​9 เรื่องน่ารู้ การสืบสวนคดีของชาวอียิปต์เมื่อสามพันปีก่อน! []

วิว

9 เรื่องน่ารู้ การสืบสวนคดีของชาวอียิปต์เมื่อสามพันปีก่อน!   
 
สวัสดีค่ะ ชาวนักเขียนนักอ่านเด็กดีทุกคน สำหรับใครที่ชื่นชอบประเทศอียิปต์ สนใจอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ และชอบเรื่องสืบสวนสอบสวน เชื่อว่าจะต้องชอบบทความที่แอดมินนำมาฝากกันวันนี้แน่ๆ หัวข้อก็ตามที่พาดไว้ด้านบนเลยค่ะ อยากชวนทุกคนมาอ่านเรื่องการสืบสวนคดีฆาตกรรมในอียิปต์ยุคโบราณกัน 
 
ปัจจุบัน มีเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ทำให้การสืบสวนกลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ยากเย็นอย่างเดียว นักสืบทุกวันนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลของคนร้ายได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก ด้วยอุปกรณ์นานาชนิด แต่ในสมัยก่อน ที่ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอะไรเลย การสืบสวนก็ย่อมจะซับซ้อนไปอีกแบบ แต่มนุษย์ไม่ว่ายุคไหนๆ เมื่อมีมันสมองแล้ว ย่อมจะหาวิธีแปลกๆ ใหม่ๆ ได้เสมอ และในบทความนี้ เรารวบรวมเรื่องราวการสืบสวนคดีของชาวอียิปต์ในอดีตมาให้อ่านกันค่ะ  
 
​9 เรื่องน่ารู้ การสืบสวนคดีของชาวอียิปต์เมื่อสามพันปีก่อน!
ชาวอียิปต์ฝึกลิงไว้สู้กับขโมย
 
ฝึกลิงไว้จู่โจมขโมย 
คนอียิปต์เองก็ถือคติ “กันไว้ดีกว่าแก้” เหมือนกัน เพราะงั้น ตำรวจอียิปต์จึงต้องจับตาดูประชาชนให้อยู่ในความสงบ โดยเฉพาะที่หลุมศพและสุสาน ที่มักจะมีคดีเกิดขึ้นมากที่สุด ซึ่งหลายๆ ครั้ง ตำรวจเองก็ไม่ทันหัวขโมยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น จึงมีการฝึกฝนลิงแสนรู้ เพื่อให้พุ่งเข้าจู่โจมขโมยแทนตัวเอง ลิงพวกนี้ไม่ใช่ลิงธรรมดาแต่ดุดันและโหดพอสมควร ภาพวาดภาพหนึ่งที่สืบทอดมาจากอดีต แสดงให้เห็นถึงภาพหัวขโมยในตลาด พยายามจะวิ่งหนีแต่ก็โดนลิงกัดเข้าให้ที่ขา และลากเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้   
 
ถ้าหาคนผิดไม่เจอ คนใกล้ตัวโดนหมด
เมื่อรามเสสที่สามถูกฆาตกรรม ตำรวจไม่ได้แค่จับตัวผู้ต้องสงสัย แต่ยังรวบตัวคนใช้ทั้งหมดด้วย มีทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ มากมาย และเมื่อไม่รู้ชัดเจนว่าทฤษฎีที่แท้จริงคืออะไร สุดท้ายแล้ว บรรดาผู้คนที่ใกล้ชิดก็โดนทำโทษร่วมกันหมด นั่นคือตัดหูเสีย เพราะจับตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้ และไม่มีใครยอมสารภาพอะไรที่เป็นประโยชน์ สำหรับชาวอียิปต์ในอดีตนั้น ถ้าหากใครรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับคดีแล้วไม่ยอมแจ้งความ คนคนนั้นจะรับโทษหนัก ในฐานะผู้มีส่วนทำให้เกิดคดีขึ้น ได้มีหลักฐานว่า คนรับใช้คนหนึ่ง มารายงานกับตำรวจว่า แอบได้ยินเจ้านายหารือกับเพื่อนเรื่องจะปล้นสุสาน ตัวเขาบอกว่ารีบมาบอกตำรวจเพราะเกรงว่าจะได้รับความผิด 
 
