/>

กลเม็ดเคล็ดลับ : Exclusive 22 ตอน เขียนยังไงให้นิยายสนุก []

วิว


กลเม็ดเคล็ดลับ : Exclusive 22
ตอน เปิดกล่องแห่งความลับ เขียนยังไงให้นิยายสนุก 


 
สวัสดีค่ะนักเขียนเด็กดีทั้งหลาย กลับมาแล้วค่ะพร้อมกับ กลเม็ดเคล็ดลับ : Exclusive 22 ครั้งนี้พี่อรมาพร้อมกับประเด็นอันยิ่งใหญ่ (สำหรับคนเป็นนักเขียน) นั่นก็คือ "เขียนยังไงให้นิยายสนุก" ดูจะเป็นประเด็นที่กว๊างกว้าง กว้างจนบางทีนักเขียนอย่างเราก็ไม่รู้จะเริ่มต้นที่ตรงไหน งานยาก งานยุ่งเหยิงทางความคิดแบบนี้พี่อรก็เลยต้องให้เป็นหน้าที่ของนักเขียนแฟนตาซีตัวแม่ อย่าง "กัลฐิดา" มาช่วยแนะนำ

แต่ก่อนจะไปรู้ว่าเขียนยังไงให้นิยายสนุก พี่อรเชื่อว่านักเขียนทุกคนจำเป็นจะต้องเขียนเรื่องให้ "จบ" และผ่านภาวะที่เราเรียกว่า "ตัน" ไปให้ได้เสียก่อน พี่กัลคะเราจะทำยังไง ขอคำตอบด่วนๆ ...
 

กัลฐิดา

"สภาวะตันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นนักหัดเขียนหรือนักเขียน หากสภาวะนี้เกิดขึ้น มักเกิดจากสาเหตุสองข้อ หนึ่งคือ คนเขียนไม่มีสมาธิ สนใจสิ่งอื่นมากกว่าสิ่งที่เขียนเลยเขียนไม่ได้ สองคือ คนเขียนวางแผนงานเขียนไม่ดีพอ ดังนั้น เมื่อเขียนไประดับหนึ่งจึงเกิดปัญหาและเขียนต่อไม่ได้ สังเกตไหมคะ ว่าทั้งสองสาเหตุ เกิดมากจา ‘คนเขียน’ ทั้งนั้น
 
ดังนั้นทางแก้สภาวะตัน จึงเริ่มต้นที่การจัดการ ‘คนเขียน’ เช่นกัน
 
ถ้าเราตันเพราะว่าเราไม่มีสมาธิเพียงพอ สนใจอย่างอื่นมากกว่า ก็ให้ตั้งสติ ถ้ารอบตัวทำให้เราตั้งสติไม่ได้ ก็ปิดตัวเองให้อยู่ในที่ที่จะรวบรวมสติได้ เช่น ปิดเสียงโทรศัพท์และการแจ้งเตือนทุกอย่าง ปิดทีวี หรือเปิดเพลงจากเพลงที่ฟังเข้าใจเป็นเพลงที่ฟังไม่เข้าใจหรือเพลงบรรเลงไปเลย เป็นต้น พี่มักจะได้ยินเด็กๆ พูดกันบ่อยว่า ที่บ้านเสียงดัง ข้างบ้านเสียงดัง หมาเห่า และอื่นๆ ที่รบกวนเราไม่ให้เขียน รวบรวมสมาธิไม่ได้ คำแนะนำของพี่กับสถาณการณ์แบบนั้นคือ  หากน้องหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้หลีกเลี่ยง แต่ถ้าไม่ได้ เราก็ต้องตั้งสมาธิทั้งที่เป็นแบบนั้น
 

 
ขอยกคำพูดของคุณแม่พี่มาพูดดีกว่า ท่านพูดตอนพี่เรียนมัธยมปลาย แล้วข้างบ้านเสียงดัง พี่ฟ้องคุณแม่ว่า พี่อ่านหนังสือไม่ได้เลย เสียงมันดัง ไม่มีสมาธิ คุณแม่พี่กลับบอกว่า
 
“สมาธิเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองโดยไม่ขึ้นกับสถานการณ์ไหน การที่หนูไม่มีสมาธิ ได้ยินเสียงเขา เพราะหนูสนใจสิ่งรอบตัวมากกว่าสิ่งตรงหน้า และนั่นไม่ใช่ความผิดของสิ่งที่อยู่รอบตัว เป็นความผิดของหนูที่ตั้งสมาธิไมได้ อย่าหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง”
 
ฟังแล้วเจ็บไหมคะ พี่เชื่อว่ามันแทงใจดำใครหลายคน พี่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น และเมื่อโตขึ้น พี่ก็พบว่า สิ่งที่คุณแม่พูดเป็นเรื่องจริง เมื่อเรามีสมาธิ ต่อให้รอบตัวเสียงดังแค่ไหน เราก็ไม่ได้ยิน เราจะได้ยินแต่เสียงจากโลกตรงหน้าที่เราสร้างขึ้นมาเท่านั้น และเมื่อเราได้ยินแต่เสียงของพวกเขา สมองของอันเป็นสิ่งที่ลี้ลับที่สุดในโลกก็จะรังสรรค์เรื่องราวที่ควรจะเป็นออกมาเองอย่างง่ายดาย
 
ถ้าเราตกอยู่ในสภาวะตัน เพราะว่า ผิดแผน อันนี้ก็ต้องแก้ไขกันยาว นิยายคือการวางแผน คือแผนงานที่ซับซ้อนและมีราบละเอียดเยอะ มันเหมือนการทำโครงการวิจัยชิ้นหนึ่ง ดังนั้น เราจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุมและเตรียมแผนสำรองเอาไว้ โดยส่วนใหญ่ในนิยายทุกเล่มที่พี่เขียน จะมีจุดวิกฤตเสมอ เป็นจุดที่เรามองไม่เห็น ทั้งที่เราคิดว่าเราวางแผนดีแล้วแต่ก็เกิดเหตุผิดแผนจนได้ แล้วเมื่อถึงเวลานั้นก็เครียดและตันในที่สุด
 
ขั้นตอนที่พี่จะทำเป็นอย่างแรกเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้คือ การอ่านย้อนเรื่องราวทั้งหมด ย้อนไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับจุดที่ตันนั้นสำคัญแค่ไหน หากสำคัญมาก ต้องย้อนอ่านข้ามเล่มก็จำเป็นต้องทำ การอ่านก็ไม่ใช่อ่านเพื่อจับคำผิดหรืออ่านเพื่อแก้ไข แต่อ่านอย่างที่นักอ่านทำ อ่านแล้วตั้งคำถามว่า นักอ่านจะรู้สึกอย่างไรเมื่อถึงจุดนี้ อยากรู้อะไร อยากให้เรื่องเป็นแบบไหน เรื่องแบบไหนถึงจะดีที่สุด 90% ของสภาวะตันของพี่จะสลายไปเมื่อพี่ทำแบบนั้น ส่วนอีก 10% ที่เหลือ คือการรื้อ
 
เป็นเรื่องเจ็บปวดที่ต้องยอมรับว่า บางครั้งการแก้ไขหรือการเล่าขยายไม่ได้ช่วยอะไรจากสภาวะตัน จึงจำเป็นต้องมีการตัดออกแล้วเขียนใหม่ จะตัดเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสาหัสของเนื้อหาที่ต้องแก้ไข ที่สำคัญ หากยังแก้ได้ไม่พอใจ อย่าลบตอนที่ตัดทิ้งนั้นออกไป ให้ใส่แยกเอาไว้อีกไฟล์ น่าแปลกมาก พี่พบว่า พี่ไม่เคยกลับไปใช้ตอนที่ตัดทิ้งเลย เพราะตอนที่เขียนใหม่มันดีกว่า
 
สิ่งหนึ่งที่พี่โดนถามมากที่สุดเกี่ยวกับสภาวะตันคือ นานแค่ไหนคะที่มันจะหาย คำตอบที่พี่จะตอบเสมอก็คือ นานเท่าที่น้องจะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับมัน สภาวะตันก็เหมือนกับเราถูกยางยืดรัดทั่วตัว เราพยายามวิ่งหนีเพื่อสลัดยางยืดนั้น แต่มันก็รัดไม่ปล่อย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของความดันทุรังที่จะต้องวิ่งหนีแรงดึงของยางนั้นจนกว่ายางนั้นจะขาดแล้วเราก็วิ่งต่อได้
 
ปัญหาคือ นักเขียนกว่าครึ่งเสียเวลาไปกับการดึงยางเหล่านั้นจนเกือบสุดแล้วผ่อนแรงจนถูกดึงกลับไปอยู่ที่เดิมอีก ดังนั้น ใครที่ตกอยู่ในสภาวะนี้แล้วกำลังจะหมดแรง ให้คิดในแง่ดีนะคะว่า อีกนิดเดียวก็หลุดแล้ว สู้ค่ะ อย่ายอมแพ้"
 
กัลฐิดา กำลังแจกลายเซ็นอยู่เลย
 
ว่าแต่พี่กัล เราจะทำยังไงให้เรื่องที่เขียนมันสนุก
"ทุกคนเคยอ่านนิยายเรื่อง ‘พันหนึ่งราตรี’ ไหมคะ รู้จักเชเฮราซาด (Scheherazade) หญิงสาวต้นตำรับนักเล่านิทานที่ทำให้นางไม่ถูกสั่งประหารเมื่อแสงแรกของวันมาเยือนหรือเปล่า คำถามที่น่าสงสัยว่าทำไมนางถึงไม่โดนประหาร คำตอบที่จะตอบได้นั้นก็คือ เพราะนางเล่านิทานได้สนุกจนสุลต่านต้องการจะฟังต่อ  ใช่แล้วค่ะ เทคนิคที่สำคัญที่สุดในการเล่าเรื่องก็คือ วิธีการเล่าเรื่องของเราต้องน่าติดตาม
 
น่าติดตาม’ เป็นคำที่เป็นนามธรรมพอๆ กับคำว่า ‘สนุก’ แต่จับต้องง่ายกว่า เพราะว่า เราสามารถเห็นโครงสร้างได้ค่อนข้างชัดจากงานเขียนที่อยู่รอบตัวเรา โดยส่วนตัวตอนพี่เริ่มเขียนเซวีน่า สิ่งที่กลัวที่สุดคือ กลัวคนอ่านไม่จบ กลัวคนเบื่อไปก่อน กลัวคนไม่ตาม (คือแม้แต่ตอนนี้ก็ยังกลัวมากค่ะ ><) แต่ถ้ามัวแต่กลัวก็คงเขียนต่อไปไม่ได้ สุดท้ายเราก็ต้องลงมือเขียน เคล็ดลับของพี่ก็คือ
 
1. ศึกษาวิธีเล่าเรื่องหลายๆ แบบ แล้ววิเคราะห์วิธีเหล่านั้นว่าเหมาะกับเนื้อหาแบบไหน คือ เราต้องยอมรับนะคะ ว่าไม่ใช่เล่าแบบไหนก็ได้ แต่เราต้องเล่าเพื่อทำให้เนื้อหาสนุกที่สุด เหมือนเราต้องเรื่องเสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวเรา แต่การที่เราจะรู้ได้ว่าวิธีไหนเหมาะกับนิยายของเรา ก็ต้องมาจาก 2 ส่วน ส่วนแรกคือ จุดประสงค์ของนิยายเราเป็นแบบไหน และส่วนที่สอง คือ ผู้เขียนจำเป็นต้องรู้จักวิธีเล่าแต่ละวิธีอย่างดีเพื่อจะได้เลือกใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งการที่เราจะเข้าถึงเคล็ดลับข้อนี้ได้ก็คือ ต้องอ่านเยอะๆ
 
2. ลงมือเขียนแล้วเมื่อเขียนเสร็จ ให้ดึงตัวเองกลับไปเป็นนักอ่าน แล้วอ่านอย่างที่นักอ่านอ่าน ให้ลืมไปว่าเราเป็นคนเขียน เทคนิคนี้พูดง่ายแต่ทำยากนะคะ เพราะว่านักเขียนเกือบทุกคนชอบคิดเข้าข้างตัวเอง แล้วก็ทำให้มองไม่ออกว่าเราทำพลาดอะไรไป ดังนั้นเวลาพี่เขียนเสร็จ พี่จะอ่านเองก่อน ออกจะจับผิดมากกว่าปกติด้วย จากนั้นก็เก็บข้อจับผิดนั้นไว้ในใจ แล้วเอาเรื่องของเราไปให้คนอื่นอ่าน จากนั้นก็ถามเขาด้วยคำถามดังนี้ค่ะ
  • อ่านแล้วสนุกไหม ถ้าเทียบกับเรื่องที่ชอบที่สุด เรื่องนี้ห่างจากเรื่องนั้นแค่ไหน
  • อ่านแล้วอยากอ่านต่อไปไหม เพราะอะไร แล้วไม่อยากอ่านต่อเพราะอะไร
  • ติดใจเรื่องอะไร หรือคำพูดไหนหรือเปล่า เรื่องที่อ่านสมเหตุสมผลไหม
  • คิดว่าเรื่องราวจะเป็นไปอย่างไรต่อไป

    ขอเตือนว่า อย่าคาดหวังว่าจะได้คำตอบที่ถูกใจตัวเองจากคำถามทั้งสี่นี้นะคะ เพราะถามสิบคน ก็จะได้รับคำตอบที่ไม่เหมือนกัน แถมบางคนก็ตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์นักอ่าน และโดยส่วนใหญ่ในการลองทำแรกๆ พี่ว่า น้อยมากที่จะได้รับคำตอบที่ทำให้เราดีใจ คำถามทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พี่จะต้องถามกับนักอ่านทดลองของตัวเองทุกครั้ง (จะเพื่อน พี่ น้อง พ่อ แม่ ถามได้เลยค่ะ ไม่ต้องอาย) ถามแล้วจะต้องเอาคำตอบมาวิเคราะห์ต่อว่า
  • เราอยู่ห่างจากเรื่องที่อยู่ในใจนักอ่านมากแค่ไหน และทำไม เราขาดอะไร หรือเรามีอะไรดีกว่าเรื่องนั้น
  • สิ่งที่คนอ่านได้รับ ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะเล่าหรือเปล่า
  • คนอ่านสงสัยตรงจุดที่เราต้องการให้เขาสงสัยหรือเปล่า หรือสงสัยในเรื่องอื่น เพราะอะไร
  • คนอ่านอยากอ่านด้วยเหตุผลตามแผนการวิธีเล่าของเราหรือเปล่า ถ้าใช่แสดงว่าเราสื่อสารได้ตรงจุด ถ้าไม่ใช่ เพราะอะไร มีอะไรที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่เราคิด หรือถ้าไม่อยากอ่านต่อ เพราะอะไร
  • คนอ่านคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าตรงกับที่เราจะเขียนหรือเปล่า
              - ถ้าถูก เพราะว่าเราซ่อนปมง่ายไป หรือ ไม่เป็นไรหรอก นี่แหละถูกทางไปต่อได้
              - ถ้าไม่ถูก เพราะว่า เราสื่อสารผิด หรือ เฮ้ย มีปมบางอย่างที่เรามองไม่เห็น และน่าจะดีกว่าแผนการที่เราวางแผนไว้
     
จะเห็นได้ว่า พี่ให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามมาก เพราะคำถามที่ไม่ตรงประเด็นก็จะให้คำตอบที่ไม่ตรงประเด็น และเมื่อเราได้คำตอบที่ไม่ตรงประเด็น เราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย มันเป็นเรื่องยากอยู่แล้วที่จะเขียนนิยายออกมาให้ใครสักคนอ่าน แต่สิ่งที่ยากกว่านั้นคือ การวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองทำว่ามีจุดบกพร่องตรงไหน และพัฒนาอย่างไร ไม่ว่าจะโรงเรียนหรือหลักสูตรสอนการเขียนไหน พวกเขาสอนได้แค่วิธีการเขียน หลักภาษา และเรื่องพื้นฐาน เท่านั้น แต่ ‘ความสนุก’ และความ ’ความน่าติดตาม’ เป็นสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ ฝึกใช้ และทดลองเอง เมื่อเราทำตามกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดจะเกิดองค์ความรู้ขึ้นและทำให้เราสร้างสไตล์การเขียนของเราขึ้นมา ที่สำคัญ สไตล์ที่ว่าเป็นของที่ใช้ได้จริง ที่ไม่ว่าใช้เมื่อไร คนอ่านก็จะสนุกและติดตามเรื่องของเราไปจนจบ
 
เพราะนิยายคือการสื่อสาร เหมือนกับการพูดแหละค่ะ คนเราทุกคนพูดได้ แต่ทำไมมีคนเพียงไม่กี่คนที่พูดแล้วมีคนยอมนั่งฟังเป็นวันๆ เหตุผลที่คนเหล่านั้นพูดแล้วมีคนฟัง ก็เพราะพวกเขาฝึกฝนและสร้างสไตล์ของตัวเองที่ทำให้ผู้คนอยากฟังเรื่องของเขา และกระบวนการเหล่านี้ก็ไม่มีวันจบสิ้น ถ้าเรายังอยากจะเล่าเรื่องให้คนอื่นฟังอยู่"
 
