/>
ซ่อน
แสดง

20 เรื่องจริง "กายภาพบำบัด" กับรุ่นพี่สุดคูลผู้รักษาคนไข้ให้หายด้วยมือเปล่า! []

วิว
          สวัสดีค่ะ ถ้าพูดถึงหลักสูตรยอดฮิตที่มีน้องๆ ทักหลังไมค์มาสอบถามข้อมูลอยู่เรื่อยๆ “กายภาพบำบัด” คงติดหนึ่งในนั้นอย่างไม่มีข้อสงสัยเลยค่ะ ตามที่เรารู้กันว่าสังคมผู้สูงอายุกำลังมา ประกอบกับนักกายภาพบำบัดกำลังขาดแคลน นี่จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าจับตามอง 


 
          วันนี้ Dream Campus จะพาน้องๆ ไปทำความรู้จัก “กายภาพบำบัด” ให้มากขึ้น จากรุ่นพี่ที่ผ่านการสั่งสมเทคนิคประสบการณ์การเรียนสาขานี้มาอย่างโชกโชน และจบจากรั้วมหาวิทยาลัยมหิดลเข้าสู่การทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดเต็มตัวได้อย่างมีคุณภาพมากๆ “พี่ฟลุ๊ค ธีรพล กอศิริวลานนท์” ค่ะ    

          1. ปัจจุบันมีรายชื่อหลักสูตรที่ผ่านการรับรองปริญญาในวิชาชีพกายภาพบำบัด 16 สถาบันคือ
          - สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล
          - สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.รังสิต
          - สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
          - สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
          - ภาควิชากายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
          - สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          - สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
          - สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ ม.นเรศวร 
          - สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ ม.พะเยา                                               
          - สาขากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ ม.บูรพา                                               
          - สาขากายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
          - สาขากายภาพบำบัด สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์
          - สาขากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ ม.เชียงใหม่
          - สาขากายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ ม.ขอนแก่น
          - สาขากายภาพบำบัด สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.แม่ฟ้าหลวง
          - สาขากายภาพบำบัด คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ม.คริสเตียน   

          2. ม.มหิดล เป็นสถาบันเก่าแก่ที่ริเริ่มหลักสูตรกายภาพบำบัดระดับปริญญา และมีวิจัยที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการเรียนการสอนด้านกายภาพบำบัดในประเทศไทย 

          3. เด็กกายภาพฯ จะต้องเรียน กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา (Anatomy) ผ่าอาจารย์ใหญ่ทั้งร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่อศึกษากล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็น เส้นประสาท หลอดเลือด ฯลฯ บางคณะจะผ่าอาจารย์ใหญ่โดยยืมร่างบางส่วนเท่านั้น 

          4. ชีวกลศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ทางการเคลื่อนไหวของร่างกายมนุษย์ (Biomechanics) เป็นวิชาที่สำคัญมากสำหรับการเรียนกายภาพ ใช้ตั้งแต่เรียนจนถึงทำงาน ปีน้อยๆ เริ่มเรียนทฤษฎี ปีสูงๆ เริ่มประยุกต์เกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บ 

          5. พยาธิวิทยา (Pathology) หรือที่นิยมเรียกกันเป็นชื่อน่ารักๆ ว่า “พาโถ” เป็นอีกหนึ่งวิชาหลักของการเรียนกายภาพฯ เนื้อหาศึกษาเกี่ยวกับโรคในระบบต่างๆ แบ่งเป็นพยาธิสภาพ กลไกการเกิดโรค และที่สำคัญ เทคนิควิธีการทางกายภาพบำบัดที่สามารถช่วยเหลือในกลุ่มโรคทางระบบนั้นๆ  


 
          พาโถจริงๆ จะแตกแขนงออกไปอีกหลายสาขา เช่น ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ (Musculoskeletal) ระบบประสาท (Neurological)  ระบบหัวใจ หลอดเลือด และการหายใจ (Cardiovascular and Respiratory) เป็นต้น 

