/>
Dek-D.com ใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของ
ผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น เรียนรู้เพิ่มเติมที่นี่
ยอมรับ

ชวนอ่าน “วัยแสบสาแหรกขาด” ผลงานสะท้อนสังคมเรื่องเยี่ยม []

วิว
 

“วัยแสบสาแหรกขาด”

จากละครสร้างสรรค์ทางช่อง 3 สู่นวนิยายตีแผ่ปัญหาวัยรุ่น!
 
นวนิยายเรื่อง “วัยแสบสาแหรก” เป็นนวนิยายที่ดัดแปลงมาจากบทโทรทัศน์ โดย ณัฐิยา ศิรกรวิไล เรื่องราวของ ทรายทิพย์ นักศึกษาระดับปริญญาโทสาขาจิตวิทยาต้องการเข้าไปหาข้อมูลเด็กในวัยเรียนที่พ่อแม่หย่าร้างเพื่อทำปริญญานิพนธ์ ประจวบเหมาะกับ ชวนากร รองผู้อำนวยการ (และลูกชายเจ้าของ) โรงเรียนเปี่ยมคุณ ต้องการนักจิตวิทยาเด็กมาร่วม “โครงการผูกสาแหรก” เพื่อแก้ไขปัญหาให้เด็กที่มีครอบครัวแตกแยกและก่อปัญหาในโรงเรียน ไม่ให้ถูกไล่ออก ทั้งสองจึงได้ร่วมมือกันโดยการแนะนำของเพื่อนทรายทิพย์ซึ่งเป็นครูแนะแนวในโรงเรียน โดยต้องบำบัดเด็กตัวปัญหา 5 คน คือ ถวายชัย (หวาย) นักเรียนมัธยมปลายผู้มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และชอบใช้ความรุนแรง มงกุฎแก้ว (มินนี่) เน็ตไอดอลสาวผู้ติดโซเชียลเน็ตเวิร์กและมีอาการหลงตัวเอง เมษา (ตังเม) เด็กหญิงที่เครียดจากปัญหาทางบ้านจนเริ่มกรีดข้อมือทำร้ายตนเอง ดังใจ (โชกุน)เด็กชายที่โกหกจนเป็นนิสัย และ ญาทิป (ปิ๊กปิ๊ก) เด็กหญิงที่ชอบลักขโมยโดยไม่ได้อยากได้ของจริงๆ 
 
ถึงแม้ณัฐิยาจะมีผลการเขียนบทโทรทัศน์มาแล้วมากมาย อาทิ สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน "ธราธร", อย่าลืมฉัน เพลิงบุญ, หนึ่งในทรวง ฯลฯ แต่ “วัยแสบสาแหรกขาด” คือ ความท้าทายขั้นสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักเขียนบทละครโทรทัศน์ ท้าทาย เพราะเป็นการเขียนแนว “จิตวิทยาวัยรุ่น” บวกเข้ากับการแก้ปัญหาของตัวนำเรื่องในแนว “สร้างคำถามและสืบหาคำตอบ”  ในแบบที่เธอเองไม่เคยเขียนมาก่อน
 
“ความท้าทายที่ตามมาด้วยการทำงานอันแสนหนักหน่วงแต่แทรกไว้ด้วยความสนุกสนาน บทละครเรื่องนี้เราเขียนกัน 5 คน และมีผู้ช่วยประจำทีมอีก 1 คน เราต้องเริ่มตั้งแต่หาข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักจิตวิทยาทั้งในประเทศไทยและเพื่อนที่เป็นนักจิตวิทยาอยู่ต่างประเทศ หลังจากได้ข้อมูลแล้วเราจึงเริ่มลงมือเขียนบท เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ต้องส่งไปให้นักจิตวิทยาตรวจสอบอีกรอบ” ณัฐิยากล่าว

ปกหนังสือ "วัยแสบสาแหรกขาด"
 
วัยแสบสาแหรกขาด นับเป็นเรื่องที่สองที่สถาพรบุ๊คส์นำบทภาพยนตร์หรือบทโทรทัศน์มาดัดแปลงเป็นนวนิยายซึ่งก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จไปแล้วกับนวนิยายเรื่อง “รุ่นพี่” ส่วนที่มาของการร่วมมือกับสถาพรบุ๊คส์ในครั้งนี้ณัฐิยาบอกว่า
 
“นัทเริ่มต้นบทโทรทัศน์ขึ้นมาก่อน พอบทใกล้ๆ จะเสร็จทางคุณเอิน ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล ผู้จัดแห่งค่ายมาสเตอร์วัน ก็ได้มีการมาพูดคุยกับสถาพรบุ๊คส์ว่าจะรวมเล่มหรือไม่ สถาพรบุ๊คส์ก็สนใจ ก็เลยนำบทโทรทัศน์ที่เราเขียนแล้วมาดัดแปลงในรูปแบบของนวนิยายไปด้วย ก็เลยกลายเป็นโพรเจ็กต์นี้ขึ้นมาค่ะ”

ในเรื่องนี้มีการนำเสนอปัญหาเกี่ยวกับเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็น 5 พฤติกรรมที่เราเจอได้ในสังคม จะมีพฤติกรรมใดบ้างมาฟังจากผู้เขียนกันเลย
 

 
“ปัญหาแรกเป็นปัญหาของ เด็กที่ชอบพูดโกหก เขาไม่ได้รู้ตัวว่าเขาพูดโกหก มันเป็นพฤติกรรมที่เขาสะสมมานาน เขาจะรู้สึกว่ามันเป็นไปโดยธรรมชาติ และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่จะสร้างปัญหาต่อๆ มา บางคนสร้างเรื่องแล้วพูดเหมือนว่ามันเป็นเรื่องจริง มันดูเป็นธรรมชาติมากๆ คนเหล่านี้ เราต้องไปย้อนดูในวัยเด็กว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนเด็กๆ อาจจะโกหกตาใสไปเรื่อยๆ พูดเรื่องหนึ่งไปเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยไม่ได้รู้สึกว่ามันคือความผิดปกติ ปัญหามันคือเมื่อคุณบ่มเพาะพฤติกรรมแบบนี้ไปเรื่อยๆ ความน่าเชื่อถือของคุณจะลดลง เมื่อคุณโตขึ้น การทำงาน การใช้ชีวิตครอบครัว ก็จะเป็นโดมิโนไปเรื่อยๆ”
 

 
“ประเด็นที่สองคือ ขโมย เราจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่จริงๆ คนในสังคมมีคนที่เป็นแบบนี้โดยไม่รู้ตัว คนบางคนมีทุกอย่างพร้อมแต่ชอบขโมย เหมือนมันเป็นการเติมเต็มอะไรบางอย่างให้กับชีวิตของเขา ซึ่งเราก็ต้องมาดูว่า รากปัญหามันเกิดมาจากตรงไหน แล้วถ้าเราไม่ได้แก้ปัญหาของลูกหลานเรา หรือคนใกล้ตัวเรา มันจะติดตัวไปเรื่อยๆ ซึ่งวันหนึ่งมันอาจจะพลาดเมื่อตอนที่เขาอายุมากขึ้น โดนจับขึ้นมาก็จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา”
 

 
“เรื่องที่สามคือ เด็กทำร้ายร่างกายตัวเอง ซึ่งคนที่เป็นอาการแบบนี้จริงๆ จะไม่โชว์ออฟ เขาจะทำในจุดที่ไม่ได้ต้องการให้ใครเห็น ซึ่งพ่อแม่ถ้าสงสัยต้องลองสังเกตลูกตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันบ่งบอกถึงความเจ็บปวดบางอย่างข้างในของเขา ที่เขาไม่รู้จะระบายออกอย่างไรก็เลยต้องระบายใส่กับตัวเอง เป็นเคสที่ละเอียดอ่อนมาก และมีเยอะมากในสังคม”
 

 
“ประเด็นที่สี่เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก คือ การโดนคุกคามทางสื่อออนไลน์ กรณีนี้อาจจะใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ว่าสังคมอย่างอเมริกา หรือ แคนาดา จะมีเด็กที่โดนคุกคามทางสื่อออนไลน์และไปจนที่สุดถึงขั้นฆ่าตัวตาย และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราเป็นผู้ใหญ่ เราจะรู้สึกว่า แค่คอมเมนต์แค่นี้ไม่ต้องไปอ่านมันสิ ไม่อ่านก็ไม่เจ็บปวด แต่เด็กไม่ได้ เขาต้องรู้ เขาอยู่ในวัยที่อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อเขารู้แล้ว เขารับมือกับมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะทำได้ดีที่สุดคือการเข้าใจในปัญหาและอยู่กับเขา”
 

 
“เรื่องสุดท้ายคือความรุนแรง เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาที่เราเห็นชัด เห็นเยอะ และก็มีเยอะแยะมากในละคร แต่เรื่องนี้เราจะมาดูว่า ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงว่าทำไมเด็กจึงชอบความรุนแรงแก้ปัญหา ทำไมเขาทำออกมาโดยที่มันไม่รู้ตัว เมื่อเด็กอยู่ในภาวะนั้นแล้ว เขารู้สึกเจ็บปวดกับมันมากแค่ไหน จนกระทั่งเมื่อเราพบสาเหตุแล้ว เราก็จะบอกว่าจะมีวิธีการเยียวยาอย่างไร หรือเราจะปรับพฤติกรรมให้เด็กๆ อย่างไร ให้เขาเข้าใจและควบคุมความรุนแรงทางอารมณ์ของเขาให้ได้ เพราะฉะนั้นละครและหนังสือเรื่องนี้จะแตกต่างจากละครวัยรุ่นเรื่องอื่นๆ ตรงที่จะมีวิธีแก้ปัญหาให้ด้วย แต่มันไม่ใช่คำตอบสุดท้ายนะคะ มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น”
 
ผู้เขียนบอกว่า เนื้อหาในละครและนวนิยายนั้นไม่ต่างกันเลย ซึ่งเมื่อดูละครจบแล้วแต่ต้องการข้อมูลหรือวิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็สามารถเปิดหนังสือดูได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงอยากให้ผู้ชมและผู้อ่านเสพทั้งสองสื่อ โดยละครจะออกอากาศทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ หลังรายการสีสันบันเทิง ทางช่อง 3 สามารถสั่งหนังสือออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ของ สำนักพิมพ์สถาพร หรือในงานสัปดาห์หนังสือ ครั้งที่ 44 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 29 มีนาคม - 10 เมษายน 2559 ที่บูท ‎P34 ‪โซน C1
 
หนังสือและปฏิทินสวยๆ เราแจกให้เลยค่ะ 
 

พิเศษ เกมร่วมสนุกสำหรับชาวเด็กดี 


เพียงตอบคำถามง่ายๆ โดยเลือกจากพฤติกรรมจาก 5 แบบในเรื่อง แล้วตอบมาว่า... "พฤติกรรมไหนที่เราไม่อยากเจอ พร้อมเหตุผล”
 
ผู้โชคดี 3 คน รับไปเลย นวนิยายวัยแสบสาแหรกขาด พร้อมปฏิทินตั้งโต๊ะ
เริ่มเล่นได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559
และทางทีมงานจะประกาศผลผู้โชคดีใน วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559 ค่ะ
 
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลค่ะ 

1. titania
2. kurogi
3. Aom Aom Boravee


ขอให้ทั้งสามคนส่งชื่อที่อยู่มาที่ writer@dek-d.com 
ภายในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2559 ค่ะ 

 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#Writer #สถาพรบุ๊คส์ #วัยแสบสาแหรกขาด

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #9
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    การเหยียดเพศ-เหยียดผิวค่ะ

    ทุกวันนี้อาจมีการเปิดใจยอมรับเรื่องพวกนี้มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะยอมรับได้ มันยังเป็นปัญหาที่ใหญ่มากและแก้ไขได้ยาก

    เพียงเพราะคนเหล่านี้เลือกเกิดไม่ได้ก็ไม่ได้ หรือเลือกที่จะเป็นในแบบที่พวกเขาอยากเป็น ก็ไม่ได้แปลว่าความเป็นมนุษย์ของเขาจะน้อยกว่าคนอื่นๆ ในสังคมที่คนอื่นๆ มองว่าเป็นปกติ

    แค่ปัญหานี้ปัญหาเดียวสามารถทำให้คนที่โดนเหยีดมีปัญหาทั้ง 5 อย่างได้เลย เพียงเพราะพวกเขาต้องการเรียกร้องความสนใจและการยอมรับจากคนอื่นๆ

    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    Numon
    Guest IP
    #62
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    เราเลือก การทำร้ายตัวเอง ในปัจจุบันสาเหตุการทำร้ายตัวเองนั้นมีมากในสังคมไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ การทำร้ายตัวเองในความคิดเราคือ บุคคลที่สภาพจิตใจออ่นแอกว่าคนทั่วไป บางคนมีสาเหตุการทำร้ายตัวเองที่แตกต่างกัน อาจจะเกิดมาจาก สภาวะความกดดันความเครียดที่สะสมมาโดยไม่มีวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง หรือ ไม่มีที่ระบาย บางทีผู้คนเหล่านี้ต้องการเรียกร้องความสนใจจากบุคคลรอบข้างเช่นการประชดทำร้ายตัวเองและนำไปสู่สาเหตุการฆ่าตัวตายได้ เพราะฉะนั้น เราควรที่จะใส่ใจบุคคลรอบข้างให้มาก ที่จริงเราก็มีเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่คิดว่าจะทำไปทำไม มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบเดี๋ยวมันก็ผ่านไปสู้ๆค่ะ ขอบคุณค่ะ
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #2
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    เรื่องทำร้ายตัวเอง เพราะผมเจอบ่อยมากทั้งกับตัวเองและคนอื่นๆ เช่นผมไม่ชอบให้ใครมาลงอารมณ์มาที่ผม ไม่ได้ผ่านการทำร้ายร่างกาย แต่ทำร้ายโดยจิตใจ มันรู้สึกเก็บกดครับ อีกอย่างเหมือนพ่อแม่ไม่เคยเข้าใจเราเลย เอาแต่ความรู้สึกตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ใส่ใจเลยว่าเราจะรู้สึกยังไง ที่เลือกตอบอันนี้เพราะว่าเคยคิดจะทำเหมือนกันครับ (ฮา) ตอนนี้ก็มีแนวโน้มที่จะทำ :( เพราะดูแล้วทุกอย่างคงยังไม่จบลงง่ายๆ
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    ความทรงจำสีจาง
    Guest IP
    #6
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
    เป็นละครน้ำดี และหนังสือที่ดีมาก...แต่ เราคงไม่กล้าอ่าน....เหมือนกำลัง เปิดปากแผลตัวเองเลย...แค่ดูละครตอนเดียว ยังรู้สึกเจ็บปวดมาก ทั้งๆที่คิดว่าไม่เป็นไรแล้วแท้ๆ...ดูไป ก็เหมือนกำลังดูเรื่องของตัวเอง ทำให้คิดมาก ซ้ำไป ซ้ำมา คิดว่า ทำไมตอนนั้นถึงไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเราแบบนี้นะ? ทำไมถึงไม่มีผู้ใหญ่สักคน คิดจะทำความเข้าใจเรานะ? ทั้งๆที่ตอนเด็ก เราหวังพึ่งมากที่สุดคือคนในครอบครัว...แต่พวกเขาก็มักทำร้ายเราโดยไม่รู้ตัวเสมอ แต่ว่า...เรื่องราวมันก็ผ่านมานานมากแล้ว ผ่านช่วงนั้นมาได้ ทุกวันนี้ดีกว่าแต่ก่อนเยอะเลย แต่แผลใจถึงต่อให้รักษายังไงมันก็ยังเป็นแผลที่สะกิดที่ก็ยังรู้สึกเจ็บตลอดไป
    ตอบกลับ
  • ถูกลบเนื่องจาก:
    IP
    #1
    ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

    ขอตอบการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ เพราะว่ามันตามล้างตามเช็ดได้ไม่หมด กู้คืนชื่อเสียงไม่ได้ แล้วมีคนเห็นจำนวนมาก แต่ไม่มีใครสนใจผู้เสียหาย แล้วคนก่อเรื่องก็ตามจับยากอีกต่างหาก 

    เสียใจ  

    ตอบกลับ
  • ความคิดเห็นที่ 1 - 20
  • ความคิดเห็นที่ 21 - 40
  • ความคิดเห็นที่ 41 - 60
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      BENJAMAPORN
      Guest IP
      #41
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      Deliberate Self-Harm หรือ พฤติกรรทำร้ายร่างกายตัวเองค่ะ เป็นพฤติกรรมที่ไม่อยากเจอมากที่สุด(ตั้งแต่ดูละครเรื่องนี้ที่เพิ่งเริ่มออกอากาศมาค่ะ) รู้สึกว่าพฤติกรรมอื่นๆที่ยกตัวอย่างมา ทั้ง Liar, Kleptomania , Social Networking Addiction และ Rage มีสิ่งที่เด็กๆ(ตัวละครในเรื่อง) ยังสามารถทำได้คล้ายๆกันคือการมีเพื่อนหรือคนที่รัก/เข้าใจเค้าอยู่ค่ะ เช่น Liar เด็กก็ยังสามารถพูดคุยกับเพื่อนๆในวัยเดียวกันได้(ถึงแม้จะเป็นเรื่องโกหกน่ะนะคะ) หรือ Rage เด็กก็ยังมีคนที่เค้ารู้สึกรักและเป็นห่วงมากๆอย่างคุณแม่อยู่ค่ะ แต่เด็กที่มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายตัวเอง(อย่างตังเมในเรื่อง)เธอไม่สามารถพูดอะไรกับใครได้เลย ทำให้ไม่มีใครเข้าใจ และกลายเป็นไม่มีที่ให้ระบายในสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึกอยู่ได้ค่ะ เหมือนกับว่าเด็กในกลุ่มอาการนี้น่าจะมีภาวะความเครียดทางอารมณ์สูงมากกว่าเด็กในกลุ่มอื่นๆ โดยที่เขาไม่สามารถจะระบายออกได้กับใคร หรือ เอาความรักมาช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเขาได้เลยค่ะ ปล. โดยส่วนตัวคิดว่า ครูทรายน่าจะแก้ปัญหาของน้องตังเมได้เป็นลำดับสุดท้ายนะคะ เพราะดูท่าจะเข้าไปถึงจิตใจของน้องได้ยากจริงๆ (ติดละครเรื่องนี้มากกกเลยค่ะ ยอมนอนดึกเพื่อให้ได้ดูเลยค่ะ ลุ้นไปกับคุณครูทรายและเด็กๆทั้ง5คนมากค่ะ) สุดท้ายนี้อยากบอกพี่ๆทีมงานนักเขียนเด็กดีว่า หนูอยากได้หนังสือนวนิยายวัยแสบสาแหรกขาดมากๆเลยค่ะพี่ (ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปซื้อที่งานหนังสือค่ะ(เพราะน่าจะได้หนังสืออื่นๆที่น่าสนใจติดไม้ติดมือมาอีกด้วย อิอิ) แต่ติดที่หนูต้องทำงานอยู่ประเทศเพื่อนบ้านน่ะค่ะเลยพลาดที่จะหาซื้อง่ายๆแบบบ้านเรา ถ้าหนูได้รับนวนิยายพี่ๆกรุณาติดต่อหนูมาทางอีเมลล์หน่อยนะคะ Benjamaporn.r@cklao.com น้องแค็ทค่ะ รักเลย
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      วิภาวี
      Guest IP
      #42
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      การลักขโมยเพราะเหมือนมีคนมาขโมยของที่เรารักมันเสียใจมากถ้ามำนหายไปยิ่งเป็นคนสำคัญซื้อให้ทำให้มันอสียใจมากกว่า
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #43
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      พฤติกรรมที่เราไม่อยากเจอ คือ เด็กทำร้ายร่างกายตัวเองค่ะ จริงๆแล้วพฤติกรรมเช่นนี้ถ้าหากฟังแล้วก็จะคิดว่าเด็กเป็นฝ่ายที่ผิดโดยตรงและเป็นฝ่ายที่ผิดฝ่ายเดียว แต่แท้จริงแล้วผู้ใหญ่บางคนกลับไม่มีใครเลยที่คิดหาสาเหตุที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อเด็กมีอาการเครียด เก็บกด และอธิบายให้ใครฟังไม่ได้ เด็กก็จะต้องเผชิญปัญหานั้นและแก้ไขด้วยตัวของตัวเอง โดยการแก้ไขของเด็กก็จะมีลักษณะที่ต่างกันออกไปตามความคิด การตัดสินใจ จากตัวของเด็กเอง ซึ่งหากตัดสินใจในทางที่ถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็ก แต่หากตัดสินใจไปในทางที่ผิดก็จะเกิดผลกระทบต่อตัวของเด็กและอาจส่งผลกระทบไปสู่คนรอบข้างด้วยเช่นกัน พ่อแม่หรือผู้ปกครองบางท่านอาจคิดว่าตนเองได้เลี้ยงดูเด็กอย่างดี อย่างเต็มที่แล้ว แต่ในทางกลับกันในความรู้สึกของเด็กพวกเขาอาจไม่ได้รับสิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองมอบให้เลยก็ตาม การเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือผู้ปกครองนั้นก็มีหลายแบบหลายลักษณะ เช่น 1.เลี้ยงแบบปล่อยๆ คือ อยากทำอะไรก็ได้ 2.เลี้ยงแบบลูกคุณหนู คือ ไม่ยอมให้เด็กรู้จึกความเหนื่อย ความลำบาก 3.เลี้ยงแบบเผด็จการ คือ ทุกอย่างต้องเป๊ะ ต้องเป็นไปตามความคิดของผู้ใหญ่ 4.เลี้ยงแบบกักขัง คือ ไม่ยอมให้เด็กออกจากบ้านไปเที่ยว ไปเล่นกับเพื่อน ต้องไปกับพ่อแม่เท่านั้น 5.เลี้ยงแบบเพื่อนเล่น คือ พ่อแม่หรือผู้ปกครองสามารถคุยกับเด็กได้ในทุกๆเรื่อง 6.อื่นๆอีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตามพ่อแม่หรือผู้ปกครองก็ควรที่จะนึกถึงสภาพจิตใจของเด็กอย่าพยายามคาดหวังในตัวเด็กมากเกินไป อย่าคิดว่าเราชอบอะไรแล้วเด็กก็ต้องชอบตามเราด้วย โดยเด็กไม่สามารถที่จะบอกความรู้สึกในใจออกมาได้ อย่าพยายามห่างเหินและไม่เอาใจใส่เพราะคิดว่าเขาสามารถที่จะตัดสินใจเองได้แล้ว ควรยอมรับและเปิดใจที่จะรับฟังเด็กให้มากขึ้นแม้ว่าเรื่องจะเล็กจะใหญ่ก็ตามค่ะ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      เด็กเรียน
      Guest IP
      #44
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      สำหรับดิฉัน ฉันไม่อยากเจอการขโมยมากที่สุดไม่ว่าจะเป็น การขโมยเพราะอยากได้เนื่องจากตนเองไม่มี หรือการขโมยโดยไม่ได้ต้องการสิ่งของนั้นๆ เพราะมันทำให้ชีวิตของผู้อื่นเดือดร้อน เป็นทุกข์อาจจะโดนพ่อแม่ว่าหรือถึงขั้นตี ดิฉันคิดว่าการขโมยจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่จะทำให้สังคมเดือดร้อนเพราะเกิดจาการที่คนเพียงไม่กี่คนที่ไม่รู้จักคำว่าพอ และดิฉันคิดว่าการขโมยไม่ได้นำเงินหรือสิ่งของไปดำรงชีวิต้พียงอย่างเดียวแต่นำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างที่สุด เช่น การนำเงินไปซื้อยาเสพติดซึ่งเป็นภ้ยของสังคมอย่างยิ่ง จากเนื้อหาสรุปได้ว่าปิ๊กปิ๊กได้นำตัวอย่างนี้มาจากดอกแคซึ่งเป็นพี่เลี้ยงที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆโดยดอกแคได้สอนปิ๊กปิ๊กว่าการขโมยเป็นสิ่งที่ไม่ผิดและยังแสดงพฤติกรรมเป็นตัวอย่างอีกด้วย
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      PiM PiM
      Guest IP
      #45
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      พฤติกรรมที่ไม่อยากเจอ คือ การขโมยค่ะ เพราะมันทำให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเดือนร้อน บางทีของที่ถูกขโมย มันมีความหมายกับเจ้าของมากกว่าเรื่องมูลค่า ตัวเราเองนี่ก็เคยโดนขโมยของ แล้วกลับไปโดนพ่อแม่ว่าซ๊ำว่าไม่รู้จักรักษาของ มันแย่นะคะ ของหายเราก็รู้สึกไม่ดี มาเจอแบบนี้ยิ่งเสียใจใหญ่ คนที่ขโมยเพราะความสะใจ เค้าอาจจะดีใจที่ได้แบ่งความทุกข์ให้คนอื่น แต่พอถึงวันที่โดนจับได้ อยากให้รู้เลยว่าคุณจะอาย จะไม่มีใครไว้ใจอีกเลย จะหวังว่ามีคนมาให้อภัยคนทำผิดน่ะหรือ โลกสวยค่ะ ชีวิตจริงหลังจากนั้นถ้ามีคนในห้องของหาย ทุกสายตามันพุ่งมาที่คุณเลยแม้คุณจะไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้น อย่าขโมยเลยค่ะ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #46
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พฤติกรรมที่ไม่อยากเจอคือ การโดนคุกคามทางสื่อออนไลน์ค่ะ เพราะว่าในปัจจุบันมีเด็กหลายๆคนที่ไม่พร้อมที่จะได้รับคำวิจารณ์ที่แรงๆ จิตใจของเด็กบางคนอาจจะไม่เข้มแข็งพอที่จะได้รับคำวิจารณ์แรงๆของคนอื่นที่เขียนมาด่า มาว่าตัวเอง แบบแรงๆ เพราะคนที่มาเขียนก็จะเขียนไปด้วยความสนุกไม่ได้คำนึงถึงจิตใจของคนที่โดนวิจารณ์แรงๆว่าจะรู้สึกอย่างไร ในปัจจุบันเป็นโลกไร้พรมแดน ถ้าเราเขียนอะไรใน social media แล้วคนก็จะเห็นเยอะแล้วคนที่โดนคุกคามทางสื่อออนไลน์อาจจะเครียดจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง หรือเสียสติไปเลย เพราะฉะนั้นเราควรทั้งหยุดเล่น social media มากไป และหยุดวิจารณ์คนอื่นทาง social media แบบแรงๆได้แล้วนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      supisara-film
      Guest IP
      #47
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      พฤติกรรมที่ไม่อยากเจอ คือ ความรุนแรง เพราะความรุนแรงอาจก่อให้เกิดความเสียหายในด้านต่างๆ เช่น การก่ออาชญากรรมโดยใช้ความรุนแรง, การใช้อาวุธเพื่อทำร้าย เมื่อขาดสติ เราอาจเผลอไปทำร้ายคนรอบข้างและคนที่เรารัก
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #48
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

         ไม่อยากเจอในเรื่องของการอยากให้ลูกเป็นแบบที่พ่อแม่ต้องการค่ะ 

      ส่วนตัวแล้วไม่ได้เจอกับตัวเองหรอกค่ะ แต่มักเจอในเพื่อน ซึ่งเพื่อนคนที่เป็นแบบนี้มีอยู่สองคนค่ะ

      คนแรกชื่อย่อ ซ พ่อแม่รวย พ่อเป็นเจ้าของบริษัท มีบ้านหลายที่ แต่อยากให้ลูกสวย เรียนเก่ง ร้องเพลง เต้น เล่นดนตรี อยากให้ลูกเพอร์เฟ็กไปซะทุกเรื่อง ขนาดพี่ที่อยู่ ม.4 แล้วยังโดนตีด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่เลยค่ะ 

      ซ มักมาเล่าให้เราฟังอยู่บ่อยๆทั้งเรื่องแม่บังคับนู่นนี่นั่น แล้วก็เป็นเรื่องปกติ ที่เด็กวัยมัธยมจะมีแฟน แต่ก็ไม่ใช่คนใกล้ตัวนะคะ เป็นความรักบนโลกอินเทอร์เน็ตแล้วเราก็รู้จักแฟนของ ซ ค่ะ เขาเป็นคนดีนะคะ ปกป้อง ซ แล้วยอมทุกอย่างเพื่อ ซ พอแม่ ซ รู้ว่า ซ คบกับคนคนนี้ 

      ก็สั่งให้เลิกค่ะ เพราะอะไรก็ไม่ทราบ แต่ที่รู้ๆ แฟนของ ซ โดนด่ายับเลยค่ะ เขาโทรไปหาแฟน ซ โดยตรงเลยค่ะ แต่เรื่องของ ซ ยังเบากว่าเรื่องของอีกคนที่จะเล่าค่ะ

         ขอย่อว่าชื่อ ม นะคะ ม เป็นเด็กไม่ทันโลก เพิ่งมาเล่นเฟซตอน ม.2 ปลายปีที่แล้วเอง (สังเกตจากไทม์ไลน์แล้วภาษาที่คุยไม่ค่อยรู้เรื่องแต่พิมพ์ไทยเป๊ะค่ะไม่มีความเป็นสก๊อย) เหตุผลก็เพราะว่าพ่อให้เอาแต่เรียน เรียน เรียน เกรดไม่ได้ 3.8 ขึ้นไปคือเพิ่มการเรียนพิเศษค่ะ จ้างครูสอนพิเศษตัวต่อตัว   

      ขนาดคนสอนยังบอกว่ารู้สึกอึดอัดเลยค่ะ เป็นการสอนที่ตรึงเครียดมาก ม ก็ไม่ได้เรียนเเย่อะไรนะคะ ได้ลำดับไม่เกินที่ 3 ของห้องตลอด แต่พ่อก็พยายามยัดเหยียดนู่นนี่ ทั้งเรื่องเรียนและความสามารถพิเศษ อยากให้ลูกเล่นเครื่องดนตรีนี้ ดนตรีนู่น มากมายไปหมด ไม่มีความเป็นอิสระเลยค่ะ

         คอมก็คือแทบจะไม่ได้แตะ ม จะมาออนเฟซตอนกลางคืนตลอด ประมาณ ตี 1 หรือไม่ก็ เที่ยงคืนน่ะค่ะ อย่างแมงกระพรุนก็ไม่รู้จักเลย เราต้องคอยบอกตลอดเหมือนคุยกับเด็ก อนุบาล สงสารนะคะ เพราะคนที่โดนพ่อแม่กดดันมันไม่ใช่เล่นๆเลยค่ะ

      เสียใจ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #49
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ขโมยของค่ะ

      ตอนที่ดูละครเรื่องนี้บอกเลยว่าตัวละครปิ๊กปิ๊กนี่อ่านทางยากมาก ครอบครัวมีเงินแต่กลับชอบขโมยของคนอื่นแล้วบอกว่าไม่อยากได้ เข้าใจว่าเหตุอาจจะมาจากความอบอุ่นที่ไม่ได้ถูกเติมเต็มบวกกับพี่เลี้ยงที่ดูแลมาตลอด

      เรื่องขโมยของ บางคนดูเป็นเรื่องเล็กๆ นะคะอย่างในสังคมโรงเรียนจะเห็นบ่อยมากว่าแค่เอาของที่ขโมยไปมาคืนเพื่อน ตักเตือนนิดหน่อยก็ปล่อยไปเพราะคิดว่าปัญหามันเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วปัญหามันใหญ่มากแต่ทุกคนกลับมองข้าม จริงอยู่ที่ว่าของที่ขโมยไปอาจไม่มีคุณค่าทางราคาแต่กลับมีคุณค่าทางจิตใจ ส่วนตัวก็มีตุ๊กตาหมีอยู่ตัวหนึ่งราคาร้อยกว่าบาทแต่เรารักมันมาก คือคุณแม่ให้ไว้ในวันเกิดตอนที่เรานอนป่วยให้เลือดอยู่ที่โรงพยาบาล ของขวัญนั้นเป็นของขวัญชิ้นเดียวที่ได้มาเลยรักมันยิ่งกว่าอะไรดี ถ้าคิดว่ามันหายไปคงร้องไห้ไปหลายวัน 55555555

      และสุดท้ายก็ขอบคุณที่สร้่งสรรค์นิยายดีๆ และละครดีๆ ขึ้นมา มันทำให้เราเข้าใจสังคมขึ้นเยอะเลยแม้ว่าจะไม่เคยเจอ 5 เคสที่กล่าวมาก็ตาม 55555

      เยี่ยม

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      พลอย
      Guest IP
      #50
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      คิดว่า พฤติกรรมที่ไม่น่าพึงพอใจที่ไม่อยากเจอ น่าจะเป็น "เหอะเหอะพฤติกรรมไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง" เป็นพฤติกรรมที่น่ากลัวที่สุดของเด็กๆ เมื่อเด็กๆไม่เห็นคุณค่าในตัวเองแล้ว ผลที่ตามมาอาจจะเลวร้าย สภาพแวดล้อม มีผลทำให้ตัวเด็กเองเกิดความรู้สึกไม่รักตัวเอง โทษตัวเอง กดดัน เก็บกด หรือโทษคนอื่น ทุกอย่างล้วนมาจากจากไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง อาจจะเกิดจากการไม่ได้รับการเอาใส่ใจจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง หรือได้รับการเอาใจใส่ที่มากเกินไป อย่างไรก็ตามการรักการเอาใจใส่ของคนรอบข้างถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่สำคัญมากที่สุดก็น่าจะเป็นพ่อแม่ การดุด่าว่ากล่าว ตักเตือนเด็กในวันนี้ ต้องเข้าใจจิตใจของเด็กให้มากขึ้นพิจารณาเหตุผล+จิตใจของเด็กเพราะ เมื่อดุ เมื่อตี อาจจะทำให้เด็กคนนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต หรืออาจจะเป็นจอมโจรไปเลยก็ได้ จิตใจเด็กบอบบางจังเลยน้าาาา^^รักเลยรักเลย
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #51
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พฤติกกรมที่ไม่อยากเจอ คือ การขโมยคะ สาเหตุคงเพราะเคยเจอมากับตัวคะ พอดีเราเป็นนักเรียนด้วย เรื่องเงินเลยสำคัญสำหรับเรา วันนั้นเราเพิ่งถอนเงินมาใช้คะ ประมาณ 500 กว่าบาทได้ เเต่วันรุ่งขึ้นเหมือนมีความรู้สึกเเล้วล่ะคะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เเต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เลยวางกระเป๋าเงินทิ้งไว้ ขึ้นมาอีกที เงินทั้งกระเป๋าหายไปหมดเลย ซึ่งจับตัวขโมยไม่ได้ด้วย ตอนนั้นเศร้าเลยคะ จิตตกด้วย เพราะไม่มีเงินติดตัวเลย ขนาดเหรียญบาท เหรียญห้า ขโมยยังเอาไปหมดเลยคะ ยังดีที่มีเพื่อนช่วยให้ยืมเงินกลับบ้านได้ก่อน สำหรับเราคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองล่ะคะ คนที่เขาขโมยเขาก็ไม่รู้ว่าคนที่เขาโดนขโมยอ่ะ รู้สึกเป็นอย่างไง เขาจะเป็นอย่างไงต่อ อยากให้คนพวกนี้หมดจากสังคมเร็วๆคะ อยากให้คนที่เป็นขโมย มาบอกหรือพูดว่าตัวเองขโมยไปทำอะไรหรือทำไมเหตุผลที่ต้องขโมย บางคนทำเพราะจำเป็น บางคนทำเพราะติดเป็นนิสัย อยากให้มีชุมชนหรือกลุ่มบางกลุ่มมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ดีขึ้นคะ วาดภาพ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ตอตูนนิมนต์ยิ้ม
      Guest IP
      #52
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ปัญหาที่ไม่อยากเจอที่สุด สำหรับหนูก้อคงขอเลือก "การคุกคามทางสื่ออนไลน์" ค่ะสำหรับหนูหนูว่ามันใกล้ตัวมากมากจนลืมใส่ใจไปเลยค่ะ หนูเองก้อเป็นเด็กคนนึงที่ติดโซเชียลมากกกกกก เล่นโทรศัพท์ได้ทั้งวัน หนูเคยเห็นปัญหาแบบนี้เยอะมาก ทั้งจากคนรอบข้าง เพื่อน คนในครอบครัว อย่างกรณีของคนรู้จักหนูเป็นคนที่เล่นโซเชียลหนักมากกกก(มากถึงมากที่สุด)ตัวจริงนอกโซเชียลเป็นคนน่ารักนะค่ะ นิสัยดีรักเพื่อน เรียนเก่ง เป็นแบบอย่างเรียกว่าคล้ายๆเน็ตไอดอลเลยค่ะ แต่ยังไม่ดังขนาดนั้นเพราะอยู่แค่ในพื้นฐานโรงเรียนๆหนึ่งค่ะ เป็นคนดีมีนทั้งคนที่รักแล้วก้อคนที่เกลียดค่ะ เป็นแบบแย่างที่ดีมากแต่พลาดแค่ครั้งเดียวค่ะ คือรูปที่เจ้าตัวอ่ะค่ะกำลังจูบกับแฟน เจ้าตัวดันเผลอเอาไปลงค่ะ (เป็นการลงผิดพลาดค่ะเพราะตอนแรกจะลงรูปที่ตัวเองไปเที่ยวกับครอบครัว ) เท่านั้นแหละค่ะ จบเลยค่ะชีวิต ลงไปไม่ถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ แต่ก้อมีคนแคปไว้ทัน จบเลยค่ะ ทั้งตัวพ่อแม่ที่ผิดหวัง กระคอมเม้นท์ที่แรงมากจนหนูอ่านหนูยังชอ็อคเลยอ่ะค่ะ เช่น -ี..อแ..ล ทำตัวเป็นนางฟ้า ที่แท้ก้อแค่ก..ห-ี่...สาธารณะ นี่ยังเบาๆนะค่ะ จากนั้นคนนี้อ่ะค่ะ ก้อต้องปิดเฟส ย้ายโรงเรียนต้องเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลอ่ะค่ะ เพราะมีคนเอาชื่อนามสกุลไปลงสื่อค่ะ จากนั้นมาก้อกลายเป็นคนที่มีอาการเก็บกดมาก(เพราะพ่อแม่ดุด่าเยอะมาก)ไม่ค่อยพูด กลายเป็นคนขี้อิจฉาไปเลยค่ะ จนถึงทุกวันนี้อ่ะค่ะ ทำให้หนูคิดว่าเรื่องนี้มันใกล้ตัวมากๆจนคิดว่าหลายคนอาจลืมใส่ใจไปแล้วด้วยซ้ำ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      ธีรดา วงศ์การดี
      Guest IP
      #53
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      เหตุการณ์ที่เราไม่อยากพบเจอที่สุดคือ..การทำร้ายตนเอง เราเคยโกหก...ทั้งเขียนโกหก พูดโกหก เพื่อทำให้ดูเหมือนว่าเราไม่ผิด เช่น ความจริงเราด่าเพื่อนว่าแรดก่อน แล้วเพื่อนก็ด่าโต้ตอบกันไปมาจนเกิดเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราไปบอกกับคนที่อยู่ข้างเราคือ เขาเริ่มด่าทอเราก่อน เราเคยขโมย...ขโมยเงินคุณแม่ ขโมยของเล่นในร้านขายของชำ เราเคยขโมยของเพื่อนโดย พอลับตาเขา...เราก็หยิบของสิ่งนั้นที่เราต้องการไปซ้อนที่ที่ไม่คาดคิด พอเขาหาไม่เจอ เขาตัดใจ เราก็จะรอจนกว่าเขาจะไม่อยู่ตรงนั้น หรือรอจนข้ามวัน แล้วเราก็ไปเอามาเป็นของเรา เราเคยถูกคุกคามทางสื่ออินเตอร์เน็ท...เป็นสื่อคุกคามที่เรารู้สึกว่ามันปัญญาอ่อนที่สุด เราเคยโดนคนที่คุยทางแชทสุดฮิตว่าให้ไปซื้อบัตรเติมเงินจำนวน 300 บทให้ไม่งั้นเขาจะฆ่าแม่เรา (ซึ่งเราก็โกหกไปว่าบ้านเราอยู่ในป่าลึกป่าช้า ตามความคิดที่คิดได้ในสมัยไม่เกินเก้าขวบ) เราร้องไห้เกือบขาดใจเพราะเราเป็นหอบหืด ดีนะที่แม่เราเข้าบ้านมาเห็นเราก่อน จากนั้นโตขึ้นมาอีกหน่อย...เราก็โดนคุกคามมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้เราเริ่มเรียนรู้และไม่ให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป แม้มันอาจจะแฮกข้อมูลเราได้จริงก็ตาม สุดท้าย เราเคยใช้ความรุนแรง... เราทะเลาะกับเพื่อยผู้ชาย เราต่อยเขาเขาต่อยกลับ แล้วแรงผู้หญิงกับแรงผู้ชาย ตอนนั้นเจ็บมาก เจ็บจนเราต้านโทสะไม่ไหว เราหยิบเก้าอี้นักเรียนที่เป็นเก้าอี้ไม้ ทุ่มใส่เพื่อนผู้ชายคนนั้นเต็มแรง เราสะใจมาก เรารู็สึกว่าเราเป็นผู้ชนะ ทั้งๆ ที่เพื่อนผู้ชายนอนแน่นิ่ง น้ำสีแดงอำพันข้นเหนี่ยวไหลออกมาจากศรีษะเพื่อน เราไม่สนใจ ปล่อยเพื่อนนอนไปจนครูเข้ามาสอนพบเพื่อนนอนนิ่ง ลมหายใจเริ่มอ่อนลง จึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาล เราโดนทำทัณฑ์บนไว้ เพื่อนไม่คบ และปัญหาต่างๆ ก็รุมเร้าเข้ามาจนเราเริ่มจะเป็นนักเลง โรงเรียนไล่เราออกและพ่อแม่ก็ต่อว่าเรา แต่สุดท้ายก็ไม่ทิ้งเราและสอนเราให้รู้จักใจเย็น และอีกเรื่อง ตอนนั้นเราอ่อนไหวมาก มันอาจจะฟังธรรมดา แต่สำหรับเราตอนนั้นมันเจ็บปวดมาก แม่ด่าเราว่าประสาท (อ่านแล้วอย่าขำสิ! T^T) เป็นใครใครก็ไม่ชอบให้ถูกด่าจริงมั้ย...ถึงจะเป็นแม่เราก็ตาม ตอนนั้นเราเสียใจมาก เรากำผ้าห่มแล้วทึ่งมันจนขาด เป็นผ้าห่มผืนโปรดด้วย เราทั้งเสียใจและเสียดายจริงๆ และตอนนี้เรารู้สึกว่า ปัญหาที่ผ่านมานั้นมันจิบจ๊อยมาก มันเป็นเรื่องที่เรางี่เง่าที่สุด สุดๆ จนเราไม่คิดว่าเราจะงี่เง่าได้ขนาดนี้ ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง และยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำให้เราเติบโตมาจนถึงวันนี้ แต่เราไม่เคย ทำร้ายตัวเอง เหตุผลง่ายๆ เพราะเราเจ็บ ร่างกายนี้เป็นของเรา เลือดเนื้อนี้เป็นของเรา จิตนี้ก็เป็นของเรา เรามีความรู้สึก... แม้จะสาหัสแค่ไหน เราไม่เคยคิดทำร้ายตัวเราเอง ความเจ็บไม่ใช้เรื่องที่จะมาสะใจตัวเราเอง ถ้าคิดจะทำร้ายตัวเอง เราว่าอย่าทำให้ตัวเองทรมานเป็นเวลานานเลย นั้นคือสิ่งที่เราคิด (เราเคยคิดฆ่าตัวตายนะ แต่ความกลัวของเรามันสามารถหาข้ออ้างมาทำให้เราไม่กล้าตายอยู่ดี) สุดท้ายแล้วจริงๆ...เรามีเพื่อนที่ชอบทำร้ายตนเอง ทุกๆ สัปดาห์ที่มาเรียน เราจะเห็นรอยกรีดข้อมือของเพื่อนคนนั้น เราจะเห็นรอยกรีดขาเป็นรูปต่าง ที่ขาของเพื่อน เราเคยถามว่าทำไม เพื่อนเราบอก กายมันเป็นเจ็บหรอก เจ็บที่ใจสิ เจ็บยิ่งกว่า (เพื่อนคนนี้เขามีปัญหาทางครอบครัว) ตอนนั้นเพื่อนบอกเราก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเราเห็นเพื่อนกรีดแขนตัวเองกับตาเรารู้สึกได้ว่า เขาเจ็บแต่พยายามที่จะทำตัวเข้มแข็ง เพื่อนคนนี้กรีดแขนตัวเองทั้งน้ำตา กัดปากกัดฟัน กั้นไม่ให้มีเสียง พอเราจะเข้าไปแย่งหรือห้ามมันก็ยกคัตเตอร์ขึ้นมากัน พร้อมบอกว่า นี้มันเรื่องของเรา อย่ายุ่งเรื่องของเรา จนแม่และครูต้องพาไปโรงพยาบาลที่เกี่ยวกับจิต แต่ทุกวันนี้เขาไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับเราแล้ว เราจำภาพนั้นได้ดี เราไม่อยากเป็นอย่างนั้นและเราเชื่อว่าหลายๆ คนก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้นเช่นกัน อย่าทำร้ายตัวเอง เมื่อเวลามันผ่านเลยไป เราย้อนกลับแก้ไขมันไม่ได้ มีแต่จะฝังมันลงไปให้ลึกสุดห้วงความทรงจำจนในที่สุดก็ลืมมันไป แต่เมื่อมีสิ่งมากระทบความทรงจำนั้น มันจะย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจของเรา และมันจะเจ็บมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ขอฝากไว้เป็นข้อคิดของใครหลายๆ คน ทำอะไรลงไป ถึงคนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเราเองรู้ ท่องไว้นะคะ
      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #54
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      ถ้าให้เลือกระหว่างพฤติกรรม 5 อย่างนี้ ของเลือก การทำร้ายร่างกายตัวเอง คะ

      เพราะดูจากในเรื่องวัยแสบสาแหรกขาด และในชีวิตจริงแล้ว การทำร้ายร่างกายตัวเองมีสิทธิ์ที่จะฆ่าตัวตายได้มากที่สุด เพราะ ปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในตัวเด็กหรือผู้ใหญ่อาจจะเป็นปัญหาเล็กๆ หรือ ปัญหาใหญ่ๆ แล้วแต่กรณี เมื่อเกิดอาการเก็บกดแล้วก็จะนำมาทำร้ายตัวเอง เพื่อระบายความเจ็บปวดนั้น  ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็จะไม่มีทางรู้ว่า เด็กหรือผู้ใหญ่คนนี้กำลังประสบปัญหาอยู่ นอกเสียจากว่า จะแสดงอาการก้าวร้าวออกมาเท่านั้น จึงมีอาการน่าเป็นห่วงมากที่สุดในพฤติกรรม 5 อย่างนี้ และเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นมากที่สุด เพราะชีวิตหนึ่งชีวิตต้องรักษาให้ดี เกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ชีวิตนั้นมีคุณค่า ดิฉันจึงคิดว่า การทำร้ายตัวเองนั้นเป็นสิ่งไม่น่าพบเจอมากที่สุดค่ะ 

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #55
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พฤติกรรมไหนที่ไม่อยากเจอ คือ พฤติกรรมการโดนคุกคามทางสื่อออนไลน์

      เหตุผล เพราะ ในสังคมปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะวัยไหนอายุเท่าไหร่มากน้อยเพียงใดก็ล้วนแล้วแต่เล่นสื่อออนไลน์กันแทบทุกคน ไม่ว่าจะ ทำกิจกรรมอะไรก็มักจะมีโทรศัพท์ติดมือไปด้วยเสมอ ก้มหน้ามองโทรศัพท์กันแบบมิได้นัดหมาย จนเกิดพฤติกรรมที่เคยชิน และ ชินตาต่อผู้คนภายนอกไปโดยปริยาย และมักจะทำกิจกรรมนั้นๆพร้อมโพสแชร์โลเคชั่น ว่าทำอะไร ที่ไหน บนสื่อออนไลน์ให้ทางโลกออนไลน์ได้รับรู้เพียงแค่ปุ่มไลค์เล็กๆหรือการแสดงความคิดเห็นเพียงเล็กน้อย คนไหนมาแสดงความคิดเห็นไม่ตรงตา ก็เกิดพฤติกรรมแคร์ความคิดเห็นคนอื่นจนมากเกินไป ทำให้วิตกกังวล และ เสียสุขภาพจิต และสุขภาพกายไปด้วย ทั้งๆที่โลกใบนั้นมีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักปะปนอยู่ ทำให้อาจจะเกิดอันตรายต่อตนเองและบุคคลรอบข้างที่สำคัญได้โดยไม่รู้ตัว 

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #56
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      พฤติกรรมที่ไม่อยากเจอมากที่สุด... ส่วนตัวคิดว่าเป็น Rage หรือความรุนแรงค่ะ    

      เพราะโดยส่วนใหญ่พฤติกรรมมักมาจากครอบครัวหรือการเลียนแบบคนใกล้ตัว ซึ่งพฤติกรรมนี้เวลาที่สติหลุด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มันคือช่วงเผลอ  ซึ่งเผลอทำร้ายได้ทั้งคนอื่นและตัวเอง... และเป็นการเผลอที่ทำให้เจ้าตัวเสียใจทีหลังได้อย่างมหาศาลเลย

      (พฤติกรรมอื่นก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันค่ะ  เช่น อย่าง DSH แต่ก็ยังเป็นการลงกับตัวเอง เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้อยากให้ใครเดือดร้อน และเก็บปัญหาเหล่านั้นไว้กับแค่ตัวเขา... น่าเห็นใจมากๆ แต่อย่างน้อยเขาก็มีความยับยั้งบางอย่างในใจอยู่)

      แต่กับความรุนแรงแล้ว  เมื่อทำมากเข้าจนติดเป็นนิสัยจะปรับพฤติกรรมยากค่ะ  อาจต้องปรับความคิดด้วย  ความรุนแรงยังเป็นปัญหาที่เยอะมาก ชัดมาก  และทำให้คนทั่วไปเดือดร้อนมากที่สุด  เพราะถ้าไม่ได้รับความใส่ใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง  จะยากต่อการควบคุมสติเวลามีเรื่องมากระทบอารมณ์เขาค่ะ  ถ้าหากปรับตัวไม่ได้เขาจะหาความสุขในชีวิตได้ยากมาก  

      ที่สำคัญคือ เมื่อมีอะไรมากระทบอารมณ์ แล้วทนไม่ได้  อาจทำให้กลายเป็นคนฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น  พูดจาเสียงดังเกรี้ยวกราด  ซึ่งการใช้อารมณ์นำชีวิตมากๆเข้า มันไม่ช่วยแก้ปัญหาชีวิตเลยค่ะ  กลับทำให้ชีวิตติดลบยิ่งไปอีก....  เลยคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าจะได้รับความสนใจมาก เห็นได้ชัด แก็เลยเลือกไม่อยากพบเจอพฤติกรรมความรุนแรงค่ะ.

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #57
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      " โรคซึมเศร้า " เพราะว่าแฟนเราเป็นอยู่คะ

      บอกก่อนนะคะว่าตอนนี้เราอายุ21ปี แฟนเราอายุ23ปีคะ หลายๆคนอาจจะไม่มีอาการเหมือนแฟนเรานะคะ

      แฟนเราจะสภาวะจิตใจต่ำมาก มองทุกอย่างในแง่ลบ และมองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง คิดว่าทุกๆคนไม่รัก ไม่มีใครเข้าใจในตัวเขา ตัวเขาเองเป็นจุดด้อยในสายตาทุกๆคน กว่าอาการของแฟนเราจะออกว่าเป็นหนักๆก็เข้าไปปีที่2แล้วคะ วันนั้นเขาเสียใจหนักมากถึงขั้นน็อคกลางอากาศ พอฟื้นตัวมาก็พูดไม่ได้ คุยไม่ได้ จำเหตุการณ์ก่อหน้าที่เกิดขึ้นไม่ได้ คือลืมช่วงเวลาที่เสียใจหมดเลยคะ น็อคกลางอากาศไป2ครั้ง ห่างกัน5วัน โดยครั้งที่สองหนักมากคะ นอกจากจะพูดไม่ได้ ลืมเหตุการณ์ต่างๆ ยังเหมอลอยและค่อยจะหลับตลอดเวลา จนถึงขั้นต้องส่งโรงพยาบาลเลยคะ ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า เขาเป็นโรคซึมเศร้า 

      ตอนนี้ยังไม่หายคะ รักษาตัวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี58 ต้องหาหมอและรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก เลยต้องทำให้เปลี่ยนที่รักษา ตอนนี้ไม่ได้ทานยาอาการก็แย่ลงบ้าง เพราะเวลาเสียใจจะเหมือนคนไม่มีสติ ไม่ฟังเหตุผล แล้วจะเสียใจแบบหนักๆเลยคะ

      ขอเป็นกำลังใจให้คนที่ป่วยหรือคนที่ดูแลคนป่วยนะคะ

      เราต้องมีกำลังใจในทุกๆวัน พระอาทิตย์พรุ่งนี้สดใสเสมอคะยิ้ม

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #58
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

      เป็นละครที่ดีมากค่ะ แต่กระแสไม่ค่อยมาม่กเท่าละครตบตีแย่งชิง ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้เขียนบท ผู้สร้าง และนักแสดงนะคะ ขอให้ทำละครดีๆแบบนี้ออกมาอีก

      ส่วนพฤติกรรมที่ไม่อยากเจอก็คงเป็นพฤติกรรม "Rage/ความรุนแรง" เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวในทุกๆครอบครัว ตัวเราเอง โชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี เลยทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว เพียงแต่ว่าไม่อยากให้มีการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นไม่ว่าจะครอบครัวไหนๆ จะทำให้สุขภาพกายไม่ดีและส่งต่อไปยังสุขภาพจิตด้วย

      ปล.รอลุ้นหนังสือนะคะ

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #59
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้

              สำหรับเราก็ขอเลือกเลือกติดโซเซียลและกัน รู้สึกว่าเด็กสมัยนี้จะติดกันมาเหลือเกิน เหมือนกับว่ามันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่ไม่สามารถตัดหรือห่างได้ ก็อาจจะเป็นเพราะพ่อแม่ด้วยแหละมั้งที่ทำให้ลูกเห็น ลูกเลยทำตาม แต่ว่าผู้ใหญ่มีการคิดและใตร่ตรองมากกว่าเด็กผู้ซึ่งยังไม่เคยผ่านประสบการณ์มามากมาย และอีกอย่างคือพ่อแม่บางคนหรือผู้ปกครองบางคนไม่มีเวลาเลี้ยงลูกจึงปล่อยให้ลูกอยู่กับสื่อออนไลน์มากเกินไป แต่เมื่อผู้ปกครองมีเวลาแล้วก็ควรพาลูกไปทำกิจกรรมบ้าง ใช้เวลากับครอบครัวบ้าง น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้เด็กลดและเลิกติดกับสังคมออนไลน์ได้ 

      ขอบคุณคะ ><

      ตอบกลับ
    • ถูกลบเนื่องจาก:
      IP
      #60
      ยอดถูกใจสูงสุด เลือกโดยทีมงาน เลือกโดย จขกท. ปักหมุดความเห็นนี้
      ทุกพฤติกรรมที่ให้เลือกล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเจอ เเต่หากให้ต้องเลือก ก็ขอเลือก การทำร้ายตัวเอง คือสิ่งที่ไม่อยากเจอที่สุด หากเรามองให้ลึกลงไป พฤติกกรมการทำร้ายตัวเอง ล้วนเกิดจากบาดเเผลในจิตใจที่มิอาจระบายให้ผู้ใดรับฟังได้ มีเพียงเเต่เจ้าของจิตใจที่รับรู้ได้เท่านั้น เเละหากมองลึกลงไปในจิตใจนั้น จะรับรู้ได้ถึงความทรมานเเละความเสียใจที่มิอาจเปล่งเสียงออกมาได้ หากใครได้เคยรับรู้ถึงความเก็บกดหรือความเหงาจะรู้ว่ามันทรมานเพียงใด ไม่มีใครให้ระบาย... ไม่มีใครเห็นใจ... ไม่มีใครเหลียวเเล... มันช่างเป็นความทุกข์ที่น่าเศร้าเเละเเสนทรมาน ต่อให้จะกรีดมีดลงบนผิวหนังของตนเองมากเท่าไหร่ ความทรมานนั้นก็มิอาจจะเลือนหายไป ซ้ำยังทิ้งรอยเเผลไว้บนร่างกายให้ยิ่งทรมาน สุดท้ายทั้งหมดที่ทำลงไปก็ไม่อาจช่วยอะไรให้ดีขึ้น สิ่งที่เหลืออยู่คงมีเพียงความทุกข์ที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลา หากไม่เเก้ไข วันหนึ่ง ความทุกข์นั้นก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนเเปลงที่ทำให้ในห้องนั้นมีเเต่รอยเลือดพร้อมกับมีดที่ทิ้งไว้กับพื้นดูต่างหน้า...
      ตอบกลับ
  • ความคิดเห็นที่ 61 - 71

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?