/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ไหวตัวให้ทัน! รวม 7 เรื่องการศึกษา & สไตล์การเรียน ที่(อาจ)เปลี่ยนไปหลังผ่านช่วง COVID-19 []

วิว

 
            สวัสดีค่ะชาว Dek-D ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายคนต้องห่างหายจากห้องเรียนกันไปนาน แล้ววันก่อนพี่ก็ไปเจอบทความที่เขาเชิญผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ รวมถึง CEO ผู้ก่อตั้งธุรกิจด้านการศึกษา มาพูดคุยเรื่องการเรียนมหาวิทยาลัยของอเมริกาหลังโควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งก็มีทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์การเรียนที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การปรับตัวของทางมหา’ลัยเอง และอีกหลายมุมที่น่าสนใจมากๆ
 
            และวันนี้พี่ก็ขอหยิบยกเรื่อง “รูปแบบการเรียนหลังจบโควิด-19” มาฝาก เผื่อว่าน้องๆ สนใจว่าวิถีการเรียนหนังสือแบบ New Normal เป็นยังไงบ้าง หรือถ้าใครเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกแล้วอยากเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น ตามมาเก็บข้อมูลกันได้เลยค่ะ!
 

Photo Credit: Freepik
 
รูมเมตน้อยลง 
มีหอพักสำหรับกักตัวมากขึ้น
 
            ไลฟ์สไตล์ชีวิตมหาวิทยาลัยอย่างแรกที่จะเปลี่ยนไปคือเรื่องหอพักนั่นเองค่ะ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ พยายามจัดการให้พื้นที่หอพักภายในวิทยาเขตมีความหนาแน่นน้อยลง ดังนั้น บรรยากาศการอยู่หอแคบๆ กับรูมเมตหลายคนอาจกลายเป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว 
 
            ม.จอร์จเมสัน (George Mason University) ได้ประกาศว่า  จะลดจำนวนการอยู่หอพักของนักศึกษาให้เหลือราวๆ 25% ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มจำนวนหอพักเดี่ยว พร้อมเปิดพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับกรณีที่นักศึกษาอาจต้องกักตัวอยู่คนเดียว ซึ่งทางมหา’ลัยเองก็ค่อนข้างพร้อมกับการปรับตัวครั้งนี้ค่ะ เพราะนักศึกษาป.ตรี ราวๆ 23% เท่านั้นที่อาศัยในหอพัก
 
            ส่วนทางด้าน ม.แมริแลนด์ (The University of Maryland) ก็ได้ออกนโยบายลดความหนาแน่นของหอเช่นกัน แม้ว่าจะมีจำนวนนักศึกษาที่พักอยู่ในหอของมหาวิทยาลัยในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากก็ตาม
 
ใช้หนังสือเรียน E-Book มากขึ้น
 
            Mike Huseby ซีอีโอของบริษัท  Barnes and Noble Education มองว่า ไวรัสโควิด-19 เป็นตัวเร่ง (accelerator) ที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจตำราเรียนแบบ e-book เติบโตเร็วขึ้น โดยเขากล่าวว่า “แม้นักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ยังชอบใช้หนังสือเรียนแบบเล่มมากกว่า เนื่องจากไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ต และหยิบหนังสือมาอ่านได้ทันที แต่ผลจากโควิด-19 ก็ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาปรับใช้ในการเรียนการสอนเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยที่ความนิยมหนังสือเล่มก็ยังไม่ได้หายไปไหน”
 
            ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและบทเรียนแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการเรียนยังนับเป็นโมเดลการเรียนแบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้เรียนประหยัดค่าใช้จ่ายการเรียนมากขึ้น และเข้าถึงบทเรียนได้ครอบคลุมขึ้นเช่นกัน แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงแล้วก็อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงรูปแบบการเรียนการสอนที่ต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปซะหมด ซึ่งก็เห็นได้จากข่าวในปัจจุบันที่มีเด็กจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษารูปแบบใหม่ได้ 
 

Photo Credit: Freepik
 
คนหันมาเรียนออนไลน์มากขึ้น 
 
            ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงในหลายแห่ง ก็ทำให้ต้องปิดสถาบันและมหาวิทยาลัยทั่วโลกเป็นการชั่วคราว นักศึกษาหลายคนต้องปรับตัวมาเรียนออนไลน์จากที่บ้าน ซึ่ง Michael Horn ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันไม่แสวงหาผลกำไร Clayton Christensen ได้ให้ความเห็นว่า การที่โรคระบาดทำให้การเรียนการสอนหยุดชะงักไป ก็อาจทำให้นักศึกษาเลือกเรียนออนไลน์ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
 
            ทางด้าน Michael Hansen ผู้ก่อตั้งบริษัท Cengage กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่แค่ผู้เรียนจะหันมาเลือกเรียนหนังสือจากที่บ้านมากขึ้นนะ แต่พวกเขายังมีอีกหลายทางเลือกอีกหลายรูปแบบเลย ทั้งนี้ สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้ทำให้ชาวอเมริกันกว่า 36 ล้านคนต้องถูกเลิกจ้าง Hansen จึงคาดว่าผู้เรียนที่เป็นวัยทำงานจะหันมาเรียนคอร์สออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะทางมากขึ้น หรือเลือกลงคอร์สออนไลน์แบบที่ได้ใบ Ceritificate และในขณะเดียวกัน จำนวนผู้เรียนปริญญาแบบเต็มเวลา (โดยเฉพาะ ป.โท) อาจลดลงไปอีกถ้าเทียบกับช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008
 
จำนวนนักศึกษาต่างชาติลดลง
 
            การมาเยือนของโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัดเรื่องการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น ตลอดจนการขอวีซ่าไปยังประเทศที่ต้องการเรียนต่อก็ยากลำบากมากขึ้นด้วยเช่นกัน นับเป็นหนึ่งปัญหาที่ทำให้คนตัดสินใจไม่เรียนต่อต่างประเทศในช่วงนี้   โดยสภาการศึกษาของสหรัฐฯ ก็คาดว่าในปีหน้าจำนวนนักศึกษาต่างชาติจะลดลงราวๆ 25% ส่งผลให้สถาบันการศึกษาหลายแห่งสูญเสียรายได้ถึง 23 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ยังเป็นเรื่องยากที่จะสรุปว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร
 
            ทั้งนี้ Ken Simek หุ้นส่วนของ Mercer ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจ กล่าวว่า รายได้หลักของมหาวิทยาลัยในประเทศแถบตะวันตกส่วนใหญ่มาจากนักศึกษาต่างชาติ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จ่ายค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน และยังไม่นับรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย ดังนั้น การเกิดโรคระบาดจึงทำให้มหา’ลัยบางแห่งต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านการเงินตามมาค่ะ
 
การปรับลดพนักงานมหาวิทยาลัย
 
            อย่างที่เล่าว่าโควิด-19 ทำให้มหา’ลัยหลายแห่งต้องประสบปัญหาทางการเงิน ซึ่งนั่นก็ไม่เว้นมหา’ลัยที่ร่ำรวยด้วยค่ะ อย่างเช่นเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา Marc Tessier-Lavigne อธิการบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ได้ออกมาประกาศว่ามหา’ลัยกำลังเผชิญปัญหาการเงินอยู่ ซึ่งเป็นเป็นผลพวงจากไวรัสนี้ ดังนั้นจึง “เลี่ยงไม่ได้” ที่จะต้องปรับลดจำนวนพนักงานของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างพนักงานก็จะยังสอดคล้องกับจำนวนรายวิชาที่เปิดสอนและงบของมหา’ลัย
 

Photo Credit: Freepik
 
มหา’ลัยหลายแห่ง “อาจ” ต้องปิดตัวลง
 
            เมื่อหลายปีก่อน Clayton Christensen นักวิเคราะห์ด้านการศึกษา และอดีตศาสตราจารย์จาก Harvard Business School เคยทำนายไว้ว่า มหา’ลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ กว่าครึ่งหนึ่งจะต้องปิดตัวลง ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีจำนวนผู้ลงทะเบียนเรียนลดลง และการเกิดสภาวะ technological disruption ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตอย่างฉับพลันจนไม่ทันตั้งตัว ตั้งแต่การทำธุรกิจไปจนถึงการศึกษา โดย Aaron Rasmussen ผู้ร่วมก่อตั้ง Master Class ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สถาบันการศึกษาอาจต้องปิดตัวลงเร็วกว่าที่คิด หากภาครัฐฯ ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย” 
 
            แม้จะยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ Simek ก็แสดงความเห็นว่าบางมหา’ลัยอาจไม่รอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้ และจะต้องรวมกลุ่มเข้ากับสถาบันอื่นๆ หรือไม่เช่นนั้นก็อาจต้องปิดประตูมหา’ลัยไปตลอดกาลเลยค่ะ
 
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มขึ้น
 
            ถึงการเรียนออนไลน์จะช่วยให้คนเข้าถึงการศึกษาได้แม้ต้องรักษาระยะห่าง แต่หลายฝ่ายก็กังวลว่าเทคโนโลยีเรียนออนไลน์จะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดย Kimberly Churches ประธานสมาคมสตรีมหาวิทยาลัยแห่งอเมริกาอธิบายว่า กลุ่มเสี่ยงคือนักศึกษาหญิง โดยเฉพาะผู้หญิงผิวสี มักมีแนวโน้มต้องรับภาระหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษามากที่สุด เนื่องจากนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ช่วงโควิด-19 ต้องเริ่มหางานในช่วงที่อัตราการจ้างงานต่ำ และแม้จะมีระดับการศึกษาเท่ากัน แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงจะได้รับค่าแรงน้อยกว่าผู้ชาย และที่มากไปกว่านั้นคือ ผู้หญิงผิวสีมักจะได้รับค่าแรงต่ำกว่าผู้หญิงผิวขาวอีกด้วยค่ะ TT 
 
            ทางด้าน Todd Rose ศาสตราจารย์ระดับบัณฑิตศึกษาจาก Harvard Graduate School of Education กล่าวเช่นกันค่ะว่าการเรียนออนไลน์จะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่มีความพร้อมเท่านั้น เพราะต้องใช้ทั้งคอมพ์ เน็ต และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่นๆ ด้วย ถ้ามองอีกมุมนึงคือนักศึกษาที่ครอบครัวมีรายได้น้อยก็อาจต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจึงควรริเริ่มวางมาตรการที่จำเป็น เช่น โครงการ Duet Program ของเมืองบอสตัน ที่สนับสนุนหลักสูตรปริญญาออนไลน์ โดยเปิดพื้นที่การเรียนรู้และสนับสนุนอุปกรณ์ อย่างการให้ยืมคอมพ์ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มีอาจารย์พิเศษคอยช่วยเหลือ ฯลฯ เพื่อให้แน่ใจว่านักศึกษาที่เลือกเรียนออนไลน์จะไม่ถูกมองข้ามไป
 

Photo Credit: Freepik
 
            แม้สถานการณ์ไวรัสจะเป็นตัวเร่งให้คนต้องใช้เทคโนโลยีมาแทนที่การเรียนแบบเดิมมากขึ้น แต่ก็เผยให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำที่แฝงอยู่เช่นกันค่ะ แถมแทรนด์การศึกษาที่เปลี่ยนไปแบบฉับพลันก็ยิ่งทำให้เราต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ถ้าน้องๆ อยากไปเรียนต่อต่างประเทศก็อย่าลืมเตรียมความพร้อมกับสไตล์การเรียนที่อาจต่างไปจากเดิมนะคะ
 
source:
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kaikook

พี่ไก่กุ๊ก - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Studyabroad #covid-19 #การศึกษา #เรียนต่อ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?