          6. หลายคนเข้าใจผิดว่าคนเรียนกายภาพบำบัดได้จะต้องเก่งฟิสิกส์มากๆ ให้สมกับชื่อหลักสูตร Physical Therapy” แต่ความจริงแล้วคณะนี้ไม่ได้ใช้ฟิสิกส์เป็นวิชาเรียนหลัก เรียนฟิสิกส์พอๆ กับชีววิทยาเลยแหละ ส่วนใหญ่นำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับชีวกลศาสตร์การเคลื่อนไหว   

          7. กายภาพบำบัดแยกเอกลงไปได้ 5 สาขาย่อยๆ เรียกสั้นๆ ว่า “ออร์โธ (ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ) - นิวโร (ระบบประสาท) - เชส (ระบบทรวงอก หัวใจ และหลอดเลือด) - เด็ก (ระบบเด็ก) - สปอร์ต (ระบบกีฬา)” สปอร์ตเป็นสาขาที่เพิ่มมาทีหลัง เพราะคนเริ่มหันมาสนใจมากขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นไปทางกีฬาและกลไกการบาดเจ็บที่เกี่ยวกับการกีฬาโดยเฉพาะ

          8. เด็กกายภาพฯ จะได้เรียนทั้งหมดทุกสาขา แต่ ตอนทำงานจะแยกเฉพาะเจาะจงไปตามระบบงานที่ประกอบวิชาชีพ เช่น 
          - ระบบคลินิก ส่วนใหญ่จะมี 2 สาขา Ortho and Neuro บางระบบคลินิกก็มีดูแลผู้ป่วยในระบบเด็กด้วยนะ แล้วแต่เราถนัดหรือสนใจว่าจะดูแลผู้ป่วยระบบไหน  
          - ระบบโรงพยาบาล นักกายภาพคนหนึ่งอาจถูกมอบหมายให้ดูแลทั้ง 4 สาขา แล้วสลับวันไปดูผู้ป่วยอีกสาขาในเดือนถัดไป หรือบางระบบ รพ. อาจเปิดรับนักกายภาพบำบัดประจำสาขานั้นๆ เลย ก็เป็นไปได้ เช่น สมัครในสาขาออร์โธก็จะรักษาแต่คนไข้ออร์โธ ไปเป็นสเปเชียลลิสต์ของสาขานั้นๆ 

          9. นศ.กายภาพฯ ตอนเรียนอาจารย์ใหญ่มาจะได้เห็นทุกอย่างในร่างกายคนมาหมดแล้ว ทั้งกล้ามเนื้อ หลอดเลือด เส้นประสาท ข้อต่อกระดูก เลยมีเรื่องพูดกันเล่นๆ ว่า เวลาเห็นคนเดินมาสามารถมองทะลุเข้าไปถึงข้างในได้ว่ามีชิ้นส่วนอะไร อยู่ตรงไหน เพราะเรียนอาจารย์ใหญ่ได้เห็นมาทั้งร่างจริงๆ 
          ถามว่าตอนแรกๆ กลัวไหม ก็อาจมีหวั่นๆ ไม่ค่อยกล้าผ่ากล้าจับ แต่ช่วงหลังๆ ใกล้ชิดมาก ถึงขนาดเอามืออาจารย์ใหญ่มาพาดบ่าได้จนเคยชินและหายกลัวไปเอง หืม? O_O!

          10. ทุกๆ ปีจะมีการรวมตัวกันของเด็กกายภาพฯ แต่ละสถาบันจากทั่วทุกมุมของประเทศ ที่งาน “กายภาพบำบัดสัมพันธ์” จัดโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย (PTSUT) หรือ สนกท. งานนี้เป็นงานที่เหล่าเด็กกายภาพต่างรอคอย ลุ้นที่ 1 คือมหา’ลัยไหนจะได้เป็นเจ้าภาพ ลุ้นที่ 2 คือกิจกรรมสนุกๆ ที่ได้ทำร่วมกับเพื่อนๆ ต่างมหา’ลัยจะมันส์ขนาดไหน แต่แอบกระซิบว่างานนี้ได้ทั้งความรู้และความสนุก เพราะเขานำศาสตร์ทางภายภาพบำบัดบูรณาการบวกๆ เข้าไปกับทุกเกมเลย 

