/>
ซ่อน
แสดง

ถอดแง่คิดและพลังบวกของ "พี่ต้นคูน" ผู้ที่ตัดสินใจเรียนคณะที่ไม่ถนัด 6 ปีเต็ม! []

วิว
          สวัสดีค่ะ หลายคนเคยบอกว่า "การเรียนในคณะที่ไม่ใช่ ทุกวินาทีจะมีแต่ความทรมาน" แต่การที่คนหนึ่งคนเรียนคณะที่ไม่ใช่ได้ยาวนานถึง 6 ปี เขาจะผ่านวินาทีที่ทรมานมากแค่ไหน ? เกิดอะไรขึ้นกับเขา? และอะไรที่ทำให้เขาผ่านมาได้อย่างสวยงาม วันนี้ พี่ฟอร์ย ชวนมาอ่านเรื่องราวนี้กันค่ะ

มารู้จัก พี่ต้นคู ต้นเรื่องของเราในวันนี้
          สวัสดีครับ พี่ชื่อต้นคูนนะครับ ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์  ปัจจุบันพี่เป็นครู วิทยากรพิเศษ และกรรมการบริหาร บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตยาดมตราโป๊ยเซียนและสินค้าในเครือครับ พี่เป็นบุคคลหนึ่งที่เรียนคณะที่ไม่ใช่ตัวพี่เลยมาตลอด 6 ปีเต็ม ในคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาครับ

คณะที่อยากเรียน กับคณะที่ต้องเรียน
          คณะที่พี่อยากเรียน และเป็นความถนัดของพี่มี 3 คณะในใจ คือ 1.คณะนิเทศศาสตร์ เอกวิชาวาทวิทยา (เรียนเกี่ยวกับการพูด) 2.คณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาไทย และ 3.คณะครุศาสตร์ เอกมัธยมศิลป์ (ครูสอนสายศิลป์) แต่ในที่สุดพี่ได้เรียนในคณะที่ตรงข้ามกับความฝันและความถนัดของพี่เลย นั้นคือ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คงอยากรู้กันใช่ไหมครับว่าเพราะอะไร ทำไมพี่ถึงได้เรียนคณะนี้ที่ดูจะห่างไกลคนละสายกับสิ่งที่พี่ชอบเลย พี่ขอแบ่งเป็น 2 เหตุผลนะครับ

          เหตุผลแรก บ้านพี่มีธุรกิจครอบครัวเป็นโรงงานยา แล้วหัวใจสำคัญของกิจการนี้ก็คือ เภสัชกร ถ้าถามว่าเราจ้างเภสัชกรมาได้ไหม มันทำได้ แต่ว่ามันก็คงจะดีกว่า ถ้าเจ้าของกิจการเป็นเภสัชกรดูแลเอง เพราะฉะนั้น พี่ก็เลยตัดสินใจลองดูแม้ว่าจะเป็นคณะที่ไม่เข้ากับพี่ซะเท่าไหร่ก็ตาม เหตุผลที่สอง เป็นเหตุผลสำคัญมากๆ นั่นคือ คุณย่า พี่จะสนิทกับคุณย่ามาก พี่เป็นหลานคนโต กิจการยานี้คุณปู่คุณย่าเป็นคนสร้างมา คุณย่าถึงแม้ไม่เคยบังคับพี่เลย แต่พี่ก็รู้ว่ามีความคาดหวังอยากให้พี่เรียนคณะนี้ และโรคมะเร็งของคุณย่ากำเริบขึ้นพอดี พี่ก็เลยตั้งคำถามว่า พี่เหลือเวลากับคุณย่าเท่าไหร่ แล้วทำไมเราถึงไม่ลองทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คุณย่ามีความสุข พี่เลยเริ่มพยายาม


