ข้าวคอยเคียว ๒๐๑๗

ผู้แต่ง : อนุสรณ์วารี

1. ความภูมิใจของแม่ในการเป็นลูกชาวนา

           ทุกครั้งที่แม่เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก ดวงตาของแม่จะเป็นประกาย
           ยิ่งเรื่องที่แม่เล่าเกี่ยวพันกับท้องทุ่ง ผืนนาอันเป็นมรดกตกทอด วิถีชีวิตแบบบ้านนา ออกหาปลาจับเขียดกบ แม่จะยิ่งฉายรอยยิ้มออกมา จนพื้นที่รายรอบตัวแม่ราวจะเรืองแสงได้ขึ้นมาทันที
            สิ่งที่คอยกระตุ้นให้แม่เล่าเรื่องราวได้เป็นฉาก ๆ อย่างไม่รู้เบื่อและไม่รู้จักจบสิ้น คือ ลูกทั้งสามคนของแม่ ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนวนเวียนคอยซักถามทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
             “ แม่เล่าเรื่องตอนแม่เป็นเด็กให้หนูฟังหน่อย ” ลูกคนใดคนหนึ่งมักเริ่มต้นการสนทนาด้วยคำถามนี้
             “ แม่ไถนาเป็นไหมคะ ” ลูกคนใดคนหนึ่งพูดลอย ๆ เมื่อหยิบรูปถ่ายที่แม่กำลังนั่งบนหลังควายขึ้นมาดู
             “ แม่ได้เงินไปโรงเรียนวันละเท่าไหร่ ” ลูกคนใดคนหนึ่งเปลี่ยนเรื่องหลังจากฟังเรื่องไถนาจนเบื่อแล้ว
        “ ยายใจดีไหมคะ ” ลูกคนใดคนหนึ่งตั้งคำถามเมื่อหันไปเห็นรูปยายที่ขยายใส่กรอบตั้งไว้บนตู้ สวมชุดขาว นั่งพับเพียบด้วยกิริยาอาการนิ่งสงบ
             “ ทำไมแม่ชอบทำนาล่ะคะ ” เป็นฉันเองที่ถามคำถามนี้ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต แม่มักจะพาพวกเรากลับบ้านไปทำนาเสมอ ๆ
            แล้วแม่ก็จะเริ่มต้นเล่า โดยมีลูก ๆ ทั้งสามคนนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

            *********************************************

            แม่เป็นลูกชาวนาโดยกำเนิดและโดยสายเลือดแท้ ๆ (ฉันคิดว่าอย่างนั้น) แม่เกิดเมื่อ พ.ศ. 2511 ซึ่งในขณะนั้นอำเภอที่แม่อยู่ ยังไม่แยกตัวออกจากจังหวัดอุบลราชธานี และยังห่างไกลความเจริญทั้งหลายทั้งปวง ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา หนังสือพิมพ์ รถยนต์ จักรยาน โทรทัศน์ ถนนลาดยาง รองเท้าแตะ ฯลฯ ฉันเคยคิดว่าแม่มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ในดินแดนที่เรียกได้ว่าไม่มีความสะดวกสบายเลยแม้แต่น้อย แม่ต้องเดินไปกลับทุ่งนาซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเป็นสิบกิโลเมตรด้วยเท้าเปล่าบนถนนลูกรังที่เกรอะกรังไปด้วยฝุ่นแดง แม่ต้องหาบน้ำจากบ่อมาเทใส่ตุ่มเอาไว้กินไว้ใช้ทุก ๆ วัน  และยังต้องหาบน้ำไปรดแปลงผักที่ปลูกไว้ด้วย แม่ต้องห่อข้าวกับปลาแดกแจ่วเผ็ด ๆ เค็ม ๆ ไปโรงเรียนโดยมีเงินติดตัวเพียงหนึ่งสลึงหรือบางวันก็ไม่มีเลย แต่แม่ก็มักจะบอกกับฉันว่า วันคืนเหล่านั้นเป็นวันคืนที่มีความสุข เพราะแม่ได้ทำนา ได้อาบน้ำคลองอีสานเขียว (ชื่อนี้ได้มาจากโครงการของนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง) ได้เดินจูงควาย ได้หาหน่อไม้ ได้ถือตะกร้าตามยาย (แม่ของแม่) ไปแหย่ไข่มดแดง เก็บผักหวาน เข้าป่าหาเห็ด ได้นอนค้างคืนบนเถียงนาที่ไม่มีฝากั้นลม พอตกดึกก็จะเย็นเยียบไปทั่งร่างด้วยน้ำค้างและด้วยบรรยากาศชวนขนหัวลุก          
            เรื่องราวในวัยเด็กของแม่คล้ายภาพยนตร์เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ กล่าวคือ จะอมตกาล เล่ากี่ครั้งก็ยังสนุก     มีเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ ที่จะไม่มีวันได้พบเจอในยุคปัจจุบันอยู่ในเรื่องเล่าของแม่เต็มไปหมด บางเรื่องทำให้ฉันและน้อง ๆ ตื่นตาตื่นตาใจ บางเรื่องชวนให้คลื่นไส้สะอิดสะเอียน บางเรื่องชวนให้เพ้อฝันดีไม่น้อย แต่ฉันไม่เคยรู้สึกตัวหรอกว่าที่แม่เพียรเล่าชีวิตลูกชาวนาให้ฟังอยู่ทุกวี่วันนั้นแม่มีจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังฉันกับน้อง ๆ ให้มีจิตสำนึกรักบ้านเกิด (ลืมบอกไปว่าฉันเกิดจังหวัดเดียวกับแม่ และแน่นอนว่าฉันมีเลือดอีสานฝังกายอยู่เต็มร้อย)

            *****************************************

         แม้ว่าโลกจะหมุนไปในทิศทางไหน หรือจะพัฒนาโลกาภิวัตน์สักเพียงใด แต่แม่ยังคงดำเนินวิถีชีวิตตามแบบฉบับลูกชาวนาอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ยกตัวอย่างง่าย ๆ บนโต๊ะทานข้าวแต่ละมื้อจะต้องมีอาหารพื้นบ้านอีสานอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ถ้าไม่เป็นแจ่วปลาแดก ก็จะเป็นแกงหน่อไม้ แกงอ่อม  ส้มหมู ส้มวัว (แหนมนั่นแหละ) ตำบักหุ่ง ตำถั่ว ปลาจ่อม (เป็นอาหารชนิดหนึ่ง ทําด้วยปลาหรือกุ้งตัวเล็ก ๆ หมักเกลือไว้ระยะหนึ่ง แล้วใส่ข้าวคั่ว) ส้มผักเสี้ยน ผักเคียงต่าง ๆ เช่น ผักสะเดา ผักเม็ก ผักกะโดน ผักกะแยง  อาหารเหล่านี้บางอย่างฉันก็กินด้วยได้ แต่บางอย่างฉันก็ไม่เคยลอง และไม่รู้จะลองไปทำไม ในเมื่อมีอาหารไทยอร่อย ๆ อย่างอื่นให้เลือกกินตั้งมากมาย
          การนอนก็เช่นเดียวกัน แม่จะชอบนอนที่นอนยัดนุ่นบาง ๆ  หรือไม่ก็ปูเสื่อนอน แม่จะไม่ยอมนอนเตียง(ของฉัน) ซึ่งมีฟูกหนา นุ่มสบายเลย แม่บอกว่า มันทำให้ปวดหลัง แม่ไม่รู้จักชุดเครื่องนอนโตโต้ ซาติน ทิวลิป ฯลฯ แม่รู้จักแต่หมอนขิดยัดนุ่นแข็ง ๆ รูปร่างสี่เหลี่ยม ซึ่งฉันเคยนอนแล้วปวดคอมาก วันรุ่งขึ้นหัวตกหมอนถึงกับคอเคล็ดไปหลายวัน
         เรื่องการแต่งกาย วันไหนอยู่บ้านสบาย ๆ แม่จะนุ่งผ้าถุง แต่เวลาไปวัดแม่ก็นุ่งผ้าถุง ไปตลาดแม่ก็นุ่งผ้าถุง เอาเป็นว่าแม่ชอบนุ่งผ้าถุงเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้น เครื่องประดับสุดรักของแม่จึงได้แก่ เข็มขัดนากอันเก่าแก่ซึ่งใช้กันมาไม่รู้ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่น จนบางครั้งฉันเคยสงสัยว่า หากแม่เกิดในยุค “วัธนธัม” ของจอมพล ป. แม่จะโดนจับไปปรับทัศนคติเรื่องนุ่งผ้าถุงไหมนะ
         วิถีชีวิตลูกชาวนาของแม่ไม่สิ้นสุดเพียงแค่ชีวิตประจำวัน แต่ยังลามไปถึงการดำรงรักษาไว้ซึ่งผืนนาอันเป็นมรดกที่ยายแบ่งสันปันส่วนมอบให้แม่ก่อนตาย ผืนนาที่แม่ได้รับจะว่าเยอะก็เยอะ (หากมองในแง่ของความพอเพียงและการลงแรงทำนาด้วยตนเอง) จะว่าน้อยก็น้อย (หากมองในแง่ทุนนิยม) แม่ค่อย ๆ รวบรวมเงินทองที่หาได้จากงานประจำ ก่อนนำไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงผืนนาให้กลายเป็นนาในฝันฉบับของแม่ โดยเริ่มจากการรวมผืนนาแปลงเล็กแปลงน้อยให้กลายเป็นนาผืนใหญ่เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการปลูกข้าว โค่นต้นไม้ใหญ่ที่โผล่กลางนาก่อนจะซื้อพันธุ์มะม่วง มะขาม มาปลูกไว้ตามคันแทนาแทน (ได้กินผลแล้วล่ะ ลูกดก รสชาติใช้ได้ทีเดียว)   ขุดสระ ในปีแรก ๆ แม่หาซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยลงสระ แต่หลัง ๆ ไม่ต้องซื้อแล้ว เพราะพอถึงหน้าฝนปลาจะมาเองตามธรรมชาติให้จับกินไม่หวาดไม่ไหว แม่จะ “สาปลา” ปีละครั้ง (คือ การสูบน้ำออกจากสระให้หมดแล้วลงไปจับปลา) ฉันเองก็เคยลงไปจับ เอาตะกร้า เอาถังน้ำ เอาสวิงช้อนปลากันสนุกสนาน ที่สนุกเพราะมีปลาให้จับเยอะมาก ควานไปทางไหนก็เจอแต่ปลามุดโคลนตมจนฟองอากาศลอยเต็มไปหมด เจอปลาไหลกับงูด้วย แต่เป็นงูตัวเล็ก ๆ ไม่มีพิษภัยอะไร พ่อจับงูได้ก็เหวี่ยงออกจากสระไปสุดแรง
          จากนั้น แม่เริ่มทำนากึ่ง ๆ เกษตรอินทรีย์ ไม่ฉีดยาฆ่าหญ้า ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีเครื่องทุ่นแรงอื่นใด  แม่ใช้แรงงานคนล้วน ๆ ซึ่งก็คือ แรงงานฉันกับน้อง ๆ นั่นเอง นอกเหนือจากนั้นแม่จะจ้างคนมาถอนกล้า ดำนา เกี่ยวข้าว สมัยนี้ไม่ค่อยมีใครดำนากันแล้ว แม้ว่าผลผลิตที่ได้จะเยอะกว่านาหว่าน แต่ก็ไม่มีใครอยากลำบาก      ทำนาหลายขั้นตอน เพราะสุดท้ายชาวนาก็ขายข้าวให้นายทุนเหมือน ๆ กัน แต่แม่ไม่คิดเช่นนั้น สิ่งที่แม่ต้องการจากการทำนาแบบดั้งเดิม คือ แม่อยากรักษาวิถีชีวิตที่กำลังจะหายไปและต้องการให้ธรรมชาติสมัยแม่ยังเป็นเด็กกลับคืน มีอยู่ปีหนึ่ง แม่ชวนญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงลงแขกเกี่ยวข้าวราว ๆ 20 คน แม้ว่าจะไม่ได้รับเงินค่าจ้างและมีงานล้นมือมากมายแต่ทุกคนก็มาช่วยแม่ด้วยความเต็มใจ วันนั้นทุ่งนาของเราอบอวลไปกลิ่นกับข้าวและกลิ่นน้ำใจไมตรีหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ
           การทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋ยที่ได้จากธรรมชาติ ทุกปีแม่จะซื้อ “ฝุ่นขี้งัว” ยกคอก ได้ประมาณ 3-4 คันรถอีแต๊ก บ้านอื่นใช้รถอีแต๊กขนกัน แต่บ้านเราไม่มี แม่จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้รถกระบะของเรานี่แหละขนแทน พ่อบ่นเสียหลายกระบุงโกยเพราะต้องล้างรถขัดรถอยู่หลายวันกว่ากลิ่นอึวัวจะหาย

            ***************************************

            แม่ผูกพันกับท้องทุ่งท้องนามาตั้งแต่เกิดจนบัดนี้แม่อายุ 50 ปีแล้ว แต่แม่ก็ยังรักและผูกพันอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย แม่ภูมิใจที่ได้ลูบรวงข้าวสีเหลืองทองก่อนจรดเคียวเหล็กตัดทีละกำ ๆ อย่างรวดเร็ว แม่ภูมิใจที่ได้หอบกล้าข้าวสีเขียวสดเต็มอ้อมแขน ก่อนจะหยิบกล้าทีละต้นปักลงไปในนาที่มีน้ำขัง แม่ภูมิใจที่ได้หมักปลาร้าจากปลาในสระที่แม่ขุด แม่ภูมิใจที่มรดกกอไผ่ของยายยังมีหน่อไม้ให้แม่ได้มุดหา แม่ภูมิใจที่แนวต้นมะม่วง มะขามของแม่ออกลูกให้แม่เก็บกินทุกปี ปีละหลายสิบลูก.....แม่ภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดและปลูกฝังเรื่องราวของแม่ลงบนหัวใจของฉัน        

            *****************************************

            “ วันนี้พอแค่นี้ก่อน ได้เวลากินข้าวเย็นล่ะ ”
          “ อ้าววววว ” เราทั้งสามร้องอุทธรณ์ขึ้นพร้อมกัน ด้วยว่าเรื่องเล่าของแม่กำลังถึงตอนสนุก ยังไม่ถึงตอนจบ และหากจบตอนนี้มันจะค้างคา
            “ อ้าวอะไรจ๊ะ ฟังวันละนิดละหน่อยก็เพียงพอแล้ว ขืนเล่าหมดวันเดียว วันพรุ่งนี้แม่จะเล่าอะไร ”
            “ เรื่องเล่าของแม่มีตั้งเยอะแยะ ” ฉันค้าน
          “ เยอะก็จริง ” แม่ตอบพร้อมกับให้ยิ้มให้ฉัน “ แต่แม่อยากให้หนูอดทนรออย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจะได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่แม่เล่าทุกถ้อยคำและจำย้ำไว้ในใจ ไม่ใช่สักแต่ว่าฟังผ่าน ๆ ไปเหมือนนิทานก่อนนอน พอฟังถึงตอนจบก็หลับใหลลืมเลือน ”
            ฉันนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบว่า
            “ ก็ได้ค่ะ รอฟังพรุ่งนี้ก็ได้ แต่แม่ต้องสัญญานะคะว่าจะเล่าเรื่องที่แม่นอนนาให้ฟัง ”
            “ ได้สิจ๊ะ ” แม่ลุกขึ้นโอบหลังไหล่พวกเราให้เดินเข้าครัวไปรับประทานอาหารเย็นพร้อม ๆ กัน  “ รับรองว่าสนุกจนหนูอยากไปนอนนาเหมือนแม่เลยล่ะ ”

            ****************************************

2. ความภูมิใจของฉันในการเป็นลูกของลูกชาวนา

         น่าภูมิใจตรงไหน?
         นั่นสินะ ฉันคิดทบทวน
         การเป็นลูกของลูกชาวนาน่าภูมิใจตรงไหน?
         น่าภูมิใจตรงที่เราไม่ต้องซื้อข้าวกินอย่างใครเขา นาของเราปลูกข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีที่หอมมาก ๆ (ไม่ได้โม้นะ มันหอมจริง ๆ) นอกจากปลูกไว้กินเอง ส่วนที่เหลือยังนึ่งขาย หุงขายอีกด้วย ใคร ๆ ก็ติดใจข้าวนึ่งข้าวหุงบ้านเรา เพราะหอมอร่อยและให้เยอะ ปริมาณข้าวเหนียว 10 บาทที่เราขาย สามารถแบ่งใส่ถุงละ 5 บาทของร้านทั่วไปได้ถึง 3 ถุง และถ้าหากฉันหรือพ่อเป็นคนขาย แน่นอนว่า จะต้องแถมให้คนซื้อจนอิ่มหนำถ้วนทุกคน
        น่าภูมิใจตรงที่ท้องไร่ท้องนาหล่อหลอมให้ฉันเป็นคนติดดิน อยู่ง่าย กินง่าย ตอนเป็นเด็กฉันสามารถเอากระบวยตักน้ำฝนกินจากตุ่มได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องความสะอาด เก็บบักส้มมอ บักสีดา กินจากต้นโดยไม่ต้องล้างน้ำและไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมี สมัยนั้น “เงิน” แทบไม่มีความหมายต่อฉันเลย ฉันไม่จำเป็นต้องพกเงินทีละร้อยสองร้อยเช่นในปัจจุบัน เงินเพียงแค่ห้าบาท ฉันก็สามารถซื้อส้มตำกินจนหายอยาก หรือไม่ก็ซื้อไส้กรอกสีชมพูอันเล็ก ๆ ขนาดเท่านิ้วชี้ได้ตั้งห้าไม้ ซื้อไอศกรีมขนมปังโรยถั่วเหลืองราดนมชุ่ม ๆ ได้หนึ่งแถว ฉันกินง่าย อยู่ง่ายถึงขนาดที่ว่าสามารถแบกจอบ “ไปทุ่ง” ได้โดยไม่ต้องนึกถึงน้ำหรือกระดาษชำระ
       น่าภูมิใจตรงที่ฉันได้ฝึกบทเรียนความอดทนจากโรงเรียน “ทุ่งนา” สมัยฉันยังเด็กถนนหนทางยังเป็นดินลูกรังและพาหนะของเรามีเพียงจักรยาน ฉันต้องควบจักรยานฝ่าแดดฝ่าลมไปทุ่งนาทุกวัน ๆ บางวันก็เดิน  ฉันต้องก้ม ๆ เงย ๆ ดำนาจนหลังขดหลังแข็ง แถมด้วยอาการนิ้วโป้งระบมจากการจิ้มซ้ำ ๆ ลงไปยังดินแข็งโป๊กให้กว้างพอที่จะปักดำต้นกล้าลงไปได้ และเมื่อถึงฤดูเกี่ยวข้าว ฉันจะโดนเคียวเกี่ยวข้าวบาดมือประจำ ไม่นับรวมซังข้าวที่มักจะขูดขาให้แสบ ๆ คัน ๆ เลือดออกซิบ ๆ อยู่เสมอ
       ผลพลอยได้อีกประการที่ฉันได้รับจากการเติบโตท่ามท้องทุ่งท้องนา คือ ฉันไม่เป็นภูมิแพ้และเป็นคนที่ทนต่อทุกสภาพอากาศ อากาศร้อนแบบอบอ้าวสุด ๆ ฉันก็เคยเผชิญมาแล้วในเดือนเมษายน อากาศหนาวแบบหนาวยะเยียบ ที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่มสามผืนดูราวกับจะกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด มันเย็นจนเสียดซึมผ่านหมวกไอ้โม่ง ผ่านเสื้อผ้า ผ่านถุงเท้าที่สวมใส่อยู่ รู้เลยว่าหนาวจนปวดกระดูกมันเป็นอย่างไร ( สาเหตุที่ทำให้หนาวได้ขนาดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากบ้านไม้ใต้ถุนสูงมุงสังกะสี ซึ่งกันหนาวไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับบ้านปูน )

             ***************************************

              จะว่าไปฉันก็ภูมิใจที่เป็นลูกหลานของชาวนา
            แต่ก็ภูมิใจแค่ส่วนลึก ๆ เท่านั้น ส่วนตื้นของจิตใจฉันยังคงโหยหาเมืองฟ้าแดนอมรอยู่ ฉันไม่ปฏิเสธว่าฉันหลงแสงสีอันตระการของเมืองกรุงเข้าแล้ว ด้วยความที่ทศวรรษที่สองของชีวิต ฉันเติบโตท่ามกลางฝุ่นควันและตึกสูงที่แม้จะให้ความรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก แต่การดำเนินชีวิตของคนเมืองก็ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจ ไม่เนิบเนือยเหมือนสมัยยังอยู่ท้องทุ่ง ในที่สุด ฉันก็หลงรักวิถีชีวิตแบบศิวิไลซ์และเจริญรอยตามอย่างกลมกลืน สำเนียงพูดของฉันเป็นสำเนียงคนกรุงเทพฯ ผิวพรรณของฉันขาวเนียนไร้ริ้วรอยฝ้าใฝใด ๆ เหมือนคนกรุงเทพฯ แม้อาหารบางมื้อจะมีเมนูอีสานหรือปลาร้าบ้าง แต่ก็ต้องเป็นเมนูที่อยู่ในร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้าดังหรือร้านที่คนกรุงเทพฯ ให้ความนิยม ใส่น้ำมะนาวสังเคราะห์ ส้มตำที่ไม่ใช่ส้มตำแต่เป็นส้มคน (ราดน้ำส้มตำที่ปรุงไว้แล้วคน ๆ ในครกก่อนตักใส่จานเสิร์ฟ) ลาบที่ดัดแปลงเอากุ้ง หอย ปูม้า ปลาทะเลมาใส่ ข้าวเหนียวที่บรรจุในกระติบข้าวจิ๋ว ๆ เล็ก ๆ น่ารักน่าเอ็นดูแต่ใช้ส้อมจิ้มกิน แอร์เย็นเฉียบคละเคล้าด้วยเสียงนักร้องโอเปร่า!!! โอววว ทั้งรสชาติอาหารและบรรยากาศก่อให้เกิดสุนทรียรสอะไรเช่นนี้

            **********************************

            ฉันภูมิใจที่ยังได้ชื่อว่าทำนาเป็น
           ทุกครั้งที่กลับบ้านต่างจังหวัดไปดำนา เกี่ยวข้าว ฉันจะลงลุยอย่างไม่ห่วงสวยหรือห่วงภาพลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่กลัวเปื้อนตม เปื้อนโคลน เล็บดำ ผมแห้งเสีย หน้าหมองคล้ำ เหงื่อเต็มหลัง ฉันถอนกล้าและปักดำอย่างขะมักเขม้น เนื่องด้วยลางานไม่กี่วันจึงต้องเร่งทำให้สำเร็จลุล่วง มิเช่นนั้นทั้งพ่อและแม่จะต้องเสียเงินจ้างคนมาช่วยทำนาอีกหลายพัน นาตอนนี้ไม่เหมือนเก่าก่อนอีกต่อไป เวลาที่เคลื่อนผ่านล้วนเป็นเงินเป็นทอง ไม่มีใครยอมเสียสละเวลามาช่วยทำนาฟรี ๆ โดยไม่มีค่าตอบแทน อย่างน้อย ๆ ค่าแรงขั้นต่ำต้องได้ อาหารเช้า อาหารกลางวันต้องมีเพียบพร้อม จึงจะคุ้มค่ากับเม็ดเหงื่อที่เสียไปในผืนนาที่ไม่ใช่ของตน
          จะว่าไปนาของแม่ยังเหมือนเดิมทุกประการ เหมือนเมื่อสิบปีก่อนไม่ผิดเพี้ยน ทางเข้านายังเป็นดินลูกรัง เถียงนาแม่ยังฮ่าง ๆ   พัง ๆ ไม่เหมือนเถียงนาอินเตอร์ (นาที่ติดกับนาแม่) ที่มีไฟฟ้าน้ำประปาครบครัน มรดกกอไผ่ แนวต้นมะม่วงบนคันนา บ่อปลาที่มีปลาเต็ม ทุกอย่างราวกับหยุดเวลาไว้ และเป็นแม่เองที่หยุดเข็มนาฬิกามิให้เคลื่อนคล้อย แม่กับพ่อไปนาทุกวัน (หลังจากทำงานส่งฉันเรียนจนจบ พ่อกับแม่ก็พากันย้ายสำมะโนครัวไปอยู่บ้านต่างจังหวัด ทิ้งให้ฉันเผชิญโชคโลกโหดร้ายตามลำพัง) แม้ไม่ใช่หน้านาก็ยังไปนา ไปดูแตงไทย แตงโม ที่ลงแปลงปลูกไว้ เดินชี้ชวนกันหาหน่อไม้ทั่วทุ่งนา รดน้ำต้นขิงต้นข่าต้นกล้วยด้วยกัน แลง ๆ ก็นอนฟังเสียงกระดึงผูกคอควายสั่นดังกังวานยามมันเคลื่อนขยับกาย คล้าย ๆ ได้ยินทำนองพระตีกลองทำวัตรเย็น ดวงตาเว็นระบายสีแสดอ่อน ก่อนจะเดินกลับสู่บ้านหลังน้อย ระหว่างทางน้ำค้างเริ่มย้อยราดรดใบหญ้า ชื่นชื่นฉ่ำในอุราแววตาสุกใส ดุจนภาลัยมีหมู่ดาวสวยพราวพร่าง วันเพ็งบูรณ์เดือนสว่างกระจ่างลาน พ่อนั่งเหลาตอกแม่นั่งฝานมะม่วงกิน หยดฝนหล่นรินกระทบหลังคา เปาะแปะซู่ซ่าอ๊บอ๊บครืนครืน แม่ลุกขึ้นยืนปิดหน้าต่าง พ่อกางมุ้งสี่สายปูบ่อนนอน กราบหมอนระลึกพระอรหันต์ โปรดปกป้องคุ้มกันลูกน้อยทั้งสาม ให้อยู่ดีมีแฮงทุกยามแม่ว่าอย่างนั้น ก่อนสองเฒ่าหลับฝันสบาย

            *********************************

                   ความภูมิใจต้องแลกกับอะไรบ้าง?
                แดดยามเที่ยงที่สาดส่องลงบนพื้นถนนราดยางมะตอยกำลังระอุได้ที่ แม้จะใส่รองเท้าส้นสูง กางร่มกรองยูวี ๑๐๐% สวมแว่นตาดำอันเขื่องตามสมัยนิยมก็ดูจะไม่ช่วยบรรเทาความร้อนสักเท่าไหร่ กลับทวีให้เม็ดเหงื่อยื้อแย่งกันเสนอหน้าตามข้อพับแขน หว่างขา ใบหน้าและแผ่นหลัง จนในที่สุดก็เปียกชุ่มไปทั้งตัวเมื่อเดินถึงที่หมาย คือ ห้างสรรพสินค้าซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำงานเพียง ๓๐๐ เมตร
                วันนี้ฉันมากินข้าวในห้างคนเดียวเช่นเคย เนื่องจากเบื่อกับข้าวร้านอาหารตามสั่งข้างออฟฟิศเต็มทน   ข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาวชืด ๆ เกาเหลากับข้าวสวยแข็ง ๆ ข้าวผัดที่ฝืดคอจนต้องกระดกน้ำตามแทบไม่ทัน เหล่านี้ทำให้ฉันหงุดหงิดมากกว่าเอร็ดอร่อย มิไยที่เพื่อนร่วมงานจะบอกว่า “กินกันตาย กิน ๆ เข้าไปเถอะ” แต่ฉันก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี ขึ้นชื่อว่า ‘ข้าว’ ก็ควรจะได้กินอย่างเอร็ดอร่อยให้สมกับเป็นอาหารมื้อหลักสิ จริงมั้ย?
              วันนี้คนมาเดินห้างเยอะกว่าทุกวัน ไม่นับรวมพนักงานออฟฟิศละแวกนี้ที่พากันมาฝากท้องจนร้านอาหารเต็มแทบทุกร้าน ฉันจึงต้องเดินวนอยู่ในห้างเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ที่นั่งในร้านฟาสต์ฟูดที่ขึ้นชื่อเรื่องไก่ทอดต้นตำรับร้านหนึ่ง
                 เมนูที่ฉันสั่งไม่ได้เป็นชุดไก่ทอดแถมเป๊บซี่แก้วใหญ่ แต่เป็นเมนูข้าวที่โฆษณาไว้บนป้ายหน้าร้านว่า ‘ใช้ข้าวหอมมะลิแท้ ๑๐๐%’ ข้าวสวยเม็ดขาว ควันกรุ่น น่ากินจนต้องสั่งมาลิ้มลอง
            ฉันเดินถือถาดข้าวมาวางลงบนโต๊ะริมหน้าต่างกระจกตัวหนึ่ง นอกร้านรถราวิ่งขวักไขว่น่าเวียนหัว รถไฟฟ้าโฉบผ่านตาขบวนแล้วขบวนเล่า ป้ายบิลบอร์ดโฆษณาซึ่งมีดาราชายเปลือยอกกว้างมองเห็นอยู่ลิบ ๆ เพิ่งจะลงมือทานข้าวไปได้สองสามคำ อยู่ดี ๆ ฝนเจ้ากรรมก็เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผู้คนที่เดินไปมาตามทางเท้าต่างหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น ถ้าเป็นบ้านที่ต่างจังหวัดป่านนี้ฉันกับน้อง ๆ คงวิ่งไล่จับกันภายใต้ม่านฝนสนุกสนานแล้ว

             ความภูมิใจยังอยู่ในส่วนลึก
            แม่เคยบอกว่า ถ้าแม่ตายอย่าขายที่นา ซึ่งประโยคนี้ยายก็เคยฝากฝังแม่มาก่อน ยายบอกว่า เป็นตายร้ายดีอย่างไร ก็จงเหลือผืนนาไว้ปลูกข้าวกิน ปลูกข้าวไม่ต้องลงทุนเพียงแต่ลงแรงและเอาใจใส่ด้วยความรักเท่านั้น แล้วข้าวก็จะงอกงามเอง ฉันเคยคิดจะสานต่อเจตนารมณ์ของแม่อยู่เหมือนกันแต่ติดตรงที่ว่า...
         ฉันยังรักความสบายและสิ่งอำนวยความสะดวก
         ฉันยังรักการเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ยังมีอีกหลายที่ที่ฉันยังไม่ได้ไปเปิดหูเปิดตา
         ฉันยังอยากมีเงินเดือนไว้ใช้ซื้อสิ่งของจำเป็น (ต้องสิ้นเปลืองขนาดนี้ไหม?)
         ฉันยังอยากออกรถเก๋งคันงามยี่ห้อ LEXUS
         ฉันยังอยากนอนห้องแอร์ฉ่ำ ๆ เดินห้างทุกเสาร์ แฮงเอาต์กับผองเพื่อน
        ฉันมีเรื่องที่อยากทำอีกตั้งมากมายในเมืองกรุงแห่งนี้ แล้วอยู่ดี ๆ จะให้ฉันทิ้งทุกสิ่งแล้วกลับคืนสู่สามัญอย่างนั้นหรือ? ฉันคงต้องทำใจอีกนานเชียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่รักบ้านเกิด กำพืดใครใครก็รัก แต่กว่าจะเป็นชาวนาชาวไร่เต็มตัวมันต้องแลกกับอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ฉันอาจต้องขลุกอยู่ที่ทุ่งนาทั้งวันและอาจจะทั้งคืน สัญญาณอินเตอร์เน็ตอาจจะไม่รวดเร็วทันใจพอให้ฉันดูซีรีส์ซึ่งติดงอมแงมยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ฉันอาจต้องแต่งตัวปอน ๆ ไม่มีโอกาสได้ใส่ชุดสวยของแบรนด์ FLYNOW  ISSUE  H&M  JASPAL  ZARA  TOPSHOP  VICKTEERAT ฯลฯ ที่ฉันซื้อมาเก็บไว้ใส่ในโอกาสต่าง ๆ ฉันอาจต้อง.....

         ภายนอกฝนเพิ่งขาดเม็ด ฉันก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ตายแล้ว บ่ายโมงเกือบครึ่งแล้ว นี่เราใช้เวลากินข้าว ไม่สิ ใช้เวลาคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องนานขนาดนี้เลยหรือ ข้าวยังเหลืออีกตั้งครึ่งจาน ต้องรีบกินให้หมดโดยไว ถึงอย่างไรคำสอนของแม่เรื่อง “พระแม่โพสพ” ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจทุกถ้อยคำ หากกินข้าวไม่หมดหรือกินทิ้งขว้าง แม่โพสพจะบินหนี ไม่อยู่เป็นขวัญข้าว ดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงามอีกต่อไป แล้วชาวนาก็จะไม่มีข้าวกิน เมื่อตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก ฉันพนมมือไหว้จานข้าวเพื่อระลึกถึงพระคุณท่านแล้วรีบคว้ากระเป๋าจ้ำอ้าวกลับที่ทำงานทันที ลืมเลือนเรื่องความภูมิใจที่ยังคิดค้างคาเสียสิ้น เอาเถอะ ไว้ว่าง ๆ จะรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาคิดใหม่ แล้วสักวันฉันจะกลับบ้าน กลับไปเป็นชาวนา กลับไปจับเคียวเกี่ยวข้าวให้แม่ภาคภูมิใจ
            แล้วสักวัน.....



          ชอบสีฟ้าของท้องฟ้า                    ชอบต้นกล้าสีสดเขียว
ชอบน้ำใจเป็นหนึ่งเดียว                           คล้ายเชือกเกลียวของชาวนา
ชอบก้อนเมฆปุยขาวพร่าง                         ชอบกองฟางกลิ่นดอกหญ้า
ชอบยอดไผ่วูบไหวมา                              ลมเดือนห้าระอุร้อน
ชอบซิ่นไหมของแม่                                งดงามแท้แพรไหมหม่อน
บุญบั้งไฟใส่รำฟ้อน                                 ดอกมันปลาคล้องมาลัย
ชอบเป็ดลอยท้องน้ำ                                 ร้องก๊าบก๊าบตามกันไป
ดำหัวซุกขนไซ้                                        ก่อนออกไข่ให้เก็บกิน
ชอบเสียงพระตีกลอง                               เป็นทำนองแว่วยลยิน
เอกลักษณ์ประจำถิ่น                                พุทธชนดลศรัทธา
ชอบเสียงวัวมอมอ                                   กบอ๊บต่อเขียดจะนา
ฝนหลั่งจากฝั่งฟ้า                                    ทั่วทุ่งท่าแลป่าเขา
เห็ดโคนข้างโพนปลวก                            เก็บมาลวกผักกะเดา
มันเผือกเลือกมาเผา                                 วงพาข้าวเคล้าเสียงแคน
ชอบกลิ่นน้ำนมข้าว                                 น้ำค้างพราวตั๊กแตน
มวลหมอกดุจเมืองแมน                            ระหนทางดินลูกรัง
ชอบกลิ่นข้าวเม่าใหม่                               หอมจับใจข้าวหลามบั้ง
หน้าหนาวเอามืออัง                                 ผิงไฟนั่งช่างเยียบเย็น
ชอบเคียวอันเกี่ยวคม                                คอยสั่งสมความลำเค็ญ
กลั่นแรงแห่งเส้นเอ็น                               ให้เป็นข้าวเม็ดขาวสวย
จากชอบกลายเป็นรัก                                และตระหนักประจักษ์ด้วย
ผืนนาวันข้าม้วย                                      จะทอดร่างนอนตรงนั้น



อนุสรณ์วารี
๑๑.๐๐ น.
๒๕.๗.๒๕๖๐
ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
      

7 ความคิดเห็น

  • ก้อนเมฆสีเทา

    (allabout_ps@hotmail.com)

    01-09-2017 10:39:31

    เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยค่ะ จากใจลูกชาวนาคนหนึ่งเหมือนกัน อ่านเเล้วคิดถึงบ้านเลย

    #1

  • หมึกปลายพู่กัน

    (we.like_bodyslam@hotmail.com)

    01-09-2017 19:02:40

    ชอบมากๆเลยค่ะ เป็นกำลังใจเป็นกำลังใจสู้ต่อไปนะคะ

    #2

  • บุคคลนั้น

    (Jeerapon201@gmail.com)

    01-09-2017 19:09:02

    บันทึกลูกชาวนาอีสาน
    ยุคนี้ยังมีผู้หญิงที่คิดจะทำนาอยู่อีกเหรอ เห็นแต่ห่วงสวย แต่ถ้าตกงานขึ้นมาไม่มีงานทำ อันนี้ทำนาอย่างแน่นอน

    #3

  • มอมิ้งค์

    (Saraminkmie.pk@gmail.com)

    01-09-2017 19:11:26

    ชอบการถ่ายทอดเนื้อหามากค่ะ อ่านแล้วเพลิน คำพูดก็ละมุนนนน

    #4

  • Pon :)

    (kitaya321@hotmail.com)

    01-09-2017 19:53:01

    ไม่ได้เกิดเป็นลูกชาวนาแต่อ่านแล้วมองเห็นภาพความสุขของคนที่ทำนาเป็นฉากๆเลยค่ะ แอบอ่านไปยิ้มไป ชอบมากๆเลย

    #5

  • ใครคนหนึ่ง

    (arlovejks@gmail.com)

    01-09-2017 21:10:04

    อ่านเพลิน เนื้อหาดี เห็นภาพตามเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    ปล.ชื่อเรื่องก็ไพเราะมีเอกลักษณ์

    #6

  • ลูกอีสาน วาไรตี้

    (varietyesan@gmail.com)

    15-01-2018 20:10:35

    ชอบมากครับ..ขออนุญาตนำบางส่วนไปเผยแพร่ครับ

    #7

แสดงความคิดเห็น