Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ []

วิว

Dystopian Literature
ฝันร้าย ในโลกจินตนาการ


            หลายคนคงพอเห็นแล้วว่าวรรณกรรมแปลที่เริ่มตีพิมพ์ออกมาในช่วงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์โบราณอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์หรือสัตว์ประหลาดอย่างแวมไพร์ทไวไลท์ แต่เป็นวรรณกรรมแฟนตาซีกึ่ง Sci-fi กึ่ง survival ทั้ง The Hunger Games, Divergent, The Maze Runner

            มีใครรู้หรือเปล่าว่ามันเป็นวรรณกรรมที่อิงแนวคิด Dystopia ซึ่งเป็นแนวคิดที่มีมานานแล้ว  เคยฮิตไปแล้วรอบหนึ่งในวงการฝั่งตะวันตก และมันกลับมาฮิตอีกก็เพราะ The Hunger Games ดังเปรี้ยงปร้างนี่แหละ

            ถ้าใครยังไม่เข้าใจหรือยังไม่กระจ่างว่า Dystopia มันคืออะไรกันแน่ และมันมาโผล่ในนิยายของฝรั่งได้ยังไง วันนี้พี่น้องมีคำตอบมาให้ค่ะ
 

ต้นกำเนิดแนวคิด Utopia-Dystopia


Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ            ถ้าจะพูดถึง Dystopia ต้องพูดถึง Utopia ก่อนค่ะ Utopia โผล่มาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ สมัยที่เพลโตยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นเขาเสนอแนวคิดเรื่องระบบการปกครองในอุดมคติผ่านงานเขียนชื่อ Republic (ไม่เชิงเป็นนิยาย เป็นแนวรวมคำพูดโต้ตอบถกเถียงกันเรื่องระบบการปกครองมากกว่า) หลังจากนั้น เซอร์ โทมัส มอร์ก็เอาแนวคิดนี้มาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาหน่อย ใช้ชื่อหนังสือว่า Utopia ทำให้เราเรียกไอเดียนี้ว่า Utopia ไปโดยปริยาย

            ระบบการปกครองในอุดมคติที่ว่าก็คือการปกครองที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีสงคราม ไม่มีความขัดแย้ง น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่ามันเป็นไปได้หรือเปล่าคะ การปกครองแบบนี้ เป็นไปได้หรือที่เราจะทำให้ทุกคนบนโลกใบนี้รักกัน ไม่ทะเลาะกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
 

เป็นไปได้หรือที่เราจะสร้างสังคมอันสงบสุข?

            นึกภาพในห้องเรียนเรา เรากับเพื่อนเราอาจจะนิสัยคล้ายกัน ตั้งใจเรียนมากขึ้น ทำถูกกฎระเบียบทุกอย่าง แต่มันก็ต้องมีเพื่อนในห้องที่ชอบโดดเรียน ไม่ทำกิจกรรม ไม่ช่วยเพื่อนเวลามีงานกลุ่ม ถ้าเกิดอยู่ดีๆ อาจารย์ประจำชั้นเราเดินเข้ามาในห้องแล้วบอกว่า "ต่อไปนี้ทุกคนต้องคิดเหมือนกัน ทำเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน" น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่าดีไหมคะ วิธีนี้?
 
Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ
Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ

            หลายคนอาจจะบอกว่า "ไม่ไหวอ่ะ ห้องเรียนแบบนี้ไม่สนุกเลย" หลายคนก็อาจจะคิดว่า "โห ตั้งใจเรียนกันทุกคนแล้วจะฉลาดกันทุกคนหรือเปล่า ถ้าอย่างนี้จะมีการสอบไปทำไมล่ะ"

            เราเองยังรู้สึกไม่ดีกับวิธีการของอาจารย์เลยใช่ไหมคะ ถ้างั้นเรามาลองมองภาพในมุมใหญ่ขึ้นมาหน่อยดีกว่า
 

ทำไม "โลกในอุดมคติ" ถึงน่ากลัวนัก?

