/>

“จอมเทียน จันสมรัก” กับวิธีจัดการโรคซึมเศร้า ในวันที่ไม่มีใครรู้จักเราเท่าตัวเอง []

วิว


 
 
          สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com สัมภาษณ์พิเศษตอนนี้ยาวมาก :D แต่อยากให้อ่านทุกตัวอักษรจริงๆ ค่ะ เมื่อไม่นานมานี้ พี่จูนได้เห็นสเตตัสของน้องผู้หญิงคนหนึ่งในเฟซบุ๊ก เธอใช้ชื่อว่า Jomtian Jansomrag สเตตัสนั้นเล่าถึง โรคซึมเศร้า ความรู้สึกแรกที่อ่าน เรารู้สึกวิตกกังวล อินไปกับการป่วยเป็นโรคนี้ อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นเราล่ะ เป็นคนที่เรารักล่ะ จากนั้นก็ติดตามอ่านสเตตัสอื่นๆ เรื่อยมา รวมถึงไปตามอ่านไดอารี่ที่น้องเค้าเขียนไว้ ด้วยความรู้สึกว่าอยากทำความรู้จักคนๆ นี้ให้มากก่อนที่เราจะเริ่มพูดคุยกัน สุดท้าย... ก็เป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ในวันนี้ เอาล่ะ ไปอ่านกันดีกว่าค่ะ


 


 
ชื่อจอมเทียน หมายถึงแสงสว่างที่ไม่มีวันดับ
           สวัสดีค่ะ ชื่อจอมนะคะ ย่อมากจากชื่อจริงชื่อ จอมเทียน จันสมรัก ค่ะ ชื่อเล่นจริงๆ ชื่อ จ๋อมแจ๋ม พอดีตอนเด็กๆ เดินไปท่าน้ำหน้าบ้านแล้วหัวทิ่มตกคลอง แล้วก็ตะกายกลับขึ้นมาใหม่  พวกพี่เขาหัวเราะกันเลยเรียกว่าตกน้ำจ๋อมแจ๋มๆ กลายมาเป็นชื่อเล่นเลย 5555 พอขึ้นมหาวิทยาลัย ให้เรียกจอมดีกว่า ง่ายดี จ๋อมแจ๋มมันเรียกยาก ขัดลิ้นยังไงพิกล
           จอมเทียน คนได้ยินแวบแรกจะถึงถึงหาดจอมเทียนพัทยา แต่ความจริงไม่ใช่ค่ะ มันหมายความถึงแสงสว่างที่ไม่มีวันดับ

 
เขียนไดอารีเล่าเรื่องตัวเองมานานมากแล้ว
           จริงๆ เป็นคนชอบเขียนบันทึก เล่าประสบการณ์แนวนี้มานานแล้วใน storylog ใช้นามปากกาว่า lulla ค่ะ (ย่อมากจาก lullaby) ส่วนสเตตัสเฟซบุ๊กนั้น คือพอดีเฟซบุ๊กมันแจ้งเตือนวันนี้เมื่อปีที่แล้ว นึกถึงตอนนั้น เรากำลังเริ่มป่วย ก็เลยเขียนเอาไว้เป็นบันทึกซะหน่อย เราผ่านจุดพีคไปได้แล้วนะเว้ยเฮ้ย แต่กลายไปไวรัลไปเฉยเลย  แปลกใจเหมือนกันค่ะ 5555 

 

 
ทำร้ายร่างกายตัวเองมาตั้งแต่เด็ก 
          ถ้าให้เล่าที่มาของโรคซึมเศร้า ยาวค่ะ โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากปัญหาเดียวแล้วตีสันคอเราสลบ มันคือก้อนดินบนหัวเราที่ค่อยๆ สะสมมาเรื่อยๆ นานๆ เราคิดว่าเรารับมันไหว เราสตรอง เราแข็งแกร่ง แต่ฝุ่นทรายเม็ดสุดท้ายที่ทับลงมาบนยอดนั่นนิดเดียว ทุกอย่างก็เลยพังทลาย
          จอมจะเล่าค่ะ จอมจะเล่าละเอียดแน่ๆ ว่าทำไมทำให้จอมทำร้ายตัวเองมาตั้งแต่เด็กและถึงกับฆ่าตัวตายครั้งนั้น กำลังเรียบเรียงอยู่ ใบ้ให้ได้ว่ามันเกี่ยวกับการถูกล่วงเกินทางเพศตั้งแต่วัยเด็กด้วย ภัยมืดในสังคมไทยที่ใครๆ ก็จุ๊ปากให้เงียบนั่นแหละค่ะ 

 

 
อยู่กับโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่เกิด เพราะคุณแม่เป็นโรคประสาท
          จอมอยู่กับโรคนี้มาตั้งแต่เกิดค่ะ เพราะคุณแม่ของจอมเป็นโรคประสาท (เป็นซึมเศร้ามาก่อนแต่ถูกละเลย ไม่ได้รับการรักษา จนพัฒนาการเป็นโรคหวาดระแวง) จอมค่อนข้างกังวลว่าตัวเองจะเป็น (มันสืบทอดทางพันธุกรรมได้) ก็เลยศึกษาและคอยสังเกตตัวเองอยู่เรื่อยๆ ไอ้ที่ทำร้ายตัวเองมาสมัยวัยรุ่น เป็นอาการเรียกร้องความสนใจแบบเด็กดิ้นพราดๆ กับพื้นจะเอาปลาโลมามากกว่า
          แต่ในวันที่จอมเริ่มวาดรูปไม่ได้ คิดงานไม่ออก นอนหลับทั้งวันแต่ตื่นขึ้นมายิ่งเหนื่อย เบื่ออาหารคลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ นั่นแหละถึงรู้ว่ามันส่งผลกระทบกับชีวิตของเราแล้ว เราคุมมันไม่ได้แล้ว จอมก็เลยเสิร์ชกูเกิ้ล (ซึ่งมีวิธีเช็คมากมายเป็นล้านบทความให้เช็ค ไม่ต้องมาอินบ็อกถามเพจนู้นเพจนี้ก็ได้) พอสงสัยก็เริ่มไปหานักจิตวิทยา ไปหาหมอ และเข้ารับการรักษาด้วยยาค่ะ
 
           ปฏิกิริยารอบข้างหรอคะ อืม ทุกคนแปลกใจ เพราะจอมมักจะร่าเริงมากๆ อยู่เสมอ วันนี้เจอกันยังหัวเราะอยู่เลย ตื่นเช้ามาอ้าวกินยาสระผมไปนอนล้างท้องโรงพยาบาลแล้ว มันอะไรกัน เพื่อนงงค่ะ
           ปัญหาโรคซึมเศร้ามันดินพอกหางหมู ก้อนหินทับบนบ่าจนทบไม่ไหว มีทรายเม็ดเดียวร่วงมาเติมเลยพัง ทรายเม็ดนั้นคือชีวิตมหาวิทยาลัยที่มีการดริ๊ง มีการเหล่หนุ่ม มีการไปนอนหอเพื่อน ทำให้จอมถูกลวนลามเล็กน้อยแต่ไม่มาก จับมือถือแขนโอบเอวกระซิบข้างหู ตอนแรกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร แต่มันเป็นตัวพังเขื่อนที่เก็บความทรงจำวัยเด็กให้ทะลักทลายออกมาหมดน่ะค่ะ
           กว่าจะรู้ตัวว่าแย่มากๆ ก็ผ่านไปสองสามสัปดาห์หลังเกิดเหตุ บวกกับจอมกินยาโรคซึมเศร้ามาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว ไซด์เอฟเฟ็กต์เริ่มแสดงตัว ส่วนไซด์เอฟเฟ็กต์ยารักษาโรคกลุ่มนี้เป็นอย่างไรรอให้มีพี่ๆ หมอ เภสัช มาตอบน่าจะชัวร์กว่านะคะ

 

 
ทำร้ายตัวเองอีกหลายต่อหลายครั้ง
           เริ่มทำร้ายตัวเองตั้งแต่ 9 ขวบค่ะ โอเวอร์โดสยาพารา ทำเงียบๆ ในห้องพยาบาลของโรงเรียน กระปุกยาตรงโต๊ะห้องพยาบาลนั่นแหละค่ะ แล้วก็อาเจียน ไปหาหมอ ล้างท้อง นั่งรถเมล์กลับบ้าน ปกติมากๆ ได้ความรู้ใหม่ตอนนั้นคือยาพาราอะกินไปก็ไม่ตายหรอกค่ะ ไม่สลบด้วย แค่ปวดท้องอาเจียนและไม่สวยอย่างเดียวเอง
           หลังจากนั้นก็มีตอนมัธยมศึกษาปีที่สอง คุณแม่จอมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่ยอมกินยาอีก จอมเลยประชด เริ่มด้วยการตีตัวเองบ้าง ฟาดตัวเองบ้าง พยายามทำร้ายตัวเองเพื่อให้เขารู้สึกผิดและยอมกินยา แต่มันไม่ยั่งยืน เดี๋ยวเขาก็เล่นกลเม็ดนู่นนี่คายยาทิ้งอีก (ตามอาการของผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป) สุดท้ายจอมประชดขั้นรุนแรง กินยาจิตเวชของแม่ลงไปหมด เบลอจำอะไรไม่ได้ไปหนึ่งสัปดาห์ ฟีลลิ่งแบบนางเอกที่ความจำเสื่อม ตืนมาอีกทีก็งงๆ สุดท้ายไม่ได้ผล คุณแม่จอมก็กินยาบ้างไม่กินยาบ้างเหมือนเดิม
           เคยจิกแขนเวลาร้องไห้สามสี่ครั้งค่ะ อืมมม จิกแขนนี่เป็นนานเลย เพราะไม่ได้ทำประชดใคร ทำเพราะเสพติดอาการหัวใจเต้นตึกๆ มันมีความสุขดี บางครั้งอาการหนักมากจะเอาปากกาทิ่มแขน แต่ก็ไม่บ่อย กว่าจะมั่นใจว่าเลิกสนิทได้ก็ ม.6 ไม่เคยทำอีกเลยจนตอนนี้ (ปีสาม) ยกเว้นเวลาจะร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น จะพยายามจิกแขนเพื่อให้สมาธิไปอยู่กับอาการเจ็บปวด ซึ่งไม่ค่อยได้ผล ร้องไห้อยู่ดี แฮร่
           ส่วนช่วงที่หนักสุดและพีคที่สุดคือตั้งแต่สิงหาคม – พฤศจิกายนปีก่อน เข้าออกห้องฉุกเฉินจนเดินไปหวัดดีพี่พยาบาลได้เลย พี่เขาก็จะแบบ เอ้อ น้องหรอ ปะๆ เตียงนู้นเลยจ่ะ บนเตียงก็จะแขวนป้ายผู้ป่วยจิตเวชเอาไว้ หมอเวรก็จะไม่ค่อยเข้ามายุ่งเท่าไหร่ ตอนเช้าคุยกับนักจิตวิทยาแล้วก็กลับหอตามปกติ

 

 
ทำร้ายตัวเองเมื่อรู้สึกว่า “ไม่อยากเจอกับวันพรุ่งนี้แล้ว”
           ตอนที่ทำร้ายตัวเองหรอคะ… โอ้โห ต่างกันไปทุกครั้งเลย 
           แต่ส่วนมากช่วงหลัง จะเป็น “ไม่อยากเจอกับวันพรุ่งนี้แล้ว” ขอป่วยได้ไหม ถ้าฉันป่วยคนจะว่าฉันว่าไม่รับผิดชอบหรือหนีปัญหาไม่ได้ ถ้าฉันป่วยฉันจะได้เข้าโรงพยาบาล ไม่ต้องส่งการบ้าน ไม่ต้องรับฟังใคร ไม่ต้องแก้ปัญหา และมีคนมาดูแล แค่นั้นเอง
 
           ทำร้ายตัวเองสำเร็จทุกครั้ง เวลาในการตัดสินใจทำร้ายตัวเองก็ต่างๆ กันไป ส่วนมากช่วงแรกๆ จะแวบ คิดเร็วทำเร็ว ช่วงหลังๆ ที่อาการหนักขึ้นจะคิดนานขึ้น วางแผนและให้อารมณ์เนิบช้ากว่าช่วงแรก เพราะเราไม่ได้ทำด้วยอารมณ์อยากประชดหรือเรียกร้องความสนใจอีกแล้ว  เราทำเพื่อต้องการหนี ต้องการพักผ่อน หรือต้องการจากไปจริงๆ

 

 
ถ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อ ก็ขอทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า “เรามีค่า” 
          พูดถึงนาทีที่ทำให้คิดได้.... ถ้าตอนที่ทำร้ายตัวเองครั้งสุดท้ายแล้วไม่เสียชีวิต  ตอนนั้นยังไม่ได้ฉุกคิดว่าอยากมีชีวิตอยู่ค่ะ แค่ไม่ได้อยากตายแล้ว ไม่อยากทำร้ายตัวเองแล้ว ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เสียเวลาแถมลำบากหมออีกต่างหาก งานหมอก็เยอะอยู่แล้วอย่าไปเพิ่มให้เขาโดยไม่จำเป็นเลย คนเราจะตายก็ตายเองเมื่อถึงเวลานั่นแหละ ไม่ต้องไปรีบหรอก
          ส่วนอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรอคะ
          จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ที่แน่ๆ สำหรับจอมไม่ใช่เพื่อนเรียนให้จบ ทำงาน มีบ้านมีรถ แต่งงานมีลูกแล้วแก่ไปแน่ๆ มันดูไหลตามระบอบเกินไป ไม่ชอบ ถ้าจะอยู่ก็ขอทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า “เรามีค่า” “เราทำสิ่งนี้แล้วมีความสุข” ดีกว่า 
           สำหรับจอม การเขียน วาด และรับฟังพูดคุยกับคนอื่นๆ เป็นสิ่งที่ทำให้จอมมีชีวิตอยู่ต่อไปในตอนนี้ และเมื่อใช้ชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะมีเรื่องที่ทำแล้วสนุก ใครบางคนที่อยากอยู่ดูแลกันไปนานๆ เพิ่มขึ้นมาเอง ไม่รีบค่ะไม่รีบ 

 

 
เพื่อนร่วมโรค และเพื่อนร่วมโลก คือแรงผลักดันที่ดี
           ถ้าพูดถึงแรงผลักดันในการมีชีวิตอยู่ ในช่วงแรกจะเป็นตัวเอง แต่ตอนนี้เป็นเพื่อนร่วมโรค และเพื่อนร่วมโลกแล้วค่ะ 5555 พอเราได้รับความรู้สึกดีๆ ตอบกลับมาจากข้อความที่เราโพสต์ จากประสบการณ์ที่เราแชร์ พอเราได้รู้ว่ามันมีประโยชน์และช่วยปลอบโยนใครได้สักคนหนึ่ง แค่คนเดียวเท่านั้นก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ
           หลังจากป่วยมีคุณแม่ที่เข้าใจเราที่สุดค่ะ เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ที่ป่วยมาก่อน 555 เพื่อนๆ  มาเยี่ยมกันบ่อยมาก แต่ที่ประทับใจที่สุดคงเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อาจารย์จุฬาฯ เข้าใจและให้ความช่วยเหลือดีมากๆ ค่ะ

 

 
โรคซึมเศร้า หายแล้ว ก็เป็นอีกได้!
            โรคซึมเศร้า คือโรคที่เราจัดการกับความเครียดผิดวิธี เมื่อเรารักษาหายแล้ว ถ้าในอนาคตมีปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วเรายังจัดการกับมันด้วยวิธีเดิมๆ อีก ก็อาจจะกลับไปเป็นได้อีก
            วิธีการดูแลตัวเองหรอคะ ก็แค่รู้ทันตัวเองว่าเรากำลังรู้สึกอย่างไร เครียดไหม โกรธเรื่องอะไร เสียใจเรื่องอะไร แก้ปัญหาไหวไหม ถ้าไม่ไหวควรให้ใครช่วย ถ้าเหนื่อยก็ไปพัก มันก็เป็นวิธีธรรมดาๆ ที่ใครๆ ก็รู้ แต่ทำกันไม่ได้
            เหมือนที่จอมเคยให้คำแนะนำใครหลายคนไปว่า อยากหายป่วยจากโรคซึมเศร้าโดยไม่ต้องไปหาหมอใช่ไหม ทำได้ คุณกินข้าวตามเวลาครบสามมื้อ ไปออกกำลังกายทุกวันวันละครึ่งชั่วโมง นอนไม่เกินเที่ยงคืนตื่นเจ็ดโมงเช้า แล้วห้ามนอนต่อ อาจพักกลางวันได้สักสองชั่วโมง  ง่ายไหมคะ ง่ายพอๆ กับอยากลดความอ้วนหรอ ปรับวิธีกินสิ ไปออกกำลังสิ นั่นแหละค่ะ
           ง่าย แต่มันฝืนกิเลสมาทำย๊ากยาก 555555

 

 
คุยกับนักจิตวิทยาคือทางออกที่ดี
           การจัดการกับโรคนี้ ลองมาเม้าท์กะนักจิตวิทยาค่ะลูกกก ปัญหาของเราเล่าให้คนล้านคนฟัง ได้ความเห็นมาล้านความเห็น สับสนกว่าเดิมทั้งนั้นแหละ
           เราทุกคนจะแทบไม่มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าเลย ถ้าเรารู้ทันตัวเองและไม่มโน เวลามีปัญหาโอเครู้ตัวว่ามีปัญหา เช่น การบ้านเยอะ ทางแก้ ทำการบ้านซะไงล่ะ ถ้าทำไม่เสร็จมันก็คือไม่เสร็จ ไม่เสร็จเพราะอะไร อ๋อหนูพยายามอู้ด้วยการไปดูซีรี่ส์ก่อนสักตอนค่อยมาทำค่ะ เลยง่วงก่อนจะทำเสร็จ อ๋อ หนูต้องไปช่วยที่บ้านทำงานหาตังค์ก่อนค่ะ ก็นี่ไง ก็รู้อยู่แล้วว่าทำไมมีปัญหา ทำไมแก้ไม่ได้ ก็เข้าใจ ยอมรับ ปัญหาไหนแก้ไม่ไหว ก็ขอความช่วยเหลือซะ
          พูดง่าย แต่ก็ทำยากเหมือนลดน้ำหนักนั่นแหละค่ะ 555555
          ทฤษฏีก็พูดง่าย ทำจริงนี่ กว่าจะสะสมบารมีได้ก็นานเป็นชาติ ต้องค่อยๆ เติบโตนั่นแหละค่ะ
          เอาเป็นว่า ถ้าไม่ไหวก็บ่น ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าเสิร์ชกูเกิ้ลแล้วชั้นป่วยแน่ๆ ช้านป่วยแน่ๆๆๆๆๆ ว้ากกก ทำไงดี ก็เลิกนั่งคิดค่ะ มาหานักจิตวิทยาหรือหมอซะนะตะเอง

 

 
คนอื่นดูไม่ออกว่าเราป่วย แต่คนที่รู้จักตัวเองดีที่สุดคือตัวเราเอง
          ถ้าจะสังเกตว่าใครป่วยนะ สังเกตยากมากกกกกกกก
          คนนอกที่ไม่สนิทสังเกตยากมากๆๆๆ ค่ะ แต่คนใกล้ตัว เช่น ในที่ทำงาน จะสัมผัสได้ว่าไฟในการทำงานของเขาลดลง คนในครอบครัวจะเห็นความผิดปกติในการกินนอน ส่วนมากเป็นเยอะแล้ว ต้องหาหมอแล้วถึงจะสังเกตเห็น
          คนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด คือตัวเราค่ะ
          ดังนั้น ควรเป็นเราที่ถอดหน้ากากร่าเริงแข็งแกร่งออก แล้วบอกคนข้างๆ ว่า เฮ้ย ฉันว่าฉันแย่แล้วอะ ช่วยหน่อย

 
ดูแลตัวเองให้ดี ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องให้ใครสนใจ
          ตอนนี้จอมก็เป็นจอมเหมือนเดิม โตขึ้นนิดหน่อยในส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ดูเอาแต่ใจเป็นเด็กมากขึ้น เช่น เรื่องเรียน 5555
          ฝากถึงน้องๆ เด็กดี ชาวเด็กดีส่วนมากเป็นมัธยมเนอะ ผู้หญิงคะ น้องจงสวยค่ะ ผู้ชาย  น้องจงหล่อ ถ้าเราดูแลตัวเองดีแล้วเราจะมีความมั่นใจมากขึ้นเอง ไม่ได้ทำเพื่อเรียกร้องให้ใครสนใจนะ แต่ทำเพื่อให้เวลามองกระจก เราจะสามารถหายใจเข้า ยืดอกและยิ้มให้ตัวเองอย่างมีความสุขได้
         

 

 
          อ่านจบมาถึงตรงนี้ พี่จูนว่าน้องๆ หลายคนเริ่มสังเกตตัวเองกันแล้วว่ากำลังมีความเครียดหรือกังวลใจเรื่องอะไรไหม อย่างที่พี่จอมบอกว่า อย่าปล่อยทิ้งไว้ รู้ให้ทันความคิดตัวเองแล้วรีบจัดการซะ ถ้าแก้เองไม่ได้ ก็ไปให้คนอื่นช่วย ฟังดูเหมือนง่ายจริงๆ พี่จูนเองบางครั้งก็ยังทำไม่ได้เลย ฮ่าๆๆ เอาเป็นว่าเรามาพยายามไปพร้อมๆ กันค่ะ
 
          สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณ พี่จอม จอมเทียน จันสมรัก มากๆ นะคะที่ให้ข้อคิดดีๆ กับพวกเรา ใครที่อยากพูดคุยกับพี่จอม ก็แวะไปทักทายกันได้ที่ไดอารี “ลุลลา” เลยจ้า

 
         
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก
Ploypupee Amidala,
Pawita Onampai,
Thitima Jansomrag
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=june

พี่จูน - ผู้เขียน

บ.ก.บันเทิง/ไลฟ์สไตล์ ใจดีกว่าหน้าตา รักสัตว์ รักเด็ก อยากเป็นนางเอกและนางงาม

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#จอม #จอมเทียน #จอมเทียน จันสมรัก #โรคซึมเศร้า #คุกคามทางเพศ #จิตเวช #โรคประสาท #เครียด #ทำร้ายตัวเอง #ฆ่าตัวตาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?