เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย! []

วิว



เทพนิยายมาจากไหน?
มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!

 
สวัสดีน้องๆ นักอ่านชาวเด็กดีทุกคนค่ะ ถ้าพี่ตั้งคำถามให้น้องๆ ทุกคนได้มาร่วมค้นหาคำตอบกันสักข้อหนึ่ง น้องๆ ลองอ่านแล้วเดาคำตอบกันมาหน่อยซิว่า แต่ละคนจะสามารถคาดเดาคำตอบได้ตรงกับเนื้อหาของบทความนี้กันไหม ส่วนคำถามนั้นก็ไม่มีอะไรมาก พี่แค่อยากจะถามความเห็นจากน้องๆ ทุกคนกันว่า คำว่า ‘เทพนิยาย’ ที่หลายคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนั้น มีที่มามาจากไหน มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอะไร และใครเป็นคนสร้างเทพนิยายขึ้นมา ฟังดูเหมือนจะยาก แต่ลองเดาๆ คำตอบกันมาก่อนซิว่าเราจะเดากันถูกไหม ไหนใครที่เดาคำตอบกันไว้แล้ว ก็ได้เวลามาร่วมพิสูจน์ความจริงไปพร้อมๆ กันกับเนื้อหาด้านล่างนี้เลย…

 

เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
ภาพประกอบจาก : https://www.youtube.com/watch?v=wrY93yYFhSw



ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเทพนิยาย


เทพนิยายนั้นมีรากฐานต้นกำเนิดมาจากหลากหลายพื้นที่บนโลก ผ่านเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นจากบันทึก, คำบอกเล่า หรือจะเป็นประเพณีวัฒนธรรมก็ตามแต่ ซึ่งในแต่ละวัฒนธรรม แต่ละสังคม ก็ล้วนแล้วแต่จะมีเรื่องราวและเอกลักษณ์ในแบบของตนเอง เอกลักษณ์ที่คนในพื้นที่นั้นๆ จะสามารถทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของตนเองได้ดีมากกว่าคนอื่นๆ ส่วนประวัติศาสตร์ที่ไล่เรียงลำดับเวลา อันนี้พี่ก็ขอบอกทุกคนกันก่อนว่า พี่อยากจะให้น้องๆ ทุกคนอ่านกันแบบมีวิจารณญาณ เพราะเราก็ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงกันได้แบบ 100% ว่า ข้อมูลต่างๆ ที่เรากำลังจะได้อ่านหลังจากนี้นั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อ อาจจะไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพราะด้วยจังหวะเวลาและปัจจัยหลายๆ อย่างมันอาจจะทำให้การตีความของเราผิดพลาดไปจากความเป็นจริงก็ได้ โอเค! ถ้าใครที่ทำความเข้าใจกันได้แล้ว ก็ได้เวลาไปอ่านต่อกันได้เลย

 
เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
ภาพประกอบจาก : pinterest


ต้นกำเนิดของเทพนิยายนั้น บางตำราก็ว่ามีมาตั้งแต่ 1300 ปีก่อนคริสตกาล โดยอาจจะเริ่มต้นขึ้นมาพร้อมกับกำเนิดของภาษา ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องการจะพูดคุย สื่อสารกัน ดังนั้นการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เพื่อสร้างความบันเทิงในกลุ่มอาจจะเป็นวิธีหนึ่งของการทำให้เกิดเป็นเรื่องราวประเภทเทพนิยายนี้ขึ้นมา เรามาดูกันดีกว่าว่าวิวัฒนาการของเทพนิยายนั้นจะมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน อย่างไรกันบ้าง
 

คริสต์ศักราชที่ 100 - 200 : ในบันทึกประวัติศาสตร์ของชนชาติกรีกได้มีข้อมูลเกี่ยวกับ ผลงานการเขียนอย่างเรื่อง Cupid and Psyche (คิวปิดและไซคี) ที่เขียนโดย Apuleius โดยเป็นเรื่องราวของการเอาชนะอุปสรรคต่อความรักระหว่างไซคี และคิวปิด ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
 
