/>
ซ่อน
แสดง

แชร์ประสบการณ์จำไม่ลืม "พี่เน็ต" กสพท อันดับเปลี่ยน เพราะผิดเชื่อมโยงข้อเดียว []

วิว
สวัสดีค่ะ หากพูดถึงการสอบเข้าแพทย์ โครงการแรกๆ ที่นึกถึงคงหนีไม่พ้น กสพท เพราะเป็นการสอบเข้ากลุ่มคณะแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด วัดกันที่คะแนนสอบล้วนๆ ไม่ต้องใช้เกรดหรือ Portfolio ใดๆ เลย แต่ในความแฟร์ๆ วัดกันที่ฝีมือ ก็ทำให้หลายคนเกิดความเครียดและกดดัน หากพลาดไป โอกาสจะไปรอบอื่นมีน้อยมาก
    
วันนี้พี่มิ้นท์มีรุ่นพี่ #dek60 "พี่เน็ต" จากคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล จะมาเล่าประสบการณ์ ความกดดัน ในปีนั้นที่จะต้องจัดอันดับคณะก่อนสอบ จะไม่รู้เลยว่าข้อสอบปีนั้นจะเป็นยังไง ยากหรือง่ายขึ้น และคะแนนออกมาจะได้เท่าไหร่ พร้อมทั้งไปดูเทคนิคการจัดอันดับ และการเตรียมตัวสอบกันค่ะ


แรงบันดาลใจมาจาก ได้เห็นหมอทำงาน
ปวริศ ทวีรุจจนะ หรือพี่เน็ต ปัจจุบันกำลังศึกษาคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ชั้นปีที่ 3 จบการศึกษา ม.ปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

แรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเรียนแพทย์ มาจากตอนเด็กๆ ได้มีโอกาสไปดูพี่ชายทำงานที่ต่างจังหวัดเมื่อสมัยเป็นแพทย์ใช้ทุน ได้เห็นแพทย์ทำงานจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าแพทย์เป็นอาชีพที่น่าสนใจ ได้เสียสละและช่วยเหลือสังคมเยอะมาก อยากเป็นส่วนเล็กๆ ที่ได้ช่วยเหลือสังคมบ้าง แม้จะมองว่าอาชีพแพทย์เหนื่อย แต่ถ้าคิดถึงประโยชน์ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าถ้าได้ไปอยู่ในจุดๆ นั้น  หลังจากนั้นก็ปักธงไว้เลยว่า จะต้องสอบเข้าแพทย์ให้ได้

ระวังกับดัก เตรียมตัว "ช้า" หรือ "เร็ว" ต้องดูพื้นฐานตัวเองด้วย
พี่เน็ตเริ่มเตรียมตัวสอบเข้าแพทย์จริงจังตอนปิดเทอม ม.5 ขึ้น ม.6 คือตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง พฤศจิกายน รุ่นนั้นวิชาความถนัดแพทย์ กสพท สอบเดือนพฤศจิกายนและต่อด้วยวิชาสามัญ เดือนธันวาคม ทำให้ได้เตรียมตัวแค่ 8-9 เดือนเท่านั้น

แม้จะมีเวลาเตรียมตัวไม่ถึงปี แต่พี่เน็ตแนะนำว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมมากที่สุด เพื่อความไม่ประมาท เพราะเราไม่รู้เลยว่าจะมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์อะไรมาแทรกให้เรามีเวลาอ่านหนังสือน้อยลงหรือเปล่า และการเตรียมสอบในเวลาจำกัดไม่ได้การันตีว่าจะได้ผลทุกคน ต้องขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคลด้วยว่ามีพื้นฐานและมีความจริงจังในการเตรียมตัวสอบมากน้อยแค่ไหน ลองประเมินตัวเองดูก่อน เพื่อดูว่าเราควรจะเตรียมตัวช้าหรือเร็ว คนหนึ่งคนมีปัจจัยไม่เหมือนกันเงื่อนไขไม่เหมือนกัน


3 แผน ก่อนเลือกจริง
รุ่นแอดมิชชั่น 60 กสพท จะต้องเลือกคณะก่อนสอบวิชาเฉพาะแพทย์และวิชาสามัญ ทำให้พี่เน็ตค่อนข้างลังเลและเครียด เพราะไม่เห็นคะแนนและเดาไม่ออกว่าจะได้จะออกมาทิศทางไหน ต้องรอบคอบที่สุดเพื่อไม่ให้พลาด จึงจัดอันดับออกมาได้ถึง 3 รูปแบบ  คือ

รูปแบบที่ 1 ตั้งเป้าหมายสูง
อันดับ 1 แพทยศาสตร์ จุฬาฯ
อันดับ 2 แพทยศาสตร์ ศิริราช ม.มหิดล
อันดับ 3 แพทยศาสตร์ รามาธิบดี ม.มหิดล
อันดับ 4 แพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล

รูปแบบที่ 2 แบบกลางๆ
อันดับ 1 แพทยศาสตร์ ศิริราช ม.มหิดล
อันดับ 2 แพทยศาสตร์ รามาธิบดี ม.มหิดล
อันดับ 3 แพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล
อันดับ 4 แพทยศาสตร์ มศว

รูปแบบที่ 3 แบบเอาชัวร์
อันดับ 1 แพทยศาสตร์ ศิริราช ม.มหิดล
อันดับ 2 แพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล
อันดับ 3 แพทยศาสตร์ มศว
อันดับ 4 แพทยศาสตร์ ม.รังสิต

วิธีการจัดอันดับของพี่เน็ตจะเทียบจากคะแนนปีที่แล้ว จนได้มา 3 รูปแบบ ถ้ามั่นใจว่าเตรียมตัวมาดีมาก ตั้งใจว่าจะเลือกแบบแรก แต่สาเหตุที่เลือกแบบที่ 2 เพราะความเครียดในช่วงสอบและกลัวว่าจะไม่ติดเลยสักอันดับ จึงตัดสินใจเลือกกลางๆ ดีกว่า ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป เพราะต้องเลือกก่อนแล้วค่อยสอบ ถ้าเลือกสูงทั้งหมดจะกดดันตัวเองและทำออกมาดี เสี่ยงหลุดทั้งหมด


เส้น 1 เส้น เปลี่ยนอันดับ!
ประสบการณ์ที่แก้ไขไม่ได้ของพี่เน็ต เป็นเรื่องการสอบวิชาเฉพาะแพทย์ เตรียมตัวมาอย่างดีแต่ก็พลาด เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าพาร์ทเชื่อมโยงควรได้คะแนนเต็ม พี่เน็ตทั้งติวและฝึกทำโจทย์มานาน ได้คะแนนเต็มตลอด ความกลัวและความไม่มั่นใจจึงไปตกที่พาร์ท IQ แต่กลายเป็นว่าพาร์ท IQ คะแนนไม่ได้แย่ แต่ไปตกม้าตายที่พาร์ทเชื่อมโยง

วันสอบทำด้วยความมั่นใจ อยู่ในห้องสอบก็ไม่ลังเลเลย พอออกมาหน้าห้องได้เช็กคำตอบกับเพื่อนๆ ก็ได้คำตอบตรงกัน แต่พอคุยไปเรื่อยๆ เริ่มเจอคำตอบต่างกัน แบ่งเป็น 2 ทีมคือ 41 คำตอบกับ 53 คำตอบ จนสุดท้ายเริ่มรู้ตัวว่าผิด ก็เริ่มเครียดและหัวตื้อไปหมดเลย เพราะ 4 อันดับ กสพท เราก็เลือกไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วด้วย แต่พอถึงจุดๆ นึง ได้รับการเตือนสติว่ายังมี 9 วิชาสามัญอยู่ จึงดึงสติตัวเองกลับมาได้และให้กำลังใจตัวเอง จำได้ว่าวันสอบ 9 วิชาสามัญคือวันที่ตั้งใจทำข้อสอบที่สุดในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันจะไม่กดดันตัวเองเกินไป เพราะเชื่อว่าถ้าเราทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ผลออกมาเป็นยังไงก็ไม่ต้องเสียใจกับมัน

หลังประกาศผลออกมาได้คะแนนรวม 68.84 โดยความถนัดแพทย์ได้ 18 ไปพลาดพาร์ทเชื่อมโยง แค่เส้นเดียวเท่านั้น คะแนนหายไปถึง 3.4% ซึ่งถือว่าเยอะมากๆๆ และเปลี่ยนอันดับจากอันดับ 1 เป็นอันดับ 3 แต่ก็ดีใจปนโล่งอกที่สามารถสอบติด กสพท ในอันดับที่เลือกได้ อาจเป็นเพราะความผิดพลาด กลายเป็นแรงผลักดันให้เราทุ่มวิชาสามัญอย่างเต็มที่ โดยวิชาที่ได้คะแนนสูงสุดคือ ฟิสิกส์ ได้ 92 จาก 100 คะแนนเต็ม


เรียนอย่างไร ได้คะแนนฟิสิกส์ 92/100
พื้นฐานเป็นคนชอบฟิสิกส์อยู่แล้วตั้งแต่ ม.ปลาย หลายคนจะคิดว่าจะสอบเข้าหมอต้องเก่งชีววิทยา แต่ส่วนตัว คนเรียนหมอไม่จำเป็นต้องเก่งชีววิทยาเสมอไป แต่ละคนมีความชอบที่แตกต่างกัน เพียงแต่ว่าในการสอบเข้าจำเป็นต้องทำข้อสอบให้ได้ทุกวิชา เพราะเกณฑ์กำหนดเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ความรู้ทั้งฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา รวมกันในน้ำหนักถึง 40%

สำหรับเทคนิคการเรียนฟิสิกส์ อยากให้มองว่า ฟิสิกส์เป็นวิชาที่เป็นความจริง ถ้าเราทำความเข้าใจกับฟิสิกส์จริงๆ ไม่ใช่เรียนแบบท่องจำ มันก็จะง่ายขึ้น เพราะสูตรฟิสิกส์มีเยอะ ถ้าท่องทุกสูตรคงไม่ไหว ซึ่งสูตรเหล่านี้ มันดัดแปลงมาจากกันและกัน สูตรนึงสามารถใช้พิสูจน์อีกสูตรนึงได้ เทคนิคของพี่เน็ตจึงไม่ใช่การจำสูตรทั้งหมดที่ได้เรียน แต่จะจำบางสูตรที่ไปต่อยอดสูตรอื่นๆ ได้ เพื่อลดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจำ คิดตามความเป็นจริงแล้วจะไม่ยากอย่างที่ทุกคนคิด

เตรียมสอบ วิชาสายตะลุยโจทย์ VS สายท่องจำ
ช่วงที่เตรียมตัวสอบ ต้องฝึกตนเองให้มีวินัยที่สุด เพราะเวลามีไม่มากนัก ในการอ่านจะแบ่งวิชาสอบออกเป็น 2 อย่างคือ วิชาสายตะลุยโจทย์คือวิชาที่อาศัยทักษะในการทำข้อสอบ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ กับ วิชาสายท่องจำ เช่น สังคม ชีววิทยา ฯลฯ

สายตะลุยโจทย์ ทำเหมือนชื่อเลย คือ เน้นทำโจทย์มากๆ เป็นวิธีที่ทำให้เราได้คะแนนสอบดี พี่เน็ตจะทำเป็นกิจวัตรประจำวันเลย ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเตรียมตัวสอบจนถึงวันสอบ ตั้งเป้าทำโจทย์วิชาเหล่านี้ทุกวัน จะน้อยมากไม่สำคัญ ขอแค่ทำทุกวัน ซึ่งมันมีข้อดีมากๆ ถ้าเราทำโจทย์มามากพอสมควร พอเจอโจทย์ใหม่ๆ ในห้องสอบ จะรู้เลยว่าข้อนี้เขาต้องการถามอะไร และต้องใช้วิธีไหนแก้โจทย์ จะทำได้อัตโนมัติเลย และการสอบวิชาพวกนี้ ถ้าให้โจทย์มาแล้วทำได้ทั้งวัน หลายคนก็คงทำได้ แต่เขาไม่ได้วัดว่าทำได้ไม่ได้ มีปัจจัยเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นจะได้คะแนน 1 ข้อ ต้องเป็นคนที่ทำได้ ตอบถูก และทันเวลาด้วย ทักษะการทำโจทย์จึงสำคัญมากจริงๆ

วิชาอื่นๆ ภาษาไทย สังคมศึกษา จะมัดอ่านรวมกัน จะอ่านเก็บเรื่อยๆ เนื่องจากเนื้อหามันกว้าง ก็จะพกไว้อ่านเวลาว่าง หรือ อ่านคั่นวิชาอื่นๆ และช่วงใกล้ๆ สอบค่อยมาเริ่มทำโจทย์  ส่วนวิชาชีววิทยาและเคมีก็จะคล้ายๆ กัน อ่านสม่ำเสมอและใกล้ๆ สอบ จะตะลุยโจทย์ให้ได้มากที่สุด
 

รีวิวการเรียนแพทย์
ตอนปี 1-2 เนื้อหาวิชาเรียนจะมีกลิ่นของ ม.ปลาย อยู่บ้าง เช่น วิชากลุ่มวิทยาศาสตร์ แคลคูลัส พอเริ่มปี 2 จะมีวิชาเกี่ยวกับแพทย์มากขึ้นและได้เรียนกับอาจารย์ใหญ่ด้วย (อาจารย์ใหญ่ คือ ผู้บริจาคร่างกายเพื่อเป็นวิทยาทาน ให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ระบบร่างกาย) เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างในร่างกายของคนเรา ก็น่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับใครหลายๆ คน นอกจากนี้ก็มีเรียนเรื่องยา ระบบต่างๆ

ส่วนตัวชอบวิชาเกี่ยวกับระบบประสาท (neurology) เพราะเนื้อหาวิชาสามารถคิดตามได้ ทุกอย่างในร่างกายมันเชื่อมกันหมดและทำงานเป็นระบบ ดังนั้น ถ้าเรานึกภาพตามกลไกการทำงานของร่างกายได้ ก็จะเข้าใจและจำได้ง่ายกว่าการเรียนวิชาอื่นๆ

จัดการเรียนให้เข้ากับตัวเอง การเรียนแพทย์ก็ไม่ยาก
มีคนเคยพูดอยู่บ่อยๆ ว่า สอบเข้าแพทย์ว่ายากแล้ว แต่ตอนเรียนแพทย์และเรียนให้จบนั้นยากกว่า  จริงๆ แล้วยากคนละแบบ การเรียนมัธยม เนื้อหาตอน ม.ปลาย เยอะและยาก และการสอบเข้าเป็นเรื่องที่กดดันมากที่สุด แต่การเรียนแพทย์เนื้อหาจะลึก ถ้าแบ่งเวลาได้ก็ไม่ยากเกินความสามารถ บางคนอาจเริ่มทบทวนตอนใกล้สอบ บางคนอ่านมาเรื่อยๆ แต่ไม่หนัก ฉะนั้นความเครียดต่างกันอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะมีวิธีเรียนแบบไหน ซึ่งน้องๆ ที่สอบเข้าแพทย์มาได้ก็จะจัดการปัญหาตรงนี้ได้อยู่แล้ว ดังนั้น อย่ากลัวเกินไป แต่ควรปรับการเรียนให้เข้ากับตัวเรามากที่สุด

 
     เรื่องราวสนุกๆ ของการเรียนคณะแพทย์และคณะวิทย์สุขภาพอื่นๆ ยังไม่หมดเท่านี้ พี่เน็ตและรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ จะมาบอกเล่าการเรียนคณะวิทย์สุขภาพ เรื่องที่เข้าใจผิด แนวทางอาชีพในอนาคต รับประกันความเข้มข้น 5 ตุลาคมนี้ ที่ HALL EH 106 ไบเทค บางนา จองบัตรได้ถึง 29 ก.ย.นี้ สนใจ คลิกเลย


 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mint

พี่มิ้นท์ - ผู้เขียน

พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#TCAS #TCAS63 #แพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล #เน็ต แพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล #กสพท #กสพท รอบ 3 #จัดอันดับ กสพท

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?