ไม่ได้ถูกบังคับ แต่เต็มใจเรียน
           ถ้าพูดถึงการได้เรียนในคณะที่ไม่ใช่ ทุกคนคงคิดไปว่าพี่ต้องโดนพ่อแม่บังคับให้เรียนแน่นอน แต่ครอบครัวพี่ไม่ใช่แบบนั้น คุณพ่อคุณแม่พี่ไม่เคยบังคับลูกๆ เลย ลูกจะเรียนโรงเรียนไหนก็ให้เรียน อยากเรียนอะไรก็ให้เรียน และสิ่งที่ครอบครัวเราจะทำเสมอคือ เราจะนั่งคุยกัน ในสิ่งที่เกิดขึ้น คุยกันด้วยเหตุผล คุณพ่อคุณแม่พี่ไม่เคยกะเกณฑ์ให้ลูกเรียนพิเศษหรือเรียนสายอะไร เพราะฉะนั้นพี่มีหน้าที่ต้องไปเลือกไปหาเองว่าจะเรียนอะไร ที่ไหน ขนาดตอนที่พี่เรียนคณะเภสัชศาสตร์ ย่อมมีหลายครั้งที่พี่เครียดมาก ซึม นอนไม่หลับไม่สบายอะไรอย่างนี้บ้าง คุณพ่อคุณแม่คอยบอกพี่เสมอว่า "ถ้าไม่ไหวก็ออกมา ไม่เป็นไร" ครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตพี่เลย เพราะเราเข้าใจกันมากที่สุด และเป็นเหมือนพาวเวอร์แบงค์ที่ชาร์จพลังให้กับพี่เสมอ
 

การเรียนคณะที่ไม่ใช่ มันมีความรู้สึกยังไง ?
           ขอเล่าตั้งแต่ตอนเตรียมตัวสอบเข้าเลย พี่เริ่มจาก 0 เลย ทั้งเนื้อหาที่อ่านและกำลังใจในการอ่าน อยากเล่าว่าตอน ม.ปลาย พี่สนิทกับเพื่อนมาก เพื่อนอ่านหนังสือเราก็อ่าน เหมือนเราสู้ไปด้วยกัน พี่เลยมีกำลังใจมากพอสมควร ประกอบกับคุณย่าก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเราก็เป็นกำลังใจที่สำคัญของกันและกัน พอเมื่อได้เรียนในคณะเภสัชศาสตร์ ก็ไม่ใช่ว่าคณะเขาไม่ดีนะ แต่มันเป็นเรื่องของสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ตลอดเวลาที่พี่เรียนก็จะมีให้คิดอยู่ในหัวบ้างว่า ไม่มีวิชาไหนที่เข้ากับเราเลย หรือแม้แต่คิดถึงขนาดพี่ว่าบางวิชาที่เรียนพี่ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เลย และอีกเรื่องที่เห็นชัดเลย คือพี่เป็นเด็กกิจกรรม เป็นคนมีระเบียบวินัย แต่ไม่ได้อยู่ในกรอบเสมอไป แต่คณะเภสัชศาสตร์เป็นคณะที่มีระเบียบแบบแผนมาก เลยทำให้พี่รู้สึกแตกต่างจากสิ่งแวดล้อมในคณะมากพอสมควร

อะไรคือทำให้ผ่านมาได้ ?
           ต้องบอกว่า 6 ปีในคณะเภสัชฯ ไม่มีวินาทีไหนเลยที่พี่ไม่อยากลาออก พี่ไม่มี Passion ในสิ่งที่ทำ แต่พี่มีวิธีสร้างพลังบวก ให้ผ่าน 6 ปีมาได้ คือ 1.พี่คิดว่าพี่ทำให้คนที่พี่รักเป็นพลังใจสำคัญที่สุด ประกอบกับตอนพี่อยู่ปี 6 มีสอบใบประกอบวิชาชีพ คุณย่าป่วยหนักอีกครั้งด้วยโรคเดิม ก่อนคุณย่าจะเสียพี่ไปเยี่ยมคุณย่าที่โรงพยาบาล คุณย่าก็บอกว่า "ย่าเป็นกำลังใจให้ต้นคูนเสมอ" พี่เลยคิดว่าพี่จะทำให้ดีที่สุดในระยะเวลาที่เหลืออยู่ พี่ไม่รู้จะทำสำเร็จไหม แต่พี่ขอพยายามไปให้ถึงที่สุด ถ้าพี่มองย้อนกลับมาพี่จะไม่เสียใจ และในที่สุดพี่ก็สอบผ่านสอบได้จริงๆ

           2.การทำสิ่งที่ชอบ พี่คิดว่าไหนๆ เวลามันต้องผ่านไป ขอให้ผ่านไปอย่างมีคุณค่า โดยระหว่างที่เรียนอยู่ 6 ปี พี่ก็ทำในสิ่งที่ชอบขนานกันไป คือการเป็นครู เป็นติวเตอร์ ประกอบกับพี่มีปริญญาตรีสาขาวิชาประวัติศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยวอยู่แล้วจากระบบพรีดีกรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหง พอจบพี่ก็เรียนปริญญาโทในสาขานิเทศศาสตร์ เป็นสาขาที่พี่อยากเรียนมากๆ พี่ทำกิจกรรมมหาวิทยาลัยตลอดเพราะพี่ชอบ พอจบก็เรียนต่อปริญญาเอกไปด้วย คือพี่อยากจะบอกว่า ชีวิตของคนเรามันมีพาร์ทที่ต้องรับผิดชอบ และพาร์ทส่วนตัวของตัวเอง ทุกคนมีสัดส่วนที่ไม่เหมือนกัน เราต้องบริหารจัดการเวลาให้ได้ ให้ลงตัว

3 แง่คิดที่ได้จากการเรียนที่ไม่ใช่
          แง่คิดที่ได้จากการเรียนคณะที่ไม่ใช่มีประมาณ 3 เรื่อง คือ 1.เราอย่าดูถูกความสามารถของตนเอง ข้อนี้สำคัญมากเวลาเจอเรื่องยากๆ อย่าพึ่งไปคิดว่าทำไม่ได้ เพราะพี่คิดว่าเราทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ให้เป็นไปได้ ทุกวันนี้เวลาพี่เจอเรื่องยากๆ พี่จะมองย้อนกลับไปว่าฉันผ่านเรื่องที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเด็กอายุ 20 มาแล้ว เพราะงั้นเรื่องนี้เราก็ต้องผ่านไปได้

          2.เห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น พี่ชอบคำหนึ่งมาก คือคำว่า "ประโยชน์สุข" หมายความว่า เราจะต้องใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นทั้งประโยชน์ และเป็นทั้งความสุข อย่างตอนที่พี่เรียนก็ได้ทำงานเป็นติวเตอร์ พี่เป็นพิธีกร ได้ทำจิตอาสาอื่นๆ ไปด้วย พี่รู้สึกว่ามันเป็นความสุขมาก พี่เลยรู้ว่านี่คือคุณค่าของคำว่าประโยชน์สุขในการใช้ชีวิต การเรียนในคณะที่ไม่ใช่เราจะรู้สึกโดนลดทอนคุณค่าในตัวเอง ทำให้เรารู้สึกเสียความภูมิใจในตัวเอง แต่ว่าสิ่งนั้นไม่เคยกระทบใจพี่เลย เพราะพี่รู้ว่าชีวิตของพี่มีประโยชน์ และมีความสุข

          3.อย่าใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา แต่ก่อนพี่เป็นคนใจร้อน เมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกัน พี่มักใช้การโต้ตอบแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทุกครั้งที่พี่ชนะพี่ก็รู้สึกดี แต่ปัญหาไม่ได้จบลงแค่นั้น มันเริ่มลามไปถึงคนที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ทำให้รู้ว่าเราปกป้องตัวเองได้ แต่เราไม่สามารถกลางปกป้องทุกคนได้ พี่จึงกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ใจเย็นลง การที่เราทะเลาะกัน แสดงว่าเราไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเสียเวลากับคนที่เขาไม่เห็นคุณค่าของเรา หันมาสนใจคนที่เขาเห็นคุณค่าของเราดีกว่า
 

ฝากอะไรถึงน้องๆ ม.6 ที่กำลังเลือกคณะเรียน
           สำหรับน้องๆ ม.6 ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยพี่อยากให้น้องเลือกจาก 3 สิ่งนี้ คือ 1.คณะวิชาเรียน ดูว่าคณะที่เราจะเลือกเรียนนั้น มีวิชาที่ต้องเรียนอะไรบ้าง แล้วถามตัวเองว่า ถ้าต้องเรียนวิชาพวกนั้นเราโอเคไหม? 2. อาชีพอนาคต อาชีพที่เราอยากทำนั้นจะเป็นตัวบอกที่ชัดเจนว่าเราอยากจะเข้าคณะอะไร และ 3.สิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมของคณะที่เราอยากเข้านั้นเหมาะกับเราไหม สามารถอยู่ที่นี้ได้ โดยที่เรานั้นรู้สึกสบายใจหรือเปล่า ถ้าคณะที่น้องเล็งไว้มี 3 อย่างที่ว่านี้ก็ขอให้สู้ และสอบเข้าคณะที่เล็วไว้ได้นะครับ เพราะนี่คือคณะที่ใช่ของน้อง

ฝากอะไรถึงน้องที่กำลังเรียนอยู่ในคณะที่ไม่ใช่
           พี่ขอแบ่งออกเป็น 2 อย่าง 1.สำหรับคนที่พึ่งเริ่ม เช่น น้องปี 1 หรือปี 2 แล้วรู้ว่าไม่ใช่ อย่าเสียเวลา ชีวิตมันมีอีกเยอะ ลองหาดูว่าถ้าไม่ใช่คณะนี้แล้วจะไปคณะไหน เพราะพี่รู้สึกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จบมาแล้วทำงานตรงสาย แต่มันเป็นเรื่องที่เสียเวลา ถ้าเราจะต้องเรียนในสิ่งที่เราจะไม่ได้ใช้จริงๆ เราเอาเวลาไปเรียนในสิ่งที่เราจะได้พัฒนาความรู้ ความสามารถของเราให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินชีวิตในอนาคตดีกว่า

           2.คนที่เรียนไปเกินครึ่งทางแล้ว พี่แนะนำว่าให้ลองหาแง่มุมสวยงามของชีวิตแล้วอยู่ให้จบ แต่ว่าระหว่างนั้นอย่างทิ้งความฝัน อย่าทิ้งพลังในการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ให้กับตัวเอง หาเวลาว่างทำสิ่งใหม่ๆ แม้จะทำได้ไม่เต็มที่แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ค่อยๆ พัฒนา เพราะงั้นลองสู้อีกหน่อยเถอะ ถึงจบไปทำงานไม่ตรงสายก็สามารถพูดได้ว่าขนาดสิ่งที่ไม่ชอบยังทำได้ดี มีความรับผิดชอบขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นในสิ่งที่ชอบจะต้องยิ่งทำได้ดี และเมื่อเจออุปสรรคอะไรก็จะสามารถผ่านมันไปได้

            เป็นอย่างไรกันบ้างคะ อ่านจบแล้ว พี่ฟอร์ย เข้าใจเลยว่า คนที่ต้องเรียนในคณะที่ไม่ใช่ ต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน คงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการทำสิ่งไม่ได้ชอบให้สำเร็จ แต่พี่ต้นคูณก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราทุกคนสามารถทำได้หากเรามีความพยายามมากพอ

            สุดท้ายนี้ พี่ฟอร์ย ต้องขอขอบคุณ พี่ต้นคูน ที่สละเวลามาเล่าเรื่องราวแฝงข้อคิดดีๆ ในครั้งนี้ เป็นบทสัมภาษณ์ให้ให้แง่คิดหลายอย่างมากๆ น้องๆ คนไหนที่กำลังเรียนในคณะที่ไม่ใช่อยู่ก็ลองนำเรื่องราวของพี่ต้นคูนไปเป็นแบบอย่างปรับใช้ดูนะคะ หรือใครกำลังเจอเรื่องราวแบบนี้ มาแชร์ประสบการณ์กันได้เลยค่ะ
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=froy

พี่ฟอร์ย - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#TCAS #เลือกคณะ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เด็กดี TCAS

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?