/>
ซ่อน
แสดง

กว่าจะจบทันตะฯ โหดจริงหรือแค่ขู่! มาดูการเรียนของเด็กทันตะฯ ต้องเจออะไรบ้าง []

วิว
         เคยสงสัยมั้ยว่า “คณะทันตแพทยศาสตร์” เรียนแค่ภายในช่องปาก แต่ทำไมต้องใช้เวลาเรียนตั้ง 6 ปี และคนที่เรียนจบมาก็รีวิวกันว่าเรียนโหดสุดๆ บรรยากาศการเรียน 6 ปีมีทั้งเรื่องสนุก แต่บางมุมก็กดดัน เพราะกว่าจะจบ 6 ปี ต้องเรียนทั้งทฤษฎีและลงคลินิกจนชำนาญ ถึงจะออกมาเป็นทันตแพทย์ที่ดีได้
         ให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็เลยรวม 10 เรื่องจริงของเด็กทันตะฯ มาให้ดู อยากรู้เป็นยังไง กดอ่านต่อได้เลย


ฝึกฉีดครั้งแรก ฉันฉีดเธอ เธอฉีดฉัน
         เป็นหมอฟัน ต้องฉีดยาชาเป็น แล้วการจะฉีดยาชาเป็นก็ต้องผ่านการฝึกฉีดยาชามาก่อน ครั้นจะฉีดใส่หุ่น ฉีดใส่อย่างอื่นมันก็ไม่รู้ว่ายาออกฤทธิ์หรือยัง ดังนั้น คนเป็นๆ คือสิ่งที่ใช้ทดสอบได้ดีที่สุด ทุกคนต้องฝึกและทุกคนก็จะต้องเป็นผู้ถูกฝึกเหมือนกัน เตรียมตัวไว้เลยว่า อาจต้องเจอกับภารกิจฉันฉีดเธอ เธอฉีดฉัน มีเกร็งกันทั้งคู่

หาเคสทำฟันไม่ได้ ญาติคือเป้าหมาย
         ปี 4 - 6 เป็นช่วงที่เด็กทันตะฯ ต้องเปลี่ยนสถานะมาลงคลินิก ได้เริ่มรักษาคนไข้ตัวจริงเสียงจริงบ้างแล้ว การฝึกรักษาฟันกับคนไข้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแบบทดสอบอะไรเลย มันยากตั้งแต่การหาคนไข้เพื่อมาเป็นเคสรักษาแล้ว เพราะคนไข้ในโรงพยาบาลอาจไม่เพียงพอต่อการรักษา บางคนก็กลัวที่จะต้องรักษาคนอื่น ก็เลยให้ญาติ พี่น้อง เพื่อนสมัยประถม เพื่อนมัธยม เพื่อนแม่ เรียกว่าญาติคือเป้าหมายของเรา เพราะการได้รักษาญาติๆ ของตัวเองก็สบายใจกว่า แถมญาติๆ ยังได้รักษาฟันในราคาย่อมเยาอีกด้วย

ขึ้นปี 2 มีอุปกรณ์เกี่ยวกับฟันต้องใช้เรียนเพียบ
         ถ้าเด็กอาร์ตๆ ต้องพกกระดานวาดเขียน เด็กทันตะฯ ก็มีกล่องเครื่องมือที่ใช้เรียนนี่แหละ ถือไปมาด้วย โดยข้างในกล่องจะมีเครื่องมือ Dentoform เครื่องมือสำหรับขัดแต่งขี้ผึ้ง ทิชชู่ ตะเกียงแอลกอฮอล์ ฯลฯ จะใช้เรียนในรายวิชาของปี 2 พอเรียนจบปี 2 ก็จะจัดเตรียมกล่องให้รุ่นน้องต่อกันไปเป็นประเพณี


 