 Lost ผลงานชุดเรื่องล่าสุด ของ กัลฐิดา
 
ถามอีกนิด พี่ว่าคนที่เขียนนิยายแฟนตาซี คุณสมบัติไหนสำคัญที่สุด
"ความช่างสังเกต พี่เคยพูดเล่นๆ กับบก. ว่า นิยายแฟนตาซีเนี่ยก็เหมือนคณิตศาสตร์ เราสร้างสัญลักษณ์ขึ้นมาเอง กำหนดค่า แทนค่าในสมการ แก้สมการ แล้วก็ได้คำตอบ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ก็เกิดจาก เราสังเกตเห็นสิ่งที่ออยู่รอบตัวเรา ตั้งข้อสังสัย และหาทางหาคำตอบ เมื่อเราได้คำตอบก็นำมาจัดระเบียบแล้วนำไปอธิบายให้คนอื่นฟัง

สมัยพี่เขียนนิยายแฟนตาซีใหม่ๆ มีคำพูดหนึ่งที่น่าเจ็บปวดมากที่ นักเขียนนิยายแฟนตาซีทุกคนจะโดนพูดใส่ นั่นก็คือ “ทั้งชีวิตของนักเขียนนิยายแฟนตาซี เขียนได้แค่เรื่องเดียวแหละ” ขณะที่พี่เขียนเซวีน่า พี่ได้ยินคำพูดนี้บ่อยมาก บ่อยจนเกือบจะเชื่อว่ามันอาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่อีกเสียงในใจพี่ก็บอก คัดค้านคำพูดนี้นะ และเพราะเราไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้แหละ เราจึงตั้งคำถามว่า “แล้วทำอย่างไรถึงจะเขียนนิยายไปจนกว่าจะตายละ” คำตอบง่ายมาก เมื่อพี่มองไปรอบตัว แล้วพบว่า “โห มีเรื่องราวตั้งมากมายที่อยู่รอบตัวเราที่น่าเอามาเขียน ถ้าเราสังเกตเห็นมัน” ดังนั้น ความช่างสังเกต จะช่วยต่อลมหายใจของนักขียนไปจนกว่าคนคนนั้นจะเลิกสนใจที่จะเขียน ที่สำคัญ ทักษะการช่างสังเกตจะเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการพัฒนาของนักเขียนคนนั้นด้วย ทั้งการใช้คำ การแสดงอารมณ์ โครงสร้างประโยคหรือแม้แต่การเคาะเว้นวรรคซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ถ้ามาไม่สังเกต จะไม่มีทางฝึกได้เลย อย่างที่พี่บอกไว้ตอนแรก นิยายแฟนตาซีก็เหมือนคณิตศาสตร์ และคณิตศาสต์ก็คือวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหรือนักวิทยาศาสตร์ ทุกอย่าง เริ่มต้นที่ ‘การสังเกต’ ทั้งนั้น"
 
จบไปแล้วสำหรับเทคนิคและแนวความคิดโดนๆ จาก กัลฐิดา หลายๆ มุมมองตรงนี้พี่อรเชื่อว่าเธอได้บอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา ผ่านประสบการณ์นับสิบปีของตัวเธอเอง และคงจะยินดีมากหากนักเขียนที่กำลังประสบกับปัญหาเดียวกันนี้จะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยคำแนะนำของเธอ ท่องไว้ค่ะ "ทุกปัญหามีทางออกเสมอ" ยังไงก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ ทีมไรเตอร์ขอเป็นกำลังใจให้กับนักเขียนเด็กดีทุกคน ถ้าใครที่ลองนำไปปรับใช้แล้วได้ผลเป็นยังไง มาเล่าสู้กันฟังบ้างน้า ส่วนกลเม็ดเคล็ดลับฉบับนักเขียนเด็กดีสัปดาห์หน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามมาให้กำลังใจกันด้วยสำหรับตอนนี้เวลานี้ก็ "สวัสดีค่ะ"

 
พี่อร
 
^____________^

 
'อคิราห์' นักเขียนติสท์เว่อร์ที่เรายินดีแนะนำ!
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=orn

พี่อร - ผู้เขียน

คอลัมนิสต์ผู้เชื่อว่านิยายคือเพื่อนแท้ และเห็นอาหารการกินเป็นเรื่องของความสุข

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Writer #กัลฐิดา #ตัน #เขียนไม่ออก #เขียนนิยายให้สนุก

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป