ล้วงลึก! "ผู้นำเชียร์งานบอลประเพณี" ความสวยหล่อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา []

วิว

ล้วงลึก! "ผู้นำเชียร์งานบอลประเพณี" ความสวยหล่อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา

 
Spoil :
  • สวยหล่ออย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องผ่านการคัดเลือกด้านทัศนคติด้วย
  • ต้องสละเวลามาซ้อมหลังเลิกเรียนทุกวัน วันละ 6 ชั่วโมงขึ้นไป นาน 3-4 เดือน!
  • วันจริงทั้งร้อนและเหนื่อย แถมยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากรองเท้าส้นสูงอีก
  • ธรรมศาสตร์ให้อิสระเสรีสุดๆ เพราะทั้งเพศทางเลือกและผู้มีความผิดปกติทางร่างกาย ก็เคยได้รับคัดเลือกให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์มาแล้ว!
    ____________________________


          พูดถึง “เชียร์ลีดเดอร์” หรือ “ผู้นำเชียร์” เรามักจะนึกถึงหนุ่มหล่อ สาวสวย ผู้มีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้า สวมใส่ชุดเก๋ๆ เต้นอย่างมั่นใจท่ามกลางสปอตไลต์และเสียงเชียร์ เชื่อเถอะว่านี่แหละคือตำแหน่งในฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะการเป็นผู้นำเชียร์ระดับมหาวิทยาลัย หรือได้เข้าร่วมในงานประเพณีใหญ่ๆ เพราะนอกจากจะได้เป็นส่วนหนึ่งภายในงานสำคัญแล้ว หลังจบงานยังมีโอกาสดีๆ มากมายเข้ามาหาอีกด้วย

          แต่รู้หรือไม่ ว่ากว่าจะเป็นความสวยงามให้พวกเราได้ชื่นชมกันนั้น เบื้องหลังกลับแลกมาด้วยความพยายาม หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา จนหลายคนคิดไม่ถึงเลยว่า ภายใต้รอยยิ้มสวยๆ ในตำแหน่งที่ใครหลายคนอิจฉา แท้จริงแล้วไม่มีสิ่งใดได้มาด้วยความไม่พยายามเลย

 

คนสวยหล่อนั้นมีเยอะ แต่คนที่ “เหมาะสม” ต้องเฟ้นหา

          ในรั้วมหาวิทยาลัย ที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนหน้าตาดีๆ แต่ถ้าตำแหน่งนี้คัดเลือกจากหน้าตา เราก็คงมีผู้นำเชียร์เป็นร้อยๆ คนที่หน้าอัฒจันทร์แน่ๆ ดังนั้นจึงต้องมีการคัดเลือกผู้นำเชียร์ หรือการ “ออดิชั่น” เพื่อให้แน่ใจว่าตัวแทนแต่ละคนนั้น มีความเหมาะสม และสมัครใจในการทำกิจกรรมจริงๆ

          จากการสอบถามพูดคุยกับ “พี่ลูกชิ้น” อดีตเชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68 และ “พี่โจ” อดีตผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71 พบว่าขั้นตอนในการคัดเลือกของทั้งสองมหาวิทยาลัยนั้นมีความคล้ายคลึงกัน คือเปิดรับใบสมัครจากนิสิต/นักศึกษา คณะใด ปีใดก็ได้ที่สนใจก่อน แล้วจึงค่อยๆ คัดเลือกจากใบสมัคร และการตอบคำถามด้านทัศนคติ ที่สำคัญก็คือ นอกจากบุคลิกภาพที่ดีแล้ว ฝั่งธรรมศาสตร์ยังต้องการเชียร์ลีดเดอร์ที่มีไหวพริบและฉลาด เพื่อให้สมกับเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยด้วย

          “เห็นข่าวการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์ฝั่งธรรมศาสตร์ที่เป็นรูปภาพเปลือยท่อนบนรึเปล่าครับ ปีนี้เราก็เอามาถามน้องๆ ผู้สมัครว่าคิดยังไงกับรูปที่เปิดเผยออกไป น้องบางคนเห็นด้วย บางคนแนะนำเพิ่มเติม ก็จะมองจากจุดนี้ได้ นอกจากนี้ก็มีถามคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันทั่วไป ว่าน้องสนใจเรื่องอะไรบ้างครับ” (ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68)
 


          ส่วนฝั่งจุฬาฯ แม้จะมีการสัมภาษณ์เพื่อวัดทัศนคติผู้สมัครเช่นกัน แต่เป็นไปในแนวทางสัมภาษณ์เพื่อค้นหาผู้นำเชียร์ที่มีมนุษยสัมพันธ์ และความฉลาดทางอารมณ์ที่ดี เพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีมได้มากกว่า

          “ทางจุฬาฯ จะดูแค่ตัวน้องมากกว่า ไม่ได้ถามถึงเหตุบ้านการเมืองหรือความรู้อะไร แต่เราแค่ดูว่าน้องพูดจารู้เรื่อง ฉะฉานมั้ย มนุษยสัมพันธ์เป็นยังไง มีแนวโน้มจะสร้างปัญหาให้ทีมรึเปล่า แค่นั้นเองครับ” (โจ, ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71)
 

ล้วงลึก! "ผู้นำเชียร์งานบอลประเพณี" ความสวยหล่อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา
ซ้าย - พี่ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68
ขวา - พี่
โจ, ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71

 
 

สวย หล่อ ไม่ใช่ทุกสิ่ง

          พอเห็นหน้าหล่อๆ ของพี่ทั้งสองคนแบบนี้แล้ว น้องๆ หลายคนอาจคิดว่า เชียร์ลีดเดอร์หรือผู้นำเชียร์ เป็นตำแหน่งของคนสวย หล่อที่สุดในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะทั้งพี่โจและพี่ลูกชิ้นต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า สิ่งสำคัญกว่าความสวยหล่อคือ “บุคลิกภาพ และความมั่นใจ” ต่างหาก เพราะหลายต่อหลายครั้ง ผู้สมัครที่หน้าตาไม่ได้โดดเด่นมาก ก็สามารถผ่านการคัดเลือกจนเป็นตัวจริงได้ หากมีเสน่ห์และความมั่นใจที่โดดเด่นขึ้นมาจากผู้สมัครคนอื่นๆ

          “ผมขอยกตัวอย่างน้องเชียร์ลีดเดอร์ปี 71 คนหนึ่ง เขามีความผิดปกติทางร่างกาย คือมือของน้องมีนิ้วไม่ครบ แต่ก็ผ่านการคัดเลือกเป็นเชียร์ลีดเดอร์แห่งธรรมศาสตร์ได้ เพราะน้องมีความตั้งใจและบุคลิกภาพโดดเด่น ดังนั้นเรายืนยันว่าไม่ได้คัดจากหน้าตาแค่อย่างเดียว แต่เราคัดจากบุคลิกภาพและความมั่นใจในตัวเองด้วยครับ” (ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68)
 

พี่เจอาร์ เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 71 ผู้ทำให้สังคมรู้ว่า "ความตั้งใจคือส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จ"
 

 

ความภูมิใจที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ

          หลังผ่านการคัดเลือก ก็ถึงเวลาของการซ้อมอย่างเข้มข้น! โดยผู้ถูกคัดเลือกทั้งหมดจะต้องสละเวลาหลังเลิกเรียน วันละ 5-6 ชั่วโมง เพื่อฝึกซ้อมเป็นเวลากว่า 3-4 เดือน ให้พร้อมที่สุดสำหรับวันจริง ซึ่งการฝึกซ้อมแต่ละวันนั้นจะเริ่มจากการยืดร่างกายเพื่อไม่ให้บาดเจ็บ แล้วจึงเริ่มวิ่ง และฝึกซ้อมท่าให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละวัน

          “จริงๆ ฝึกซ้อมไม่หนักครับ เพราะเราจะวางแผนก่อนว่าเป้าหมายในการซ้อมวันนี้คืออะไร ถ้าสำเร็จแล้วก็เลิกเลย แต่จะทำได้หรือไม่ได้ต้องอยู่ที่น้องแต่ละคนด้วย เพราะพื้นฐานทุกคนไม่เท่ากันครับ คนที่มาจากเชียร์ลีดเดอร์คณะก็จะมีพื้นฐานอยู่แล้ว แต่บางคนไม่เคยทำมาก่อน เราก็ต้องผลักให้ไปด้วยกัน มันไม่สามารถที่จะ คนนี้ได้ แต่คนนี้ยังไม่ได้ แล้วจะเลิกเลย ไม่ได้ครับ เราต้องได้พร้อมกันทั้งทีมแล้วค่อยเลิก” (ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68)
 

ล้วงลึก! "ผู้นำเชียร์งานบอลประเพณี" ความสวยหล่อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา
 

          การซ้อมอย่างหนักหน่วง ทำให้หลายคนเกิดปัญหาสุขภาพ ทั้งร่างกายอ่อนล้าและปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในเชียร์ลีดเดอร์ผู้ชายที่มีท่ากระโดดค่อนข้างเยอะ จึงมักเกิดปัญหาเรื่องเข่า การยืดเส้นและวอร์มให้ดีก่อนซ้อมทุกครั้งจึงสำคัญมาก

 

สภาพจิตใจต้องแข็งแกร่งเข้าไว้ ไม่แพ้ร่างกาย

          นอกจากร่างกายที่ต้องปรับตัวกับการออกกำลังกายอย่างหนักทุกวันแล้ว จิตใจของผู้นำเชียร์และเชียร์ลีดเดอร์ทุกคนก็เช่นกัน แม้การซ้อมจะถูกยกเว้นในช่วงสอบ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ความเหนื่อยล้าย่อมมีผลต่อสมาธิในการเรียนอยู่ดี

          “ตอนท้อ ผมท้อเรื่องการเรียนครับ เพราะว่าผมเรียนคณะจิตวิทยาแล้วต้องอ่านหนังสือเยอะมาก พอทำเกรดได้ไม่ดีก็จะเครียดๆ ดาวน์ๆ บ้าง เลยต้องคิดใหม่ ปรับทัศนคติใหม่ เพราะไหนๆ มาถึงจุดนี้แล้วเราต้องไปให้สุด อาจารย์เองก็ไม่ได้เห็นใจเป็นพิเศษ เพราะเราเลือกจะเป็นเอง ก็ต้องรับผิดชอบการเรียนให้ได้ด้วย แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ครับ” (ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68)

          “อาจารย์ก็มีเห็นใจบ้างครับ แต่ถ้าเป็นเรื่องวิชาการ ทางจุฬาฯ ก็จะเข้มงวดมาตรฐาน ไม่ค่อยอ่อนข้อให้เท่าไหร่ อาจจะเป็นเพื่อนๆ มากกว่าที่เห็นใจ ช่วงนั้นก็ต้องช่วยประคับประคองกัน” (โจ, ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71)

 

วันจริงโหดแค่ไหน ก็ต้องยิ้มสู้!

          มาถึงวันจริงที่เราเห็นว่าเชียร์ลีดเดอร์ทุกคนสวยหล่อยิ้มสู้แดดนั้น แท้จริงแล้วก็นี่แหละคือวันที่ทุกคนต้องเค้นความอดทนมาถึงหยดสุดท้าย เริ่มตั้งแต่การตื่นเช้ามาแต่งหน้า และต้องใส่ชุดสวยๆ หล่อๆ ที่เนื้อผ้าหนา แต่ต้องยืนท่ามกลางแสงแดดจ้าตลอดวัน ยังไม่รวมถึงรองเท้าส้นสูง ที่แม้แต่ผู้นำเชียร์ชายก็ยังต้องเสริมส้นรองเท้า จนทำให้เกิดความลำบากไม่แพ้รองเท้าส้นสูงๆ ของผู้นำเชียร์หญิงเลย

          “วันจริงเหนื่อยมากครับ ผู้หญิงก็จะมีปัญหาเจ็บเท้าเพราะต้องใส่ส้นสูงวิ่งและกระโดดตลอดงาน ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงสองทุ่ม ส่วนผู้ชาย เห็นรองเท้าแบบนี้แต่ดีไซน์เนอร์จะแอบเสริมมาให้มันสูงขึ้น จนกลายเป็นกึ่งส้นสูงเบาๆ ค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกัน ชุดก็หนา ทำให้ร้อนเหงื่อแตก แต่ด้วยความเป็นวันสุดท้าย มันจะมีแรงผลักดันให้เราสนุก แม้จะเหนื่อยก็ตาม” (ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68)

          “หลีดจุฬาไม่เคยเป็นลมในงานบอลนะครับ แต่จะมีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เช่นเท้าพลิก แต่ไม่มีเป็นลมเพราะวันซ้อมเราซ้อมมาหนักมาก จนร่างกายเคยชินแล้วครับ” (โจ, ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71)
 

ล้วงลึก! "ผู้นำเชียร์งานบอลประเพณี" ความสวยหล่อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา

 

เลือกอีกครั้งก็ขอเป็นเชียร์ลีดเดอร์งานบอล

          แม้จะเหนื่อยขนาดนี้ แต่เมื่อถามว่าคุ้มค่า และขอเลือกจะเป็นอีกมั้ย ทั้งฝั่งผู้นำเชียร์แห่งจุฬาฯ และเชียร์ลีดเดอร์แห่งธรรมศาสตร์ ต่างตอบตรงกันว่า “คุ้มค่า และขอเลือกเป็นอีก”

          “ไม่เสียใจที่สมัครเลยครับ เพราะมันสอนเราหลายๆ อย่าง ทำให้พอมาใช้ชีวิตทำงานก็ง่ายขึ้น เหมือนเราได้ฝึกความอดทน และตรงต่อเวลา รวมถึงเรื่องการทำงานเป็นทีมด้วย มันได้ใช้หมด แถมยังได้เพื่อนหลากหลายนอกจากในคณะ ทำให้มี connection ที่ดี เพราะนอกจากเพื่อนก็ยังมีพี่และน้องผู้นำเชียร์อีก เป็นครอบครัวที่ใหญ่และดีมากครับ” (โจ, ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 71)

          “ตอนผมสมัครงาน พอพี่เขารู้ว่าเป็นเชียร์ลีดเดอร์มหาวิทยาลัยมาก่อน ก็เชื่อเลยว่าเรามีความอดทน ต้องทำงานไหว ผมเลยคิดว่าถ้าให้กลับไปเลือกอีกครั้งก็คงสมัครเหมือนเดิมครับ แต่อาจจะเลือกสมัครตอนปีสี่แทน เพราะเรียนน้อยแล้ว ไม่เหนื่อยหนักเหมือนตอนปีหนึ่งปีสองครับ 555” (ลูกชิ้น, เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 68)
 

ล้วงลึก! "ผู้นำเชียร์งานบอลประเพณี" ความสวยหล่อที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา


 

          เรียกว่ากว่าจะเป็นภาพสวยงามที่เราเห็นกัน เบื้องหลังพี่ๆ ทุกคนใส่ความอดทนและความพยายามลงไปมากเลยทีเดียว! ดังนั้นใครที่คิดว่าแค่สวยหล่อก็เป็นผู้นำเชียร์ได้แล้วนั้น ต้องรีบคิดใหม่แล้วแหละ ว่าแต่รู้แบบนี้แล้วชาว Dek-D คนไหนยังอยากเป็นผู้นำเชียร์หรือเชียร์ลีดเดอร์กันอยู่บ้าง เพราะเหตุผลอะไร คอมเมนต์ทิ้งไว้ให้พี่กวางฟังหน่อยเร็ว




 

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=kwang

พี่กวาง - ผู้เขียน

พลเมืองบางบัวทอง ผู้ตามทันทุกเทรนด์ฮิต เพราะไถทวิตเตอร์ระหว่างรถติดแยกแคราย

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Teen Trends #Top Hit Story #CUTUball #TUCUball #เชียร์ลีดเดอร์ #ผู้นำเชียร์ #งานฟุตบอลประเพณี #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?