีวิตมาก  ส่วนปี 3 (ม.6) จะไม่เหนื่อยเท่าไหร่เพราะเรียนแค่ครึ่งปี แล้วก็ไม่ต้องทำชมรมแล้ว โฟกัสเรื่องการสอบเข้ามหา’ลัยอย่างเดียวแทน"
 
         “แต่เราโชคดีที่ได้ทั้งรูมเมทและพี่รหัสที่ดีมากมากกก เขามีระบบรุ่นพี่ (mentor) รุ่นน้อง (mentee) เพื่อให้อุ่นใจขึ้น   และลดโอกาสการฆ่าตัวตายจากความเครียด  เราสามารถไปลงชื่อว่าอยากมีน้องรหัส หรืออีกวิธีนึงคือรุ่นพี่สามารถบอกครูได้เลยว่าอยากได้คนนี้เป็นน้องรหัสก็ได้เหมือนกันค่ะ  ตอนนั้นพี่รหัสของเรา เขาช่วยเหลือตลอดทั้งการเข้าชมรม ส่งต่อหนังสือ และก็นัดทานข้าวสัปดาห์ละครั้ง”
 
         “ส่วนเพื่อนๆ คือช่วยเหลือดี และจะสนิทกันเป็นพิเศษเพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เพื่อนหลายๆคนคือดีกับเรามากคอยช่วยเหลือในทุกเรื่อง คอยรับฟังคอยให้กำลังใจในวันที่เหนื่อยหรือท้อตลอด ช่วยตรวจการบ้านพรีเซนต์ให้ด้วย ยิ่งพอปี 3 ปีสุดท้ายก็ยิ่งเป็นปีที่ทุกคนคือใช้เวลากับเพื่อนๆอย่างคุ้มที่สุดหลังจากผ่านอุปสรรคด้วยกันมานาน  บางคนคือมานอนบ้านบ้าง พยายามนัดเจอกันไปเที่ยวกันให้มากที่สุด เพราะอยากจะเก็บความทรงจำด้วยกัน”
 

และแล้วก็มาถึงวันเรียนจบ

Before & After
 

         “ตอนพิธีจบคือเป็นความรู้สึกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาถึงจุดนี้ได้    เราต้องขอบคุณทั้งประเทศเกาหลีใต้ โรงเรียน เพื่อนๆ และครูที่สอนให้เราเป็นเราแบบวันนี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆ”
         สิ่งแรกที่ได้จากการไปเกาหลีใต้คือความเป็นผู้ใหญ่ เราไปเรียนต่อคนเดียว โดยที่โรงเรียนมีหอให้อยู่แค่จันทร์-พฤหัส ทำให้วันศุกร์-อาทิตย์ ต้องมาอยู่ข้างนอกเอง ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเองเยอะมาก ทั้งการบริหารเวลาและความรับผิดชอบในทุกๆ เรื่อง”
         “อีกสิ่งที่ได้คือโอกาส  จากตอนแรกที่แพลนก่อนมาเกาหลีว่าอยากเป็นไกด์ เพราะชอบภาษามาก ชอบเที่ยว อยากเจอคนใหม่ๆ แต่พอมาเรียนจริงอยู่จริง ได้เจอวิชาและชมรมแปลกๆ ที่น่าสนใจ ก็ทำให้เราเริ่มค้นพบความชอบของตัวเอง ได้ฝึกงานกราฟิก รวมถึงเคยได้เคยไปออกรายการ ที่ช่องหนึ่งของเกาหลีด้วย ตอนนั้นคือรู้เลยว่าเราชอบงานด้านนี้มากๆ  รู้สึกขอบคุณตัวเองมากๆ ตอนนั้นที่ตั้งใจมาที่นี่ ทั้งที่ปกติไม่เคยอยากตั้งใจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เกาหลีเปลี่ยนเราทั้งแนวคิด สังคม และเปิดโลกให้มีเป้าหมายในชีวิต

รีวิวความเป็นอยู่

และค่าครองชีพคร่าวๆ
 

         “ที่อินชอนจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ เป็นย่านเมืองสร้างใหม่ไม่ไกลจากโซล มีร้านอาหาร โรงหนังเล็กๆ นอกนั้นก็เป็นออฟฟิศ คนจะใช้เวลากับการพักผ่อนเป็นส่วนใหญ่ ข้อดีคืออากาศเย็นมากทั้งปี หน้าร้อนก็ไม่ร้อนเพราะอยุ่เขาและติดทะเล ไม่ค่อยมีมลพิษมาทำให้เสียสุขภาพ”


บรรยากาศรอบๆ โรงเรียนช่วงใบไม้ผลิ (สวยมากกก)
@Un16Kim


@Un16Kim
 
         "ตอนนั้นเรามีค่าใช้จ่ายทุกอย่างราวๆ  4-5 แสนบาทต่อปีค่ะ ใน 1 เทอมจะมีค่าเรียนแบ่งจ่ายเทอมละ 2 ครั้ง ครั้งละ 15,000 บาท +  ค่าหอในประมาณเดือนละ 3,300 บาท +   ค่าหอนอกที่จะต้องอยู่เสาร์อาทิตย์ ประมาณเดือนละ   27,000 บาท + ค่าอาหารของโรงเรียนเดือนละ 7,000-10,000 บาท  ราคานี้ไม่รวมค่าขนมค่าเดินทางไปกลับโรงเรียน  ค่าชุดนักเรียน ค่าหนังสือ และค่าตั๋วเครื่องบินค่ะ (ปีแรกมีทัศนศึกษาที่อเมริกา เลยบวกมาอีกประมาณ  200,000 บาท) ถือว่าโอเคเลยถ้าเทียบกับค่าครองชีพของที่นี่"
 

ถ้าให้แนะนำน้องๆ

ที่กำลังตัดสินใจ
 

         “เราอาจจะต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่ช่วงชีวิตที่สบาย เลิกเรียนแล้วไปเดินฮงแดอะไรแบบนั้น ที่นี่การแข่งขันสูง ถ้าเกิดใครที่ยังไม่พร้อมจริงๆ อาจจะเรียน ม.ปลายเรียนที่ไทยให้จบก่อน แล้วฝึกภาษาให้แข็ง ทำกิจกรรมเยอะๆ รักษาเกรด และขอทุนรัฐบาลระดับมหาวิทยาลัย จะช่วยให้เซฟเงินและเหนื่อยน้อยกว่า แต่ถ้าพร้อมทุกอย่างแล้วอยากลองมามันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนกัน”
 
         “แต่ยังไงก็ตามอย่าลืมนึกถึงพ่อแม่ด้วย ถ้าเกิดอยากไปมากกกกแต่พ่อแม่ไม่พร้อม ก็อยากให้เข้าใจเขาเพราะค่าใช้จ่ายก็ถือว่าสูงกว่าที่ไทยมากพอสมควร ไว้เตรียมตัวเองให้พร้อมแล้วรอขอทุนตอนมหา’ลัยก็ไม่สาย”
         พอได้ฟังแต่ละพาร์ตแล้วรู้สึกถึงการเรียนที่เข้มข้นหนักมาก การแข่งขันก็สูง ส่วนกฎระเบียบและความตรงต่อเวลาก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเลยค่ะ ถ้าใครที่คุ้นเคยกับความยืดหยุุ่น อาจต้องปรับตัวกันยกใหญ่ พี่หวังว่าน้องๆ จะเห็นภาพการใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำมากขึ้น และช่วยประกอบการตัดสินใจได้ไม่มากก็น้อย ถ้าสนใจจริงๆ อยากให้น้องเก็บข้อมูลและเตรียมความพร้อมให้ดีนะคะ
 
         สุดท้ายนี้ เราก็แอบส่องแล้วไปเห็น Pinned   Tweet เรื่องคอร์สเกาหลีราคาเบาๆ ขอช่วยขายหน่อย น้องเล่าว่าอยากใช้เวลาว่างเปิดคอร์สให้ทุกคนมีโอกาสเรียนภาษาเกาหลีได้ในราคาประหยัด โดยอิงบทเรียนและสอดแทรกประสบการณ์ที่ซึมซับจากเกาหลีมาพักใหญ่ๆ ทำให้มีเรื่องศัพท์ สำนวน ประโยคที่เขาใช้กันจริงๆ หนังสือก็เขียนสรุปขึ้นมาเองเพื่อใช้สอนด้วยนะคะ ใครอยากอัปสกิลภาษาเกาหลี หรืออยากเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันนี้ เก็บไว้พิจารณาได้นะคะ :)
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kookkai

พี่กุ๊กไก่ - ผู้เขียน

มนุษย์เบ้าหน้าจีน หวีดนักร้องไทย คลั่งไคล้ซีรี่ส์เกาหลี คลุกคลีกับอาหารญี่ปุ่น

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #Incheon #อินชอน #โรงเรียนนานาชาติอินชอน #IncheonInternationalHighSchool #มัธยมปลาย #มัธยม #โรงเรียนประจำ #โรงเรียนกินนอน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?