อียิปต์มีนักสืบลงพื้นที่ด้วย
ส่วนใหญ่คดีที่เกิดขึ้นมากที่สุดก็คือทะเลาะวิวาท แต่ถ้าเมื่อไหร่มันกลายเป็นคดีใหญ่ ก็จะมีการส่งนักสืบไปลงพื้นที่เพื่อค้นหาความจริง นักสืบจะตามล่าหาพยาน สืบสวนตรวจสอบสถานที่ และสร้างทฤษฎีหรือสมมติฐานขึ้นมา รวมถึงร่างรายละเอียดทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบกับคดีที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เผื่อว่าอาจเป็นฆาตกรคนเดียวกัน ในยุคของรามเสสที่สี่ ได้มีการปล้นเกิดขึ้น ทีมสืบสวนลงพื้นที่และพบอุโมงค์ที่ถูกขุดสำหรับการปล้น พวกเขาปะติดปะต่อตัวหัวขโมยจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่โจรนำมาใช้ สืบไปจนรู้ว่าใครกันที่มีความรู้เรื่องการขุดเหมืองและน่าจะมีความเกี่ยวข้อง สุดท้ายก็หาตัวคนร้ายจนเจอในที่สุด 
 
​9 เรื่องน่ารู้ การสืบสวนคดีของชาวอียิปต์เมื่อสามพันปีก่อน!
ซ้อมจนกว่าจะพูดความจริง (ที่เจ้าหน้าที่ต้องการฟัง)
 
ผู้ต้องสงสัยหรือพยานจะโดนซ้อมจนกว่าจะพูดความจริง 
อ่านข้อนี้แล้วนึกถึงตำรวจไทยอย่างไรชอบกล แต่เมื่อใดที่ต้องการคำตอบ นักสืบหรือตำรวจนั่นแหละ มักไม่เล่นบทอ่อนหวาน แต่หลายครั้งก็ทำตัวไร้เหตุผล และใช้กำลังเข้าร่วม จนกว่าจะได้คำสารภาพที่ต้องการ ทั้งพยานและผู้ต้องสงสัยมีสิทธิ์โดนซ้อม ทรมาน อย่างโหดร้าย จนกว่าจะยอมพูดสิ่งที่รู้ ส่วนใหญ่จะถูกจับมัด แล้วทุบที่มือหรือเท้าจนกว่าจะยอมพูด ถ้าคำพูดที่ได้มาฟังไม่เข้าท่าหรือไม่มีประโยชน์ ก็จะโดนทำร้ายต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเจ้าหน้าที่จะพอใจนั่นแหละ การทรมานถึงจะจบลง ไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาใช้วิธีนี้กับพยานด้วย ทั้งที่พยานเองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ก็จะโดนซ้อมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยอมพูดสิ่งที่เห็น จะว่าไปแล้ว วิธีนี้ป่าเถื่อนพอสมควรเลยนะคะ 
 
คำสารภาพจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับหลักฐานในที่เกิดเหตุ 
แม้ว่าเรื่องการซ้อมเพื่อให้พูดความจริงออกจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเจ้าหน้าที่เองรู้นะว่า คำสารภาพที่ได้จากการทุบตีนี้อาจบิดเบือนความจริง (สงสัยว่ารู้แล้วจะทำทำไม) เพราะงั้น พวกเขาจึงต้องตรวจสอบคำสารภาพที่ได้มาอย่างละเอียด เพราะไม่แน่ใจว่า คนโดนซ้อมแค่พูดเพื่อให้พ้นจากการลงโทษเร็วๆ หรือเปล่า นักสืบจึงต้องนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับหลักฐานในที่เกิดเหตุอยู่เสมอ หรือถ้าผู้ต้องสงสัยมาเป็นกลุ่ม ก็จะโดนแยกออกจากกันก่อน แล้วค่อยสอบสวนทีละคน จากนั้นก็นำรายละเอียดมาปะติดปะต่อกัน ในคดีหนึ่ง คนร้ายที่รับสารภาพว่าเป็นคนปล้นสุสาน ถูกเอาผ้าคาดตาไว้ และนำไปยังสุสานที่เกิดเหตุ แล้วให้แสดงการปล้นให้ดูทั้งๆ ผูกตาไว้แบบนั้น
 
พยานต้องสาบานด้วยว่าถ้าโกหกจะโดนอะไร  
อันนี้อาจจะดูเป็นความเชื่อ แต่เจ้าหน้าที่ก็จะให้พยานพูดไว้ก่อนว่าถ้าโกหกจะโดนอะไรบ้าง แล้วยึดเอาคำพูดนั้นไว้ เช่น ถ้าโกหกจะถูกตัดจมูกและหู หรือไม่ก็โดนตัดชิ้นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เมื่อขึ้นศาล พยานเหล่านี้จะต้องบอกไว้ล่วงหน้าเลยว่า ถ้าคำพูดของพวกเขาเป็นเท็จ พวกเขาจะโดนอะไร โทษนั้นมีหลากหลายมาก มีโทษประหลาดๆ เช่น ถ้าโกหก ขอให้ทางการยึดสมบัติและคนใช้ของเราไปจนหมดด้วย  
 
​9 เรื่องน่ารู้ การสืบสวนคดีของชาวอียิปต์เมื่อสามพันปีก่อน!
ถ้าอยากรอดคดีก็ต้องเอาเงินเอาทองมาจ่าย (คุ้นๆ)
 
คอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องปกติ 
การสืบสวนเป็นเรื่องสำคัญก็จริง ถ้าคุณไม่ใช่คนสำคัญของประเทศ ศาลก็จะไม่สนใจคุณเท่าไหร่ (คุ้นๆ เหมือนเมืองไทยเลย) และถ้าหากต้องการคำตอบอย่างรวดเร็ว การจ่ายสินบนช่วยคุณได้ หรือถ้าคนรวยเป็นผู้ต้องสงสัย พวกเขาก็สามารถรอดตัวไปได้ เพียงแต่จ่ายเหรียญทองไม่กี่เหรียญให้กับผู้พิพากษา มีบทกวีของชาวอียิปต์ที่เขียนว่า ขอสวดอ้อนวอนแต่เทพเอมุน ให้ช่วยมอบความยุติธรรมให้กับคนจน เพราะศาลนั้นเรียกร้องแต่เงินและทองจากผู้คน ปัญหานี้เป็นปัญหาหลักของอียิปต์เลยทีเดียว แต่จะว่าไป มันก็เป็นปัญหาของทุกประเทศแหละนะ เรื่องความเท่าเทียมเนี่ย
 
ปัญหานอกใจเป็นเรื่องใหญ่ บทลงโทษถึงตาย
เรื่องการหย่าร้างเป็นเรื่องโหดร้ายมากในอียิปต์ ถ้าใครโดนฟ้องร้องเรื่องข้อหานอกใจ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ และที่น่าสนใจมากคือ อียิปต์อนุญาตให้ฟ้องได้หลากหลาย ทั้งชายและหญิง คนอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสด้วย มีผู้หญิงมากมายที่ฟ้องร้องสามีเรื่องนอกใจ หรือแม้ไม่ใช่สามี แต่เป็นญาติพี่น้องกัน แล้วรู้ว่านอกใจ ก็สามารถฟ้องได้ โทษนั้นรุนแรงมาก ถ้าผู้หญิงคนไหนถูกพบว่านอกใจสามี จะโดนตัดจมูกหรือไม่ก็เผาทั้งเป็น ส่วนผู้ชายจะโดนโบย 1,000 ครั้ง หรือไม่ก็ถูกประชาทัณฑ์ให้สังคมตัดสิน ยกตัวอย่างเช่น มีผู้ชายคนหนึ่งศาลตัดสินว่านอกใจภรรยา ก็ถูกชาวบ้านรุมซ้อม และศาลก็ไม่ได้ตัดสินว่าชาวบ้านผิดแต่อย่างใด 
 
ถ้าหาคนผิดไม่ได้ก็ยกให้รูปปั้นตัดสินแล้วกัน  
ฟังแล้วอาจจะดูแปร่งๆ แต่ชาวอียิปต์นั้นเชื่อเรื่องเทพเจ้าอย่างมาก และถ้าหากคดีไหนตัดสินไม่ได้หรือไม่รู้ว่าใครเป็นคนผิด พวกเขาก็ยกการตัดสินใจให้กับรูปปั้น นักบวชจะถามรูปปั้นเอมุน และรอจนกว่ารูปปั้นจะบอกคำตอบ โดยจะใช้คำถามที่ลงเอยว่า ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งถ้ารูปปั้นเคลื่อนที่มาข้างหน้า ก็เท่ากับแปลว่าใช่ แต่ถ้าเคลื่อนที่ไปข้างหลัง เท่ากับแปลว่าไม่ใช่ แน่นอนว่ารูปปั้นไม่ได้ขยับเอง แต่ความจริงแล้ว มีคนอยู่ข้างในต่างหาก และคนคนนั้นนี่แหละที่ทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง อารมณ์ใกล้เคียงกับคนทรงเจ้าที่ได้รับเกียรติจากพระเจ้านั่นเอง 
 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก 
https://en.wikipedia.org/wiki/Crime_in_Egypt
https://www.numbeo.com/crime/country_result.jsp?country=Egypt
https://listverse.com/2016/10/27/10-truly-disgusting-facts-about-life-in-ancient-egypt/ 
http://listverse.com/2018/06/26/10-ways-crimes-were-investigated-and-solved-in-ancient-egypt/  https://www.nytimes.com/2011/05/13/world/middleeast/13egypt.html 

​9 เรื่องน่ารู้ การสืบสวนคดีของชาวอียิปต์เมื่อสามพันปีก่อน!
 
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #อียิปต์ #การสืบสวน #คดี

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป