/>

3 ขั้นตอนง่ายๆ ช่วยให้คุณเขียนนิยายได้อย่างมีระบบ []

วิว
สร้างระบบการเขียนด้วยตัวเองกับ
3 ขั้นตอนง่ายๆ ช่วยให้คุณเขียนนิยายได้อย่างมีระบบ

 
“เขียนงานตามโปรแกรมที่กำหนด ไม่ใช่เขียนงานตามอารมณ์ หยุดเขียนเมื่อครบจำนวนที่วางแผนไว้” เฮนรี มิลเลอร์
 
อยากเป็นนักเขียนที่เก่งใช่ไหม
อยากเขียนงานที่คนอ่านไม่สามารถหยุดอ่านได้
อยากสร้างผลงานที่น่าทึ่ง จับใจและเปลี่ยนชีวิตคนอ่านได้

 
ถ้าหากคุณคือคนที่ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักเขียนที่ดีมาตั้งแต่เด็ก พยายามอย่างหนักเพื่อให้ผลงานเป็นที่รู้จัก ได้ตีพิมพ์ มีคนอ่าน โดนใจใครสักคน แต่กลับไม่มีโชคสักที และนั่งคิดมากอยู่ว่าควรจะแก้ไขยังไงดี เขียนมันทุกวันเลยดีไหม เขียนให้ตายไปเลยดีกว่าไหม ถ้าคิดอย่างนั้นอยู่ อยากบอกว่า
 
ลืมมันให้หมด!!
 
ทางแก้เพื่อให้ได้เป็นนักเขียนที่ดีและเก่งไม่ใช่การเอาแต่เขียนและเขียนและเขียน แต่เป็นการโฟกัสไปที่ “ระบบการเขียน” ของคุณ
 

 
เออร์เนสต์ เฮมมิ่งเวย์ นักเขียนนักข่าวชื่อดัง หนึ่งในแรงบันดาลใจของนักอยากเขียนทุกคน สตีเฟ่น คิง นักเขียนแนวสยองขวัญที่ทำรายได้มากมายมหาศาล เจ. เค. โรว์ลิ่ง นักเขียนนิยายแฟนตาซีเจ้าของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ใครๆ ก็อิจฉา รู้ไหมนักเขียนเหล่านี้มีอะไรที่เหมือนกัน  
 
การเขียนที่มีระบบ...
 
เมื่อเขียนไม่ออก นักเขียนเหล่านี้ไม่ได้หยุดเขียนหรือทิ้งงานไปในทันที ถ้าทำเช่นนั้น พวกเขาคงไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนเช่นทุกวันนี้ เฮมมิ่งเวย์เขียนงานทุกวันในตอนเช้า สตีเฟ่น คิง เขียนวันละ 2,000 ตัวอักษรทุกวัน ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก อากาศจะสกปรกหรือเลวร้ายแค่ไหน เขาทำตามกำหนดของตัวเองเสมอ และเจ. เค. โรว์ลิ่งเอง แม้ต้นฉบับจะไม่ผ่านการพิจารณาหลายต่อหลายครั้ง เธอก็ไม่ย่อท้อ ยังคงส่งผลงานไปตามสนพ. ต่างๆ เพื่อรอโอกาสของตัวเอง

 
ถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ดีและเก่ง อยากให้เริ่มจากการจัดการระบบการเขียนของตัวเองก่อน
 
ระบบการเขียนแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก    
1.    เก็บข้อมูล
2.    เขียน
3.    รีไรท์งานเขียน

และแน่นอนว่าทั้งสามข้อนี้มีส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน แต่ก็มีส่วนที่แยกจากกันด้วย เหมือนสามขาของเก้าอี้หนึ่งตัว ถ้าหากขาดขาใดขาหนึ่ง เก้าอี้ก็จะไม่มั่นคงและอาจล้มได้ ถ้าอยากสร้างระบบที่มั่นคง ทั้งสามขาต้องแข็งแรงและเป็นหลักให้กับอีกสองขาได้
 
ขั้นตอนที่ 1 เก็บข้อมูล
คุณจะเขียนงานโดยไม่มีอะไรในมือไม่ได้ นักเขียนต้องการวัตถุดิบ และเป็นโชคดีของเรามากๆ ที่การเก็บข้อมูลสมัยนี้ ทำได้ง่ายมาก แค่มีอินเทอร์เน็ตก็ช่วยได้เยอะมากๆ แล้ว เราแค่ต้องรู้วิธีการเก็บข้อมูลที่เหมาะสมและถูกต้องจากแหล่งข้อมูลที่ใช่ของเรา
 
เก็บข้อมูลจากไหนดี
-    ลองคิดดูว่าคุณชอบอะไร เคยเจออะไรมาบ้าง ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้เขียนบันทึกนะ จะได้รู้ว่าในชีวิตประจำวันคุณสนใจอะไร นักเขียนต้องเริ่มจากเรื่องที่ตัวเองสนใจดีที่สุด
-    สนใจเรื่องของคนอื่นด้วย ลองคุยกับเพื่อน เป็นฝ่ายฟังมากกว่าถาม เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจมากๆ คุณสามารถนำมาใช้เป็นไอเดียหรือวัตถุดิบได้ ถ้าหากว่าฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องนั้นมีโอกาสพัฒนาได้ อาจจะต้องลองถามเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลเยอะๆ การเป็นนักเขียนที่ดี หัดฟังให้มากๆ จะช่วยให้คุณสามารถสร้างเรื่องราวได้อย่างน่าอัศจรรย์
-    อ่านหนังสือและบทความเยอะๆ
-    สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ข่าวใหม่ๆ อ่านเรื่องราวต่างๆ เสมอ อาจมีข่าวไหนหรือเรื่องราวอะไรจะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราคิดต่อยอดพล็อตนิยายได้ก็ได้
-    สังเกตงานเขียนของนักเขียนคนอื่นๆ ตลอดเวลาว่าใครเขียนนิยายแนวไหนออกผลงานแนวไหน เราจะได้หาแนวของตัวเองเจอ ไม่สนับสนุนให้ลอกหรือเขียนตาม แต่สนับสนุนให้ดูเทรนด์ สังเกตดูว่างานแนวไหนกำลังมา และนำมาประยุกต์สร้างแนวการเขียนของตัวเอง
-    ถ้ามีพล็อตอยู่แล้ว อาจจะลองหาคนที่เป็นแหล่งข้อมูลงานเขียนของคุณ และไปพูดคุยดู จะได้ข้อมูลดีๆ ไม่น่าเชื่อเลยล่ะ
-    อ่านคอมเม้นต์ที่นักอ่านมาโพสต์ในนิยายบ่อยๆ ได้ไอเดียดีๆ แน่นอน
 
นำข้อมูลมารวมอย่างไรให้ใช้ประโยชน์ได้จริง  
-    จดให้เยอะที่สุด ได้ยินอะไรมาจดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เก็บสมุดปากกาดินสอไว้กับตัวเสมอ หรือถ้าไม่ถนัดจะพิมพ์ลงมือถือก็ได้ ถ้ารู้สึกว่ามีอะไรน่าสนใจก็จดเอาไว้เลย ทิ้งไว้นานๆ อาจจะลืมได้
-    เก็บไฟล์ต่างๆ เหล่านั้นมารวมกันเอาไว้ เพื่อจะได้หาเวลามาอ่านดูอีกครั้ง
-    เวลาอ่านหนังสือหรือบทความน่าสนใจให้จดแยกเอาไว้ หรือไม่ก็ทำไฮไลท์ พิมพ์ไว้ในมือถือ หรือพื้นที่ไหนก็ได้ที่ทำแล้วจะไม่ลืม
 
ขั้นตอนที่ 2 เขียน
เรามีคำคมมาฝากนักเขียนทุกคนที่เพิ่งผ่านขั้นตอนเก็บข้อมูลมา คำคมนั้นคือ “มันไม่สำคัญว่าคุณจะเก็บข้อมูลได้มากแค่ไหน ตราบใดที่คุณไม่ได้ลงมือเขียน”
 
อาชีพนักเขียนคือเขียน ใครไม่เขียนไม่ใช่นักเขียน มันง่ายขนาดนั้น
 
เมื่อได้ไอเดียของเรื่องที่อยากเขียน ก็ลงมือเขียนได้เลย แต่จะเขียนอย่างไรดี...? เอาล่ะ เรามีเทคนิคช่วยให้คุณสร้างระบบการเขียนและสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คุณเขียนได้ดีขึ้น ได้แก่

-    มีเป้าหมายชัดเจนในแต่ละวัน สตีเฟ่น คิง มีเป้าหมายคือเขียนวันละ 2,000 ตัวอักษร ทุกๆ วัน ไม่มีเงื่อนไขใดๆ คุณสร้างเป้าหมายแบบนี้บ้างก็ดีนะ
-    เลือกเวลาเขียนและทำแบบนั้นทุกวัน เฮมมิ่งเวย์เขียนตอนเช้าเสมอ ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น บางวันเขียนถึงแค่เก้าโมงเช้า บางวันอาจเขียนไปจนเที่ยง ขึ้นอยู่กับว่านิยายไปจบที่ตรงไหน อีกหนึ่งเทคนิคของเฮมมิ่งเวย์คือจะไม่เขียนจนผ่านพ้นตอนสำคัญ แต่จะทิ้งเอาไว้เพื่อให้วันต่อมาเขาเขียนงานได้ง่ายขึ้น
-    กำหนดช่วงเวลาการเขียน โจดี้ ปิโกต์ นักเขียนอีกหนึ่งคนเคยบอกว่า อาการเขียนไม่ออกเกิดขึ้นเพราะคุณมีเวลามากเกินไป ถ้าหากคุณมีเวลาในการเขียนที่จำกัด ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องนั่งลงและเขียนให้ได้
 
ขั้นตอนที่ 3 รีไรท์งานเขียน
งานเขียนเหมือนงานฝีมือ เมื่อทำเสร็จไม่อาจส่งงานออกสู่สาธารณะได้ในทันที เจ้าของผลงานต้องค่อยๆ เลาะเล็ม ประดิดประดอย ทำยังไงก็ได้ให้งานน่าสนใจมากขึ้น ไม่ใช่เขียนจบแล้วไม่อ่านทวนก็โพสต์ๆ ไปก่อนหรือส่งสนพ. ไปก่อนแล้วรอให้คนอื่นมาแก้ นักเขียนทุกคนเหมือนศิลปิน ต้องแก้ไขผลงานของตัวเองให้ดีที่สุด ก่อนจะให้คนอื่นได้มาเห็นงานที่เราภาคภูมิใจนั้น
 
มีวิธีมากมายที่จะช่วยให้เราสร้างงานเขียนได้ดีขึ้น คนหลายคนพูดง่ายๆ ว่า อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ ก็จะเก่งเอง มันเป็นคำที่ง่ายและไม่บ่งบอกอะไรเลย ปัญหาสำคัญคือคนที่คิดว่าตัวเองอ่านเยอะเขียนเยอะ พวกเขาอาจไม่ได้อ่านเยอะเขียนเยอะก็ได้ ก็เหมือนกับเด็กที่เรียนเปียโน ถ้าเล่นด้วยตัวเองงูๆ ปลาๆ พวกเขาอาจจะเก่ง แต่เมื่อได้โค้ชบอกวิธีที่เหมาะสม พวกเขาจะมีแนวทางที่ชัดเจน และเขียนงานได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นฐานที่นักเขียนทุกคนต้องมีเลยคือ ตัวสะกด และสำนวนการเขียน ต่อมาก็คือการคิด นักเขียนต้องคิดเก่งและมีวิธีการนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจ ต้องรู้ว่าเราจะเขียนไปจนถึงบทสรุปได้อย่างไร และจะคลี่คลายปม นำเสนอคำตอบแบบไหน สร้างตัวละครอย่างไร ถ้าคุณเป็นนักเขียนนิยาย ก็ต้องหาองค์ประกอบที่น่าสนใจในเรื่อง ได้แก่ ตัวละคร โครงสร้างหลัก ธีมเรื่อง แน่นอนนักเขียนที่ดีเขียนนิยายเสมอ แม้ไม่รู้สึกอยากเขียน การเป็นนักเขียนไม่ใช่แค่ทำด้วยความรักและความสุข แต่คุณยังต้องคำนึงถึงวินัยและความพยายาม ขยัน อดทน และให้ความสำคัญกับงานเขียนอันดับหนึ่ง
 
คุณจะเป็นนักเขียนไม่ได้ถ้าไม่เขียน และต้องเขียนให้ดี เขียนอย่างสม่ำเสมอ เขียนอย่างเป็นระบบ การเขียนเป็นระบบไม่ได้ช่วยให้เขียนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของงานเขียน และสร้างผลงานที่มีคุณภาพได้ด้วย สุดท้ายแล้วหากอยากเป็นนักเขียน เราขอปิดด้วยคำคมของแจ๊ค ลอนดอนที่ว่า “อย่าเอาแต่รอแรงบันดาลใจในการเขียน แต่จงก้าวออกไปหามัน และเริ่มต้นเขียนด้วยตัวเอง”

 
ทีมงานนักเขียนเด็กดี

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
https://www.thecreativepenn.com/2015/09/28/writing-discipline-james-scott-bell/
 https://writingcooperative.com/want-to-be-a-great-writer-then-dont-focus-on-writing-do-this-instead-120bf7ba7061
https://tinadubinsky.com/writing-is-a-discipline/
https://www.thecreativepenn.com/how-to-research-your-novel-and-when-to-stop/

 
Deep Sound แสดงความรู้สึก
https://www.dek-d.com/content/listwriter.php?writer=writer_team

ทีมงาน writer - ผู้เขียน

ทีมงาน writer

[ดูผลงานที่ผ่านมา]

#นิยาย #นักเขียน #เขียนอย่างมีระบบ #ระบบการเขียน

บทความที่นิยมอ่านต่อ

แสดงความคิดเห็น

บทความที่เปิดอ่านล่าสุด

ไม่มีบทความที่เปิดอ่านล่าสุด
เกี่ยวกับเรา ติดต่อ แจ้งปัญหา

เว็บ Dek-D

เข้าผ่านแอป ง่ายกว่า

ติดตั้งแอป
ติดตั้งแอป
ต้องการรับการแจ้งเตือนบทความใหม่ของหมวด ไหม?