ซ่อน
แสดง

"ขอแค่ตั้งใจ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง" เติมไฟสอบเข้ามหา'ลัยจาก 9 เรื่องเล่าของ "ปลื้ม ปุริม" []

วิว
 
           เคยคิดไหมว่า "ชีวิตก่อนสอบติด" กับ "ชีวิตหลังสอบติด" อันไหนน่าสนุกกว่ากัน ? จริงๆ แล้วมันไม่มีคำตอบที่ตายตัว บางคนสอบติดชีวิตมีความสุขมาก ขณะที่บางคนติด แต่ทำไมเหมือนถูกฉุดลงนรกลึกไปเรื่อยๆ ดังนั้น ตัวแปรต้นที่ว่า "สอบติด" อาจจะไม่มีตัวแปรตามที่ชื่อว่า "ความสุข" เสมอไป

           
"ปลื้ม" ปุริม รัตนเรืองวัฒนา นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยอมรับว่าเขาคือ เด็กขี้เกียจ ที่มีความสุขมากทั้งในชีวิตก่อนสอบติด และหลังสอบติด ตลอด 1 ปีที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย และอีก 2 ปีที่ใช้ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างเต็มตัว เกิดอะไรขึ้นกับเขา มาติดตามกันเลยค่ะ
 
"ขอแค่ตั้งใจ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง" เติมไฟสอบเข้ามหา'ลัยจาก 9 เรื่องเล่าของ "ปลื้ม ปุริม"

"ขอแค่ตั้งใจ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง" เติมไฟสอบเข้ามหา'ลัยจาก 9 เรื่องเล่าของ "ปลื้ม ปุริม"
ขอขอบคุณภาพจาก IG @pluem_purim

ตัดใจจากคณะจิตวิทยา
            ปลื้มสอบติดในรอบแอดมิชชั่นครับ สอบติดในคณะที่เลือกไว้อันดับ 2 ต้องเล่าก่อนว่าตอนแรกพ่ออยากให้เรียนเศรษฐศาสตร์มากกก ปลื้มเลยเลือกให้พ่อไว้เป็นอันดับ 1 แต่ลึกๆ เราไม่ได้อยากเรียนเศรษฐศาสตร์เลย ประมาณว่าเลือกให้พ่อ 555 ตอนนั้นปลื้มมีความคิดอยากเรียนจิตวิทยา แต่พอไปหาข้อมูลกลับเจอกระแสที่บอกว่าคนที่จะไปพบจิตแพทย์ เขาจะมองว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า เขาไม่ได้มองว่าฉันกำลังซึมเศร้า ฉันควรจะไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง คิดไปคิดมาจิตวิทยาที่ว่าจะเลือกก็ตัดออกเลยครับ แล้วไปเลือกคณะรัฐศาสตร์เป็นอันดับ 2 ซึ่งเป็นคณะที่เราโอเค คุณพ่อก็มีแอบแนะนำรัฐศาสตร์ด้วย ซึ่งผลออกมาคะแนนติดในอันดับที่ 2 ครับ

หากติดเศรษฐศาสตร์ วันนี้ต้องแย่แน่ๆ
             ติดอันดับ 2 ถือเป็นการตัดสินใจถูกมากที่เลือกครับ เพราะอย่างแรกคะแนนเศรษฐศาสตร์เราไม่ถึงในตอนนั้น แล้วเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ พอได้เข้ามาเรียนในคณะรัฐศาสตร์ ปลื้มก็ได้ลองลงเรียนเศรษฐศาสตร์ไปตัวหนึ่ง ปรากฏได้เกรด C+ มาครับ ซึ่งไม่ควรจะเป็นอย่างงั้น ถ้าตัดตัวนี้ออกไปเกรดเราจะสวยมาก ปลื้มเลยคิดว่าเราไม่สามารถเข้าถึงระบบต่างๆ ของมันได้ เศรษฐศาสตร์คงไม่ใช่ทางแน่ๆ ก็โชคดีมากที่ตัวเองติดอันดับ 2

ยังไงก็หนีคำนวณไม่พ้น
             ปลื้มเป็นคนที่ไม่ชอบคำนวณเลยครับ และคิดว่าน้องๆ ที่อ่านอยู่หลายคนก็คิดเหมือนปลื้ม แต่ก็เหมือนจะหนีไม่พ้น อย่างคณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่ปลื้มเรียนอยู่ ก็มีคำนวณพอสมควร เพราะมันเป็นสาขารวมทุกศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์ บริหารภาครัฐ จิตวิทยา ฯลฯ ทุกอย่างรวมหมดในสาขานี้เลย เราเลยต้องเจอคำนวณบ้าง แต่ก็ฟันธงว่าชอบคณะนี้ครับ พอได้มาสัมผัสรู้สึกว่ามันเป็นคณะที่มีส่วนผสมหลายอย่างที่ลงตัว ปลื้มเป็นคนชอบใช้ตรรกะ เหตุผล การวิเคราะห์ต่างๆ แบบเราจะพูดอย่างไรให้คนอื่นเข้าใจ ให้ดูน่าเชื่อถือ ซึ่งมีสอนอยู่ในคณะนี้หมดเลยครับ
 
"ขอแค่ตั้งใจ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง" เติมไฟสอบเข้ามหา'ลัยจาก 9 เรื่องเล่าของ "ปลื้ม ปุริม"
ขอขอบคุณภาพจาก IG @pluem_purim

ความลับที่ได้จากการทำข้อสอบเยอะๆ
             ปลื้มทำข้อสอบเยอะมาก เพราะว่าเราเป็นคนขี้เกียจมากๆ คนหนึ่งครับ ขี้เกียจมากจริงๆ คือเราไม่ชอบอ่าน เราขี้เกียจที่จะนั่งไล่นั่งดูเนื้อหาทั้งหมด บางอันมันก็ไม่ออก ปลื้มก็เลยใช้วิธีอ่านคร่าวๆ แล้วไปเน้นตัวข้อสอบเลยในแต่ละปี เพราะว่ายิ่งทำเยอะ เราจะยิ่งจับทางได้ คือปลื้มก็ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังใช้วิธีนี้ได้อยู่ไหมนะครับ แต่สมัยเรายิ่งทำเยอะจะยิ่งจับได้ว่าเขาจะออกข้อสอบแนวนี้ แล้วคำตอบอาจจะมีคำที่ใช้ใบ้ให้ว่ามันตอบข้อนี้อยู่ในข้อสอบเลย โดยที่เราไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่มันมีคำนี้ทำให้รู้ว่าข้อนี้คือคำตอบ จะใช้วิธีนั้นเอา แล้วก็อีกวิธีหนึ่งคือทำข้อสอบและดูเฉลยไปเลยว่าเขาคิดยังไง วิธีมันเป็นแบบไหน ถ้าเกิดไม่เข้าใจค่อยไปเปิดดูในเรื่องนั้นๆ ในแต่ละข้อที่เป็นข้อสอบ มันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่อ่านน้อยแต่ทำข้อสอบไว้เยอะ เราเจอการพลิกแพลงโจทย์ที่เยอะมาก เจอแบบการเปลี่ยนสลับคำต่างๆ ซึ่งบางทีมันทำให้เราผิดได้นะ เวลาเฉลยออกมาเจอว่าตอบข้อนี้เพราะอะไร ทำไมข้อนี้ถึงผิด มันจะบอกหมดเลย

อ่านเยอะ แต่ไม่ทำโจทย์ คือวิธีผิด ?
            เราจะได้มุมมองที่ค่อนข้างกว้าง เพราะว่าบางทีคนอ่านมาเยอะก็จริง แต่ถ้าเจอโจทย์น้อยไป บางทีไปตายกับลูกเล่นข้อสอบ ซึ่งจริงๆ เรารู้ แต่ว่าเราไปตายกับความพลาด เจอโจทย์หลอกนิดๆ หน่อยๆ มันก็เสียดายคะแนนแบบนี้อะครับ ก็เรียกว่าเป็นทางลัดของคนขี้เกียจวิธีหนึ่ง ถามว่าแนะนำไหม จริงๆ ควรมีความรู้ทั้งหมดไว้อยู่แล้ว ไม่ควรที่จะมาลัดอะไรแบบนี้ เพราะแบบนี้ส่วนตัวพี่ว่ามันก็ค่อนข้างเสี่ยง เกิดบางปีมันไม่ได้ออกแบบนั้น แต่ที่ปลื้มกล้าทำ เพราะว่าปลื้มสอบปี 58-59 แต่ทำข้อสอบย้อนหลังมาตั้งแต่ ปี 49-50 มาเรื่อยๆ คือทำย้อนหลังไปหลายปีมากๆ จนเราเห็นวิวัฒนาการของข้อสอบ ว่าระยะนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยขนาดไหนเทียบกัน จนเราเห็นแม้กระทั่งข้อบางข้อของปีบางปี มันเอาของปีเดิมมาออกช้อยส์เดิม หรือโจทย์เดิมแค่เปลี่ยนช้อยส์อะไรแบบนี้ เราทำจนกระทั่งวันไปสอบจริงแทบไม่ต้องอ่านโจทย์ เราแค่เห็นช้อยส์แล้วตอบได้เลยว่ามันคือข้อนี้ คือมันเป็นข้อสอบเดียวกัน มันจะทำให้เราสบายขึ้นครับ เพราะบางคนก็ไปเน้นแบบกวดวิชา กวดวิชามันก็ดีนะ เพราะว่าเขาติวทางลัดให้เรา แต่กวดวิชาบางทีถ้าเราไม่อ่านไปเอง มันเร็วเกินไป เขาไม่ได้สนใจเราที่นั่งงงไม่เข้าใจอยู่นะ เราต้องเตรียมความรู้ของเราไปก่อนครึ่งหนึ่ง แล้วอีกครึ่งหนึ่งก็ไปเอาที่กวดวิชามา เขาจะมีหลักการจำ มีแนวข้อสอบที่หามาได้ แล้วเราไปทำของเขาน่าจะเวิร์คที่สุดครับ
 
"ขอแค่ตั้งใจ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง" เติมไฟสอบเข้ามหา'ลัยจาก 9 เรื่องเล่าของ "ปลื้ม ปุริม"
ขอขอบคุณภาพจาก IG @pluem_purim

เข้า Dek-D บ่อย หาข้อมูลคณะ
             ปลื้มเข้ามาดูข้อมูลรัฐศาสตร์ครับ ว่ามันเรียนเกี่ยวกับอะไร จบไปแล้วทำอะไรได้ มันเรียนอะไรบ้าง เงินเดือนเท่าไหร่ เพราะตอนจะเข้าไปเรียน ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ารัฐประศาสนศาสตร์คืออะไร ปกติถ้าพูดถึงรัฐศาสตร์ เราจะรู้แค่รัฐศาสตร์ปกครอง รัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ปลื้มก็เลยเข้ามาดูว่าเงินเดือนเท่าไหร่ จบไปทำงานยากไหม มันเรียนเกี่ยวกับอะไร เพื่อประกอบการตัดสินใจเรียนครับ

เขาว่าเรียนรัฐศาสตร์ จะหัวรุนแรงจริงเหรอ ?
             แล้วแต่คนนะครับ การเรียนรัฐศาสตร์ทำให้เราเห็นมุมมองทางการเมืองเพิ่มขึ้น แต่เรื่องของหัวรุนแรงนั้นมันขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ว่าเรารู้สึกต่อมุมมองนี้มากน้อยแค่ไหน สมมติว่า A เจอเหตุการณ์กระทบใจอย่างหนึ่ง แล้วเขารู้สึกว่ามันเสียหายต่อประเทศชาติมาก เขาอินมาก เพราะเขาอยู่ในประเทศนี้ เขาก็อาจจะเกิดความรู้สึกหัวรุนแรงมากที่จะต่อต้าน แต่ถ้าเกิดว่าเราก็เห็นมุมมองนี้เหมือนกัน แล้วเราก็อยู่ในประเทศนี้เหมือนกัน แต่เรื่องนั้นยังไม่มาถึงตัวเราเท่าไหร่ เช่น อสังหาริมทรัพย์มาตั้งแล้วขึ้นภาษี เขาโดนกับตัว เขาก็รู้สึกว่ามันอิมแพคมาก มันไม่ดี แต่เราอยู่บ้านเฉยๆ เราไม่ได้เดือดร้อน ก็อาจจะไม่เกิดความรู้สึกร่วม ส่วนตัวปลื้มไม่ค่อยอินกับอะไรมากนัก คือรู้ว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้ฟูมฟาย เพราะเราทำอะไรกับมันไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ออกไปประท้วง หรือทำให้เป็นกระแสขึ้นมาก็ทำได้แค่เป็นกระแส แต่ไม่ได้เกิดการพัฒนาต่อ เราก็ไม่ได้มีอำนาจขนาดจะเข้าไปแก้นู่นนี่ได้ แต่ถ้าเราทำไปแล้ว เกิดการพัฒนา โอเค ปลื้มก็จะเข้าไปมีส่วนร่วม

2 วิชาที่ชอบสุดๆ ในคณะรัฐศาสตร์
            ปลื้มชอบวิชา PA เขาเรียกว่า Public Administration เป็นแบบว่าการจัดการการบริหารสาธารณะ เป็นการประยุกต์หลายๆ ศาสตร์ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้สูงมาก เป็นการลำดับความสำคัญของสิ่งที่ทำ แค่เราตื่นมาล้างหน้า แปรงฟัน ก็ถือเป็นการจัดการแล้ว ทำไมเราต้องแปรงฟันก่อนอาบน้ำ ทำไมเราต้องกินข้าวก่อนแล้วค่อยกลับมาแปรงฟัน ก็เป็นการลำดับ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน ก็มีวิธีจัดการกับชีวิตตัวเองต่างกัน อีกวิชาหนึ่งชอบ HR เป็น Human Resource เป็นการบริหารคน อยู่กับคน มีจิตวิทยาร่วมด้วย ปลื้มชอบคุยกับคน ชอบใช้เหตุผล ได้วิเคราะห์คน ได้รู้ว่าขั้นตอนจะหาคนมาทำงานกับเราเป็นยังไง จะรักษาเขาไว้ หรือพัฒนาคนที่เรามีอยู่ไปใช้ประโยชน์ในด้านไหน ก็เป็นการจัดสรรที่เป็นตรรกะโลจิกส์
 
"ขอแค่ตั้งใจ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง" เติมไฟสอบเข้ามหา'ลัยจาก 9 เรื่องเล่าของ "ปลื้ม ปุริม"
ขอขอบคุณภาพจาก IG @pluem_purim

ถ้าเราตั้งใจทำ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง
            จริงๆ ทุกคณะต้องเตรียมตัวเหมือนกันหมดนะครับ เพราะตอนสอบเข้า ม.6 ไม่ได้แยกว่าต้องใช้สกิลไหน ใช้สกิลรัฐศาสตร์โดยตรง แค่น้องๆ ต้องทำคะแนนโดยรวมให้ถึง รวมได้เท่าไหร่ก็ไปยื่นในแต่ละคณะ ก็ขอให้น้องๆ ตั้งใจ และเน้นในทุกวิชาไปเท่าที่ตัวเองทำได้ คือวิชาไหนที่เรามั่นใจว่าทำได้ ก็อย่าปล่อยให้เสีย อย่าพลาดง่ายๆ เพื่อที่เราจะได้เอาไปกลบวิชาที่เราไม่ได้ มันจะได้แบบว่าเฉลี่ยกันขึ้นมาให้คะแนนออกมาโอเค แล้วก็อย่าไปเครียดมากจนเกินไป เพราะว่าจริงๆ แล้วการสอบมันไม่ได้เครียดมากขนาดนั้น พี่เข้าใจความเครียด เราจะรู้สึกว่าเรายังไม่มีที่เรียน เรากำลังเคว้งคว้างไม่รู้ว่าตัวเองจะไปอยู่ที่ไหน แต่อย่าไปเคว้งคว้าง ถ้าเราตั้งใจทำ เดี๋ยวที่เรียนมันมาเอง เชื่อพี่ ถ้าไม่ได้ที่นึง ยังไงก็ต้องติดอีกที่นึง มีแน่นอนอย่าไปเครียด แล้วพอการสอบผ่านไปมันก็เท่านั้นเอง มันเป็นแค่ข้อสอบที่ผ่านมาให้เราทำ แล้วเดี๋ยวมันก็เสร็จ น้องจะรู้ว่ามันตลกอะ แบบตอนนั้นเครียดอะไร ข้อสอบในมหา'ลัยเป็นอะไรที่ไม่มีไกด์ให้ มันยากกว่าอีก น้องๆ ใช้ชีวิตวัยรุ่นให้เต็มที่ เพราะวัยรุ่นเป็นได้แป๊บเดียวนะทุกคนจำไว้ เดี๋ยวพอโตขึ้นมา ก็จะทำอะไรแบบตอนที่เป็นวัยรุ่นไม่ได้ ก็ตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีครับ

            
จากบทความนี้ สิ่งที่ "พี่ปลื้ม" ได้ฝากไว้ให้กับน้องๆ พี่เมก้าขอสรุปส่งท้ายไว้ดังนี้ คือ 1.อย่าบอกว่าคณะนี้เราเรียนได้ หากไม่ได้สัมผัสมันจริงๆ 2.การฝึกทำโจทย์ คือทางลัดที่คุ้มค่า 3.เอาชนะความเครียด ด้วยความฝัน สวัสดีค่ะ
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mayka

พี่เมก้า - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา ที่มีความสุขกับการแต่งฟิค อ่านฟิค เพ้อถึงยัมมี่ฟู้ดไปวันๆ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#TCAS

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?