            คราวนี้เราไม่เอาแค่ในห้องเรียนละ ลองขยับขึ้นมาเป็นโลกทั้งใบของเรา น้องๆ ชาว Dek-D ลองนึกภาพโลกในอุดมคติซิว่าควรเป็นแบบไหนดี

            บางคนอาจจะคิดว่า ต้องเป็นโลกที่คนเราหน้าตาเหมือนกันหมด จะได้ไม่มีแบ่งคนสวยคนหล่อ โลกที่ทุกคนไม่เจ็บป่วย จะตายก็ต่อเมื่ออยากตาย โลกที่ทุกคนไม่ต้องใช้เงินซื้อของ จะได้มีกินมีใช้เท่าเทียมกันหมด โลกที่ทุกคนเป็นคนดี จะได้ไม่มีอาชญากรรม

            ในความคิดมันอาจจะดูสวยงามน่าอยู่ แต่ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ เรานึกถึงหลักความเป็นจริงนะ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน เรามีความอยาก เรามีความรู้สึก จะมาบอกให้ทุกคนเป็นคนดี เสียสละ อย่าโมโห อย่าเสียใจ มันเป็นไปไม่ได้ ว่ากันตรงๆ เรายอมรับไหมว่าเราไม่ได้เป็นคนดีโดยสันดาน เราอาจจะ "ทำดี" แต่เราไม่ได้ "คิดดี" ตลอดเวลา

            เพราะเราถูกควบคุมด้วยกฎหมาย ศาสนา และสังคมต่างหาก เราจึงกลายเป็น "คนดี"

            โลกในอุดมคติก็ต้องเป็นแบบนั้น คือมี "บางอย่างมาควบคุม" เพื่อให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่มันไม่ใช่วิธีที่มีช่องว่างช่องโหว่อย่าง ศีลธรรมหรือกฎหมายแบบของเรา มันต้องเป็นอะไรที่เด็ดขาดกว่านั้น

Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ            ยกตัวอย่างเช่นในการ์ตูนเรื่อง Psycho-Pass โลกถูกควบคุมด้วยระบบซีบิล เป็นคอมพิวเตอร์ที่ประกอบขึ้นจากมันสมองของมนุษย์ เป็นผู้กำหนดชีวิตคนทุกคน เราไม่ต้องเลือกว่าจะเรียนสายอะไร ไม่ต้องมานั่งคิดว่าเราอยากเป็นอะไร เพราะซีบิลคิดไว้ให้แล้ว เรียกได้ว่าเราโดนจำกัด "เสรีภาพในการเลือก" ตั้งแต่เกิดเลย

            ยิ่งไปกว่านั้นโลกนี้มีเครื่องมือวัดระดับอาชญากรรม (Psycho-Pass) มีกล้องคอยสแกนสีจิตใจของทุกคนเพื่อดูว่าใครที่มีแนวโน้มก่ออาชญากรรม เมื่อโดนตรวจเจอ คนๆ นั้นจะโดนจับเข้ารับการรักษาทันทีแม้ว่าจะยังไม่ได้ทำอะไรก็ตาม ส่วนคนอื่นๆ ที่ระดับ Psycho-Pass เริ่มถึงเกณฑ์ ก็ต้องรีบไปรับการรักษา เพื่อไม่ให้โดนจับ

            เราจะเห็นว่าโลกนี้ตีค่าคนจากตัวเลขที่คอมพิวเตอร์ประเมินมาให้ และเราระงับจิตใจตนเองด้วยสารเคมี ไม่ใช่สติปัญญาหรือศาสนา

            มันดูเหมือนจะเป็นโลกที่สมบูรณ์แบบใช่ไหมคะ น้องๆ บางคนอาจจะบอก ดีจัง อยากรู้ว่าใครเลวไม่เลวก็ดูที่ระดับ Psycho-Pass แถมไม่ต้องเลือกว่าจะเรียนอะไร จะทำงานอะไร นั่งเฉยๆ ก็มีคนมาบอกว่าต้องไปทำงานที่ไหน

Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ            แต่การ์ตูนเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นผลลัพธ์ของสังคมที่สมบูรณ์แบบ ทุกคนใช้ชีวิตกันอย่างสงบจนต่อให้มีคนฆ่ากันตายตรงหน้า คนพวกนี้ก็ยังเฉย มีคนที่ "อยู่นอกระบบ" คนที่มีค่า Psycho-Pass ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทั้งๆ ที่กำลังลงมือฆ่าคนอยู่  มีคนที่ถูกกดดันจากระบบอันสะดวกสบาย คนที่อยากเลือกทางเดินของตัวเองแต่ทำไม่ได้ และทุกคนชินชากับการใช้ยาระยับความคิดอันฟุ้งซ่านของตัวเองจนระงับเองไม่ได้

            และที่สำคัญคือคำถามที่ว่า "ใครเป็นคนสร้างระบบซีบิลที่สมบูรณ์แบบขึ้ันมา ไม่ใช่มนุษย์ที่ไร้ซึ่งความสมบูรณ์แบบหรอกหรือ?" คำถามนี้พาเราย้อนกลับไปที่เดิมค่ะ

            โลกที่ทุกคน "คิดว่า" สมบูรณ์แบบ มันมีอยู่จริงหรือ?

            เพราะแบบนี้ถึงได้เกิดวรรณกรรม ภาพยนตร์ หรือการ์ตูนแนว Dystopia ที่พยายามจะหาคำตอบนี้นั่นเอง
 

3 ข้อไว้สังเกตวรรณกรรม Dystopia

            วรรณกรรมที่ใช้แนวคิด Dystopia เป็นตัวเดินเรื่องจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. นำเสนอภาพของโลกที่อยู่ในภาวะวิกฤติ มี 2 แบบหลักๆ
  • โลกที่เกิดจากการพึ่งพาวิทยาการในทางที่ผิด
            เนื่องจากช่วงศตวรรษที่ 19 เราเริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อะไรๆ มันก็เจริญขึ้น ยิ่งศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีต่างๆ เจริญก้าวหน้ากันอย่างพรึ่บพรั่บ นักเขียนบางคนเขาเห็นว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีมากไปจะพาเราไปสู่จุดจบ ก็เลยจำลองภาพจุดจบมาให้เราดูซะเลย (นึกภาพใน Wall-E ที่มนุษย์เราตัวอ้วนตุ๊บตั๊บ วันๆ เอาแต่นั่งจ้องหน้าจอแล้วก็กิน)
Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ
  • โลกที่เกิดจากการปกครองแบบควบคุมเบ็ดเสร็จ
                ถ้าจู่ๆ รัฐบาลออกมาประกาศว่าการใส่เสื้อต่างสีกันเป็นการแสดงความแตกต่าง และความแตกต่างทำให้เกิดความแตกแยก ต่อไปนี้ประชาชนทุกคนต้องใส่เสื้อสีเดียวกันคือสีดำ จะได้ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่เกิดความขัดแย้งอีก เท่ากับว่าเราจะโดนจำกัดสิทธิเสรีภาพในการ "เลือก" และการ "คิด" ไปเลย (ประเทศเราก็มีปัญหากับ "สีเสื้อ" เหมือนกัน ถ้าลองออกกฎหมายควบคุมจะเกิดอะไรบ้างนะ)

            พวกนี้เป็นความกลัวหลักของนักเขียนแนวนี้ และพวกเขาต้องการเตือนสติให้คนอ่านรู้ถึงภัยที่ "อาจจะเกิดขึ้น" ในอนาคต ก็เลยต้องจำลองภาพออกมา ยกตัวอย่างให้อีกเรื่องคือ 1984 ของ จอร์จ ออร์เวล คนเขียนเขาก็พูดถึงระบบการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ เพราะในยุคที่เขาเขียนโลกเรายังไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเกือบทั้งหมดแบบนี้ เขาก็เลยอยากให้คนรู้ถึงภัยของการควบคุมสื่อโดยรัฐบาล การปิดปากประชาชน การล้างสมองโดยใช้สื่อต่างๆ ฯลฯ

2. ใช้ฉากเป็นโลกในอนาคต
            โลกในอนาคตที่มีระบบการปกครอง สภาพสังคม หรือแม้แต่บ้านเมืองแตกต่างออกไปจากที่เรารู้จัก เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Wall-E เปิดมาก็มีแต่เศษเหล็กกองมโหฬาร โลกที่เราเคยอยู่ถูกทิ้งร้าง, Psycho-Pass เป็นเมืองแห่งอนาคตที่ถูกปกครองด้วยคอมพิวเตอร์ไปเลย บ้านเมืองล้ำสมัยสุดๆ, หรือ The Hunger Games เฉพาะ The Capitol ก็มีตึกรูปทรงแปลกๆ คนแต่งตัวแปลกๆ เต็มไปหมด
 
Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ

            ทำไมต้องเป็นอนาคต? เป็นอดีตไม่ได้หรือ?

            เหตุผลแรกต้องย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 ใหม่ คือผู้เขียนเขาต้องการแสดงให้เห็นว่าถ้าเรายังพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป หรือเลือกวิธีการปกครองคนในสังคมแบบผิดๆ มันจะทำให้เกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวงในอนาคตแค่ไหน นิยายพวกนี้เลยเป็นเหมือน "การทำนายอนาคต" เพื่อเตือนสติพวกเราในตอนนี้ว่าอย่าทำแบบในนิยายนะ

            เหตุผลที่สองคือเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างโลกในนิยายกับโลกที่เราอยู่นี่แหละ อย่างเรื่อง The Giver มีการพูดถึงโลกของเราด้วยนะ ว่าครั้งหนึ่งโลกใบนี้เคยมีสี เคยมีรูปร่าง เคยมีนั่นมีนี่ แต่ทุกวันนี้คือความหลากหลายถูกกลุ่มผู้ดูแลยึดหมด เพื่อควบคุมคนในเมือง

3. ตัวเอกต้อง "แตกต่าง"
            วรรณกรรมแนวนี้จะให้ตัวเอกมีความแตกต่าง ไม่ใช่แค่มีพลังพิเศษเหนือคนอื่น หรือเก่งกว่าคนอื่น แต่เขา/เธอต้องเป็นคนที่ "มองเห็นช่องโหว่ของสังคมอันสมบูรณ์แบบ" และ "เผชิญหน้ากับช่องโหว่นั้น" เพราะคนอื่นในเรื่องมองไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่คิดจะทำอะไร

            เช่น โจนาส ใน The Giver เขาเป็นคนเดียวในเรื่องที่มีสีตาไม่เหมือนชาวบ้าน และเขาก็มองเห็นสีสันได้ทั้งๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็น เขาได้รับเลือกให้สืบทอดความทรงจำจาก The Receiver ซึ่งเป็นความทรงจำของโลกเราก่อนจะถูกยึดไปหมดทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้เขาได้รู้ว่าก่อนหน้านี้โลกเราเคยมีสีสัน โลกเคยมีสังคมอีกแบบที่ทุกคนเลือกเส้นทางของตัวเองได้ ความทรงจำเหล่านี้ทำให้โจนาสเห็น "ช่องโหว่" ของสังคมที่เขาอยู่ และตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพราะไม่เห็นด้วยกับสังคมนี้ (ลองไปอ่านกันดูว่าเด็กอายุ 11 อย่างเขาทำอะไรได้บ้าง)

            จุดนี้แหละทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้เดินไปข้างหน้า เพราะถ้าตัวเอกไม่ทำอะไรเลย นั่งเฉยๆ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และหลายๆ เรื่องก็จะให้ตัวเอกมี "พลังพิเศษ" ที่เป็นภัยต่อตัวรัฐบาลเอง ทำให้ตัวเอกต้องถูกตามล่า เรียกง่ายๆ ว่าทำให้ตัวเอกมันซวยยิ่งขึ้นไปอีก

            ความแตกต่างและพลังพิเศษนี้นี่เองที่ทำให้ตัวเอกเป็นคนเดียวที่จะ "กู้โลก" หรือ "ต่อกร" กับรัฐบาลได้
 

จากความรุนแรงสู่ความหวัง


            จากที่อ่านมาน้องๆ ชาว Dek-D อาจจะคิดว่า "นี่มันเหมือนวรรณกรรมสะท้อนสังคมเลยนี่" จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ เรามักจะเจอวรรณกรรมสะท้อนสังคมพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เพื่อเป็นบทเรียนในอนาคต แต่นี่เป็นการสะท้อนสังคมในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น

            และเพราะมันพูดถึงวิทยาการอันล้ำหน้า หรือสภาพสังคมที่ต่างไปจากโลกเดิมของเรา ทำให้เราอาจจะจัดมันอยู่ในกลุ่ม Sci-Fi หรือแฟนตาซีก็ได้ค่ะ

            แม้เราจะรู้สึกว่าวรรณกรรมแนว Dystopia มันดูรุนแรงและหดหู่ มันวิพากษ์วิจารณ์สังคมมากเกินไป (หลายเรื่องเคยโดนสั่งแบนและห้ามนำเข้าห้องสมุดมาแล้ว) แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ปรากฏในนิยาย "อาจเป็นจริง" สักวัน ถ้าเรายังมองข้ามอะไรไปอยู่

            แน่นอนว่าวรรณกรรมพวกนี้ที่เขียนให้เด็ก-วัยรุ่นอ่านจะลดทอนความรุนแรงลงด้วยการใส่ "ความหวัง" ลงไปในเรื่อง ความหวังว่าจะมีใครสักคนตระหนักได้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ความหวังว่าจะมีใครสักคนเปลี่ยนแปลงมัน เพื่อให้คนอ่านเองไม่รู้สึกสิ้นหวังเสียทีเดียว

            มีใครจำฉากใน The Hunger Games ที่พลเมืองเขต 11 ยกสามนิ้วให้นางเอกได้ไหมคะ นั่นแหละคือฉากที่แสดงว่าแคตนิสคือความหวังของคนในเขตนี้ว่าจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ได้สักที
 
Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ

            ในเว็บเราเองก็มีคนเขียนแนวนี้เหมือนกัน อาจจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอจะให้ภาพวรรณกรรมแนวนี้ได้เหมือนกัน (จิ้มที่ชื่อเพื่ออ่านได้เลยจ้า)
 
Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ
(เรื่องนี้ได้มาจากกระทู้ตามหาคนเขียนนิยายแนว Dystopia)

Dystopian Literature ฝันร้ายในโลกจินตนาการ
(เรื่องนี้ได้มาจากการประกวด Enter Books Writer Episode 3)


            อ่านถึงตรงนี้แล้วคิดว่าชาว Dek-D หลายคนคงเริ่มปิ๊งไอเดียเด็ดๆ สำหรับนิยายแนวนี้บ้างแล้ว ใครที่กำลังเบื่อ ไม่รู้จะเขียนแนวไหนดี แฟนตาซีโรงเรียนก็เก่าแล้ว แฟนตาซีออนไลน์ก็เยอะแล้ว ลองมาเขียนแฟนตาซีแนว Dystopia ดูได้นะ
 

 
ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก:
http://www.amazon.com/Utopia-Dover-Thrift-Editions-Thomas/dp/0486295834/ref=la_B000APPRS0_1_1?s=books&ie=UTF8&qid=1387174901&sr=1-1
http://metanorn.net/2013/02/psycho-pass-17
http://www.fujicreative.co.jp/Portals/0/special/anime/Psycho-pass/
http://www.chud.com/17383/dvd-review-wall-e-3-disc-special-edition/
http://www.hungergamestrilogy.net/2012/01/hunger-games-the-capitol-tour-website/
http://tvisual.org/2012/04/01/glorious-defiance-in-global-political-dramas/hunger-games-district-11-riot-revolt/
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nong

พี่น้อง - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #Dystopian Literature #วรรณกรรม Dystopia

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เป็นแนวที่น่าสนจิงๆค่ะ อยากให้คนอ่านแนวนี้กันเยอะๆเพื่อสังคมที่ดีขึ้นของเราหลับดีกว่า

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #13
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

     ชอบนิยาย เเละหนังเเนวนี้มากค่ะ อ่านเเล้วดูแล้วมันให้เเง่คิดอะไรหลายๆ อย่าง ในสมัยรุ่นพ่อของเรา รู้สึกจะเคยมีหนังเรื่องหนึ่งชื่อ Waterworld มั้งค่ะ ถ้าจำไม่ผิด มันเป็นการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ในอนาคตโลกของเราจะมีเเต่น้ำเต็มไปหมด เเล้วคนก็จะอาศัยอยู่บนเรือ พอปัสสาวะ ก็ต้องเก็บปัสสาวะใส่ขวด เเล้วนำไปกรองใหม่ เพื่อนำมาเป็นน้ำดื่ม จากนั้นคนก็เริ่มมีพังผืด มีเหงือกเหมือนปลาขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเป็นการวิวัฒนาการ เเล้วไม่รู้ว่า ใช่เรื่องนี้หรือเปล่าที่ว่า มีการนำเนื้อมนุษย์ไปเป็นอาหารด้วย เรื่องพวกนี้หนูก็ฟังผู้ใหญ่เขามาอีกทีอ่ะค่ะ ก็ได้ปะติดปะต่อไม่ค่อยได้ เเต่ไม่อยากให้โลกเราเป็นอย่างนั้นเลย เกลียดพวกไม่รักสิ่งเเวดล้อม ทำอะไรเเล้วไม่มองการณ์ไกล ไม่หัดดูผลที่จะตามมาทีหลัง มองเเต่ผลดี นำเสนอเเต่ผลดี อยากให้มนุษย์เรามีจิตสำนึกให้มากๆ ไม่ใช่เเค่รู้สึกว่าเเย่ก็พอ อินเป็นช่วงหนึ่งเเล้วก็หายไป อยากให้ทำลงไปด้วย เพราะเเค่รู้สึกมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอก

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #5
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ดีใจที่เขียนบทความนี้ขึ้นครับ

    ผมกำลังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแนวดิสโทเปียพอดี (เพราะพี่น้องตั้งกระทู้คราวนั้น เลยมีความคิดอยากจะเขียนแนวนี้ขึ้นแบบจริงจัง *O*)

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #4
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ฮึ่ยยย ชอบอ่ะ อยากดูpsyco-pass ชอบเรื่องราวแนวแบบนี้เย้เย้เย้

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #9
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    เราคิดว่า โลกในอุดมคติด ชอบเอามาแต่งเป็นการ์ตูนบ้างนิยายบ้าง แต่ก็ไม่เคยมีใครแต่งออกมาแล้ว ได้ผลอย่างที่ตัวละครนั้นต้องการเลยนะคะ   

    ในความคิดของเรา การทำให้โลกในอุดมคติเป็นไปด้วยความเท่าเทียม ไม่มีการแตกแยกไม่มีการเทลาะกัน มันก็จะไม่มีการแบ่งชนชั้นกัน

    เช่น เราได้เงิน30บาททุกคนในโลกก็จะได้เงิน30บาทถึงแม้จะไม่ยุติธรรมแต่ก็เท่าเทียมกัน

    สมมุติว่ามีเด็กอยู่3คน ไปยืนเชียร์ฟุตบอลอยู่ข้างสนามแต่เพราะความเป็นเด็กทำให้สูงไม่พอ

    เด็กคนที่ 1 สูงสุด(3ชั้น) คนที่ 2 ก็ลดลงนิดนึง(2ชั้น) คนที่ 3 เตี้ยสุด(1ชั้น )  (ต้องสูงถึง3ชั้นถึงจะเห็นเขาเล่นฟุตบอล)

                  l                                                                                                              

                  l                          l                                                                                                   l                          l                             l

     คนที่       1                        2                            3

    แล้วมีกล่องอยู่3ใบ ถ้าแบ่งอย่างยุติธรรม(ได้คนละกล่อง) คนที่ 1 สูง4ชั้น  คนที่ 2 สูง3ชั้น คนที่ 3 สูง 2ชั้น คนที่ 3 ก็จะไม่เห็น

              l                                                                                                                             l                                    l                                                                                         l                                    l                               l                                                         l                                    l                               l

    กล่องสีฟ้า

    ถ้าแบ่งอย่างเท่าเทียม (ดูจากส่วนสูง) คนที่ 1 สูง3ชั้น(เท่าเดิม) คนที่ 2 สุง3ชั้น(เพิ่มมา1กล่อง) คนที่ 3 สูง3ชั้น (เพิ่มมา2กล่อง)

            

                l                               l                           l                                                                 l                               l                           l                                                                 l                               l                           l

    ทีนี้ทั้ง3คนก็ได้ดูฟุตบอล เราถึงรู้สึกว่ามันก็มีดีตั้งใจ

    ตอบกลับ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป