/>

เทคนิค short note แบบติดแพทย์ กับ "พี่ฟลุ๊ค" ว่าที่ Chula Cute Boy คนต่อไป! []

วิว

          สวัสดีค่ะ แอดมิชชั่นไอดอลของเราในวันนี้ขอเอาใจน้องๆ #dek61 #dek62 ด้วยการขนเอาเคล็ดลับจากรุ่นพี่ที่เคยผ่านสนามสอบกันมาแล้ว เพราะนอกจากประสบการณ์ของเราเองที่เป้นประสบการณ์สำคัญ ประสบการณ์ของคนที่เคยผ่านมาแล้ว ก็สามารถช่วยให้เราเตรียมตัวได้ค่ะ
          วันนี้แอดมิชชั่นไอดอลของเรา เลยขอไปพูดคุยกับรุ่นพี่คนเก่ง ที่เตรียมพร้อมก่อนใคร จนติดรับตรงแพทย์ จุฬาฯ โครงการทหารอากาศฯ (ทอ.) ซึ่งถือเป็นโครงการที่เปิดรับเป็นโครงการแรกๆ เลย แถมใช้คะแนนเพิ่มจาก กสพท อีกด้วย คือถ้าน้องๆ คนไหนหวังสนามนี้ และสนาม กสพท ก็ต้องสอบทุกอย่างเลยค่ะ ตั้งแต่ ความถนัดแพทย์, GAT PAT ไปจนถึง 9 วิชาสามัญ โอ้โห! สอบเยอะมาก แล้วรุ่นพี่คนนี้ของเราจะมีเคล็ดลับเทคนิคการอ่านหนังสือ และการเตรียมตัวยังไง เราไปพูดคุยกับ พี่ฟลุ๊ค
คณิน สมศิริวัฒนา กันเลยค่ะ
 

 แนะนำตัวกันหน่อย
          สวัสดีครับ ชื่อ คณิน สมศิริวัฒนา ชื่อเล่น ชื่อ ฟลุ๊ค ครับ ตอนนี้สอบเข้าได้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านโครงการผลิตแพทย์ร่วมกับกรมแพทย์ทหารอากาศ กองทัพอากาศ (แพทย์ ทอ.) ครับ จบมาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ห้อง Gifted เลข เกรดเฉลี่ยตอนที่จบ ผมไม่ค่อยแน่ใจ ไม่ค่อยชัวร์ตัวเลข น่าจะประมาณ 3.8 กว่าๆ ครับ

 จุดเริ่มต้นความฝัน กับ 'คุณพ่อ' ที่เป็นแรงบันดาลใจ
          จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อเลยครับ คุณพ่อของผมเป็นหมอ แล้วก็เปิดคลินิกส่วนตัว ทำให้ตั้งแต่เด็กผมได้มีโอกาสไปนั่งกับคุณพ่อ เวลาว่างก็ได้มาช่วยงาน ได้เจอคนไข้ที่เรารู้สึกว่าอยากจะช่วยเหลือเขา รวมไปถึงรู้สึกดีเวลาที่คนไข้กลับมาขอบคุณ เวลาที่เขาหายแล้ว และเราชื่นชมอาชีพนี้ มองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ รวมไปถึงตัวผมชอบเรียนวิชาชีววิทยา เลยอยากใช้สิ่งที่เราชอบ หรือวิชาที่เราชอบ ไปช่วยเหลือคนอื่น หรือได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วยครับ
          เริ่มรู้ตัวชัดๆ เลยว่าอยากเป็นหมอ ตอนขึ้น ม.3 ครับ ผมเป็นคนรู้ตัวเร็ว เพราะผมมีคุณพ่อเป็นไอดอลมาตลอด นอกจากนั้นผมก็มีพี่สาวอีก 2 คนครับ พี่คนโตห่างจากผม 4 ปี ก็เข้าคณะแพทยศาสตร์ไปตั้งแต่ผมอยู่ ม.3 ผมก็เลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ว่าเวลาเข้าไปเรียนเป็นยังไงบ้าง สังคมเป็นยังไง หลังจากนั้นพี่คนกลางที่โตกว่าผม 2 ปี ก็เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อีก ผมก็เลยได้มีโอกาสเข้าไปเห็นการรับน้อง การเรียน ฯลฯ เพิ่มเติมจากพี่สาวคนโต ก็ได้มีโอกาสไปเห็นว่าระบบเขาเป็นยังไง ผมก็รู้สึกว่าโอเค เรารับได้ เราชอบ ผมก็ตัดสินใจได้เลยว่าจะเลือกคณะนี้

 วางแผนยังไงบ้าง ช่วง ม.4-6
          ผมมาเริ่มเตรียมตัวจริงจัง คือ ช่วง ม.5-6 ตอน ม.4 เรายังอยากชิลอยู่ อยากทำกิจกรรม ผมก็ไปตะลุยสอบแข่งขัน คือผมเป็นเด็กสอบแข่งขันมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตั้งแต่ ป.3 จนถึงตอน ม.4 ก็ยังแข่งขันอยู่ ยังมีไปสอบ สอวน.ฟิสิกส์ สอวน.ชีววิทยา แต่พอตอน ม.5-6 เราก็รู้ว่า เราต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ Admission แล้ว ช่วงนั้นผมก็เลยเลิกสอบแข่งขันไปเลย ทิ้งเลย
          เริ่มมาดูว่าตัวเองต้องอ่านอะไร วิชาไหน ถ้าจะเข้าคณะแพทยศาสตร์ใช้เกณฑ์อะไรบ้าง วิชาอะไร สัดส่วนเท่าไหร่ แล้วก็มาสำรวจตัวเองว่าเรายังไม่รู้อะไรบ้าง แล้วเราก็อ่าน แบบพยายามเก็บให้ครบทุกวิชา พยายามอ่านเนื้อหาให้ครบหมดก่อน แล้วหลังจากนั้นเราค่อยมาทำโจทย์ ทำโจทย์ไปเรื่อยๆ ดูว่าข้อไหนเราติด ก็กลับไปอ่านว่า เราติดเพราะเราลืมอะไร แล้วก็จดโน๊ตออกมา
          
จริงๆ ผมเริ่มมาจริงจังแบบเครียดๆ เลย ประมาณตอนขึ้น ม.6 เพราะส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียด หรือกระตุ้นตัวเองเท่าไหร่ แต่ด้วยเพื่อนรอบข้าง แล้วยิ่งอยู่ใน รร.เตรียมฯ ซึ่งผมเรียน Gifted เลขด้วย คือเพื่อนทุกคนเก่งมาก และเพื่อนก็จะแบบ อันนี้รู้รึยัง? อันนั้นรู้รึยัง? เพื่อนจะกระตือรือร้นกันมาก ทำให้ผมรู้สึกว่าบางทีเราก็สู้เพื่อนไม่ได้นะ ก็จะเริ่มกลับมาอ่าน เริ่มกลับมาเครียด ซึ่งจริงจังจริงๆ ก็ตอนจะขึ้น ม.6 ครับ แต่ก่อนหน้านั้นตอน ม.5 ผมก็เก็บมาตลอด ก็จะไม่ตื่นเต้นมาก เพราะเราเก็บเบสิคมาพอสมควรแล้ว ประมาณขึ้น ม.6 ผมก็เก็บเนื้อหาครบแล้ว หลังจากนั้นก็พยายามทำโจทย์เรื่อยๆ เพราะว่าส่วนตัวผมคิดว่าโจทย์สำคัญมาก การทำข้อสอบสำคัญกว่าการอ่านหนังสืออีก ผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมเป็นคนชอบทำโจทย์ เพราะเวลาอ่านหนังสือมันง่วง ส่วนใหญ่ผมจะอ่านแล้วก็จะชอบหลับ แต่ถ้าเราทำโจทย์ เราจะตื่นเต้น แบบข้อนั้นผิดได้ยังไง เราก็อ่านเฉลย เหมือนเรากำลังเล่นเกม ก็ท้าทายว่าข้อนี้เราทำไม่ได้ ครั้งหน้าจะทำได้ไหม
 

 สอบทั้ง สอวน.วิชาฟิสิกส์ และสอวน.ชีววิทยา?
          จริงๆ ผมเป็นเด็กแข่งขันคณิตศาสตร์ ตั้งแต่ ป.3 จนถึง ม.3 ผมแข่งขันแต่เลขมาตลอดเลย ทีนี้พอเข้าเตรียมฯ ผมรู้สึกว่าเข้ามาแล้วมีคนที่เก่งกว่าผมเยอะ ผมอาจจะสู้เพื่อนไม่ได้ มีคนที่เก่งกว่าอยู่พอสมควรเลย เรารู้สึกว่าเราไปไม่สุด เราเลยลองดูว่าฟิสิกส์อาจจะเป็นแนวเรารึเปล่า เราก็ไปลองดู ปรากฏว่ามันก็ยังไม่ใช่ มันก็ยังไม่สุด ผมก็เลยมาสอบ สอวน. ชีวะฯ ตอน ม.5 หลังจากสอบก็รู้สึกว่า วิชานี้เป็นวิชาที่เราชอบ แต่ก็ไม่ได้ไปเข้าค่าย สอวน.ชีวะฯ ต่อ เพราะตอนนั้นมองว่าเราต้องเตรียมตัวแอดมิชชั่นแล้ว เราต้องเลิกแข่งขัน เพราะไม่งั้นอาจจะเสียเวลาเกินไป ซึ่งตอนนั้น สอวน.ชีวะฯ ผมเข้าค่ายแรกครับ แล้วก็ไม่ได้สอบไปค่ายต่อไปแล้ว ส่วน สอวน.ฟิสิกส์ ผมเข้าถึงค่าย 2

 ตั้งแต่ขึ้น ม.6 สอบรับตรงที่ไหนบ้างไหม
          ตอนนั้นไม่ได้สมัครอะไรเลยครับ ตอนนั้นผมตั้งใจว่าผมจะเข้าแพทย์ ผมก็เลยเล็ง 9 วิชาสามัญกับ GAT PAT เพราะว่าผมตั้งใจจะยื่นเข้าแพทย์ ทอ. หรือไม่ก็ กสพท ผมก็เลยโฟกัสไปที่ 2 อย่างนี้เท่านั้นแค่นั้นเลย

 สนามสอบแรกที่ต้องเจอ กับสนามสอบ 'ความถนัดแพทย์'
          ความถนัดแพทย์ ผมก็เตรียมตัวนะครับ แต่ไม่เยอะเท่าคนอื่น เพราะตอนนั้นผมประมาท อันนี้ผมออกตัวเลยว่าผมประมาท เพราะผมคิดว่ามันง่าย (พาร์ทเชื่อมโยง) ตอนนั้นผมทำ GAT พาร์ทเชื่อมโยง แล้วรู้สึกว่าเราทำได้ ก็เลยไม่ค่อยได้ทบทวนมาก ผมเลยเป็นหนึ่งในคนที่พลาดตรงพาร์ทเชื่อมโยง ในความถนัดแพทย์เหมือนกัน คือมันจะมีชุดคำตอบหนึ่งที่หลายคนจะทำแล้วได้คำตอบเท่านี้ แต่ผมตอบไม่เหมือนคนอื่น ทำให้พาร์ทนี้คะแนนผมหายไป 40 กว่าคะแนน จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งมันมีผลมากเลย
          อยากจะให้ทุกคนตั้งใจอ่านให้มากๆ อย่าประมาทพยายามอ่านซ้ำๆ เยอะๆ เพราะตอนผมเข้าห้องสอบ ผมรู้สึกว่ามันง่าย ทำแปปเดียวเสร็จแล้ว แล้วผมก็มาทวนแค่ตรงที่ ผมว่ามันน่าจะผิด ซึ่งมันก็เหมือนเดิม ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก ทำให้ผมพลาดดีเทลหนึ่งที่มีผลกับคะแนนมากเหมือนกัน ผมได้คะแนน 19 คะแนน ซึ่งเพื่อนผมได้กันแบบ 23 คะแนน ผมน้อยกว่าเขา 4 คะแนน ถือว่าเยอะมากเลยนะ เพราะตอนสมัคร กสพท คะแนนตัดกันแค่จุดทศนิยมเอง แล้วเราย้อนกลับมามองว่า เราห่างกับเพื่อนตั้ง 4 คะแนน ตอนนั้นก็เลยเครียดมาก

 เตรียมตัวมากขึ้นยังไงบ้าง กับสนามต่อมา
          อย่างที่บอกว่าว่าผมตั้งใจจะยื่นเข้าแพทย์ ทอ. หรือไม่ก็ กสพท ตอนนั้นเลยฟิต 9 วิชาสามัญมาก ถือว่าฟิตมากกว่า GAT PAT เลย เพราะเรากดดันตัวเอง คือมองว่าคนที่เขาจะเข้าคณะเดียวกับเรา เขาทิ้งห่างเราไป 4 คะแนนแล้ว ต้องพยายามมากกว่านี้ สนาม 9 วิชาสามัญเลยเป็นสนามที่เราเตรียมตัวพร้อมมาก
     อังกฤษ ผมทำข้อสอบเก่าเยอะมาก ทำข้อสอบเก่าทุกปีจนจำได้เลย แล้วก็ค่อยเขยิบไปทำข้อสอบพวก CU-TEP , TU-GET แล้วก็มีเรียนพิเศษเพิ่มเติมนิดหน่อย ส่วนใหญ่จะเน้นทำโจทย์ เพราะผมเป็นคนอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเลย แต่ผมทำโจทย์ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าจับหลักได้ ทีนี้พอเราอ่านมันก็จะง่ายขึ้นเยอะเลย อังกฤษมันเป็นวิชาที่มาฟิตช่วงปลายๆ ไม่ได้ เราต้องฟิตมาระยะยาว อย่างผมก็ฟิตมาตั้งแต่ช่วง ม.5 เลย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่นานนะ เพราะอย่างเพื่อนผมเก่งๆ เขาก็ฟิตมาตั้งแต่ ม.ต้นเลย มาถึงตอนนี้ก็จะง่ายสำหรับเขาแล้ว ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ต้องเก็บประสบการณ์เยอะๆ ครับ เพราะศัพท์มันจะต้องค่อยๆ เก็บมา ไม่ใช่มาอ่านๆ ทีหลังแล้วจะทำได้ ไม่เหมือนวิชาอื่น
     ชีววิทยา อย่างชีวะฯ เป็นวิชาที่ผมชอบ ผมก็จะเน้นเพิ่มเติมนิดหน่อย แต่วิชานี้เป็นวิชาที่ประมาทไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าสมมติเราคิดว่าเราเก่งแล้ว แต่ไม่ค่อยได้อ่าน เราอาจจะลืมได้ เพราะเนื้อหามันเยอะมาก ชีวะฯ จะดีอย่างหนึ่งตรงที่เนื้อหามันจะเชื่อมโยงกัน ในทุกๆ เรื่องเลย เทคนิคการอ่านวิชาชีวะฯ ของผม ก็คือจะนึกถึงความเชื่อมโยงกัน เช่น ถ้าเราเรียนเรื่องฮอร์โมน มันก็จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องระบบต่างๆ ในร่างกาย ถ้าเรานึกถึงเรื่องหนึ่ง เราก็จะพยายามนึกต่อไปว่า ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะ? ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะ? มันก็จะเชื่อมโยงไป เราก็จะรู้ว่าเราลืมอะไรรึเปล่า มันก็จะแม่นขึ้น คือเรานึกต่อเอง เดินๆ ผมก็นึกนะ แบบ อ้าววว! อันนี้ยังไม่รู้นะ ผมก็จะกลับบ้านมาเปิดหา หรือไม่ก็เสิร์ชกูเกิ้ลตอนนั้นเลย พยายามรู้ว่าเราไม่รู้อะไรบ้าง แล้วก็พยายามหาตอนนั้นเลย ไม่งั้นเดี๋ยวเราจะลืม
 

     ฟิสิกส์ ส่วนตัวผมคิดว่าฟิสิกส์เป็นวิชาที่ใช้ความเข้าใจ ถ้าเราเข้าใจแล้ว เวลาที่เราทำโจทย์ไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้ตัวเองว่าตอนนี้เราเข้าที่แล้ว เรื่องนี้ได้แล้ว อย่างฟิสิกส์จะแบ่งเป็นเรื่องๆ แบบไม่เกี่ยวข้องกัน เรื่องไหนได้ เรื่องไหนไม่ได้ เราก็จะรู้ชัดเจน แล้วฟิสิกส์ของ 9 วิชาสามัญ จะออกครบทุกเรื่อง แบบลิสท์มาเลยว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แล้วก็ออกเฉลี่ยให้ครบทุกเรื่อง จะไม่มีเรื่องที่เน้นนะครับ ต้องเก็บให้หมดจริงๆ
     เคมี เป็นวิชาที่ผมไม่เก่งเหมือนกัน55555 ทำโจทย์เยอะมาก แล้วก็ทำ short note ด้วย บางเรื่องผมไม่เก่ง เช่น สมการเคมี แบบสาร 2 สารผสมกัน แล้วจะออกมาเป็นสารอะไร หรือชื่อสามัญของสาร พวกนี้ผมจะไม่ค่อยรู้ ผมก็จะจดๆๆๆๆๆ แล้วตอนใกล้สอบค่อยเปิดมาท่อง มันก็จะง่ายขึ้น
     คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ผมทำข้อสอบตอนสอบ 9 วิชาสามัญ (สอบในวันที่ 2) ได้ไม่ค่อยดี เพราะวันแรกผมทำพอได้ แต่ผมก็ยังเครียดจากความถนัดแพทย์ ที่กังวลว่าได้น้อยกว่าคนอื่น 4 คะแนนอยู่ ทำให้ผมนอนไม่หลับทั้งคืนเลย ตื่นมาปวดหัว เลยทำให้แบบคิดอะไรไม่ค่อยได้เยอะ คะแนนเลยดรอปๆ ลงมา แต่จริงๆ วิชาคณิตศาสตร์เนี่ย ถ้าทำโจทย์เยอะมากจริง มันก็จะง่ายนะ ถ้าเราทำได้ มันก็จะไปง่ายเลย มันเหมือนเคยเจอแล้ว แนวเดิม ก็จะทำได้เอง เพราะถ้าเราทำไปถึงจุดหนึ่งที่มากพอ concept มันจะเหมือนเดิมเลย คือถึงจะเปลี่ยนโจทย์แต่เราก็จะรู้ว่าต้องใช้วิธีไหนทำ
     ภาษาไทย จะเน้นพวกการอ่านจับใจความ ก็จะไม่ยากมาก เราแค่อย่าประมาทก็พอ ลองทำโจทย์แบบจำลองสถานการณ์จริง เช่น จับเวลา ฯลฯ ลองดูว่าเราจะได้คะแนนเท่าไหร่ ก็พยายามอัพคะแนนให้ดีกว่าเดิม หรือถ้าลองทำบ่อยๆ แล้วมันถึงจุดที่คะแนนเริ่มเท่าเดิม ก็พยายามรักษาระดับไว้ อย่าให้น้อยไปกว่านี้ ตอนสอบก็อย่าลืมกลับมาทวนด้วย ว่าอ่านพลาดไหม อย่าทำเสร็จแล้วหลับ เพราะมันมีโอกาสพลาดได้ ถ้ามีเวลาเหลือต้องทวนให้ดีเลย
     สังคมศึกษาฯ วิชานี้ยาก เพราะเนื้อหาเยอะมาก พยายามอ่านให้หมด ส่วนใหญ่เขาจะออกเนื้อหาเหมือนในหนังสือ สสวท. เลย ถ้าเราอ่านเยอะ เราจะรู้เลยว่ามาจากหน้านี้ บรรทัดนี้ในหนังสือ ที่แนะนำเลยก็คง อยากให้น้องๆ พยายามสรุป แล้วก็ทำ short note เอง จะช่วยได้เยอะ ผมทำ short note ทุกวิชาเลย เพราะเป็นคนอ่านแล้วง่วง หลับตลอด เราก็จะทำ short note ของแต่ละวิชา แยกเป็นเล่มๆ ไว้ ถึงเวลาเราทำโจทย์ เราติดตรงไหน เราก็จดเพิ่มเข้าไป พอถึงวันสอบจริง ก็พกแค่เล่มนี้ เราก็รู้หมดแล้ว

 สนามสอบ GAT PAT 
          เป้าหมายของเราคือ แพทย์ ทอ. ซึ่งต้องใช้คะแนน GAT PAT ด้วย ผมก็ตั้งใจสอบเฉพาะ PAT ที่ใช้เลย ก็คือ PAT1 กับ PAT2 แล้วก็สอบแค่รอบแรก ก็ได้คะแนน GAT ประมาณ 263 คะแนน PAT1 240 คะแนน PAT2 165 คะแนน
          อย่างที่บอกว่าผมอยู่ห้อง Gifted เลข แล้วผมก็เป็นเด็กแข่งขันเลขมาตลอด ซึ่งข้อสอบ PAT1 มันจะเป็นแนวข้อสอบแข่งขันมากกว่าข้อสอบอื่น ผมก็จะรู้สึกถนัดกว่า แล้วพอลองฝึกๆ ทำ ก็รู้สึกว่าทำได้ แบบไม่เครียดมาก ส่วน PAT2 ผมมองว่าตัวเองยังไม่พร้อมเท่าไหร่ อย่างเคมี เรารู้ตัวเลยว่าเรายังไม่พร้อม เพราะช่วงก่อนสอบเรายังทำโจทย์ไม่แน่น ซึ่งจริงๆ ตอนนั้น เราก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อม แต่พอเราเข้าไปทำโจทย์ในห้องสอบจริงๆ เรารู้ตัวเลยว่าทำไม่ได้ ยังต้องกลับไปอ่านอีกเยอะเลย ฟิสิกส์เราก็ยังไม่แม่น concept เพราะฟิสิกส์ PAT2 จะเน้น concept มาก คำนวณน้อย เน้นออกทฤษฎีมากกว่า ซึ่งเราเป็นคนไม่เก่งทฤษฎี ชอบคำนวณมากกว่า ทำให้เราทำไม่ค่อยได้ พอมาตรวจคำตอบก็ตอบผิดไปเยอะเลย เครียดพอสมควร เราก็ทำได้แค่ชีวะฯ วิชาที่เราถนัด


 ถ้าทำข้อสอบแล้วผิด จะพยายามทำต่อ หรือจะดูเฉลยเลย?
          ถ้าเจอข้อผิด ผมจะเน้นไปดูเฉลยนะ แล้วก็ค่อยกลับมาจด จะเน้นว่าเราพลาดอะไรไป หรือจริงๆ เรามีอยู่รึเปล่า แต่เราลืมไป ซึ่งถ้าเราลืม เราก็ไฮไลท์ ถ้าไม่มี เราก็จดเพิ่มไปเลย แล้วพอเวลาผ่านไป เราก็ค่อยลองกลับมาทำใหม่ ข้อที่เราทำไม่ได้ เราทำได้รึยัง ประมาณนี้มากกว่า ถ้าเราพยายามฝืนทำเองไป มันก็ยังผิดอยู่ดี และถ้าเรายังไม่เข้าใจจริงๆ ก็ค่อยถามคนอื่น ถามเพื่อน ถามคุณพ่อ ถามพี่สาว ฯลฯ
 

 1 เดือนก่อนสอบ วางแผนยังไง
          1 เดือนก่อนสอบ ช่วงนั้นผมจะอ่านแค่ short note ที่ผมทำ เพราะว่ามันใกล้มากแล้ว ก็จะอ่าน short note สลับกับทำโจทย์ ซึ่ง short note ก็จะอ่านให้ครบทุกหน้า ครบทุกวิชา ว่าเราจดอะไรไปบ้าง เราได้อ่านอะไรมาบ้าง แล้วเรายังจำได้อยู่ไหม จะเน้นไปด้านนั้นด้วย เพราะบางทีถ้าเราทำโจทย์อย่างเดียว ก็อาจจะลืมที่จดมา พยายามเก็บที่เรารู้ให้ครบก่อน เท่านี้ก็น่าจะพอนะครับ ถ้าเราเตรียมตัวก่อนหน้านี้มาดี

 ใน 1 วัน วางแผนอ่านหนังสือยังไงบ้าง
          ใน 1 วันก็จะแล้วแต่วันนะครับ ส่วนใหญ่ช่วงหลังๆ เราจะพยายามจัดแล้วว่า ชั่วโมงนี้ต้องทำอะไรบ้าง ช่วงโมงไหนทำอะไร เพราะเราจะรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่งวิชาอะไร เราเก่งวิชาอะไร เราต้องอ่านอะไรเพิ่มอีกเยอะขนาดไหน เราก็จัดชั่วโมงของเรา เช่น ช่วงเช้าเราทำเลขนะ แล้วช่วงบ่ายเราก็จะทำวิทยาศาสตร์ แล้ววันต่อไปเราก็จะทำอังกฤษ ประมาณนี้ครับ เพราะผมไม่ค่อยเก่งอังกฤษ ก็จะอ่านและให้เวลากับอังกฤษเยอะหน่อย ก็จะแบ่งเป็นชั่วโมงๆ ซึ่งผมแนะนำให้เขียนหรือทำเป็นตารางนะ เพราะถ้าไม่เขียน บางทีเราเหนื่อย เราอยากพัก สมมติว่าเราเปิดยูทูป คือเวลาเราสามารถหายไปได้เลยครึ่งวัน มันก็ไม่ได้ เราต้องดูเวลาว่าเราตั้งเวลา จัดชั่วโมงไว้แล้วนะ เราต้องทำให้ได้ พยายามทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ แล้วผมเป็นคนนอนไม่ดึกนะ จะอ่านไม่เกินเที่ยงคืน แต่จะเป็นคนตื่นเช้า คือตื่นประมาณ 6-7 โมง ก็จะอ่านตั้งแต่เช้าเลย มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะอ่าน พยายามอ่านให้เยอะที่สุด

 การพักผ่อนก็เป็นสิ่งที่สำคัญ กิจกรรมเวลาพักผ่อนของฟลุ๊คคืออะไร
          ปกติเวลาพักผ่อน ผมก็จะชอบออกมาข้างนอก มาเดินเล่นกับพ่อแม่ บางทีก็แค่ออกมาเดินหน้าบ้าน ก็รู้สึกดีแล้วครับ จะพยายามเดินออกไปข้างนอกบ้าง เพราะบางทีเรานั่งอยู่ในห้องตลอดเวลา มันก็ไม่โอเค พอได้เดิน ได้ขยับร่างกายก็ relax ขึ้น แล้วผมก็เป็นคนเล่นดนตรีเป็น คือผมเล่นกีต้าร์ กับเล่น flute ก็จะเล่นบ้าง พยายามไม่ให้เยอะมาก เพราะบางทีผมก็เล่นนาน ก็พยายามควบคุมเวลา ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกดีแล้ว หรือบางทีก็ฟังเพลงสลับกันครับ

 เคล็ดลับการอ่านของฟลุ๊ค
          ทำโจทย์ให้เยอะ แล้วก็ทำ short note ครับ ทำเหมือนคัมภีร์ของเราเองเลย ทำเป็นคัมภีร์ของแต่ละวิชา เพราะตอนเราทำสรุป เราจะรู้เองว่าเราจะเน้นอะไร แล้วพอเราทำโจทย์ เราก็จะรู้ว่าสรุปเราขาดอะไร เราก็จะได้จดเพิ่มในสิ่งที่เราไม่ได้จด แล้ว short note หรือสรุปนี้ ก็จะเป็นหนังสือเฉพาะตัวของเรา ที่จะมีเฉพาะแค่เรื่องที่เราอยากจะรู้ หรือยังไม่รู้อยู่ในนี้ ซึ่งสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เราก็จะไม่ได้จดลงไป แต่มันก็ยังอยู่ในหัวเรา ทำให้เราไม่จำเป็นต้องจดเยอะมาก แต่ครอบคลุม
          ดังนั้น เราควรพยายามทำ short note ตั้งแต่เริ่มอ่านเลย เช่น ช่วง ม.5 ขึ้น ม.6  พยายามทำ short note ให้เสร็จ แล้วช่วง ม.6 ก็เน้นทำโจทย์ ถ้าเรื่องไหนที่ยังไม่รู้ก็จดเพิ่ม มันไม่มีสมบูรณ์หรอก ต้องพยายามทำไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงใกล้สอบ มันจะทำให้เราไม่ลนด้วย ว่าถ้าเราไม่รู้ แล้วมันอยู่ในหนังสือเล่มไหน เพราะเราไม่ได้อ่านมาแค่เล่มเดียวอยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำ short note มันก็จะรวมอยู่ในเล่มเดียว
 

 3 สิ่ง ที่ฟลุ๊คคิดว่าเป็นเคล็ดลับที่สำคัญในการคว้าคะแนนคืออะไร
     1. มีเป้าหมาย ถ้าเราไม่มีเป้าหมาย ผมว่าทำอะไรก็ไม่ถึงนะ จะทำอะไรก็ตาม อย่างแรกเราต้องตั้งเป้าหมายไว้ก่อนเลย
     2. มีวินัย เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่เราต้องทำ เช่น มีวินัยในการอ่านหนังสือ ฯลฯ ผมมองว่าเรื่องนี้สำคัญมากเลยนะ เพราะมันจะมีช่วงเวลาที่เราเหนื่อยหรือล้า แล้วอยากจะทิ้งทุกอย่าง ซึ่งมันทำไม่ได้ไง เราต้องมีวินัยว่าเราต้องทำอะไร เราต้องอ่านหนังสือ
     3. มีกำลังใจที่ดี ช่วง ม.6 เป็นช่วงเวลาที่เราท้อง่ายมาก ยกตัวอย่างผมเอง คือท้อไปหลายรอบมาก เพราะมันเหนื่อยมาก เหมือนไปสู้รบเลย แต่ถ้าเรามีกำลังใจที่ดี ผมเชื่อว่าเราจะผ่านไปได้


 ชีวิตมัธยมในรั้ว 'เตรียมอุดม' เป็นยังไงบ้าง
          ชีวิตมัธยมปลายเราเริ่มมีกิจกรรมมากขึ้นครับ เพราะตอน ม.ต้น เราค่อนข้างที่จะเรียนอย่างเดียวเลย พอมัธยมปลาย รร.เตรียมอุดม ค่อนข้างจะเปิดเรื่องกิจกรรมมาก คือมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้เจอเพื่อนๆ จากหลายโรงเรียน ผมก็ได้ลองทำกิจกรรมบ้าง เช่น ถือป้ายโรงเรียน ถือป้ายตึก ประมาณนี้ครับ แล้วก็ได้เจอเพื่อนเยอะมากขึ้น มีสายการเรียนหลายสาย มีทั้งเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัด เหมือนได้เจอสังคมที่ใหญ่ขึ้นครับ ส่วนเรื่องการเรียนก็ยากกว่าตอน ม.ต้น มากครับ เราก็กดดันขึ้นเยอะเหมือนกันนะ แต่ก็เน้นอ่านหนังสือให้หนักขึ้นแทนครับ

 คาดหวังกับความเป็นเฟรชชี่ในรั้วมหาวิทยาลัย ยังไงบ้าง
          อยากพยายามจะทำกิจกรรมให้เยอะๆ ครับ พอโตขึ้นเราก็อยากจะเปิดโลกให้กว้างขึ้น ลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ผมมองว่าการเรียนมันไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ก็อยากพยายามหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิตบ้างครับ

 สุดท้ายแล้ว ฝากอะไรถึงน้องๆ กันหน่อย
          อยากให้น้องๆ ทุกคน อย่างแรกเลยคือ หาเป้าหมายให้ได้ก่อน หาตัวเองให้เจอว่าเราอยากทำอาชีพอะไร พอเรารู้แล้วก็พยายามไปให้ถึงฝันให้ได้ พยายามให้เต็มที่ แล้วสิ่งที่ตามมาก็จะคุ้มค่าอยู่แล้ว กับสิ่งที่เราลงทุนไป อย่าท้อครับ พยายามสู้ต่อให้ถึงฝัน ขอให้น้องๆ ทุกคนโชคดี สู้ๆ ครับ :D
 

          เป็นยังไงบ้างคะ กับเรื่องราวความพยายามของพี่ฟลุ๊ค บอกเลยว่าไม่ว่าการสอบสนามไหน หรือคณะอะไรก็ต้องใช้ความพยายามไม่ต่างกันเลยค่ะ ส่วนครั้งหน้าจะเป็นเรื่องราวของพี่คนไหน แล้วจะมีเคล็ดลับเทคนิคอะไรมาฝากกัน อย่าพลาดนะคะ :D
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=eve

พี่อีฟ - ผู้เขียน

Columnist

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#แอดมิชชั่น #แอดมิชชั่นไอดอล #ไอดอล #Admission Idol #Admission #Idol #คณิน สมศิริวัฒนา #ฟลุ๊ค คณิน #ฟลุ๊ค คณิน สมศิริวัฒนา

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?