/>

วิจารณ์หนังสือ : “วงกตดอกไม้” นิยายที่ให้ข้อคิด! ว่าด้วยเรื่องเพื่อน... (มีสปอยล์) []

วิว

"วงกตดอกไม้"
นิยายที่ให้ข้อคิด! ว่าด้วยเรื่องเพื่อน...

 

“ความลับไม่มีในโลก” ไม่จริงหรอก ทุกคนล้วนต้องเคยมีเรื่องที่อยากจะปิดบังบ้างแหละ ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี มันก็เป็นสิทธิของทุกคนที่จะอยากเก็บความลับบางเรื่องไว้เพียงคนเดียวไม่ให้คนอื่นได้รับรู้  “เดี๋ยวสักวันก็ต้องมีคนรู้” มันก็อาจจะใช่ แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีคนรู้มันก็ยังเป็นความลับใช่มั้ยล่ะ  

ก๊อก ก๊อกๆ เกริ่นมาแบบนี้คงจะงงกันใช่มั้ยคะ ว่าพี่น้ำกำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร ทำไมดูซีเรียสจัง จริงๆ ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นค่ะ พอดีว่าพี่มีโอกาสได้อ่านนิยายเรื่อง “วงกตดอกไม้” ของนักเขียนนามปากกา ใบสน ก็เลยอยากมาแชร์สิ่งที่ได้จากการอ่านให้ทุกคนได้ฟังกันค่ะ

สารภาพว่าตอนแรกที่เห็นชื่อเรื่อง “วงกตดอกไม้” พี่ก็สงสัยนะคะว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร คงจะเป็นนิยายแนวแฟนตาซี โลกสวย ที่ตัวละครไปหลงอยู่ในสวนวงกตดอกไม้ต้นไม้ แล้วพบรักกันล่ะมั้ง

ตึ้งงงงงง ผิดคาดค่ะ!! ปรากฏว่าเรื่องราวมันไปคนละแนวกับที่พี่คิดเลย หนังสือเรื่องนี้เป็นนิยายรักแนวใหม่ ที่ไม่ได้เน้นเรื่องราวความรักของพระเอกนางเอกเป็นหลัก แต่เน้นที่ความสัมพันธ์ ความรักของ “เพื่อน” ภายใต้ความรักมี “ความลับ” มีเรื่องราวสลับซับซ้อนพัวพันกันเป็นเถาวัลย์คดเคี้ยวเต็มไปหมด เหมือนติดอยู่ในเขา วงกต ที่หาทางออกไม่ได้ของ “แก๊งดอกไม้” เนื้อเรื่องน่าติดตามมากค่ะ เพราะมีทั้งดราม่า ทั้งหักมุม สารภาพเลยค่ะว่าหยิบมาอ่านแล้ววางไม่ได้จริงๆ ยิ่งอยากรู้อยากอ่านต่อเรื่อยๆ ว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อไป เห็นเล่มหนาแบบนี้ (500 กว่าหน้า) พี่อ่านจบวันเดียวเลยนะคะ เพราะเรื่องนี้สนุกจริงๆ

เมื่ออ่านจบแล้วพี่ก็รู้สึกว่าชอบและได้อะไรจากเรื่องนี้เยอะเลยค่ะ ไม่ใช่แค่ความสนุกเพลิดเพลินในเนื้อหา หรือแค่ท่องโลกจินตนาการ แต่พี่ยังได้ “ข้อคิด” หลายๆ อย่าง ก็อยากจะมาแบ่งปันให้น้องๆ ได้รู้เป็นเพื่อนกัน เผื่อใครสนใจ จะได้ไปลองหานิยายมาอ่านต่อเป็นเพื่อนกันไงคะ
 


 

     ข้อคิด  1 :   ฟังหูไว้หู

ฟังหูไว้หู เป็นสำนวน หมายความว่า การรับฟังคำพูดหรือเรื่องราวอะไรไว้ แต่ไม่ให้เชื่อไปทั้งหมดในทันที แต่รับฟังไว้ก่อนแล้วจึงพิจารณาในภายหลังว่าสิ่งนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ แล้วจึงค่อยตัดสินใจ

พี่อยากให้น้องๆ ลองทำตามสำนวนนี้ดูค่ะ อยากให้หนักแน่น ไม่หูเบาเชื่อคนง่าย ไม่อยากให้เหมือนอย่างเช่นในนิยายเรื่องนี้ ที่ตัวละครบางคนก็ด่วนตัดสินใจ เชื่อในสิ่งที่ได้รู้ในทันที ไม่ได้ไตร่ตรองพิจารณาให้ดีเสียก่อน จนอาจจะตัดสินใจผิดพลาดได้เลยทีเดียวนะคะ

 ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์พันทิวาตบหน้ามีนา เพราะเชื่อว่ามีนาเป็นคนสลับแฟลชไดรฟ์พรีเซนเทชั่นในงานแต่งจริงๆ พันทิวารู้สึกเสียใจและโกรธมากเมื่อคิดว่ามีนาเป็นคนทำเพราะพันทิวารักมีนามาก สุดท้ายก็เลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง โดยที่ไม่ทันได้รู้เลยว่าใครกันแน่ที่เป็นคนทำ เราไม่ควรด่วนรีบสรุปให้เร็วเกินไป แต่ควรจะใจเย็นๆ และหัดฟังเหตุผลของคนอื่นก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียใจในภายหลังค่ะ
 


 

     ข้อคิด 2 :   อย่าฟังความข้างเดียว

การฟังความข้างเดียว ดูเหมือนจะเป็นการลำเอียงเลยนะคะ การที่เราตัดสินใจเชื่อเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังฝ่ายเดียวโดยไม่ถามอีกฝ่ายหนึ่ง แบบนี้ดูจะไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่ายที่ไม่ได้อธิบายอะไรเลยแต่เราก็ตัดสินเขาไปแล้ว และมันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่ดูไม่มีเหตุผลด้วยค่ะ ยิ่งพอพี่ได้มาอ่านเรื่องนี้ พี่ก็เข้าใจเลยค่ะว่าการฟังความข้างเดียวนั้นมันไม่ดีเลย มันทำให้เกิดความเข้าใจผิด เกิดปัญหาต่างๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดผลกระทบกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่ๆ หรืออาจจะกระทบทั้งหมดเลยก็ได้

หลายคนก็คงจะเคยฟังความข้างเดียวใช่มั้ยคะ? เคยเชื่อคำพูดจากฝ่ายหนึ่งโดยไม่ถามอีกฝ่ายหนึ่งบ้างมั้ยคะ? เมื่อรู้แบบนี้แล้วพี่ก็อยากให้น้องๆ อย่าฟังความข้างเดียว อย่าด่วนตัดสินใจทั้งที่ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องราวให้ถี่ถ้วน เพราะมันอาจมีอะไรที่ซ่อนอยู่โดยเราไม่รู้ก็ได้ 

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้ (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์ที่พิชญ์โกรธมีนาและขอเลิก เพราะได้ดูคลิปและเชื่อว่ามีนารับเงินจากแม่ของเขาเพื่อไปทำแท้ง เหมือนเป็นการขายลูก โดยไม่ได้ถามความจริงจากมีนาเลย แต่เมื่อเมธาชาเล่าความจริงเหตุผลที่มีนารับเงิน และมีนาไม่เคยรู้สึกดีกับเรื่องนั้นเลย พิชญ์จึงยอมให้อภัยมีนา
 


 

     ข้อคิด 3 :   หน้าต่างมีรู ประตูมีช่อง / กำแพงมีหู ประตูมีตา

เป็นสุภาษิต หมายความว่า ความลับรักษาได้ยาก การจะพูดจาหรือทำอะไรให้มีความระมัดระวัง ถึงแม้ว่าจะอยู่ในสถานที่มิดชิด ความลับนั้นก็มีโอกาสรั่วไหลไปสู่คนภายนอกได้ อาจมีผู้อื่นได้ยินแล้วนำความลับนั้นไปเปิดเผยได้

ตอนที่อ่านเรื่องนี้แล้ว จู่ๆ ก็นึกถึงสุภาษิตนี้ขึ้นมาเลยค่ะ มันจริงนะคะที่เราคิดว่าไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ แต่บ่อยครั้งเรื่องราวก็รั่วไหลจนคนอื่นรู้อยู่ดี เราห้ามที่จะให้คนอื่นมารู้มาเห็นไม่ได้ แต่ทางที่ดีเราควรระวังคำพูด การกระทำ ของเราเองดีกว่านะคะ ถ้าไม่อยากให้ใครรู้ความลับเราล่ะก็ เงียบไว้นะ จุ๊จุ๊

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์ที่ฐปนนท์ได้บอกความคืบหน้าเรื่องคดีกับสรัสวดี ว่ามีหลักฐานจากกล้องวงกรปิด โดยที่สรัสวดีไม่คิดเลยว่าแถวนั้นจะมีกล้องวงจรปิด ความลับที่เธอปิดบังกำลังจะมีผู้ล่วงรู้ซะแล้ว
 


 

     ข้อคิด 4 :    คนที่ไว้ใจร้ายที่สุด (ข้อนี้ไม่ได้ยุแยงให้ไม่ไว้ใจคนรอบข้างนะคะ แค่จะบอกว่าอย่าไว้ใจคนอื่นมากนัก)

ประโยคนี้ดูเหมือนจะมีอคติเลยใช่มั้ยคะ แต่จริงๆ เป็นแค่การเตือนสติเท่านั้นค่ะ ให้เราได้ฉุกคิดสักนิดว่า การที่เราไว้ใจใครสักคนมากๆ บางทีก็ใช่ว่าเขาจะดีกับเราที่สุด เพราะเราไว้ใจเขาที่สุด และยอมให้เขารู้จักเรามากที่สุด เมื่อเวลาที่เขาทำร้ายเราขึ้นมา เขาถึงได้ร้ายที่สุดยังไงล่ะ พี่ไม่ได้จะห้ามไม่ให้ไว้ใจใครหรือบอกว่าให้ระแวงใครนะคะ แต่อยากจะแนะนำว่าอย่าไว้ใจบอกทุกเรื่องให้คนอื่นรู้ถึงแม้ว่าเราจะไว้ใจเขามากก็ตาม เพราะถ้าวันไหนเขาทำร้ายเราขึ้นมา เราจะเป็นคนที่เจ็บที่สุดเลยนะคะ 

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) :  คือเหตุการณ์ที่มีนารู้ความจริงว่าธิดาวัลย์เป็นกิ๊กกับชานนท์ ซึ่งมีนาไม่เคยคิดว่าเพื่อนจะกล้าหักหลังแบบนี้ และนี่ก็เป็นประโยคแซ่บๆ ที่มีนาได้ทิ้งท้ายไว้


 

     ข้อคิด 5 :   ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย

จากนิยายเรื่องนี้เห็นได้ชัดเลยค่ะว่า ไม่ว่าอย่างไรความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ไม่ได้ตายจากหรือหายไปไหน ถึงแม้จะไม่มีใครพูดถึง ถึงแม้จะสร้างเรื่องโกหกมาปิดบัง แต่ความจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าจะจับต้องไม่ได้ แต่เราก็รู้ว่ามันคืออะไร อย่างเช่น มีคนถูกฆ่าตาย แต่ความจริงที่ว่าเขาถูกฆ่าก็ไม่ได้ตายตามไปด้วย

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์ที่ตำรวจถามถึงสาเหตุการตายของปาลนา แต่พวกเธอทั้ง 5 ก็ได้โกหกไปว่าปาลนาฆ่าตัวตาย ถึงแม้ว่าในใจพวกเธอจะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วพวกเธอนั่นแหละที่ฆ่าปาลนาเอง
 


 

     ข้อคิด 6 :   รักมากก็เจ็บมาก

ประโยคนี้อาจจะไม่จริงสำหรับทุกคนก็ได้นะคะ แต่สำหรับนิยายเรื่องนี้ พี่ว่าประโยค รักมากก็เจ็บมาก เป็นคำที่เหมาะที่สุดเลยค่ะ เมื่อรักมากก็ย่อมคาดหวังมาก ผูกพันมาก ยึดติดมาก  พอมันไม่เป็นไปตามที่วาดฝันไว้เราก็เจ็บและเสียใจมากๆ ยังไงล่ะ การที่เราจะรักมากมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร พี่ว่าถ้าเราวางทุกอย่างอยู่บนความพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปให้มันสมดุล ก็คงจะดีกว่าเดิมนะคะ

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์ที่ฐปนนท์ได้บอกเลิกสรัสวดี เพราะรู้ความจริงเรื่องที่สรัสวดีโกหก และรับไม่ได้ที่สรัสวดีเป็นชู้ สรัสวดีรู้สึกเสียใจมากเพราะเธอรู้สึกรักฐปนนท์จริงๆ และนี่ก็เป็นประโยคที่บอกถึงความรู้สึกของเธอได้ทั้งหมด
 


 

     ข้อคิด 7 :   ปล่อยวางคือทางที่ดี

บางทีการจัดการกับปัญหาต่างๆ อาจจะไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหานั้นให้สำเร็จก็ได้นะคะ ยึดติดไปก็ทุกข์ แค้นไปก็ไม่มีความสุข ไม่จบไม่สิ้นกันเสียที ลองคิดดูนะคะ ถ้าเราโกรธเพื่อนแล้วเอาแต่ทะเลาะกันไปมา อะไรคือผลดีที่เราได้ ความสัมพันธ์ก็ต้องเสียไป จิตใจก็ไม่สงบ กลายเป็นคนที่ดูไม่ดีอีก ปัญหาบางอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเอาชนะกันหรอกนะคะ เราอาจจะต้องปล่อยวางบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อให้จิตใจเราได้สงบ

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์ที่มีนารู้ความจริงว่าใครเป็นคนสลับแฟลชไดรฟ์พรีเซนเทชั่นในงานแต่งของพันทิวา แต่มีนาเลือกที่จะไม่เอาเรื่องต่อ เพราะแค่นี้ทุกอย่างก็พังหมดแล้ว จึงเลือกที่จะปล่อยวาง พร้อมกับประโยคสวยๆ
 

  
 
 
และอีกประโยคเป็นคำพูดของปาลนาที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนจบนั่นเอง
 

     ข้อคิด 8 :   ไม่มีใครทำร้ายเรา ได้เท่าเราทำร้ายตัวเอง

พออ่านเรื่องนี้จบ สิ่งที่พี่ตระหนักได้ดีที่สุดก็คือ “ไม่มีใครทำร้ายเรา ได้เท่าเราทำร้ายตัวเอง” เราเป็นคนที่รู้ตัวเราดีที่สุดว่าเราต้องการอะไร ทำแบบไหนเเล้วเราสบายใจ จริงอยู่ที่คนอื่นอาจมีส่วนในการทำร้ายเราบ้าง ถ้าเราไม่รับมันมาใส่ใจ ใครจะทำอะไรเราได้ อย่างเช่น เขาเอายาเสพติดมาให้เราลอง แต่ถ้าเราปฏิเสธ เขาก็ไม่มีสิทธิมาทำร้ายเราได้ ถูกมั้ยคะ แต่ถ้าเราเกิดอยากลองแล้วรับมันมาเองล่ะ ก็เป็นเรานั่นแหละที่เลือกจะทำร้ายตัวเอง เหมือนอย่างนิยายเรื่องนี้ที่ทุกคนเอาแต่โทษว่าคนอื่นทำร้ายตัวเอง จนลืมคิดไปว่าทุกอย่างมันก็เริ่มต้นที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ

ตัวอย่างในนิยายที่เกี่ยวข้องกับข้อคิดนี้  (มีสปอยล์) : คือเหตุการณ์ที่สรัสวดีกับมีนาคุยกันถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ว่ามันเริ่มจากจุดไหน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ มันไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่งแต่มันเกิดจากสิ่งที่พวกเธอร่วมกันทำนั่นเอง นี่ก็เป็นอีกประโยคสวยๆ จากมีนาค่ะ
 


 

นิยายเรื่องนี้ทำให้พี่ได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งว่า แท้จริงแล้วทุกอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น มันอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการกระทำ ความคิด หรือความรู้สึกก็ตาม ต่อให้ใครจะทำร้ายเรา แต่เราก็อย่าทำร้ายตัวเองนะคะ

อ่านมาขนาดนี้แล้ว น้องๆ ยังอดใจที่จะไม่อ่านได้อีกหรอคะ พี่ว่าต้องรีบไปหาอ่านแล้วล่ะค่ะ จะได้เอามาแชร์กันต่อ ว่าแต่ละคนอ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรจากเรื่องนี้บ้าง เผื่อจะเหมือนหรืออาจจะแตกต่างจากพี่ก็ได้ สำหรับใครที่อ่านแล้วก็อย่าลืมมาแบ่งปันความคิดเห็นกันนะคะ แต่ระวังล่ะ! ถ้าหลงเข้าไปอ่านแล้วจะติดอยู่ใน “วงกตดอกไม้” เพราะอ่านเพลินจนหาทางออกไม่ได้เลยล่ะ จนกว่าจะอ่านจบเล่ม!!

 

พี่น้ำ ^^

https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=nam_

พี่น้ำ - ผู้เขียน

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #ข้อคิด #วงกตดอกไม้ #ใบสน #Dek-D #นิยายออนไลน์

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?