คริสต์ศักราชที่ 850 - 860 : ซินเดอเรลล่าเวอร์ชั่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศจีน
 
คริสต์ศักราชที่ 1300: ที่ทวีปยุโรปได้ปรากฏหลักฐานว่ามี ‘เรื่องเล่า’ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านบุคคลที่ถูกเรียกว่านักร้องพเนจรในตอนนั้น


 
เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
ภาพประกอบจาก : https://blogs.loc.gov

 
คริสต์ศักราชที่ 1500 : อาหรับราตรี หรือพันหนึ่งราตรีได้ถือกำเนิดขึ้น
 
คริสต์ศักราชที่ 1550 - 1553 : ที่ประเทศอิตาลี ได้มีการตีพิมพ์ผลงานที่เป็นวรรณกรรมในชื่อ The Pleasant Nights โดยนักเขียนชาวอิตาลีเจ้าของผลงานเรื่องนี้อย่าง Gianfrancesco Straparola ได้ถูกให้ชื่อว่าเป็นคุณปู่แห่งเทพนิยายไปในที่สุด
 
คริสต์ศักราชที่ 1600s : เกียบาตติสตา บาซิล กวีชาวอิตาลีได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า The Tale of Tales ก่อนจะตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกในปี 1634 ซึ่งเป็นเหมือนหนังสือรวมเรื่องเล่าต่างๆ โดยหนึ่งในนั้นมีเรื่อง Petrosinella หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อราพันเซลรวมอยู่ด้วย
 
คริสต์ศักราชที่ 1690 - 1710 : ร้านทำผมที่ฝรั่งเศสแห่งหนึ่งมีแนวคิดในการหยิบเอานิทานมาผสมผสานเป็นการละเล่นขึ้น
 
คริสต์ศักราชที่ 1967 : เทพนิยายเรื่อง ‘มาเธอร์ กูส’ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกที่ฝรั่งเศส
 
คริสต์ศักราชที่ 1697 : นักเขียนชาวฝรั่งเศสอย่าง Charlotte-Rose de la Force ได้ตีพิมพ์หนังสือที่รวบรวมเอาเทพนิยายหลายๆ เรื่องมาไว้ในเล่มเดียว โดยหนึ่งในนั้นมีราพันเซลรวมอยู่ด้วย
 
คริสต์ศักราชที่ 1740 : ที่ประเทศฝรั่งเศส กาเบรียลล์-ซูซาน เดอ วิลล์เนิฟ ได้เขียนเทพนิยายเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 362 หน้า
 
คริสต์ศักราชที่ 1756 : ได้มีการตีพิมพ์อีกเวอร์ชั่นหนึ่งของโฉมงามกับเจ้าชายอสูรออกมา โดยเวอร์ชั่นนี้มีจำนวนเนื้อหาที่สั้นและเข้าใจง่ายกว่า โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักๆ ก็คือเด็ก


 
เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
ภาพประกอบจาก : https://www.missedinhistory.com

 
คริสต์ศักราชที่ 1812 : ที่ประเทศเยอรมนี สองพี่น้องตระกูลกริมม์ได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อว่า Vol 1 of Childhood and Household Tales ออกมาเป็นครั้งแรก
 
คริสต์ศักราชที่ 1823 : ประเทศอังกฤษได้มีการนำเอาเทพนิยายของสองพี่น้องกริมม์มาแปลก่อนจะตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก
 
คริสต์ศักราชที่ 1825 : เทพนิยายของสองพี่น้องกริมม์ถูกทำขึ้นในเวอร์ชั่นให้เด็กอ่าน
 
คริสต์ศักราชที่ 1835 : ที่ประเทศเดนมาร์ก ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน ได้มีการหยิบเอานิทานพื้นบ้านมาเล่าใหม่ ก่อนจะจัดทำออกมาในรูปแบบหนังสือเพื่อขายให้กับเด็ก
 
คริสต์ศักราชที่ 1889 : แอนดรูว์ แลง กวีชาวอังกฤษได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อว่า The Blue Fairy Book ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนิยายในหลากหลายวัฒนธรรม
 
คริสต์ศักราชที่ 1890 : เจ้าหญิงนิทราถูกทำให้เป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรกในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย


 
เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
ภาพประกอบจาก : amazon

 
คริสต์ศักราชที่ 1893 : มาเรียน โรลฟ ค็อกซ์ ได้ตีพิมพ์หนังสือของเธอที่มีชื่อว่า Cinderella: Three Hundred and Forty-five Variants of Cinderella, Catskin, and Cap O' Rushes’
 
คริสต์ศักราชที่ 1910 : ที่ประเทศฟินแลนด์ แอนท์ตี อาร์เน ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า The Types of the Folktale ก่อนที่ สติธ ทอมป์สัน จะนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 1961
 
คริสต์ศักราชที่ 1937 : ภาพยนตร์อนิเมชั่นอย่าง สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ดได้ถูกนำมาออกฉายเป็นครั้งแรก โดยค่าย Walt Disney
 
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน : เทพนิยายได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จนทำให้กลายเป็นหนังและทีวีซีรีส์มากมาย รวมไปถึงอิทธิพลในด้านการโฆษณา, เพลง รวมถึงแฟชั่นอีกด้วย!


 
เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
ภาพประกอบจาก : www.theatreworldbackdrops.com


 

ลักษณะของเทพนิยายคืออะไร?


ข้อแรกเลยก็คือ มันจะต้องเป็นเรื่องสั้น โดยอาจจะมีความยาวตั้งแต่หนึ่งหน้า หรืออาจจะน้อยกว่าหนึ่งหน้าก็ได้ ขึ้นอยู่กับแนวทางของนักเขียน เพราะคำว่าเรื่องสั้นมันสามารถดัดแปลงออกมาได้หลายแบบ ข้อสองก็คือมันจะต้องเกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ของเรา คือจำเป็นที่จะต้องจับต้องได้ หรือเป็นเรื่องที่เราเคยได้ยินกันมาก่อน เพื่อที่คนอ่านจะได้รู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องราวมันไม่ได้ไกลตัวพวกเขามากจนเกินไป หรือถ้าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและค่านิยมของพวกเขาได้ก็ยิ่งดี โดยบางพื้นที่อาจจะเรียกแทนเรื่องเล่าดังกล่าวนี้ว่า ‘นิทานพื้นบ้าน’ แทนที่จะใช้คำว่า เทพนิยาย อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่านักเขียนต้องการจะตีความหรือส่งสารประเภทใดออกมาให้แก่นักอ่าน
 
แต่นักวิชาการบางคนมักจะแยกแยะความหมายของ นิทานพื้นบ้าน กับนิทานออกจากกัน กล่าวคือ นิทานพื้นบ้านนั้นเราไม่สามารถระบุที่มาของเรื่องราวได้ว่ามาจากใคร จะเกิดมาในช่วงเวลาไหน ส่วนนิทานนั้นเราสามารถบ่งบอกได้ถึงชื่อของผู้แต่ง วันที่แต่ง รวมถึงอาจจะลงลึกยันข้อมูลของนักเขียนเลย แต่ถึงแม้ว่าจะมีการแยกแยะ หรือให้ความหมายของคำทั้งสองคำนี้ออกจากกัน แต่มันก็ถูกจัดอยู่ในหมวดของวรรณกรรมเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อพูดถึงเทพนิยาย หรือนิทาน คนอ่านมักจะมุ่งเน้นไปที่หมวดหมู่ของมัน (ซึ่งก็คือ วรรณกรรม) แทนที่จะเจาะลึกลงไปถึงความแตกต่างเหมือนอย่างนักวิชาการบางคนให้ความหมายกัน 
 
ข้อที่สามคือ เทพนิยายนั้นเป็นการผสมผสานและรวมตัวของประสบการณ์ที่คนเป็นนักอ่านเคยรู้จักและสัมผัสมากก่อน ยกตัวอย่างเช่น เทพนิยายสมัยก่อนที่มีการหยิบเอาวัฒนธรรมในสมัยวิคตอเรียนมาใส่ลงไปในเนื้อหา อาจจะใช้สังคมและวัฒนธรรมสมัยนั้นมาใส่ลงไป เพื่อทำให้เรื่องราวดูจับต้องได้และสมจริงมากยิ่งขึ้น ข้อที่สี่คือ เทพนิยายนั้นเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษากาย หรือแม้แต่การกระทำต่างๆ ที่สามารถแสดงถึงสัญลักษณ์ได้ล้วนถูกนำมาใส่ในเทพนิยายได้ทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่น สีขาว เป็นสัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ หรือความดี ส่วนสีดำนั้นเป็นสีที่แทนความชั่วร้าย เป็นต้น โดยวิธีการเหล่านี้เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการรับรู้และจินตนาการของผู้เป็นนักอ่านรวมถึงตัวนักเขียนเองทั้งนั้น

 


เทพนิยายจำเป็นต้องมีสิ่งมหัศจรรย์ จริงหรือไม่?


คำตอบคือ ไม่จำเป็นค่ะ แต่ให้เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแทนดีกว่า เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับคนที่เป็นนักเขียนว่าเขาต้องการจะสร้างสรรค์เรื่องราวออกมาในรูปแบบไหน แต่ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นตัวละครเอกในเทพนิยายมีเวทมนตร์อะไรต่อมิอะไรกันใช่ไหมคะ ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีการเล่าเรื่องเฉยๆ เท่านั้นเอง 
 
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทพนิยายเรื่องไหนที่มีการใส่ส่วนผสมที่มีชื่อว่า ‘สิ่งมหัศจรรย์’ เข้าไป มักจะได้รับความนิยมมากกว่าเทพนิยายรูปแบบอื่นๆ เพราะมนุษย์เราชอบสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ มากกว่าความเป็นจริงยังไงล่ะจ๊ะ ดังนั้นพี่เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่กับข้อกังขาข้อนี้ และสิ่งมหัศจรรย์ที่ว่าพี่ขอนับรวมการจบแบบ Happy Ending ไว้ด้วยจะได้ไหม เพราะเรามักจะเห็นแต่เทพนิยายที่จบแบบสุขๆ ใช่ไหมจ๊ะ แต่น้องๆ รู้กันหรือเปล่าว่าเทพนิยายบางเรื่อง แท้จริงแล้วเขาก็ไม่ได้มีตอนจบแบบสุขๆ อย่างที่เราเห็นกันหรอกนะ ยกตัวอย่างเช่น เทพนิยายเงือกน้อย เป็นต้น (ถ้าใครเคยอ่านต้นฉบับจะรู้เลยว่าโหดมาก) แต่อย่างไรก็ตามคนเราก็ยังชื่นชอบเรื่องราวในเทพนิยายอยู่เสมอ แม้จะผ่านไปกี่รุ่นต่อกี่รุ่น หรือต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน สิ่งที่ได้ชื่อว่าเทพนิยายนั้นก็ยังได้รับความนิยมอยู่ เพราะมันสามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ค่านิยม วัฒนธรรมของคนในสังคม หรือแม้แต่การเป็นผู้นำทางความคิดเองก็มี ดังนั้นพี่ก็หวังว่าบทความในวันนี้คงจะพอตอบข้อสงสัยอะไรหลายๆ อย่างของน้องๆ ได้ และหวังว่าน้องๆ ทุกคนจะมีความสุขกับการอ่านบทความนี้กัน ไว้เจอกันใหม่ในโอกาสหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีจ้ะ

 
พี่นัทตี้ :)

ขอบคุณแหล่งที่มาจาก 
http://www.bbc.com/culture/ 
http://www.kateforsyth.com.au 
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2


 
เทพนิยายมาจากไหน? มาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันได้ที่นี่เลย!
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nutty

พี่นัทตี้ - ผู้เขียน

บุคคลผู้เสพติดการดูหนังแนวสยองขวัญ ที่มีความฝันอยากจะเป็นนักเขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เทพนิยาย #กำเนิดเทพนิยาย

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป