10 เหตุผลทำไมเราถึงไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไป! []

ทำไมเราถึงไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไป
4,941 7


10 เหตุผล
ทำไมเราถึงไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไป!



สวัสดีน้องๆ นักอ่านชาวเด็กดีทุกคนนะคะ สำหรับบทความในวันนี้ พี่นัทตี้ก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุผลที่เราไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไปมาฝากกัน ซึ่งคิดว่าน้องๆ หลายคนคงจะเคยอ่านต้นฉบับของเทพนิยายหลายเรื่องกันมาบ้างแล้ว อาทิ หนูน้อยหมวกแดง, นางเงือกน้อย และอีกหลายต่อหลายเรื่อง โดยต้นฉบับกับในเทพนิยายที่เราเคยดูกันมานั้น ยังมีบางจุดที่แตกต่างจากความเป็นจริงอยู่ ซึ่งเว็บไซต์ Brightly ได้ทำการวิเคราะห์เหตุผลที่น่าสนใจว่าทำไมเราถึงไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไป


 
10 เหตุผลทำไมเราถึงไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไป!

ถ้าคุณอยากให้ลูกของคุณฉลาด
จงอ่านเทพนิยายให้พวกเขาฟัง
แต่ถ้าคุณอยากให้พวกเขาฉลาดมากกว่านั้น
จงอ่านเทพนิยายที่มากกว่านั้นให้กับพวกเขา
                                             
Albert Einstein.

 
เมื่อพูดถึงเทพนิยายแนวเพ้อฝัน น้องๆ หลายคนอาจจะจินตนาการกันถึงภาพยนตร์อนิเมชันคลาสสิกของค่ายดิสนีย์ ซึ่งถูกทำออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างน้องๆ เยาวชนทุกคน แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังของเทพนิยายเหล่านั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นกันในภาพยนตร์สักทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเทพนิยายของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน หรือแม้แต่ออสการ์ ไวด์ เองก็ตาม


 

เหตุผลข้อแรก : เพื่อเป็นบทเรียนที่ดีของชีวิต


จากประโยคหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ The Princess Bride ที่ว่า “ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่ฉันเข้าใจจะมีความหมายเหมือนสิ่งที่คุณคิด” ซึ่งเราได้บทเรียนไปหลายอย่างมากจากการพบข้อแตกต่างระหว่างเทพนิยายต้นฉบับกับเทพนิยายเพ้อฝัน ยกตัวอย่างเช่น ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ไม่ได้เขียนเรื่อง นางเงือกน้อย เพื่อสอนวิธีการจับเจ้าชายให้กับสาวๆ แต่ฮันส์เขียนขึ้นมาเพื่อต้องการที่จะย้ำเตือนให้เราเข้าใจถึงผลของการตัดสินใจที่ล้วนมีผลกระทบตามมาเสมอ เหมือนอย่างที่ ฟรีดริช ชิลเลอร์ กวีท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า ความหมายลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ในเทพนิยายแต่ละเรื่องได้สอนให้เราระลึกถึงความเป็นจริงในวัยเด็ก มากกว่าจะระลึกถึงความเป็นจริงที่สอนเราอยู่ทุกวันนี้


 

เหตุผลข้อที่สอง : เพื่อความหวัง


เทพนิยายส่วนใหญ่มักจะสอนให้คนอ่านอย่างเรารู้จักกับคำว่า “ความหวัง” ความหวังอยากจะได้มาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า, ความหวังในการเอาชนะสิ่งชั่วร้าย และความหวังที่จะเอาชนะเหล่าศัตรูทั้งหลาย โดย จี.เค.เชสเตอร์ตัน นักปรัชญาท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า เทพนิยายไม่ได้สอนให้เราตามหามังกร แต่เทพนิยายสอนให้เราฆ่ามังกรต่างหาก ซึ่งพี่นัทตี้คิดว่าเป็นเหตุผลที่ดี เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถผูกมิตรกับมังกรได้ ถ้าเราต้องเผชิญหน้ากับมังกรจริงๆ เราก็ต้องห่วงชีวิตของตัวเองมากกว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว เหมือนเป็นการเตือนสติให้เราหันกลับมามองภาพของปัจจุบันดีกว่านั่งเพ้อฝันถึงสิ่งที่สวยงามตลอดเวลา


 

เหตุผลข้อที่สาม : เป็นการแชร์ประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน


ทันทีที่พวกเรารู้ถึงความแตกต่างระหว่างเทพนิยายต้นฉบับกับเทพนิยายที่เราเคยดูกันมา มันก็เปรียบเสมือนการร่วมแชร์ แลกเปลี่ยน จนกลายเป็นการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ของเรื่องๆ หนึ่งไปพร้อมกัน โดยในมุมมองของนักการศึกษาถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์เป็นอย่างมาก แถมการที่เรารู้เบื้องลึกเบื้องหลังได้ทำให้เราเกิดความร่ำรวยทางความรู้และประสบการณ์ ยกตัวอย่างเช่น มีเด็กคนหนึ่งได้ทำการอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า Storybound ด้วยความสนุกสนานและเพลิดเพลิน ซึ่งทางผู้ศึกษาได้มีการเก็บข้อมูลจากเด็กคนดังกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า สิ่งที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้คืออะไร และคำว่าเทพนิยายในความหมายของเธอคืออะไร


 

เหตุผลข้อที่สี่ : เพื่อหาคำตอบของความเป็นไปได้


เทพนิยายได้อธิบายให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปได้ในโลกใบนี้ เพราะสิ่งที่หลอมรวมอยู่ในเทพนิยายนั้นมีตั้งแต่เรื่องของเทพธิดานางฟ้า, เวทมนตร์, ยักษ์ หรือแม้แต่โทรลล์เองก็ตาม แต่เมื่อมองกลับมาบนโลกแห่งความเป็นจริง หลายสิ่งหลายอย่างเหล่านี้ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นไปได้กับสังคมมนุษย์ธรรมดาๆ ของเราอย่างทุกวันนี้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่เรารู้จักกับเทพนิยายเหล่านั้นมันก็มีข้อดีอยู่ คือการทำให้เราหันกลับมามองโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคมทุกวันนี้ มีสิ่งไหนที่จริงหรือพอจะเป็นไปได้อยู่บ้าง และถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าเรื่องราวในเทพนิยายต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นความจริง แต่ยังไงเราก็ยังคงเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ของสิ่งเหล่านั้นอยู่วันยังค่ำ


 

เหตุผลข้อที่ห้า : เพื่อทำให้เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม


เทพนิยายเพ้อฝันนั้นถือว่าเป็นคนละประเภทกับอาหรับราตรี, เทพปกรณัมนอร์ส หรือตำนานพื้นบ้านของประเทศต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการแนะนำให้คนอ่านได้รู้จักกับวัฒนธรรม, ประเพณี และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่นั้นโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าบางเรื่องนั้นจะมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันอยู่พอสมควร ยกตัวอย่างเช่น  Lon Po Po กับหนูน้อยหมวกแดง แต่ด้วยจุดประสงค์ของผู้แต่งที่ต้องการสื่อสารออกมาในสิ่งที่แตกต่างกัน รวมถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องนั้นไม่ได้เหมือนกันสักทีเดียว เลยทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่างรวมถึงคุณค่าของวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี


 

เหตุผลข้อที่หก : เพราะเทพนิยายเพ้อฝันถูกจัดอยู่ในหมวดเรื่องสั้น


การใช้เวลาสำหรับการอ่านเทพนิยายส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาไม่นาน ด้วยความหนาบวกกับการดึงดูดความสนใจโดยเนื้อหาได้ทำให้คนอ่านสัมผัสได้ถึงความน่าสนใจและความน่าตื่นเต้น เลยทำให้นักอ่านส่วนใหญ่ยกย่องเรื่องสั้นแนวนี้มากเสียจนเกินความพอดี แถมยังให้ความสนใจมากกว่ากวีนิพนธ์หรือเรื่องแนวอื่นที่มีประโยชน์มากกว่าเสียอีก


 

เหตุผลข้อที่เจ็ด : มีความน่ากลัวแอบแฝงอยู่ในเนื้อหาที่ปลอดภัย


ถึงแม้ว่าเทพนิยายเพ้อฝันจะสอนวิธีการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้กับเรา แต่เมื่อหันกลับมามองภาพแห่งความเป็นจริงในฐานะคนอ่านแล้ว เราทุกคนกลับไม่ได้มีประสบการณ์ในการรับมือมากถึงขนาดนั้น สิ่งที่เราทำได้มีเพียงอย่างเดียวคือการมองภาพปฏิกิริยาของตัวละครก่อนที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ของพวกเขา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอ้างอิงกับความเป็นจริงด้วยนะ ถึงจะดีที่สุด!


 

เหตุผลข้อที่แปด : เพราะโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเหมือนโลกในเทพนิยาย


เพราะชีวิตนั้นคือชีวิต เทพนิยายหลายเรื่องไม่ได้มีจุดจบที่แสนสุข แถมยังตลบหลังเราด้วยเรื่องราวอันเลวร้าย ทำร้ายจิตใจของคนอ่าน การอ่านเทพนิยายแนวนี้ให้ได้ผลดีที่สุดก็คือการอ่านไปพร้อมๆ กับการวิเคราะห์ เหมือนอย่างนักเขียนคนดัง ซี.เอส. ลิวอิส ที่เชื่อว่า บางครั้งเทพนิยายก็ได้สอนให้เรารู้จักพูดในสิ่งที่ควรจะพูด ไม่เชื่อน้องๆ ทุกคนลองไปหาหนังสือสักเล่มมาอ่านกันดู อ่านจบแล้วลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า มันใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ในโลกของเราทุกวันนี้จริงๆ ใช่ไหม?


 

เหตุผลข้อที่เก้า : เทพนิยายเพ้อฝันเป็นประตูสู่ความแฟนตาซี


เทพนิยายเป็นประตูที่ทำให้นักอ่านทุกคนได้รู้จักกับโลกของแฟนตาซี ซึ่งความจริงแล้วนักเขียนแนวแฟนตาซีหลายคนต่างรักเทพนิยายเพ้อฝันประเภทนี้เอามากๆ ยกตัวอย่างเช่น ซี.เอส. ลิวอิส และ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ที่เชื่อว่าการที่นักอ่านคนหนึ่งอ่านหนังสือแนวเทพนิยายมากกว่าคนอื่นจะทำให้เขาเข้าใจโลกของแฟนตาซีได้ดีกว่าคนอื่น ในเรื่องของจินตนาการ, ทักษะเหตุและผล รวมถึงความตื่นเต้นและสนุกสนาน


 

เหตุผลข้อที่สิบ : เพราะแท้จริงแล้วเจ้าหญิงนั้นไม่มีเครื่องแต่งกาย


สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคำจำกัดความของคำว่าเทพนิยายก็คือ ดิสนีย์ไม่ได้เป็นเทพนิยายที่สมบูรณ์แบบที่แท้จริง หรือต่อให้เป็นเทพนิยายที่สุดยอดขนาดไหน แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกขัดใจ ลองหยุดพักแล้วหันมาตั้งคำถามกับตัวเองดูว่าถ้าสมมุติเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกับชีวิตหรือคนรอบข้างของเราอยู่ในขณะนี้ เราจะมีเวลามานั่งแต่งชุดเดรสสีชมพู แต่งหน้าทำผมสวยๆ ใส่เครื่องประดับสักชิ้นก่อนไปช่วยชีวิตคนเหล่านั้นจริงๆ หรอ? ไม่ต้องถึงขนาดเทพนิยายก็ได้ เอาง่ายๆ เลย ลองยกตัวอย่างละครสักเรื่องหนึ่งก็ได้ พี่นัทตี้เชื่อว่าน้องๆ คงจะเคยเห็นฉากที่เวลานางเอกนอนหลับหน้ายังเด้ง ขนตายังสะพรึง สีลิปสติกยังเป๊ะอยู่ แต่ถ้าตัดภาพกลับมามองกันที่ความจริง หน้าเราอาจจะซีดเป็นไก่ต้ม สิวอาจจะขึ้น หรือหน้าอาจจะบวมอืดไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นพี่นัทตี้คิดว่าเทพนิยายเพ้อฝันต่างๆ ไม่ได้สะท้อนภาพของความจริงเสมอไป เหมือนสะท้อนภาพของความสมบูรณ์แบบ บนโลกที่มีแต่ความไม่สมบูรณ์แบบเสียมากกว่า


 
และทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนบุคคล ที่แอบจะตรงกับความเป็นจริงอยู่ในมุมมองของพี่นัทตี้ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์หรืออาจจะสะกิดต่อมความจริงของน้องๆ คนไหนขึ้นมาก็ได้ เอาเป็นว่าน้องๆ อ่านแล้วคิดเห็นยังไงสามารถมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันที่กล่องคอมเมนต์ด้านล่างได้ ซึ่งพี่นัทตี้ไม่ได้กำลังจะบอกว่าการอ่านหรือดูเทพนิยายเหล่านี้มันเป็นเรื่องไม่ดีหรืออะไร เพียงแค่อยากจะสะท้อนมุมมองของสังคมปัจจุบันนี้ให้ได้เข้าใจกันว่ามันมีความแตกต่างกันตรงไหนยังไง ซึ่งพี่มองว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย ดังนั้นหวังว่าน้องๆ คงจะสนุกกับการอ่านบทความนี้กันนะจ๊ะ เอาไว้คราวหน้าพี่นัทตี้จะสรรหาบทความที่น่าสนใจมาฝากกันอีก ยังไงก็ฝากน้องๆ ทุกคนช่วยติดตามและเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะ :)


 
พี่นัทตี้ 

 
10 เหตุผลทำไมเราถึงไม่ควรอ่านเทพนิยายเพ้อฝันมากจนเกินไป!
#นิยาย #นักเขียน #เทพนิยาย #หนังสือ

บทความที่นิยมอ่านต่อ

ยอดถูกใจสูงสุด

5 ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป