/>

​รวม 8 ฉากปรัชญาเสียดสีสังคมจากอลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ []

วิว

รวม 8 ฉากปรัชญาเสียดสีสังคม
จาก อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์  

 
สวัสดีค่ะ ไม่รู้ว่านักอ่านแถวนี้ชอบเหมือนแอดมินไหม แอดมินเป็นแฟนคลับของอลิซในแดนมหัศจรรย์ ชอบสะสมข้าวของเกี่ยวกับอลิซเยอะมาก สมัยเด็กๆ อ่านเรื่องนี้แล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่พอโตมาอ่านอีกครั้ง ก็ได้พบว่า... เนื้อหาที่เราเคยคิดว่าสนุกใสๆ หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ แท้จริงแล้ว มันมีอะไรแปลกๆ ซ่อนอยู่ด้วย มาค่ะ เราขอชวนทุกคนมาดูปรัชญาที่แอบสอดแทรกอยู่ในวรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้กัน  


 
การล้อเลียนวัฒนธรรมของชนชั้นสูงจากงานปาร์ตี้น้ำชาของแมดแฮทเทอร์  
วรรณกรรมเรื่องนี้เขียนขึ้นในยุควิคทอเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่ปาร์ตี้น้ำชาถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางสังคม เหมือนเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ปฏิบัติตามๆ กันมา เป็นแบบแผน เป็นระเบียบ ต้องให้เกียรติกันและกัน และเป็นเรื่องสำคัญอย่างสูงสุด โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูงที่ต้องแต่งกายสวยงามหรูหรา นั่งประจำตำแหน่ง พูดคุยกันแต่เรื่องที่ทำให้ตัวเองดูดี ดูน่าสนใจ แต่... แครอลล์ นักเขียนเรื่องนี้ กลับให้ผู้จัดงานปาร์ตี้น้ำชาเป็นแมดแฮทเทอร์ หรือคนขายหมวก “บ้า” (เขาใช้คำว่าบ้าเพื่อเน้นคำ) มิหนำซ้ำ เมื่ออลิซลงนั่งที่โต๊ะ ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปหมด มีการล้อเลียนการนั่งตามลำดับ ตำแหน่งต่างๆ ในโต๊ะ รวมไปถึงล้อเลียนการผลัดกันรินชา และสุดท้าย ทุกคนไม่ได้ดื่มชาเลย เอาแต่คุยกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง บทสนทนาอันไร้สาระและหาทางเสียดสีประชดกันในทุกๆ เรื่อง งานปาร์ตี้น้ำชาของแมดแฮทเทอร์เหมือนเป็นภาพการล้อเลียนสัญลักษณ์ทางสังคม แสดงให้รู้ว่า... จริงๆ แล้ว มันอาจจะเป็นเรื่องตลก และไม่จำเป็นต้องทำ แต่คนที่ทำอาจจะดูเหมือนคนบ้าหรือตัวตลกก็เป็นได้ แถมยังดูไม่จริงใจอีกต่างหาก  
 
น้ำเชื่อมที่ดอร์เมาส์กินคือการอุปมาอุปไมยถึงชนชั้นแรงงานที่ไม่กล้าลุกขึ้นสู้  
นักวิจารณ์หลายคนเชื่อว่าเจ้าหนูดอร์เมาส์ที่ร่วมปาร์ตี้น้ำชา (แต่เอาแต่หลับและไร้บทบาท) เปรียบเสมือนตัวแทนชนชั้นกรรมาชีพที่คาร์ล มาร์กซ์พูดถึงเป็นประจำ ดอร์เมาส์โดนแมดแฮทเทอร์และกระต่ายมีนา ซึ่งตัวใหญ่และดูมีอำนาจมากกว่ากดขี่ตลอดเวลา จะพูดจาอะไรก็เป็นคำสั่ง เป็นคำพูดแรงๆ หรือคำที่แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายไร้ตัวตน ไร้ความหมาย ดอร์เมาส์ดูตัวเล็กจ้อยและไร้บทบาท ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น หรือถ้าพูดก็จะโดนแมดแฮทเทอร์และกระต่ายมีนาสั่งให้เงียบหรือเปลี่ยนเรื่องไปทางอื่น สุดท้าย ดอร์เมาส์ก็เลยเลือกที่จะหลับแทน จะได้จบๆ เรื่อง ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นอะไรแล้ว 
 
แนวคิดของมาร์กซ์เชื่อว่าชนชั้นล่างเป็นเหยื่อ และมักจะเจอกับกระบวนการบางอย่างขัดขวาง ทำให้พวกเขาไม่อาจต่อสู้เพื่อสิทธิของตนได้ แครอลล์ส่งสารนี้ผ่านฉากการจัดปาร์ตี้น้ำชาได้อย่างน่าสนใจ และทำให้เราสัมผัสได้ว่า การเป็นชนชั้นล่างที่ไม่ได้รับความสนใจนั้นน่าเจ็บปวดหรือเลวร้ายเพียงใด ในเรื่องนั้น เจ้าดอร์เมาส์มักจะกินน้ำเชื่อมแล้วหลับตลอดเวลา นักวิจารณ์จึงมองว่า น้ำเชื่อมก็เหมือนสื่อที่มอมเมาชนชั้นล่าง เบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้ลุกมาต่อสู้เพื่อตัวเอง ก็แค่เสพสื่อแล้วหลับๆ ไป จะได้ไม่ต้องรับรู้ความจริงไงล่ะ 
 
ราชาและราชินีโพแดง เสียดสีระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย 
ราชาและราชินีโพแดง เป็นตัวละครที่ชัดเจนมากว่าสร้างมาเพื่อล้อเลียนการปกครองแบบราชาธิปไตยหรือกษัตริย์เป็นประมุข และบรรดาไพ่ผู้ติดตามก็ทำตัวน่าขันเหมือนตัวตลก ต่อหน้าราชินีโพแดง พวกไพ่ที่เป็น “ไพร่” มักจะทำตัวเหมือนหวาดกลัวตลอดเวลา แต่ลับหลังก็แอบยืนขึ้นตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าในสังคม คนเราก็จะทำเป็นหวาดกลัวหรือเคารพนับถือ แต่ว่าลับหลังจะพูดถึงอย่างไร ไม่มีใครรู้ ความหวาดกลัวนี้ เหมือนเป็นการควบคุมทางสังคม เป็นการปลูกฝังกันมายาวนาน และยากจะทำลาย ทุกคนต้องทำตามๆ กัน ทำแบบเดียวกัน ใครทำแตกต่างจากคนอื่นก็จะโดนหาว่าผิดปกติหรือแปลก อย่างที่อลิซพูดว่า “ไพ่ทุกใบทำตัวเหมือนกันหมดเลย” ทุกใบเหมือนกลุ่มเดียวกัน หน้าตาเหมือนกัน ทำอะไรแบบเดียวกัน ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนเธอที่ทำตัวแตกต่างออกไป ก็โดนราชินีโพแดงข่มขู่และจับไปขึ้นศาล เพื่อให้รู้ว่าการกระทำของเธอผิด ทั้งที่จริงๆ แล้ว เธอผิดหรือไม่ ก็ไม่มีใครหาคำตอบในเรื่องนี้ได้ การที่แครอลล์ใช้ไพ่ราชากับราชินีโพแดงมาล้อเลียนชนชั้นปกครองนี้ เชื่อมโยงกับปาร์ตี้น้ำชาที่ใช้ล้อเลียนชนชั้นสูง แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการประชดเสียดสีชนชั้นบนของประเทศ หากมองในแง่มุมนี้ เนื้อหาในเรื่องอลิซ พูดถึงสังคมและความไม่ยุติธรรม ผู้ปกครองดูเหมือนตัวตลกที่ออกคำสั่งแบบไม่เข้าท่า เอะอะ ราชินีก็สั่งให้เอาไพ่ไปตัดหัวตลอดเวลา แล้วก็ลืมไปว่าตัวเองสั่งอะไร ราวกับว่าแค่ต้องการใช้อำนาจข่มขู่เพื่อความสะใจเท่านั้น 
 

 
การเดินทางของอลิซเกิดขึ้นเพื่อเสาะแสวงหาปัญญา เหมือนการเติบโตเปลี่ยนผ่าน จากเด็กเป็นผู้ใหญ่    
การเดินทางของอลิซเริ่มต้นเมื่อเธอกระโดดลงไปในหลุมกระต่ายหรือแรบบิทโฮล ที่นั่นเองเธอได้ค้นพบความจริงบางอย่าง จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เปรียบเหมือนปรัชญาการค้นพบตัวเอง นักวิจารณ์หลายคนมองว่า วอนเดอร์แลนด์ คือดินแดนแห่งความเป็นจริงนี่แหละ และทุกๆ อย่างที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันก็ไม่ต่างจากที่อลิซค้นพบ เพียงแต่มันอยู่ที่ว่าเราจะมองแบบไหน มุมไหน ในเรื่องโลกของโซฟี นักเขียนสรุปว่า... ถ้าโซฟีอยากเป็นนักปรัชญาให้คิดแบบเด็ก วอนเดอร์แลนด์ก็เหมือนดินแดนที่เปิดจินตนาการทำให้เราได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเอง ได้ถามตัวเองว่าแท้จริงแล้ว เราต้องการอะไร หรืออยากรู้อะไรก็สามารถถามได้ และคำตอบที่ได้นั้นก็ทำให้เราถึงกับทึ่งและสับสนไม่แน่ใจ กระบวนการเข้าสู่วอนเดอร์แลนด์จนจบ ก็เหมือนกระบวนการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว เหมือนหนอนผีเสื้อที่สุดท้ายแล้วกลายเป็นผีเสื้อนั่นเอง
 
“เราทุกคนต่างก็เป็นบ้า” ปรัชญาที่จะสื่อว่าคนคิดต่างคือคนบ้าในสังคม  
วอนเดอร์แลนด์เป็นสถานที่แห่งความบ้าคลั่งและแมวเชไชร์ได้พูดไว้ว่า “เราทุกคนที่นี่ต่างก็เป็นบ้า” นักวิจารณ์มองว่า... “คนบ้า” ของแครอลล์ น่าจะหมายถึงคนที่คิดต่างไปจากคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องที่ดูจะเป็นพื้นฐานที่ทุกคนในสังคมคิดเหมือนกันหมด ถ้าหากใครคิดต่าง อาจโดนแปะโลโก้คนบ้าบนหัวได้เลย อะไรใหม่ๆ แปลกๆ หรือการเปลี่ยนแปลงที่มองต่างไปจากเดิม ก็อาจกลายเป็นเรื่องบ้าได้เหมือนกัน นักปรัชญาโสเครติสต้องตายเพราะตั้งคำถามมากเกินไป เชื่อกันว่าแครอลล์ให้กระต่ายขาวเป็นตัวแทนของโสเครติส ล่อลวงให้เรา “อยากรู้และอยากรู้มากขึ้น” แต่ที่น่ากลัวก็คือ มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการโดนกล่าวหาว่า “เป็นบ้า” ได้ วรรณกรรมเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าการคิดต่าง การมองโลกต่างจากคนอื่น อาจทำให้เรากลายเป็นคนไม่ปกติได้ บางทีการไม่วิ่งตามกระต่ายขาวไป อาจเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าและทำให้ชีวิตของเราไม่ลำบากจนเกินไป แต่การตามกระต่ายขาวไปในวอนเดอร์แลนด์ ก็เป็นเรื่องเย้ายวนไม่ต่างกัน เลือกเอาแล้วกันว่าเราจะเป็นคนแบบไหน
 
กระต่ายขาว ตัวจุดประกายการค้นหาตัวตนของอลิซ  
กระต่ายขาวเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของอลิซ มันช่วยปลุกความสงสัยอยากรู้อยากเห็นให้กับเด็กหญิง กระต่ายขาวนำอลิซลงไปในหลุม และทำให้เธอได้พบเจออะไรแปลกใหม่มากมาย แทนที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบเดิมๆ กับเรื่องน่าเบื่อ เราจะเห็นได้ว่าแม้จะอายุยังน้อย แต่โลกของผู้ใหญ่ก็เริ่มกระทบต่ออลิซแล้ว เธอเริ่มสงสัยว่าการเป็นผู้ใหญ่เป็นอย่างไร กระต่ายขาวในเรื่องจึงเหมือนสัญลักษณ์ที่จุดประกายความคิดให้กับอลิซ ทำให้เธอตามหาตัวตน ค้นหาคำตอบ แต่ขณะเดียวกัน มันก็อาจทำให้อลิซผิดหวัง เพราะท้ายที่สุดแล้ว แทนที่จะได้เจอกระต่ายขาวดังที่ตั้งใจในตอนแรก เธอกลับต้องพบเจอประสบการณ์แปลกประหลาดอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ 
 
แล้วกระต่ายขาวของคุณคืออะไรกัน... อะไรทำให้คุณอยากค้นพบหรืออยากตามหาตัวเอง พอจะคิดออกไหม
 

 
ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ คือแนวคิดที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องนี้  
หนึ่งในหลักปรัชญาที่น่าสนใจในอลิซก็คือ สภาวะไร้การดำรงอยู่ของนักปรัชญาชาวกรีก เราจะสังเกตได้ว่าแครอลล์ได้รับอิทธิพลจากปรัชญามากเป็นพิเศษ นักปรัชญาในยุค Pre-Socratics อยู่ในช่วงเร่งหากฎของโลก เป็นช่วงยุคเริ่มต้นของปรัชญากรีก นักปรัชญาจะค้นหาความจริงจากธรรมชาติ และให้ความสนใจการการดำรงอยู่ การอธิบายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือที่เรียกว่า สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงจากดำรงอยู่เป็นไร้การดำรงอยู่ได้อย่างไร นักปรัชญาที่หัวรุนแรงที่สุดคงไม่พ้น พาร์มีนีดีส เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่มีจริง อย่างเช่นคนบอกว่าสรรพสิ่งในโลกเกิดอยู่และดับไป แต่พาร์มีนีดีสมองว่าเป็นไปไม่ได้ สิ่งต่างๆ อาจเปลี่ยนไปได้ แต่ภาวะหรือแก่นแท้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แครอลล์ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ในหนังสืออลิซทั้งสองภาค เขียนเอาไว้ชัดเจน ฮัมพ์ตี้ดัมตี้บอกอลิซว่า “มี 364 วันที่เธอจะไม่ได้ของขวัญวันเกิด” แครอลล์คิดคล้ายๆ กับเฮราคลีตุส นักปรัชญาที่มีแนวคิดคัดค้านตรงข้ามกับพาร์มีนีดีส เฮราคลีตุสเชื่อว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เขาสรุปว่า “ทุกอย่างเลื่อนไหลไปตามกระแส” แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ใช่คนเดิม ทุกครั้งที่เรามองกระจกเราเปลี่ยนแปลงไปเสมอ นี่เองคือเหตุผลที่แครอลล์ให้อลิซพูดว่า “ฉันไม่ใช่ตัวฉันคนเดิม เพราะฉันเปลี่ยนไปจากเมื่อวานเป็นคนละคนแล้ว” เพราะเขามีแนวคิดแบบเดียวกัน ที่เชื่อว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้ แต่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
 
ไม่มีอะไรอยู่จริง แนวคิดของเพลโต  
แครอลล์ยังนำเสนอความเชื่อเรื่องโลกที่ไม่ใช่วัตถุ ซึ่งแนวคิดนี้เป็นของเพลโต นักปรัชญาชื่อดังของกรีก เราจะเห็นตัวอย่างที่ราชินีโพแดงถามอลิซว่า “ถ้าเราเอากระดูกมาจากหมา จะเหลืออะไรอยู่” อลิซตอบว่า “กระดูกไม่อยู่สิ เพราะถ้าฉันเอามา และหมาก็ต้องไม่อยู่ที่เดิม เพราะมันคงเข้ามากัดฉัน และฉันก็ไม่อยู่เหมือนกัน เพราะหนีไปแล้ว” ราชินีได้ถามกลับว่า “แล้วคิดว่าอะไรเหลืออยู่” อลิซบอกว่า “นั่นแหละคำตอบ” แต่ราชินีกลับบอกว่า “ไม่จริง อารมณ์โกรธของหมาไงที่คงอยู่” แนวคิดนี้ยังปรากฏอยู่ระหว่างช่วงการดื่มชา ที่กระต่ายมีนาบอกอลิซว่า “เอาชาอีกมั้ย” และอลิซก็งงเพราะถ้วยของเธอว่างเปล่า “ฉันยังไม่ได้ดื่มอะไรเลย คงดื่มอะไรเพิ่มไม่ได้” แฮทเทอร์สวนว่า “หมายถึงดื่มน้อยกว่านี้ไม่ได้หรือ มันง่ายกว่าการไม่ดื่มอะไรเลยมากนะ”   
 
เราขอปิดท้ายด้วยฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ฉากรอยยิ้มของแมวเชไชร์ที่ลอยอยู่ในอากาศ อลิซงงมากว่ารอยยิ้มของแมวคงอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่ใบหน้าของมันหายไปแล้ว แนวคิดนี้ตรงกับแนวคิดของเพลโต้ รอยยิ้มของแมวก็คล้ายๆ กับอารมณ์โกรธของหมาที่ยังคงอยู่ได้ ทั้งที่ไม่ควรจะคงอยู่ 
 
เราจะเห็นว่าวรรณกรรมเรื่องนี้เต็มไปด้วยปรัชญาที่เข้มข้นและลึกซึ้ง หลักการคิดใหม่ๆ ตลอดจนหลักคณิตศาสตร์ สมการแปลกๆ ทฤษฎีน่าสนใจ แนวคิดการเจริญเติบโต การก้าวจากวัยรุ่นสู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนผ่านของวัย การคิดต่าง ฯลฯ เรียกว่าเป็นวรรณกรรมที่ตีความได้หลายรูปแบบ และมีความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากมากๆ หากใครเคยอ่านแล้ว แอดมินเชื่อว่าเมื่ออ่านอีกครั้งเราจะได้แนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ ส่วนคนที่ไม่เคยอ่านมาก่อนนั้น แอดมินขอแนะนำว่าควรไปลองอ่านสักครั้งค่ะ แล้วจะได้อะไรดีๆ กลับมาอย่างแน่นอน   
 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี
 
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก 
https://cdn.mashreghnews.ir/old/files/fa/news/1392/9/25/459415_804.pdf
https://www.mookychick.co.uk/opinion/geek-girl/philosophy-alice-in-wonderland.php
http://www.bbc.com/future/story/20150225-secrets-of-alice-in-wonderland  
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #อลิซผจญภัยในแดนมหัศจรรย์ #อลิซ #ลูอิส แครอลล์ #ปรัชญา #วรรรกรรมแปล #วรรณกรรมเยาวชน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป