/>
ซ่อน
แสดง

ไม่มีใบเกิดจนอายุ 18! เปิดใจ “เพ็ญพร ไม่มีนามสกุล” เด็กไร้สัญญาชาติที่พยายามทุกทางจนเรียนจบ! []

วิว

          สวัสดีค่ะ มีเรื่องหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปก็คือการมีสัญชาติ โดยปกติแล้วเราจะได้สัญชาติตอนเกิดอยู่แล้ว ใครที่เกิดในกระเทศไทยก็จะได้สัญชาติไทย แต่มีคนอยู่บางกลุ่มที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้สัญชาติ คือ พี่เพียว เพ็ญพร ไม่มีนามสกุล วันนี้พี่เขาได้มาเล่ามุมการเรียนกับการไม่มีสัญชาติให้น้องๆ ฟัง ไปพบกับพี่เขากันเลยค่ะ

Q: ก่อนอื่นแนะนำตัวเองก่อนเลยค่ะ
          สวัสดีค่ะ เพียว มีชื่อจริงว่า “เพ็ญพร ไม่มีนามสกุล” ค่ะ ส่วนชื่อเล่นคือ “เพียวเพียว” แต่ขอแทนตัวเองสั้นๆ ว่า เพียวแล้วกันนะคะ เพียวจบ ม.ปลาย จากโรงเรียนเทศบาลเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจบ ป.ตรี จากคณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ค่ะ ปัจจุบันเพียวทำงานอยู่ที่ศูนย์วิจัยมาลาเรียโซโกล อ.แม่สอด ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการโลหิตวิทยาค่ะ
 

Q: ถามก่อนว่า ทำไมน้องเพียวถึงไม่มีนามสกุลคะ?
          คำถามนี้เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยมากจริงๆ ออกตัวก่อนเลยว่า “เพียวไม่ใช่คนไทยค่ะ” เวลาพูดคำนี้ทุกคนจะเข้าใจได้ทันที เพียวเป็นคนกะหรี่ยง ทั้งพ่อและแม่ของเพียวก็เป็นคนกะเหรี่ยงทั้งคู่ค่ะ ตอนที่เพียวเกิด พ่อกับแม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิดเพราะไม่มีความรู้ ทำให้เพียวไม่มีสูติบัตรตั้งแต่ตอนเกิด เวลาเข้าเรียน นายจ้างของพ่อกับแม่ก็เป็นคนส่งเพียวเข้าโรงเรียนให้ เพราะไม่มีเอกสารใดๆ จนอายุ 12 ปี ถึงเริ่มดำเนินการแจ้งเกิด

          แต่ด้วยความที่ไม่มีความรู้อะไรเลย เพียวเองก็ยังเด็ก พ่อกับแม่ก็อาศัยการถามคนโน้นคนนี้เอาว่าต้องทำอย่างไรจึงจะแจ้งเกิดได้? ต้องทำอย่างไรจึงจะขอสัญชาติให้ลูกได้? โชคดีที่เกิดที่โรงพยาบาลแม่สอด และยังมีหลักฐานการเกิดอยู่ ส่วนนี้จึงไม่ใช่ปัญหา แต่การที่เราดำเนินการเอง โดยไม่มีคนชี้แนะ ก็ทำให้การแจ้งเกิดและการขอสัญชาติไม่มีความคืบหน้าใดๆ

          จนเพียวอายุ 18 ปี เพียวได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ แล้วได้เข้าพบกับท่านนายกเทศมนตรี ซึ่งคุณครูและพื่อนๆก็ได้ช่วยกันขอร้องให้ท่านนายกช่วยเรื่องสัญชาติของเพียว ซึ่งมันก็เป็นผลค่ะ เพียวดีใจมากเลยนะคะ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เพียวจะได้มีเอกสารแสดงตัวเป็นของตัวเอง เพียวมีสูติบัตรเหมือนเด็กคนอื่นๆแล้ว (ก็แค่มีตอนอายุ 18 ปี เท่านั้นเอง 555+)

          หลังจากนั้นเพียวก็ได้มีบัตรเป็นบัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวผู้ซึ่งไม่ได้สัญชาติไทย) ที่มีเลข 7 นำหน้า และเพียวก็ใช้บัตรนี้มาจนถึงปัจจุบันค่ะ ส่วนในเรื่องการขอสัญชาติ หลังจากที่มีสูติบัตรและบัตรแล้ว ก็เริ่มขอตอนปี 2556 หวังมาตลอดว่าอย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้สัญชาติก่อนจบปี 4 ก่อนไปหางานทำ แต่ท้ายที่สุดตอนนี้ทำงานแล้ว ก็ยังไม่มีสัญชาติค่ะ  ยังคงเป็น “เพ็ญพร ไม่มีนามสกุล” เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง :)

 

Q: การที่เราไม่มีนามสกุล หรือสัญชาติ ทำให้น้องเพียวเจอปัญหาอะไรบ้าง?
          ณ ตอนนี้ สำหรับเพียว “การไม่มีนามสกุล” ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ มีน้อยใจบ้างตอนเด็กเวลาที่ถูกถาม รู้สึกเหมือนมันเป็นปมด้อยของเราประมาณนั้นเลย แต่ตอนนี้ เพียวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเพียวกลับรู้สึกว่าไม่มีนามสกุลก็ไม่เป็นไร รู้สึกว่ามีความกล้าหาญและความมั่นใจที่จะใช้คำว่า “เพ็ญพร ไม่มีนามสกุล” แบบไม่อายใครมากกว่าแต่ก่อน (แต่ถ้าถามว่าอยากมีนามสกุลเหมือนคนอื่นๆมั้ย ... ก็ยังอยากมีอยู่ค่ะ)

          แต่ในส่วนของการอยู่ในประเทศไทยโดยไม่มีสัญชาติไทย มันคือปัญหาใหญ่เลยล่ะค่ะ การที่เพียวโพสต์ข้อความยาวเหยียดลงในเฟสด้วยความน้อยอกน้อยใจแบบที่ทุกคนเห็น เพราะเพียวแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเพียวต้องมีชีวิตแบบนี้? แล้วเพียวต้องใช้ชีวิตแบบไม่มีสัญชาติไปอีกนานแค่ไหน? เพียวแค่อยากไปเรียนในสถาบันที่อยากเรียน แค่อยากมีโอกาสที่ดีแบบเด็กคนอื่นๆ แค่อยากไปเยี่ยมเพื่อน แค่อยากไปเที่ยวตามใจฉันเหมือนแบบที่คนอื่นเขาไปกัน ไปเดินบนหาดทราย ไปดูพระอาทิตย์บนยอดดอย หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้เพียวต้องขออนุญาตออกนอกพื้นที่ เพียวถึงจะไปได้

          .....ต้องมีหลักฐานการเรียนต่อถึงจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวรได้...โอเค!! เข้าใจ มีเอกสารและหามาให้ได้....เพียวได้เรียน

          .....ต้องมีใบรับรองแพทย์ของคนที่เจ็บสาหัสนอนอยู่ในห้องไอซียูที่ จ.นครสวรรค์....เพียวเอามาให้ไม่ได้ เพราะเกรงใจญาติๆ ของเพื่อน....โอเค!! ไม่ไปก็ได้

          ….ขออนุญาตไปเที่ยวต่างจังหวัดไม่ได้ ... การออกนอกพื้นที่ต้องไปเพื่อทำธุระ อบรม สัมมนา เท่านั้น!!! อันนี้ไม่เข้าใจ เพียวไม่โอเค เพราะที่ผ่านมาเข้าใจมาตลอดว่า ถ้าจะไปที่อื่นนอกเขตอำเภอแม่สอด ต้องขอใบอนุญาต แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ไปเที่ยวไม่ได้  T_T

          จนเพียวเข้าสู่วัยทำงานและคิดว่าสัญชาติไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตเพียวแล้ว แต่ท้ายที่สุด เพียวแค่อยากไปเที่ยว แล้วเกือบจะไม่ได้ไป เพียงเพราะแค่คำว่า “ไม่มีสัญชาติ” นี่แหละค่ะ ทุกคนอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของเพียว เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะไปไหนก็ได้ แต่สำหรับเพียวไม่ใช่ ชีวิตถูกจำกัดให้อยู่แค่ในที่ที่กฎหมายกำหนด (บางทีก็รู้สึกเหมือนนักโทษนะคะ ต้องอยู่แค่ตรงนี้ ไม่มีอิสระ จะไปไหนก็ไม่ได้ T_T)

 

          ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เป็นเวลา 4 ปี เพียวต้องขอใบอนุญาตเพื่อไปเรียน และต้องพกใบอนุญาตติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เวลาเจอด่านตรวจทุกคนแค่ยื่นบัตรประชาชนของตัวเอง แต่สำหรับเพียวต้องยื่นบัตรสีชมพูที่เพียวมีพร้อมกับใบอนุญาต

          นอกจากเรื่องการขออนุญาตแล้ว ก็ยังมีเรื่องของโอกาสในการเรียนต่อ สำหรับเด็กไร้สัญชาติอย่างเพียว ไม่มีโอกาสแบบนั้น เพราะหนึ่งในคุณสมบัติที่จะขอทุนการศึกษาได้คือ ต้องมีสัญชาติไทย นอกจากนี้ เรายังต้องกังวลอีกว่าสถาบันนั้นๆ จะรับเด็กอย่างเราเข้าเรียนหรือไม่ แล้วถ้าเราเข้าเรียนแล้ว จบมาเราจะหางานทำได้รึเปล่า? จะมีคนรับเราเข้าทำงานมั้ย? มีคำถามและความกังวลมากมายที่เราไม่รู้คำตอบ และการที่เราไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องเหล่านี้ มันทำให้อนาคตของเราไม่ชัดเจนไปด้วย

          อย่างช่วง ม.6 เป็นช่วงที่ต้องเลือกคณะที่จะเรียนต่อ เคยคิดที่จะเรียนทางด้านกฎหมาย รู้สึกว่าตัวเองก็ชอบด้านนี้ แต่พอมองไปในอนาคตก็กลัวค่ะ กลัวว่าจบมาแล้ว เขาจะรับคนแบบเพียวเข้าทำงานหรอ มันเกี่ยวกับกฎหมายเลยนะ แล้วเพียวไม่ใช่คนไทยจะทำงานด้านนี้ได้จริงหรอ เห็นมั้ยคะว่ามันเกิดคำถามขึ้นในใจ แล้วก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด มันทำให้ล้มเลิกที่จะเลือกคณะนี้นั่นเอง ทุกอย่างในชีวิตเราอยู่ในขอบเขตที่จำกัดค่ะ

          สำหรับตัวเพียวก็ไม่ได้คาดหวังที่จะกู้เงิน กยศ. เพียวอาศัยเงินของพ่อกับแม่ และหาทุนจากที่อื่นค่ะ โดยตลอดระยะเวลา 4 ปี เพียวก็ได้ทุนของ Brackett foundation เป็นทุนให้เปล่าจำนวน 30,000 บาท ต่อปี ต้องขอบคุณ Brackett foundation ที่ช่วยให้เพียวเรียนจบ เพราะลำพังเงินที่พ่อแม่หาได้คงไม่พอที่จะส่งเพียวเรียนจนจบ

          นอกจากนี้ เพียวมีสิทธิในการรักษาพยาบาลฟรีในเขตพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ แต่เพราะไม่สามารถย้ายที่อยู่ออกนอกพื้นที่ได้ เพราะฉะนั้นช่วงที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นเวลา 4 ปี เพียวจึงไม่มีสิทธิในการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งการอยู่ที่มหาวิทยาลัยก็มีค่าใช้เยอะอยู่แล้ว ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แต่เวลาเจ็บป่วยเพียวก็ต้องจ่ายเองทั้งหมดอีก ดังนั้นเวลาเพียวเห็นเพื่อนคนอื่นๆ รักษาฟรี ก็จะแอบน้อยใจนิดๆ ค่ะ T_T

          สุดท้ายปัญหาในเรื่องของการทำงาน เพียวจบเทคนิคการแพทย์ ก็คิดว่าถ้าได้สัญชาติก่อนเรียนจบ เวลาจบมาแล้วก็อยากจะสมัครเข้าทำงานในโรงพยาบาลรัฐ เพราะจะได้มีอาชีพที่มั่นคง แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีสัญชาติเลย เพราะฉะนั้นเพียวเลยไม่มีสิทธิที่จะสมัครเข้าทำงานใน รพ.ของรัฐ เหตุเดิมก็คือ คุณสมบัติข้อแรกต้องมีสัญชาติไทยนั่นเองค่ะ


Q: ทำไมน้องเพียวถึงเลือกเรียนสาขาเทคนิคการแพทย์คะ?
          จริงๆ เพียวก็ไม่ได้รู้จักอาชีพเทคนิคการแพทย์เท่าไหร่นะคะ ตอนอยู่ ม.6 รู้แค่ว่านักเทคนิคการแพทย์ทำหน้าที่ตรวจเลือดอยู่ในห้องแลป ด้วยความที่อยากเรียนสายแพทย์ แต่สมัคร กสพท ไม่ได้เพราะไม่มีสัญชาติ เลยเรียนสาขาเทคนิคการแพทย์แทน

          ที่เลือกเรียนเพราะว่า เวลาพ่อกับแม่ไม่สบาย จะไป รพ. ที ก็ต้องเสียเงินเยอะ ไม่มีสิทธิรักษาฟรี สุดท้ายพ่อกับแม่เลยเลือกที่จะซื้อยากินเอง เพียวสงสารพ่อกับแม่ที่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินให้เพียวเรียน แต่กลับไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและดีที่สุดเลย เพียวจึงเลือกเรียนสายนี้ เผื่อจะช่วยดูแลรักษาพ่อกับแม่ได้บ้าง ถึงจะรักษาพ่อกับแม่ด้วยตัวเองไม่ได้ แต่ก็หาเงินมารักษาพ่อกับแม่ได้ค่ะ ^ ^

 

Q: ได้ข่าวว่าช่วงแรกๆที่ไปเรียนมหาวิทยาลัย ต้องขออนุญาตออกนอกพื้นที่ไปเรียนด้วย อยากให้เล่าให้ฟังหน่อยค่ะ
          ด้วยความที่เพียวต้องขออนุญาตออกนอกพื้นที่เพื่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวรตลอดระยะเวลาทั้ง 4 ปีเต็ม โดยจะต้องไปขออนุญาตที่ที่ว่าการอำเภอแม่สอด ใช้สำเนาบัตรประจำตัวที่ถืออยู่ สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการเรียนต่อ รูปถ่าย 2 ใบ และมีค่าธรรมเนียมประมาณ 50 บาท ปีแรกที่เพียวไปขอ ทางอำเภออนุญาตให้เพียวไปเรียนได้แค่ 6 เดือน เพราะฉะนั้นก่อนครบกำหนดเพียวต้องกลับมาต่ออายุใบอนุญาตที่แม่สอดทุกครั้ง

          หลังจากนั้นอีกสองปี ทางอำเภอก็อนุญาตให้เพียวออกนอกพื้นที่ได้จนเรียนจบค่ะ เหตุการณ์ที่เพียวจำได้แม่นช่วงระหว่างเดินทางกลับไปเรียนก็คือ ตอนที่เพียวได้นั่งที่นั่งด้านในสุดของรถตู้ แล้วพอถึงด่านตรวจ ทุกคนก็ใช้สายตาชำเลืองมาที่เพียว เพราะเพียวยื่นเอกสารให้คุณตำรวจแปลกกว่าคนอื่น ทุกคนคงคิดว่าเพียวเป็นต่างด้าว แล้วอีกไม่กี่นาทีต้องถูกเรียกลงจากรถแน่ๆ เพียวก็ก้มหน้าสิคะ จะกล้าสบตาใครได้

          แต่คุณตำรวจก็พูดขึ้นมาว่า “ดูไว้เป็นตัวอย่างนะ ขนาดเขาไม่มีสัญชาติยังตั้งใจเรียนจนถึงปริญญา บางคนมีสัญชาติแท้ๆแต่ไม่เอาไหน” เพียวยิ้มออกเลย เป็นใครๆ ถ้ายินคำชม เอ๊ะ! หรือไม่ใช่คำชม แต่ถ้าได้ยินแบบนี้ก็ต้องดีใจและมีความสุขกันทุกคนแหละค่ะ รู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาทันทีเลย ... เป็นหนึ่งเรื่องราวดีๆ ระหว่างเดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อไปเรียนต่อค่ะ :)


Q: ตอนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย น้องเพียวทำเรื่องนานมั้ยคะ แล้วสอบเข้ามีปัญหาเรื่องเอกสารอะไรบ้าง?
          เพียวติดโควตารับตรงของมหาวิทยาลัยค่ะ เรื่องเอกสารต่างๆ ยื่นตามปกติเลย ก็ยื่นเอกสารทั้งหมดที่มี เท่าที่จำได้ก็มี สำเนาบัตรสีชมพู สำเนาทะเบียนบ้าน เพียวยื่นสำเนาสูติบัตรไปด้วย เผื่อต้องใช้ นอกนั้นก็เป็นเอกสารการเรียน จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง

          ช่วงที่ยื่นเอกสารเพียวมีบัตรสีชมพูแล้ว แต่ลืมบอกไปว่าก่อนหน้าบัตรสีชมพู ทางหน่วยงานราชการได้ออกบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนไว้ให้ และเพียวใช้บัตรนั้นเข้าเรียน สอบ GAT PAT ก็จะวุ่นวายนิดนึงตรงที่ต้องให้คุณครูช่วยแจ้งเรื่องที่มีการเปลี่ยนบัตร เพื่อระบุว่าเป็นคนๆเดียวกัน อะไรประมาณนี้ค่ะ

          การสมัครสอบ และยื่นเอกสารไม่ใช่เรื่องยากค่ะ สามารถสอบถามคุณครูแนะแนว และคุณครูก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ สำหรับเพียวเพียวกังวลช่วงที่ไปสอบสัมภาษณ์มากกว่า แต่อาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์บอกว่าถ้าเพียวใช้ภาษาไทยในการเรียนและสอบ ก็สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ได้ และสามารถทำงานได้ แค่นี้เพียวก็ใจชื้นขึ้นเยอะ และมองเห็นอนาคตของตัวเองแล้วล่ะค่ะ

 

Q: สุดท้ายอยากให้น้องเพียวฝากกำลังใจให้น้องๆที่กำลังเรียนต่อหน่อยค่ะ
          สำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนต่อ ถ้ารู้สึกว่ายังไม่มีกำลังใจ เพียวขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้น้องๆ ที่อยากเรียนต่อนะคะ แต่ละคนมีอุปสรรคในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ อุปสรรคใหญ่แค่ไหนเราก็จะผ่านมันไปได้ ทุกอย่างมีทางแก้ไขและทางออกเสมอ เหมือนชีวิตของเพียว กว่าเพียวจะเรียนจนจบ กว่าจะได้ทำงานก็ต้องผ่านอุปสรรคไปให้ได้ น้องๆทุกคนก็เช่นกัน ขอแค่ตั้งเป้าหมายไว้ให้ชัดเจน อนาคตอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม .... เป็นกำลังใจให้ค่ะ^^

          ถึงจะไม่มีสัญชาติ แต่พี่เพียวก็พยายามทุกทางเพื่อที่จะได้รียนจนจบ และทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งคนที่ยกให้เป็นไอดอลเลยค่ะ พี่แป้งอยากให้น้องๆ ยึดความพยายามของพี่เพียวเป็นแบบอย่าง ใครที่กำลังท้อขอให้สู้ต่อ ใช้โอกาสที่เรามีให้เต็มที่ เรียนให้จบแล้วคว้าใบปริญญามาให้ได้นะ :)

 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=paeng

พี่แป้ง - ผู้เขียน

นักข่าวสายรับตรง พร้อมเสิร์ฟข่าวสอบเข้าทุกมหา'ลัย เติมพลังได้จากชาเย็นหวานน้อย

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#เพ็ญพร ไม่มีนามสกุล #เพ็ญพร #เพียว #ไร้สัญชาติ #ไม่มีนามสกุล #เทคนิคการแพทย์ #มหาวิทยาลัยนเรศวร #เด็กไร้สัญชาติ #ไม่มีสัญชาติ #แอดมิชชั่น #รับตรง

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?