          11. การฝึกงานเป็นช่วงเวลาที่เด็กกายภาพฯ เหมือนได้ลองเป็นผู้รักษาจริงๆ และพัฒนาสกิลได้อย่างก้าวกระโดด ยิ่งเรียนชั้นปีสูง การฝึกงานก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น เช่น ปี 2 หลักๆ เน้นศึกษาเคส ซักประวัติคนไข้ ตั้งสมมติฐาน มาเริ่มรักษาคนไข้แบบเต็มตัวตอนปี 3 ทั้งลงมือซักประวัติ ตรวจร่างกาย วางแผนการรักษา พอถึงปี 3 เทอมปลาย และปี 4 ก็ถูกส่งตัวไปลุยงานตามโรงพยาบาลทั่วไปในสาขาต่างๆ เพื่อให้พัฒนาศักยภาพ และพอมองเห็นแนวทางว่าอนาคตจบไปสนใจงานด้านใด  


 
          หลายคนบอกว่าได้รับประสบการณ์ดีๆ จากการฝึกงานเยอะมาก ตอนฝึกมีสอบเคสรักษาคนไข้ นำเคสมาดิสคัทกับเพื่อนในรุ่น และทำให้ได้รู้ว่าสิ่งที่เรียนมากับงานที่ได้ทำลงไปในชีวิตจริง บางครั้งในทางปฏิบัติไม่ตรงกับทฤษฎีที่เรียนมาเลยซะทีเดียว ถือว่าเป็นข้อสำคัญที่เราจะได้เรียนรู้ และเปิดโลกกว้างให้เห็นการทำงานของนักกายภาพบำบัดมากขึ้น  

          12. เด็กกายภาพฯ ทุกคนต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ถ้าไม่มีใบประกอบวิชาชีพแล้วไปรักษาคนไข้ ถือว่าผิดกฎหมาย! ผิดจรรยาบรรณ!! ในส่วนของการสอบนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท

          01 กฎหมาย จรรยาบรรณ และการบริหารงาน 50 ข้อ สอบ 1 ชั่วโมง 30 นาที
          02 เทคนิคและวิธีทางกายภาพบำบัด 100 ข้อ สอบ 3 ชั่วโมง 
          03 กายภาพบำบัดในโรคและภาวะต่างๆ 100 ข้อ สอบ 3 ชั่วโมง 

          พาร์ทที่ขึ้นชื่อว่าโหดสุดคือ 03 เพราะเนื้อหาเยอะ ต้องรู้ทุกโรค ทุกสาขา นั่งย้อนทำข้อสอบเก่าของทุกปีช่วยได้! พี่ฟลุ๊คบอกว่าเทียบระดับความยากกับข้อสอบตอนเรียนให้แค่ 1 เต็ม 10 เท่านั้น เพราะทุกคนในรุ่นช่วยกันติว อ่านหนักจัดเต็มทุกหมวด และฝึกทำข้อสอบย้อนหลังประมาณ 10 ปีมาเยอะจริงๆ อู้หูว! การสอบใบประกอบวิชาชีพ ถือเป็นอนาคตของนักกายภาพเหมือนกัน เพราะจบไปต้องทำงานดูแลรักษาคนไข้ ถ้าสอบไม่ผ่านก็อย่าไปรักษาคนไข้เลยเถอะ 

          13. เมื่อเรียนจบนักกายภาพบำบัดสามารถแยกย้ายไปทำงานตามสายที่ตัวเองถนัดได้หลากหลาย บางคนเลือกเป็นนักกายภาพบำบัดประจำคลินิก รพ.เอกชน รพ.รัฐบาล รพ.ชุมชนตามต่างจังหวัด หรือบางคนก็เลือกประจำตามสถาบันเสริมความงาม เป็น personal trainer ในฟิตเนส เป็นตัวแทนขายเครื่องมืออุปกรณ์ทางกายภาพ หรือเปิดคลินิกเองก็ได้ 

          14. เงินเดือนคร่าวๆ ของนักกายภาพบำบัด สำหรับเด็กจบใหม่ ถ้าประจำ รพ.รัฐบาล จะอยู่ที่ 15,000 บาท รวมใบประกอบวิชาชีพด้วยประมาณ 16,000 - 17,000 บาท รพ.ถ้าเอกชน 20,000 - 25,000 บาท ถ้าตามคลินิกจะประมาณ 20,000 อัพ แล้วแต่ระบบของคลินิกนั้นๆ 
          เรื่องความนิยมในการทำงานขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเลยว่าชอบระบบงานแบบไหนมากกว่ากัน ซึ่งก็จะมีเหตุผลอื่นๆ มาประกอบการตัดสินใจด้วย เช่น ความมั่นคง สวัสดิการ อัตราค่าตอบแทน ฯลฯ 

          15. ฉายา “รักษาผู้ป่วยด้วยมือเปล่า” คือเรื่องจริง! นักกายภาพบำบัดใช้ 1 สมอง 2 มือ ในการตรวจ ประเมิน ให้การรักษาคนไข้จนหายได้ แต่! ไม่ใช่ทุกเคสนะจ๊ะ บางเคสอาจต้องใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดร่วมด้วยเหมือนกัน และอาจจะต้องพึ่งผลการตรวจอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น ภาพถ่ายฟิล์ม X-RAY , MRI , CT Scan เพื่อประกอบการวินิจฉัยให้เห็นผลแม่นยำมากขึ้น และเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ 


 
          เครื่องมือกายภาพบำบัดมีเยอะมาก! แน่นอนว่าตอนเรียนได้ลองใช้ทุกเครื่องอย่างละเอียด หลักๆ มี Ultrasound / Short Wave / Traction / Laser / Electrical Stimulation ซึ่งใช้เป็นประจำในการดูแลรักษาคนไข้  

          16. เมื่อมีคนไข้หนึ่งคนเข้ามารักษา หน้าที่ของนักกายภาพบำบัดคือ “ซักประวัติ” เพื่อให้ทราบอาการคนไข้ “ตั้งสมมติฐาน” ว่าคนไข้อาจเป็นอะไรได้บ้าง ผิดปกติจากโครงสร้างไหน และ “ตรวจร่างกายคนไข้” ด้วยมือกับสายตา "สรุปและวิเคราะห์ปัญหา" เพื่อทราบว่าคนไข้มีปัญหาอะไรบ้าง จบด้วยการ "ตั้งแผนการรักษา" เช่น รักษาด้วยการขยับข้อต่อ หรือเครื่องอัลตราซาวด์เพื่อลดการบวมหรืออักเสบ  
          การตรวจร่างกายของนักกายภาพเป็นไปในเชิงตรวจประเมินการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังสามารถตรวจและคัดกรองภาวะที่เกิดขึ้นจากอวัยวะข้างในได้ เช่น ตอนซักประวัติ คนไข้บอกว่ามีอาการปวดบริเวณหลังร่วมด้วย โดยที่ไม่สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหว ก็อาจตั้งสมมติฐานได้ว่าอวัยวะตรงบริเวณมดลูกของคนไข้มีปัญหา หรือคนไข้ปวดตอนกลางคืนตลอดเวลา ก็ตั้งสมมติฐานได้ว่าอาจมีภาวะเนื้องอก แนะนำให้ลองไปตรวจกับคุณหมอเพิ่มเติม เพราะตอนเรียนกายภาพฯ ก็มีเรียนเกี่ยวกับภาวะเนื้องอก หรือมะเร็งด้วยเหมือนกัน ว่าอาการจะแสดงออกมายังไงได้บ้าง และเราสามารถคัดกรองจากอาการได้

          17. กายภาพบำบัดกับการรักษาคนไข้ “เปรียบเหมือนศิลปะ” เพราะคนไข้ป่วยด้วยอาการหนึ่ง แต่มีหลายเทคนิคในการรักษาได้ตามความถนัด ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของนักกายภาพฯ แต่ละคน เช่น คนไข้รายหนึ่งข้อเท้าแพลงมาสดๆ มีอาการปวด บวม นาย A ใช้วิธีประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบ นาย B ใช้เทคนิควิธีการนวดเบาๆ เพื่อลดบวม ก็ไม่ผิด มันเป็นศิลปะในการรักษา 

          18. นักกายภาพทุกคนรู้ว่างานของเราเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ แต่ก็รู้วิธีป้องกัน และร้อยทั้งร้อย “เคยรักษาตัวเอง” เคล็ดขัดยอกปวดบวมตรงไหนก็พักการใช้งาน ประคบเย็น ออกกำลังกาย ยกเว้นบริเวณนั้นรักษาเองไม่ได้ ก็ให้เพื่อนนักกายภาพบำบัดด้วยกันนี่แหละช่วย อาวุธหลักอย่างหนึ่งของนักกายภาพบำบัดก็คือ “การออกกำลังกายเป็นการรักษาตัวเองอย่างหนึ่ง!"

          19. ในเชิงการทำงานนั้น ทุกๆ สาขาวิชาชีพต้องทำงานร่วมกันถึงจะดีที่สุด นักกายภาพจึงได้ทำงานร่วมกับหลายๆ วิชาชีพเยอะมาก ทั้งแพทย์ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ ฯลฯ หากมีคนไข้โดนรถชนขาหักมาพบแพทย์ อาจต้องได้รับการผ่าตัดใส่เฝือก แล้วพอถึงขั้นฟื้นฟูก็ส่งต่อให้นักกายภาพบำบัดดูแล ปิดท้ายด้วยการเสริมสร้างสมรรถภาพเกี่ยวกับกำลังที่นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ทำงานเป็นองค์รวมร่วมกันแบบนี้ คนไข้จะได้รับผลการรักษาแบบมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง 

          20. นักกายภาพบำบัดมีความสุขกับการได้รักษาคนไข้มาก และพร้อมใส่ใจดูแลคนไข้ทุกคน ไม่ว่าจะป่วยเป็นอะไรมา เช่น คนไข้ผ่าตัด นักกีฬา หรือคนธรรมดาที่ปวดเมื่อย ส่วนใหญ่ปวดทั่วร่างกาย ทั้งปวดหลัง ปวดคอบ่า ปวดเข่า เสน่ห์ของงานกายภาพบำบัดคือค่อนข้างใกล้ชิดและได้คอนแทคกับคนไข้โดยตรง มีเวลาคุย สัมผัส และตรวจอาการคนไข้ด้วยมือของเราเอง ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนไข้จริงๆ 
 
          เมื่อถามถึงความประทับใจในงานกายภาพบำบัดที่ได้ทำแล้ว พี่ฟลุ๊คบอกว่า “ประทับใจทุกเคสที่เราได้มีส่วนช่วยในการรักษา ตอนเรียนคนไข้ถือเป็นครูคนหนึ่งที่ช่วยให้เราได้ลองผิดลองถูก ทำให้เกิดการเรียนรู้ และพัฒนาตัวเองได้มากขึ้น ที่สำคัญคนไข้คือแรงผลักดันที่ทำให้นักกายภาพบำบัดสู้เดินต่อไป” พี่เมก้าฟังแล้วปริ่มแทนคนไข้เลยค่ะ ดีใจที่มีนักกายภาพบำบัดทุ่มเทเพื่อรักษาเราขนาดนี้

          สุดท้ายนี้พี่เมก้าก็ต้องขอบคุณ “พี่ฟลุ๊ค กภ. ธีรพล กอศิริวลานนท์” ที่ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ทั้งการเรียนและการทำงานในสายวิชาชีพกายภาพบำบัดแบบครบทุกซอกมุมเลยนะคะ หวังว่าน้องๆ ที่มี “กายภาพบำบัด” เป็นคณะในฝันจะเก็บเกี่ยวข้อมูลกลับไปได้อย่างเต็มที่และได้เข้าเรียนสมใจค่ะ    

ขอบคุณข้อมูลจาก
คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล
กันยาคลินิก กายภาพบำบัด
สภากายภาพบำบัด
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mayka

พี่เมก้า - ผู้เขียน

นักข่าวสายการศึกษา ที่มีความสุขกับการแต่งฟิค อ่านฟิค เพ้อถึงยัมมี่ฟู้ดไปวันๆ

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#กายภาพบำบัด #หลักสูตรกายภาพบำบัด #คณะกายภาพบำบัด #เด็กกายภาพฯ #เด็กกายภาพฯ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?