รู้ชื่อฟัน ชื่อหลุม และวัดกันเป็นหน่วยมิลลิเมตร
         คำพูดที่บอกว่า หมอฟัน เป็นคนที่รู้เรื่องฟันมากที่สุดแล้ว เป็นเรื่องจริงที่สุด เพราะ 6 ปีของการเรียนคณะนี้จะค่อยๆ  ซึ่มซับความละเอียดและข้อมูลที่ลึกขึ้นเรื่อยๆ อย่างเรื่องฟันที่คนภายนอกมองว่า ฟันก็มีฟันแท้กับฟันน้ำนม หรือ แยกเป็นฟันหน้ากับฟันกราม แต่สำหรับเด็กทันตะฯ ต้องรู้ตั้งแต่การเรียกชื่อฟัน หน้าที่ของฟันแต่ละซี่ ชื่อร่อง ชื่อหลุม ต้องรู้จักให้หมด ยกตัวอย่างการสอบจำแนกฟัน อาจจะมีการสอบหยิบฟันขึ้นมา 1 ซี่ ตอบให้ได้ภายใน 1 นาทีว่าเป็นฟันซี่ไหนใน 52 ซี่ แค่นึกก็กดดันแล้ว ยังไม่รวมว่าความละเอียดของคณะนี้วัดกันเป็นหน่วยมิลลิเมตรเลยนะ

ภารกิจตามหาฟันผุจากคลินิกหรือโรงพยาบาล
         ในรายวิชาที่เรียนเกี่ยวกับคลองรากฟัน ก็จะมีแล็บให้ทำการทดลอง แต่การเรียนทฤษฎีเปล่าๆ คงไม่เห็นภาพ จำเป็นต้องมีฟันผุมาใช้ซ้อมรักษากันหน่อย แน่นอนว่าการได้มาซึ่งฟันผุ ก็ต้องไป “ขอ” จากคลินิกทำฟัน หรือ โรงพยาบาล โดยจะต้องหาให้ตรงกับคุณสมบัติฟันที่ต้องการด้วยนะ วิธีการก็ไม่ยากหรอก ก็แค่เอาขวดเปล่าใส่ฟอร์มาลีน เพื่อดับกลิ่นฟันผุ (ถ้าไม่ใส่ลองคิดดูสิว่า ถ้ามีสัก 10 ซี่อยู่ในโหลของเรา ตอนเทออกจากโหล จะต้องทำหน้ายังไง)

คนไข้ไม่มาตามนัด อาจต้องหวั่นเรียนไม่จบ
         อย่างที่เคยพูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่า ลงคลินิกเมื่อไหร่ การหาคนไข้และการนัดคนไข้มาทำฟันตามนัดคือสิ่งที่ยากที่สุด งานบางชนิดเช่นฟันปลอม ไม่สามารถทำเสร็จได้ในครั้งเดียว ต้องนัดมาเรื่อยๆ คนไข้บางรายอาจเทบ้าง เลื่อนบ้าง แน่นอนว่าว่าที่คุณหมอต้องมีหนาวๆ ร้อนๆ เพราะถ้าปิดเคสไม่ได้ ก็มีสิทธิ์เรียนจบไม่ทันเพื่อน บางคนถึงขั้นมีโปรโมชั่นไปรับไปส่งกันเลยทีเดียว มาทำฟันเถอะ ขอร้องงง สำหรับการลงคลินิกของพี่ปีสูงเด็กทันตะฯ ไม่มีอะไรน่าดีใจเท่า คนไข้ไม่เทหมอแล้วล่ะ

ทั้งเลกเชอร์ แล็บ ยังต้องลงคลินิกอีกด้วย
         3 ปีแรกของเด็กทันตะฯ จะเรียนเลกเชอร์สลับกับ LAB ในห้องเรียน เป็นการเรียนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และพื้นฐานทางด้านทันตกรรม เรียกว่าพรีคลินิก แต่พอขึ้นปี 4 หรือที่เรียกว่าชั้นคลินิก จะได้นำสิ่งที่เรียนต่างๆ มารักษาคนไข้ภายใต้การควบคุมของอาจารย์ แม้ว่าจะมีเคสคนไข้ให้รักษาแล้ว แต่เลกเชอร์และแล็บก็ยังไม่หายไปซะทีเดียว หลายคนขึ้นปี 4 มาปรับตัวไม่ทัน ดังนั้น อยากเรียนคณะนี้เตรียมตัวเตรียมใจ ฝึกบริหารเวลากันตั้งแต่เนิ่นๆ ได้เลย

คณะทันตะฯ ต้องสอบ 2 ครั้ง คือ ตอนปี 4 และ ปี 6
         การจะเป็นทันตแพทย์วิชาชีพได้ ต้องมีใบประกอบวิชาชีพด้วย เพื่อรับรองว่าทันตแพทย์คนนี้มีความรู้ความสามารถในการรักษาโรคในช่องปากได้จริงๆ ซึ่งการสอบใบประกอบฯ ที่ว่า เด็กทันตะฯ จะต้องสอบ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ หลังจบปี 3 หรือช่วงก่อนขึ้นปี 4 ทดสอบความรู้เรื่องทฤษฎี และอีกครั้งคือ ปี 6 จะเป็นการสอบปฏิบัติและประเมินทักษะวิชาชีพทันตแพทย์

เลี่ยงไม่ได้! ทั้งแกะขี้ผึ้งรูปฟัน ฝึกดัดลวด ฯลฯ
         น้องๆ คงเคยได้ยินแล้วว่า ทันตะฯ ไม่ใช่แค่ต้องเก่งวิทย์ แต่ศิลป์ก็ต้องได้ด้วย ไม่ใช่วาดรูปที่ไหน แต่เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยความเป๊ะ ความปราณีต เพราะถ้าทำไม่สวยหรือผิดนิดเดียว อาจารย์ตีกลับให้ทำใหม่ได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างงานที่เป็นที่พูดถึงมากๆ ก็คือ การแกะสลักรูปฟันจากขี้ผึ้ง ต้องทำให้ถูกต้องตามหลักทันตกายภาพจริงๆ วัดหน่วยกันเป็นมิลลิเมตรเลย นอกจากนี้จะมีฝึกดัดลวด ทำฟันปลอม ด้วยนะ


ใช้ทุน 3 ปี ถ้าไม่ใช้ทุนจ่าย 4 แสนบาท
         น้องๆ ที่เข้าเรียนทันตแพทยศาสตร์ ภาคปกติ ของ ม.รัฐ จะต้องใช้ทุนหลังเรียนจบเป็นเวลา 3 ปีทุกคนซึ่งได้ทำสัญญากันไว้ตั้งแต่ปี 1 แล้ว แต่ระหว่างใช้ทุน ก็อาจลาไปเรียนต่อเฉพาะทางได้นะ การใช้ทุนที่ว่านี้ ก็คือการทำงานนั่นแหละ แต่เป็นการไปทำงานในโรงพยาบาลของรัฐหรือพื้นที่ที่มีความต้องการทันตแพทย์ คัดเลือกโดยการจับฉลาก! และได้เงินเดือนตามปกติ แต่ถ้าไม่อยากใช้ทุนหรืออยากไปทำคลินิก ก็ต้องจ่ายชดเชยเป็นเงิน 4 แสนบาท ก็สามารถทำงานได้อย่างอิสระ
 
         คณะทันตแพทยศาสตร์ เป็นคณะที่มีเสน่ห์และเป็นเป้าหมายของเด็กไทย หลายคนเรียนจบทั้งน้ำตา แต่เชื่อเถอะว่าคณะนี้ก็ยังมีมุมสนุกๆ และความสุขที่ได้รักษาคนไข้ให้หายจากการเจ็บป่วยในช่องปากอีกมากมายเลย
         ถ้าอ่านชีวิตจริงทั้ง 10 ข้อแล้วรู้สึกว่า คณะนี้น่าเรียนจริงๆ เราน่าจะเหมาะกับคณะนี้ อยากรู้จักคณะทันตะแพทยศาสตร์ ทั้งการเรียน การทำงาน การสอบเข้า ให้มากขึ้นกว่าเดิม แนะนำให้ติดบ้านไว้สักเล่มค่ะ คลิกดูรายละเอียด http://bit.ly/39Lk0zo

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=mint

พี่มิ้นท์ - ผู้เขียน

พี่สาวใจเย็น ผู้เกิดมาในแอดมิชชั่นยุคแรก แต่เข้าใจ TCAS มากกว่า

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#TCAS #tcas63 #คณะทันตแพทยศาสตร์ #ทันตะฯ #ทันตะฯ 6 ปี #ลงคลินิก ทันตะฯ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?