Hero

ผู้แต่ง : บุญเสริม

                “ฉันไม่ใช่แม่มด...”
                น้ำเสียงแหบพร่าที่ดังออกมาอย่างแผ่วเบา แต่นั่นคือระดับเสียงสูงสุดที่เธอสามารถจะเปล่งออกมาได้ คำพูดของเธอเอ่ยพร่ำอย่างซ้ำๆ ราวกับคนไร้สติ ขณะที่ร่างกายของเธอถูกเหล่าทหารยกตัวไปมัดไว้กับท่อนไม้ขนาดใหญ่ รอบข้างนั้นเต็มไปด้วยกองฟางและฟืนไฟที่เตรียมลุกไหม้ยามต้องเปลวเพลิง
                เส้นผมสีขาวของเธอยุ่งเหยิงไร้การจัดแต่ง ในคุกที่เธอถูกจับไปขังนั้นไม่ได้มีหวีให้ใช้ แม้แต่อาหารหรือน้ำดื่มเธอก็ไม่ได้รับมัน สิ่งที่เต็มเปี่ยมอยู่ในร่างกายและความคิดของเธอมีเพียงแค่ความอ่อนล้าและความไม่เข้าใจเท่านั้น
               
                ยามเย็นที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม หญิงสาวเส้นผมสีขาวคนหนึ่งกำลังเดินผ่านหมู่บ้านนี้ในฐานะนักเดินทาง ตัวเธอนั้นชอบที่จะออกไปผจญโลกกว้าง ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จนถึงตอนนี้ตัวเธอก็ไม่เคยนอนซ้ำที่เดิมเลยในแต่ละยามค่ำคืน แสงแดดยามเช้ามาเยือนทุกครั้ง เป็นการย้ำเตือนว่าเธอจะต้องเริ่มออกเดินทาง
                หญิงสาวเส้นผมสีขาวเดินฮัมเพลงอยู่ในกลุ่มคนที่กำลังเดินสัญจรในยามเย็นของหมู่บ้าน ดวงตาของเธอเหลือบมองผู้คนตามทางด้วยความโหยหา ตัวเธอนั้นได้เดินทางมาเที่ยวชมหมู่บ้านแห่งนี้และพบกับชาวบ้านที่เป็นมิตรและผู้คนที่พร้อมจะเป็นห่วงคนแปลกหน้าอย่างเธอ แต่คำสัญญาก็ต้องเป็นคำสัญญา เธอต้องออกเดินทางต่อ ตัวเธอที่ได้พูคคุยกับตนเองอยู่ในหลายครั้งว่าวันที่เธอจะต้องหยุดเดินทางนั้นคงมาถึงสักวัน แต่นั่นไม่ใช่ตัวเธอที่จะตัดสิน
                หญิงสาวบิดขี้เกียจและยังคงเดินต่อไป เส้นผมสีขาวของเธอพลิ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดิน  ทางออกของหมู่บ้านใกล้เข้ามาทุกที เธอยิ้มให้กับทหารยามที่เฝ้าตรวจคนเข้าเมือง แต่สิ่งที่เธอได้จากการตอบแทนนั้นก็คือนายทหารมากมายที่วิ่งเข้ามาจับกุมเธอ !
                ปึก !
                ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงแค่พริบตา รู้สึกตัวอีกทีเธอก็ถูกทหารพวกนั้นกดร่างกายของเธอเอาไว้กับพื้น จับใส่โซ่ตรวนเพื่อไม่ให้เธอหนี และก่อนที่สติของเธอจะดับวูบ เธอนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีของแข็งอะไรบางอย่างได้ฟาดมากระแทกที่ลำคอของเธอ
                ดวงตาของเธอเบิกขึ้นมาและพบว่าตัวเองอยู่ในห้องขัง กลิ่นเหม็นอับชื้นที่พุ่งเข้ามาสู่ประสาทการดมกลิ่นบ่งบอกได้ว่าห้องขังนี้ไม่ได้รับการทำความสะอาดเท่าไหร่นัก เธอค่อยๆ ยกร่างตัวเองขึ้นมาจากพื้นที่เย็นเฉียบแล้วหันไปมองยังลูกกรงที่บ่งบอกถึงอิสระภาพของเธอที่ถูกพรากไป หญิงสาวตะโกนลั่นถามถึงเหตุผลที่ตนต้องถูกกักขัง แต่ก็ไม่มีเสียงใครเอ่ยตอบกลับเธอเลยสักคน
                ดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ในทุกคืนที่ผ่านมาเธอมักจะจ้องมองมันจนหลับไปทุกครั้ง พร้อมกับความคิดที่ว่าในวันพรุ่งนี้เธอจะเดินทางไปไหน ทว่าวันนี้กลับต่างออกไป ถึงแม้ว่าเธอจะยังคงมองดวงจันทร์จนบนท้งฟ้าดังเช่นเคย แต่เธอกลับกำลังจ้องมันอยู่ในห้องขัง ผ่านลูกกรงเล็กๆ พร้อมกับความกลัวถาโถมเข้ามาในความคิดจนร่างกายของเธอนั้นรู้สึกอัดแน่นไปหมด
                ไม่มีอาหารมามอบให้กับเธอ ไม่มีแม้แต่น้ำดื่มให้เธอจิบแก้กระหาย หรือแม้แต่คำบอกถึงสาเหตุที่เธอต้องได้รับโทษทัณน์นี้ ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าตนจะต้องอยู่ในนี้ไปอีกนานเท่าไหร่มันช่างทรมาณ หญิงสาวนอนอยู่ในห้องขังก่อนจะผล่อยหลับไปพร้อมกับคราบน้ำตาที่เปื้อนอยู่บนใบหน้า
                ยามเช้าเคลื่อนมาถึง ประตูลูกกรงถูกเปิดออก นายทหารสองคนเข้ามาพยุงร่างกายของเธอให้ยืนขึ้น ซึ่งเธอก็ให้พวกเขาจับตัวอย่างว่าง่าย ดวงตาของเธอเหลือบมองไปยังเหล่าทหารอีกมากมายที่ยืนอยู่นอกลูกกรงนั้นพร้อมกับอาวุธครบมือที่พอจะบ่งบอกเจตนาได้ดีว่า อะไรคือสิ่งที่เขาจะทำหากเธอพยายามขัดขืน
                สิ่งเดียวที่เธอพยายามทำก็คือเอ่ยถามพวกเขาถึงเหตุผลที่จับตัวเธอมา เพราะคนพวกนี้คือทหารของหมู่บ้านที่คอยปกป้องความสงบสุข ดังนั้นมันก็น่าจะมีเหตุผลที่เขาทำแบบนี้ เธอน่าจะเจรจากับเขาได้ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมาก็คืออะไรบางอย่างแข็งๆ ที่ฟาดเข้ากับต้นคอของเธอ แต่รอบนี้เธอรู้แล้วว่ามันคือด้ามจับของหอก และสิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนสติของเธอจะดับวูบไปนั้น ก็คือเหตุผลที่เธอถูกจับตัวมา
               
                “ฉันไม่ใช่แม่มด”
                ข้อหาการเป็นแม่มดถูกยัดเยียด และเธอก็พยายามปฏิเสธมาตลอดแม้ว่าจะไม่มีใครได้ยินเธอหญิงสาวที่ยังคงถูกมัดไว้กับท่อนไม้กวาดสายตามองไปยังชาวบ้านที่กำลังเดินมามุงดูเธอ และเมื่อพวกทหารเห็นว่าพวกชาวบ้านมากันเยอะพอสมควรแล้ว คนๆ หนึ่งจึงเอ่ยพูดขึ้น
                “เธอคนนี้มีเส้นผมสีขาว ตรงตามที่ตำราของหมู่บ้านได้เขียนเอาไว้ว่าเป็นลูกหลานของแม่มด เราจะทำการเผาเธอ มีใครจะคัดค้านไหม”
                คำพูดของนายทหารที่ดูอายุน้อยที่สุดในบรรดากลุ่มทหาร เขาถือตำราประจำหมู่บ้าน ตำราที่สืบทอดกันมาเกือบร้อยปีตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้านที่ระบุข้อบังคับและเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มเปิดหน้าหนังสือ กวาดสายตาอ่านตัวอักษรเกี่ยวกับกฏของหมู่บ้าน ท่าทีของเขานั้นดูเหมือนกับว่าจะเป็นหัวหน้าของทหารพวกนี้ บวกกับการที่เขาอ่านหนังสือออก ก็พอจะเดาได้ว่าเขาเป็นคนมีการศึกษา จึงไม่แปลกเลยที่เขาจะได้เป็นหัวหน้า ก้าวข้ามนายทหารที่อายุมากกว่าเขาไป
                เสียงของชายหนุ่มดังคำรามก้องพอที่เหล่าชาวบ้านที่มามุงดูกันนั้นจะได้ยิน คำเอ่ยถามถึงการคัดค้านถูกพูดขึ้น หญิงสาวเส้นผมสีขาวหวังว่าใครสักคนจะยกมือเพื่อช่วยเธอให้หลุดพ้นจากข้อหาที่ถูกยัดเยียด แต่เมื่อเธอมองไปยังดวงตาของชาวบ้านคนใด คนๆ นั้นก็ต่างหลบตาหนีเธอไปซะอย่างนั้น
                แสงแดดในช่วงเช้าที่ค่อนไปยังกลางวัน อากาศที่กำลังอบอุ่นไม่ได้รู้สึกอบอ่าว แต่นั่นก็ทำให้ร่างกายอวบใหญ่ของชายอ้วนคนหนึ่งถึงกับมีเหงื่อแตกพลัก เขากำลังคิดแบบนั้น ถึงแม้ว่าความจริงแล้ว เหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดมาจากใบหน้าของเขาจะมาจากภาพที่เขากำลังจ้องมองอยู่ หญิงสาวเส้นผมสีขาวที่กำลังถูกมัดอยู่กับท่อนไม้ ในสภาพที่กำลังจะถูกเผาทั้งเป็น
เสียงของนายทหารที่เอ่ยถามกับเหล่าชาวบ้านซึ่งรวมไปถึงตัวเขาว่าจะคัดค้านการประหารนี้ไหม ใจจริงแล้วเขาอยากจะคัดค้านมันออกไป แต่เมื่อหันไปมองชาวบ้านคนอื่นๆ ที่กำลังก้มหน้าเงียบ ตัวเขาก็ไม่กล้าที่จะทำแบบนั้น

                 ของเหลวสีไหลที่หลั่งออกมาจากร่างกายเขาไหลย้อยอยู่บนใบหน้า ผ้าที่พาดอยู่ตรงต้นคอถูกหยิบขึ้นมาซับมันออกไป สายตาที่คนอื่นมองเขานั้นคือคนขี้ร้อนที่ต้องพกผ้ามาคอยซับเหงื่ออยู่เสมอ ทั้งๆ ที่อากาศในเวลานี้กำลังเย็นสบาย ลูกสาวของเขาที่มักจะบ่นเสมอในยามที่เขายกร่างของเธอมากอด ทำให้ใบหน้าของเธอต้องมาแนบกับผ้าชุ่มน้ำที่พาดคอเขา จนเธอนั้นต้องงอแงใส่เขาอยู่บ่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยดื้อกับเขาเลยสักครั้ง
                 ร้านค้าของเขาตั้งอยู่ในตลาด ผลไม้สดใหม่ที่เขารับมาจากชาวสวนนอกหมู่บ้าน คำพูดคำจาที่อ่อนน้อมทั้งยังอัธยาศัยดีบวกกับการปั้นหน้าตาที่เป็นมิตร ทำให้ลูกค้าหลายคนเลือกมาซื้อผลไม้ที่ร้านเขา ซึ่งนั่นก็ทำให้เงินทองไหลเข้ามาในกระเป่าของเขาอย่างรวดเร็วแม้ว่าเพิ่งจะเริ่มขายมาเพียงครึ่งวันเท่านั้น
                “ขอบคุณครับท่าน”
                 ร่างกายอ้วนโค้งให้อย่างนอบน้อมกับลูกค้าที่มาซื้อผลไม้ร้านเขา ชายผู้เป็นพ่อซึ่งทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว เป็นทั้งพ่อและแม่ในคนๆ เดียว เพื่อทดแทนในสิ่งที่เธอขาดไป เขายืดตัวขึ้นมาบิดขี้เกียจและคว้าผ้าที่พาดคออยู่มาเช็ดหยดน้ำบนใบหน้าอีกครั้ง ชายอ้วนหันกลับมามองที่หน้าร้านของเขาเพื่อเอ่ยต้อนรับลูกค้าเมื่อเจอหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนมองร้านผลไม้ของเขาอยู่
                “ฤดูนี้แอปเปิลจะเจริญเติบโตช้า เพราะงั้นมันจะกรอบและเนื้อแน่นที่สุด สนใจจะรับไว้สักลูกไหมครับท่าน ผมจะลดราคาให้พิเศษเลย” ชายอ้วนโค้งนอบน้อมเอ่ยถาม ซึ่งหญิงสาวที่ได้ยินก็สะดุ้งขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้ม พร้อมกับส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ ฉันไม่มีเงินหรอก” หญิงสาวโบกมือเบาๆ ก่อนจะโค้งกลับมาให้เขา “ฉันไม่ควรจะขวางทางลูกค้าของคุณ” หญิงสาวพูดขึ้นมาเหมือนจะนึกได้ ก่อนจะทำท่าเหมือนจะเดินหนีไป แต่มือของชายอ้วนก็ได้คว้าแขนของเธอไว้
                “ฉันไม่มีเงิน ขอโทษที่ไม่ใช่ลูกค้าแต่ดันมาทำให้คุณเสียเวลา” หญิงสาวเอ่ยบอกอีกครั้งเมื่อหันมามองทางชายอ้วนที่รั้งตัวเธอไว้ และก็พบว่าเขาได้ยื่นแอปเปิลให้กับเธอถุงหนึ่งพร้อมกับรอยยิ้ม

                “เธอกำลังหิว”
                “นั่นไม่ใช่เหตุผลที่คุณให้ของฉันโดยไม่คิดเงิน” หญิงสาวตอบกลับ แม้ว่าท้องของเธอจะก่นด่าตัวเธอเองถึงความเรื่องมากที่ไม่ยอมรับแอปเปิลนั้นจนชายอ้วนได้ยินอยู่แผ่วๆ ก็ตาม
                “ผมมีลูกสาวอยู่ เธอมักจะรอให้ผมกลับบ้านไปพร้อมกับอาหารเย็นเสมอ และเธอก็จะกินมันด้วยความหิว แววตาหิวโหย สายตาของคนเป็นพ่อจำแววตาของลูกสาวตัวเองได้ดี และแววตาของคุณก็คล้ายกับที่ผมเห็นในดวงตาของลูกสาว ทุกๆ เย็น” ชายอ้วนพูดพร้อมกับรอยยิ้ม แก้มเขาปริทุกครั้งที่นึกหน้าลูกสาวของตัวเอง ชายอ้วนส่ายหน้าให้กับหญิงสาวคนนั้น  พ่อค้าที่ไม่รับสินค้าตัวเองคืนดันถุงแอปเปิลกลับไป “รับไปเถอะ ถ้าสักวันคุณมีลูกสักคนก็จะเข้าใจเอง...อ๊ะ ! ยินดีต้อนรับครับท่าน สนใจรับผลไม้ไปทานหลังมื้อเย็นไหมครับ” ชายอ้วนบอกกับหญิงสาวเสส้นผมสีขาว ก่อนจะหันไปเอ่ยต้อนรับลูกค้าคนอื่นที่เดินเข้ามาในร้าน หญิงสาวโน้มตัวขอบคุณชายอ้วน ก่อนจะเดินจากไปโดยมีรอยยิ้มของเขาได้มอบให้กับเธอด้วยความอิ่มเอมใจ

                ภาพที่ฉายอยู่ในหัวของย้ำเตือนถึงความบริสุทธิ์ของผู้หญิงคนนี้ หากเธอคนนั้นเป็นแม่ดมดจริง เธอจะใช้เวทมนต์คงไม่ใช่เรื่องแปลก และเพียงแค่แอปเปิลที่ต้องการ เธอคงไม่ต้องมายืนมองหน้าร้านทำสายตาหิวโหยอยู่อย่างนั้น
                “เราจะทำการเผาเธอ มีใครจะคัดค้านไหม”
                นายทหารที่ยืนอ่านตำราเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ชาวบ้านทุกคนต่างหันไปมองคนอื่นว่ามีใครยกมือหรือไม่ แม้กระทั่งชายอ้วนคนนั้น มืออวบกำแน่น ถึงแม้ว่าเขาจะมั่นใจว่าเธอไม่ใช่แม่มด แต่ตัวเขาเองก็ไม่กล้าที่จะยกมืออยู่ดี


                น้ำเสียงกึกก้องของชายหนุ่มผู้ถือตำราประจำหมู่บ้านดังมาถึงบ้านของเด็กสาวคนหนึ่ง เธอกำลังเกาะขอบหน้าต่างพลางยืดตัวเองให้สูงที่สุดเพื่อที่จะมองว่าข้างนอกนั้นมีอะไร ความตกใจเกิดขึ้นกับเด็กสาวคนนั้นจนน้ำตาแทบจะคลอแก้ม ใช่ เสียงดังจากปากของชายหนุ่มคนนั้นก็ทำให้เธอตกใจ แต่สาเหตุที่แท้จริงของเธอนั้นมาจากผู้หญิงคนนั้นที่ถูกมัดอยู่บนท่อนไม้ ในสภาพที่เตรียมพร้อมจะถูกเผาทั้งเป็น
ไม่ เธอไม่ได้กลัวความตาย แม้ว่าจะเป็นเด็ก แต่หนังสือ รวมไปถึงนิทานมากมายที่หลังไหลเข้ามาในหัวของเธอก็ทำให้เธอนั้นรู้ดีว่าความตายจะต้องมาถึงทุกคนในสักวัน การประหารหรือการเผาทั้งเป็น เธอก็เคยได้ยินมาบ้าง เธอไม่ได้กลัวเรื่องแบบนั้น แต่สิ่งที่ทำเอาขาของเด็กสาวแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้นก็เพราะว่า คนที่กำลังจะถูกเผาทั้งเป็นนั้นคือคนที่เธอรู้จัก
               
                “เจ้าชายจุมพิต... และเจ้าหญิงก้ฟื้นขึ้นมา คนแคระทั้งเจ็ดต่างกู่ร้องด้วยความดีใจ เฮ้อ...”

                ดวงตาใสไร้เดียงสากวาดสายตาอ่านนิทาน มือเล็กๆ จับหน้าหนังสือไว้แน่น ริมฝีปากจิ้มลิ้มที่กำลังอ่านออกเสียงอยู่นั้นถอนหายใจออกมา ท้องของเธอรู้สึกหิว แก้มนุ่มนิ่มน่าหยิกป่องออกมาด้วยความไม่พอใจขณะที่เธอลุกจากพื้นไปยังหน้าต่าง “พ่อช้าจัง”
                ในทุกๆ วันพ่อของเธอมักจะออกไปขายของตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ลืมที่จะเตรียมอาหารทั้งมือเช้าและมื้อกลางวันให้ ตัวเธอนั้นเป็นคนกินน้อย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอสนใจหนังสือมากกว่าอาหารก็ตามแต่ ทว่าตอนนี้ตัวเธอก็โตขึ้นมาก อาหารที่เธอควรจะได้รับนั้นก็ควรจะมากตาม หากพ่อกลับมาเธอจะต้องบอกพ่อในเรื่องนี้ ถ้าเธอสามารถเอาชีวิตรอดจากความหิวโหยนี้ได้ไปจนถึงตอนเย็นล่ะนะ...
                “หิว !”
                เด็กสาวบ่นออกมาขณะที่มองไปยังนอกหน้าต่างที่ไม่มีแม้แต่เงาจากพ่อของเธอ อาจเป็นเพราะว่าวันนี้พ่อของเธอขายของไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผลไม้จึงหมดช้า และก็ทำให้พ่อของเธอต้องกลับช้าไปด้วย ตัวเธอเข้าใจพ่อของเธอดี เธอจึงไม่ทำตัวงอแง ไม่ดื้อ ไม่แม้แต่จะบ่นคิดถึงแม่ที่จากเธอไปให้พ่อเธอได้ยินด้วยซ้ำ แต่ทำไมท้องของเธอไม่ว่าง่ายเหมือนตัวเธอบ้างนะ
                “หิวเหรอ ?”
                หญิงสาวคนหนึ่งที่เดินผ่านบ้านของเธอหันมาถาม ในมือของเธอนั้นมีผลแอปเปิลอยู่ลูกหนึ่งซึ่งเธอกำลังกินมันอยู่ เส้นผมสีขาวของเธอสยายเบาๆ เมื่อตัวเธอนั้นหันมามองเด็กสาวที่กำลังเกาะขอบหน้าต่าง
                “รู้ได้ยังไง” เด็กสาวถามด้วยความไม่เข้าใจ ท่าทีของหญิงสาวคนนี้ราวกับว่าอ่านใจเธอได้ จนกระทั่งเด็กสาวต้องปัดความคิดนั้นทิ้งไปเมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นกำลังแสดงใบหน้าไม่เข้าใจตัวเองอยู่เช่นกัน
                “นั่นสิ ฉันรู้ได้ไงอ่ะว่าเธอหิว... หรือนี่จะหมายถึงแววตาหิวโหยที่เขาพูดถึงกันนะ” หญิงสาวเอ่ยพูดกับตัวเอง ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระออกไป มือของเธอหยิบผลแอปเปิลออกมาจากถุงพลางยื่นไปให้กับเด็กสาว
                “กินไหม”
                “ไม่กิน หนูเคยอ่านแล้ว แอปเปิลนี้มียาพิษเคลือบอยู่” เด็กสาวกำลังต่อสู้กับจิตใจตนเอง เธอดึงมือของตนที่เผลอจะรับแอปเปิลนั้นมากินเอาไว้ แล้วเอ่ยบอกจากประสบการณ์ที่เธอได้รับผ่านนิทาน ซึ่งนั่นก็ทำเอาหญิงสาวเส้นผมสีขาวเอียงคอสงสัย ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ
                “บ้าน่า ก่อนจะเจอเรื่องแบบนั้น เธอต้องเจอคนแคระเจ็ดคนก่อนสิ” หญิงสาวค้าน เด็กสาวเอียงคอกลับก่อนจะวิ่งไปยังหนังสือนิทานที่เธอเพิ่งอ่านเมื่อครู่ เธอกวาดสายตาอ่านมันใหม่ตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ในขณะที่หญิงสาวต้องมาฟุบหน้ารอให้เด็กสาวอ่านมันจนจบเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริง
                “จริงด้วย งั้นแอปเปิลนั่นก็ยังไม่มีพิษใช่รึเปล่า”
                “แน่นอน ถ้าไม่เชื่อฉันจะกินมันให้ดู” หญิงสาวพยักหน้าให้กับความไร้เดียงสาของเธอสาว เธออ้าปากเตรียมจะกัดแอปเปิลนั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ แต่แอปเปิลนั่นก็ถูกเด็กสาวแย่งไปกินซะก่อน
                กรุบ...กรุบ...กรุบ...
                “ชอบแอปเปิลเหรอ”
                “อื้ม แต่ไม่ชอบพายแอปเปิลนะ”
                “ทำไมอ่ะ ของแพงแบบนั้นไม่อร่อยเหรอ”
                “เคยชอบน่ะ”
                หญิงสาวเส้นผมสีขาวเท้าคางมองเด็กสาวที่กำลังเคี้ยวแอปเปิลกินด้วยความหิวกระหาย ขณะที่รอบตัวของเธอกองไปด้วยหนังสือนิทาน จะว่าไปเมื่อเห็นเธอคนนี้ก็ทำให้นึกถึงตัวเธอในตอนเด็ก สมัยที่เอาแต่อ่านนิทานทั้งวันทั้งคืน จนกระทั่งอยากออกเดินทาง เพื่อจะทำให้ชีวิตของตนเองกลายเป็นนิทานที่น่าสนใจ เล่าขานไปยังผู้คนมากมาย
                “ชอบอ่านนิทานสินะ” เธอเอ่ยถาม ซึ่งเด็กสาวก็หันมามองก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
                “ไม่เชิงชอบหรอก แค่พอทำแบบนี้แล้วเหมือนได้เข้าใกล้แมอีกนิด” เด็กสาวโดยยังเคี้ยวแอปเปิลต่อไป ทว่าบรรยากาศรอบตัวเธอนั้นก็เจือนความเศร้าอยู่เล็กน้อย “ตอนที่แม่ยังอยู่แม่ชอบจับหนูไปนั่งตัก แล้วอ่านนิทานให้ฟัง... หนูไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่พอแม่จากไปแล้ว ก็อยากจะอ่านนิทานดู มันทำให้รู้สึกเหมือนมีแม่อยู่ และพอลองอ่านนิทานด้วยตัวเองดูก็รู้ว่าแม่ต้องลำบากแค่ไหน กว่าจะพยายามเรียนหนังสือเพื่อที่จะมาอ่านนิทานให้หนูฟัง ในยุคนี้คนไม่ว่างพอที่จะมานั่งเรียนกันหรอก” เด็กสาวเอ่ยบอก ก่อนจะแสร้งทำเป็นเช็ดเศษแอปเปิลที่ติดปากของตนเอง ทั้งๆ ที่ความจริงกำลังเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลออกมา “รู้สึกดีขึ้นมาหน่อยแล้วที่พ่อยังไม่กลับ ไม่มีพ่อคนไหนอยากเห็นลูกตัวเองร้องไห้หรอก” เด็กสาวบอกกับตัวเอง นั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่มาก
               
                “พี่ต้องไปแล้ว เอานี่ไว้กินด้วยนะ” หญิงสาวยื่นถุงแอปเปิลที่เหลือให้กับเด็กสาว ซึ่งเธอก็รับก่อนจะโค้งตัวขอบคุณ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอเห็นว่าพ่อเธอทำตอนที่รับของจากคนอื่น เด็กสาวยืดตัวเองขึ้นมาโบกมือลาหญิงสาวคนนั้น จนกระทั่งเธอเดินจนลับสายตาไป

                เด็กสาวย้อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอได้เจอผู้หญิงคนนั้น และการที่เธอสามารถกินแอปเปิลที่ได้รับมาจากเธอโดยไม่เป็นอะไรนั่นก็แปลว่าแอปเปิลนั้นไม่มีพิษ เธอคนนั้นไม่ใช่แม่มด
                “เราจะทำการเผาเธอ มีใครจะคัดค้านไหม”
                ชายที่ถือตำราประจำหมู่บ้านเอ่ยถามเหล่าชาวบ้านอีกครั้ง เด็กสาวอยากจะยกมือขึ้นมาเพื่อคัดค้านในสิ่งที่เขาพูด แต่ทว่าเมื่อเธอมองผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์นั้นอยู่ ก็พบว่าไม่มีใครที่ยกมือขึ้นมาเลย ตัวเธอเองนั้นจึงไม่กล้ายกมือขึ้น
               

                “เราจะทำการเผาเธอ มีใครจะคัดค้านไหม”
                “ท่านพยายามจะทำอะไร ไม่มีใครค้านการประหารแม่มดหรอก”
                ชายหนุ่มที่เอ่ยประกาศกับชาวบ้านตั้งแต่เมื่อครู่ ถูกเหล่าลูกน้องของเขาเพดินเข้ามากระซิบด้วยใบหน้าไม่พอใจ
                ชายหนุ่มหันไปมองยังเหล่าชาวบ้านที่เขาเอ่ยถามมา เหตุที่ตัวเขาตั้งใจที่จะเอ่ยประโยคนี้อยู่ซ้ำๆ ก็เพื่อจะหวังให้มีใครสักคนที่ยกมือขึ้นมาค้านในการกระทำนี้ ตัวเขาเองรู้สึกว่าแม่มดอะไรนั้นไม่มีตัวตน แต่เขานั้นก็ไม่สามารถค้านลูกน้องของตนเองที่มีจำนวนมากกว่าได้ เพราะถึงเขาจะเป็นหัวหน้าของคนพวกนี้ แต่ก็ยังมีคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าเขาซึ่งดูแลหมู่บ้านแห่งนี้ และคนพวกนั้นก็เชื่อเรื่องแม่มด รวมไปถึงตำราประจำหมู่บ้านนี้อย่างสนิทใจ
               
                “น่าทึ่งจริงๆ ที่คนอย่างท่านสามารถขึ้นมาถึงตำแหน่งหัวหน้าได้ ทั้งๆ ที่อายุเพียงแค่นี้” คำชมเอ่ยออกมาจากปากของขุนนางขั้นสูง ชายที่มีเส้นผมสีทองและใบหน้าที่มีร่องรอยของอายุ เขากำลังขี่ม้าอยู่เนื่องด้วยขนาดร่างกายของเขาที่อวบอ้วนซะจนลำบากเกินไปกว่าจะเดินไปรอบหมู่บ้าน ชายหนุ่มที่ได้รับคำชมนั้นก็โค้งคำนับให้ ขณะที่ตนเองก็อยู่บนหลังม้าเช่นกัน “ท่านก็เพิ่งจะมาใหม่ คงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้มาก”
                “ครับท่าน ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง อ่านตำราและฝึกฝนร่างกาย พอได้รับหน้าที่ให้มาดูแลทหารที่หมู่บ้านนี้ ผมก็รีบมาทันที ตัวผมยังใหม่ในหลายๆ เรื่อง” ชายหนุ่มเอ่ยบอกอย่างนอบน้อม ขณะที่เขาและขุนนางคนนั้นได้ขี่ม้ามาจนถึงทางเข้าของหมู่บ้าน ซึ่งมีทหารยามเฝ้าสังเกตการตรวจคนเข้าเมืองอยู่ “ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเราต้องตรวจคนเข้าเมือง ทั้งๆ ที่หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่สงบสุข ไม่มีของมีค่าอะไรพอจะให้มีโจรมาบุกปล้นสะดม” ขุนนางนั้นหันมาอธิบาย ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้า “ตำราประจำหมู่บ้าน ท่านได้อ่านมันรึยัง”
                “อ่านแล้วครับท่าน ครึ่งหนึ่ง แค่นั่นผมก็พอจะสรุปได้ว่ามันโบราณเกินกว่าที่จะเชื่อถือ” ชายหนุ่มเอ่ยบอกได้ด้วยความรู้ที่เขาอ่านมาจากหนังสือได้ราชวังทำให้เขาพอจะตีความคุณค่าและความน่าเชื่อถือของหนังสือแต่ละเล่มได้ ทว่าเมื่อเขาเอ่ยบอกความจริงไป ขุนนางคนนั้นก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ ขณะที่นายทหารที่กำลังเดินตามพวกเขาอยู่นั้นก็เงยหน้าขึ้นมามอง มือที่จับหอกอยู่นั้นกระชับแน่นเหมือนพร้อมที่จะเล็งมาทางเขา
                “ท่านไม่ควรจะดูถูกหนังสือเล่มนั้น มันคือสิ่งที่ทำให้หมู่บ้านคงอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสืบทอดมาให้กับเรา” น้ำเสียงไม่พอใจดังออกมาจากปากของหนึ่งในทหารที่เดินตามเพื่อปกป้องเขาอยู่ แต่คนที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องเขานั้นก็แสดงสีหน้าเหมือนคนที่จะทำร้ายเขาซะเอง
                “ในตำราได้ระบุเอาไว้ถึงความเป็นมาของแม่มดอมตะ ที่อาศัยอยู่ในป่ารอบหมู่บ้านนี้ รวมไปถึงลูกหลานของแม่มดที่คิดจะมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน ใครก็ตามที่มีเส้นผมสีขาว คนๆ นั้นสืบเชื้อสายมาจากแม่มดอมตะ และเราต้องกำจัดไม่ให้มันมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน นั่นคือหน้าที่ของเรา” ชายที่เป็นขุนนางเอ่ยบอกกับเขา ซึ่งชายหนุ่มก็ทำได้เพียงแตค่พยักหน้าตอบกลับไปอย่างเงียบๆ ไม่กล้าคัดค้านด้วยตำแหน่งที่ด้อยกว่า ก่อนที่ทางขุนนางจะขอตัวกลับไปยังคฤหาสน์ของตนเอง
                ชายหนุ่มลงจากหลังม้าและเดินสำรวจอยู่แถวบริเวณด่านตรวจคนเข้าหมู่บ้าน ในหัวของเขามีความคิดขัดแย้งกับทหารในหมู่บ้านนี้ เขาไม่เชื่อเรื่องแม่มด ไม่เชื่อเรื่องคำสาปอะไรทั้งนั้น แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถอธิบายให้คนเหล่านี้เข้าใจได้
                ชายหนุ่มเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในบริเวณนั้นจนกระทั่งสายตาของเขาได้เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง เส้นผมสีขาวของเธอสยายไปตามจังหวะการก้าวเดิน ลำคอของเธอฮัมเพลงอยู่อย่างอารมณ์ดี ชายหนุ่มรีบหันไปทางผู้หญิงคนนั้นก่อนจะวิ่งไปหยุดเธอไว้ เมื่อรู้ว่าทิศทางที่เธอจะไปนั้นคือทางออกของหมู่บ้าน ซึ่งต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
                “ลูกหลานแม่มด !”
                เสียงของทหารที่ประกาศก้องเป็นการบอกกับชายหนุ่มว่าสิ่งที่เขาพยายามจะทำได้สายไปแล้ว ภาพของหญิงสาวที่ถูกเหล่าทหารพุ่งไปกดเธอลงกับพื้น โซ่ตรวนถูกจับมาสวมใส่ ก่อนจะฟาดด้ามหอกเข้าที่ท้ายทอยเพื่อให้เธอสลบ
                “พวกคุณจะทำอะไร”
                “เราทำตามหน้าที่ ต้องถามท่านมากกว่าว่าท่านพยายามจะช่วยลูกหลานแม่มดรึเปล่า”
                ชายหนุ่มพยายามจะไปห้ามเหล่าทหารพวกนั้นไม่ให้หยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทว่านายทหารพวกนั้นกลับหันมาพูดกับเขาด้วยความไม่พอใจ หอกในมือชี้มายังใบหน้าของเขา พร้อมกับคำถาม
                “เราพยายามปกป้องคนในหมู่บ้านจากเหล่าแม่มด และยอมทำทุกอย่าง ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับท่าน ที่เป็นนายของพวกเราก็ตาม” เขาพูดในขณะที่สายตาของนายทหารคนอื่นๆ ก็กำลังมองมาทางเขาเช่นกัน ท่าทีของคนพวกนี้ราวกับว่าพร้อมที่จะฆ่าเขาจริงๆ
                ชายหนุ่มถอยออกจากคมหอก และนายทหารพวกนั้น ตัวเขาไม่อาจจะทำอะไรได้นอกจากมองดูเธอคนนั้นถูกพาตัวไป
               
               
ผู้ที่มีเส้นผมสีขาวคือลูกหลานของแม่มด ลูกหลานของแม่มดจะมาทำร้ายคนในหมู่บ้าน ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเธอคนนี้ก็ควรจะฆ่าทหารพวกนี้ไปแล้ว แต่สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นในตอนนี้ก็คือ หญิงสาวที่ถูกมัดร่างกายไว้กับท่อนไม้ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และปากที่สั่นเครือขณะที่พยายามจะเอ่ยบอกถึงความบริสุทธิ์ของตัวเองจนลำคอนั้นแหบพร่า
                นายทหารที่เห็นว่าเจ้านายของตนไม่สามารถจะดำเนินการตามกฎที่ตำราประจำหมู่บ้านได้เขียนเอาไว้ เขาจึงคิดว่าตนต้องจัดการเอง เขากวาดสายตามองชาวบ้านทุกคนที่กำลังหลบตาไม่กล้าตัดสินใจอะไร
                “เราจะทำการเผาเธอคนนี้ ใครเห็นด้วยจงยกมือขึ้น”
                นายทหารคนนั้นประกาศกร้าวก่อนจะยกมือของตนเองขึ้นเหนือหัว ซึ่งในขณะเดียวกัน พวกพ้องของเขาก็พร้อมใจพากันยกมือซึ่ง และเมื่อพวกชาวบ้านเห็นดังนั้น พวกเขาก็พากันยกมือตาม ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าคนนั้น หรือเด็กสาวที่อยู่ในบ้าน ทุกคนไม่กล้าที่จะตัดสินใจ หรือคัดค้านผู้ที่มีอาวุธอยู่ในมือ
                “ท่านไม่ยกมือขึ้น หมายความว่าท่านคัดค้านการประหารนี้ ?”
                นายทหารเอ่ยถาม ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้า ชายเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ยกมือขึ้น ท่ามกลางเหล่าผู้คนที่ยกมือตามเหล่าทหารพวกนั้น เขากวาดายตามองไปยังชาวบ้านทุกคน ก่อนจะกำหมัดแน่น ชายหนุ่มหันกลับมามองหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่กับท่อนไม้ เธอกำลังมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนและคาดหวัง และนั่นก็ทำให้เขาย้อนกลับมาถามตนเองว่า ตัวเขาในตอนนี้ สามารถช่วยอะไรเธอได้บ้าง
                คำปฏิญาณที่กล่าวในตอนรับยศที่เขาดำรงอยู่ตอนนี้ พูดถึงการปกป้องผู้บริสุทธิ์ และความยุติธรรม ทว่าตัวเขากลับต้องกลืนคำที่เคยปฏิญาณเอาไว้ ตัวเขาไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ หมัดที่กำแน่นยกขึ้นมาเหนือหัว สื่อถึงการสนับสนุนให้ประหารหญิงสาวคนนั้น
                อย่าว่าแต่เพียงยกมือเพื่อช่วยเธอ แค่ไม่ยอมยกมือกับเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ตัวเขาเองก็ไม่อาจจะทำได้... เช่นเดียวกับคนทุกคน
                คบเพลิงจุดที่กองฟืน ไฟร้อนลุกโชติขึ้นมารอบตัวหญิงสาวคนนั้น เธอมองไปยังเหล่าชาวบ้านทุกคนที่ยกมือให้กับการประหารเธอครั้งนี้ ทว่าสายตาของทุกคนไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายมายังเธอเลย แววตาของพวกเขาทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ความไม่แน่ใจ หรือแม้กระทั้งความสงสารที่มีให้ต่อเธอ ทั้งอย่างนั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมยกมือขึ้นมาเพื่อปฏิเสธในการประหารเธอ
                ความคิดมมากมายที่หลั่งไหลเข้ามา พร้อมๆ กับความเจ็บปวดจากเปลวเพลิงที่คืบคลานมาสู่ร่างกายของเธอ หญิงสาวหวนคิดถึงความฝันของตนเอง ที่หวังว่าการเดินทางท่องเที่ยวของเธอจะได้ไปปรากฏอยู่ในหนังสือนิทานสักเล่ม ทว่าเรื่องแบบนั้นก็ไม่มีทางเป็นไปได้ จุดจบของชีวิตเธออยู่บนกองเพลิง ท่ามกลางสายตาแห่งความไม่เข้าใจของชาวบ้านทุกคน หญิงสาวพยายามดิ้นหนีให้หลุดจากเชือกนั้น แต่ก็สายไป ตัวเธอในตอนนี้ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว... ตลอดกาล
                เสียงกรีดร้องจากลำคอที่แหบพร่า ดังสู่ประสาทการรับรู้ของทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ ชาวบ้านบ้างคนปิดหูไม่รับฟังเสียงอันน่าหดหู่ บ้างก็เดินหนีไม่ดูภาพอันโหดร้าย หรือบางคนก็ยังคงจ้องมองเธออยู่ การกระทำที่แตกต่างกัน ทว่ากลับมีความคิดที่คล้ายคลึง พวกเขาทุกคนต่างพยายามหาคำตอบให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำไมเธอคนนั้นต้องถูกเผาจนตาย ? ทั้งๆ เธอพวกเขาก็สามารถช่วยเธอได้ เพียงแค่การยกมือเท่านั้น ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะทำมัน ซ้ำร้ายยังต้องจำใจคล้อยตามเหล่าทหารพวกนั้น ยกมือขึ้นมาสนับสนุนการประหารเธอ
                หลากความคิดที่วนเวียนซ้ำไปมาอยู่ในหัวของทุกคน ขณะที่หนึ่งชีวิตได้หลุดลอยไปอย่างไม่มีทางกลับมา 
               
                แดดสีส้มสาดแสงไปทั่วท้องฟ้า บ่งบอกเวลาเย็นที่เหล่าผู้คนเริ่มพากันกลับบ้าน ชาวหนุ่มคนหนึ่งที่ถือตำราประจำหมู่บ้านอยู่ เขากำลังนั่งมองและเฝ้าดูศพของหญิงสาวคนนั้นที่ถูกมอดไหม้ ท่ามกลางขี้เถาที่ปลิวลอยตามสายลม
                “นี่คงเป็นครั้งแรก ที่คุณเห็นสิ่งที่ทหารนั่นทำกัน”
                เสียงที่ดูอ่อนโอนเอ่ยออกมา ชายหนุ่มหันกลับไปมองและพบว่าชายอ้วนคนหนึ่งได้เดินมาทางเขา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ
                “ใช่ ผมเพิ่งมาประจำที่นี่ เพื่อกำกับควบคุมทหารพวกนั้น... แต่แค่สั่งพวกเขาไม่ให้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ผมก็ยังทำไมได้เลย” ชายหนุ่มเอ่ยกลับ ความเสียใจมีแน่นอน แต่น้ำตาก็ไม่อาจไหล นั่นยิ่งทำให้รู้สึกทรมาณ “คุณพูดอย่างนั้น แปลว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณเห็นเรื่องแบบนี้ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ซึ่งชายอ้วนก็พยักหน้าเบาๆ ขณะที่จ้องมองสภาพศพของหญิงสาวด้วยความหดหู่
                “นี่เป็นครั้งที่สอง และมันทำให้ผมรู้ว่าทำไมภรรยาผมถึงถูกเผาทั้งเป็น” ชายอ้วนถอนหายใจออกมาก่อนจะหยิบผ้าที่คาดคอของเขามาเช็ดใบหน้า ทว่าชายหนุ่มก็สังเกตได้ว่าเขาไม่ได้มีเหงื่อเลยแม้แต่น้อย กับบรรยากาศที่เย็นสบายในช่วงที่พระอาทิตย์คล้อยจะลับขอบฟ้า “หลายคนที่เห็นผม ชอบคิดว่าผมนั้นเป็นคนขี้ร้อน จนต้องพกผ้ามาคอยเช็ดหน้าตลอดเวลา... แต่ความจริงมันไม่ใช่” ชายอ้วนปล่อยผ้าให้พาดคอเขาไว้เหมือนเดิม ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความเสียใจจนต้องมีของเหลวสีใสหลั่งออกมาได้หันมามองทางชายหนุ่ม
               
                ครอบครัวของเขาประกอบได้ด้วย ตัวเขา ภรรยา และลูกสาวที่น่ารัก เขาได้ตัดสินใจพาครอบครัวของเขามาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เพราะได้ยินว่าที่นี่สงบสุข พวกเขาได้ซื้อบ้านไว้หลังหนึ่ง
                หนึ่งวันหลังจากนั้น ชายอ้วนต้องออกไปนอกหมู่บ้านเพื่อซื้อผลไม้มาขาย ซึ่งลูกสาวก็อยากจะไปกับเขา ทำให้เหลือเพียงแค่ภรรยาอยู่เพียงคนเดียวในบ้าน
                ชายอ้วนและลูกสาวซื้อผลไม้สำหรับขาย และพายแอปเปิลสำหรับมือเย็นในวันนี้ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทุกคนในครอบครัวของเขาต่างชื่นชอบ ถึงแม้ว่ามันจะราคาแพง แต่ในฐานะที่ฉลองบ้านใหม่ พวกเขาก็หวังว่าจะได้กินพายแอปเปิลด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย
                แต่ความฝันนั้นก็พังทลาย ชายอ้วนพร้อมกับลูกสาวกลับมาที่หมู่บ้าน และพบว่าชาวบ้านมากมายกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง พวกเขาจึงไปดูบ้าง ก่อนที่เสียงของพายแอปเปิลตกลงสู่พื้นจะดังขึ้น เนื่องจากลูกสาวนั้นไม่สามารถจะยึดจับอะไรไว้ในมือได้เมื่อเจอกับภาพที่เห็น
                ภรรยาของเขา แม่ของเธอ หญิงสาวที่มีเส้นผมสีขาวได้ถูกมัดไว้บนท่อนไม้ พร้อมกับคบเพลิงที่พร้อมจะทำให้กองฟืนนั้นลุกไหม้ คำถามว่าใครเห็นด้วยกับการประหารนี้ได้ถูกเอ่ยขึ้นมา ก่อนที่เหล่าทหารจะต่างพากันยกมือ ทำให้เหล่าชาวบ้านนั้นต่างยกมือสนับสนุนตามทหารพวกนั้น ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเด็กสาวที่รู้ว่าแม่ของตนเองกำลังจะตาย
                ชายอ้วนไม่อาจจะช่วยภรรยาของตนเองไว้ได้ เขาทำได้เพียงพาลูกสาวของเขาให้ห่างออกไปจากที่แห่งนั้น พวกเขากลับไปยังที่บ้านของตนเอง ครุ่นคิดว่าควรจะทำอะไรต่อไป ออกไปจากหมู่บ้านนี้ ? แต่คำตอบของพวกเขาก็คือไม่ ชาวอ้วนต้องการที่จะเก็บซากธุลีของภรรยาตนเอง แต่เรื่องแบบนั้นก็อาจจะไม่เก็บขึ้นก็ได้ เพราะเหล่าทหารจะทำการเก็บซากธุลีของผู้ที่ถูกเผาไป และอาศัยที่หมู่บ้านนี้ต่อไป ด้วยความรู้สึกที่ว่า ภรรยาของเขาไม่ได้จากไปไหน ซึ่งลูกสาวของเขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะรู้ทั้งรู้ว่าผู้หญิงที่ตนรักนั้น ได้จากไปแล้ว
                และพายแอปเปิลก็รสชาติไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
               
                “น้ำตาของผมจะไหลออกมาทุกครั้ง เมื่อผมนึกถึงภรรยาของผม...”
                “ภรรยาของคุณก็ถูกทหารพวกนี้ฆ่า ?”
                “ใช่ แค่เพราะเธอมีเส้นผมสีขาว เธอเป็นตั้งแต่เกิด แต่นั่นก็ทำให้เธอถูกฆ่า เหมือนกับเธอคนนี้” ชาวอ้วนพยักหน้าตอบคำถามของชายหนุ่ม ก่อนจะลุกขึ้นยืนหลังจากที่เล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง
                “ทำไมคุณถึงมาเล่าให้ผมฟัง”
                “เพราะผมคิดว่าคุณเองก็คิดแบบเดียวกับผม คิดว่าคนต่อไปที่จะถูกหาว่าเป็นแม่มดนั้น จะมาอีกเมื่อไหร่ พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย” ชายอ้วนบอกกับชาวหนุ่ม ก่อนจะชี้ไปยังหนังสือหนังที่ดูเก่าแก่ซึ่งอยู่ในมือของชายหนุ่ม “หนังสือนั่น คุณได้ลองอ่านมันทั้งหมดรึยัง”
                “มันเต็มไปด้วยความงมงาย”
                “ในหน้าหลังๆ จะเขียนถึงประวัติของหมู่บ้านนี้ เผื่อคุณจะสนใจมัน” ชายอ้วนบอกกับเขา ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วโค้งให้กับเขาด้วยความนอบน้อมแล้วเดินจากไป ผ้าที่พาดคอของเขาถูกนำมาเช็ดใบหน้าอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าที่เขาเช็ดนั้นก็คือน้ำตา
                ชายหนุ่มหันมามองหนังสือที่อยู่ในมือของเขา หนังสือที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องถูกเผาทั้งเป็น หน้าหนังสือถูกเปิดอ่านอีกครั้ง แม้ว่าตัวเขาเองจะมีอคติอยู่มากมาย เขาค่อยๆ ไล่อ่านมันเพื่อดูประวัติของหมู่บ้านนี้ และหาสาเหตุที่แท้จริงว่า ทำไมผู้ที่มีเส้นผมสีขาวทุกคนที่เข้ามาในหมู่บ้าน ถึงต้องถูกฆ่า
               
                นานมาแล้ว มีผู้หญิงเส้นผมสีขาวคนหนึ่ง เธอมีความงดงามที่สามารถละลายใจชายใดก็ได้เพียงแค่จ้องมอง ความรักของเธอได้มอบให้กับชายหลายคน เธอมีสามีมากมาย แต่สุดท้ายแล้ว เธอก็ไม่เลือกใครสักคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเธอ
                วันหนึ่ง ชาวบ้านเริ่มสักเกตุเห็นว่า ชายที่เคยเป็นสามีของเธอคนนั้นเริ่มอ่อนแอลงและล้มตาย ความสงสัยเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ศพแรก และกว่าที่ชาวบ้านจะรู้ตัวว่า เธอคนนั้นได้ใช้มนต์ดำดูดพลังชีวิตของชายที่เคยครองคู่กับเธอ ถึงตอนนั้นก็มีผู้ชายมากมายได้ตายไป
                ชาวบ้านพยายามจะขับไล่เธอให้ออกไปจากหมู่บ้าน แต่พลังอำนาจจากเวทมนต์ของเธอนั้นแกร่งกล้าเกินไป รวมไปถึงอายุขัยที่เธอได้รับจากผู้ชายที่กลายเป็นเครื่องสังเวย ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านในตอนนั้น ที่ได้เรียนเรื่องเวทมนต์มาบ้าง ได้ขอท้าประลองกับเธอ ซึ่งหากเขาชนะ เธอจะต้องออกไปจากหมู่บ้าน แต่หากเขาแพ้ เขาจะยอมยกอายุไขและพลังเวทมนต์ทั้งหมดให้กับเธอ ซึ่งด้วยข้อเสนอนี้ แม่มดจึงตอบตกลง
                กลอุบายที่หัวหน้าหมู่บ้านสร้างขึ้นมาสามารถหลอกแม่มดได้ ทันทีที่พวกเขาทั้งสองออกไปจากหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็ทำการสละร่างกายและพลังของตนเองให้กลายเป็นเขตอาคมล้อมรอบหมู่บ้าน สลักชื่อของเธอเอาไว้เพื่อไม่ให้เธอคนนั้นสามารถเข้ามาเหยียบหมู่บ้านได้อีก      
                ความแค้นเกิดขึ้นมาในความคิด แม่มดเข้าไปอาศัยในป่าซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านนั้น พร้อมกับรอวันแก้แค้น ด้วยอายุไขมากมายที่เธอแย่ชิงไปจากผู้ชายมากมาย ทำให้ทุกวันนี้ เธอก็ยังคงรอแก้แค้นชาวบ้านที่ขับไล่เธอออกมา แต่แน่นอน เธอไม่สามารถเข้ามาในหมู่บ้านได้ ดังนั้นเธอจึงสร้างลูกหลานของเธอ และส่งเข้ามาในหมู่บ้าน เพี่อที่จะให้ชำระแค้นแทนเธอ
               
               
“แม่มดอมตะ ? ลูกหลานของแม่มด ? นี่คือเหตุผลที่ต้องฆ่าคนที่มีผมสีขาวทุกคนที่เข้ามาในหมู่บ้าน ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามกับตัวเอง และหวังให้ใครสักคนช่วยตอบกลับเขา แสงแดดที่เริ่มลับขอบฟ้าไปทุกที แต่ชายคนนี้ก็ไม่คิดที่จะกลับบ้านไปเข้านอนเหมือนกับคนอื่นๆ
                ชายหนุ่มลุกขึ้น เขาหันไปมองยังบริเวณชายป่าซึ่งเป็นที่เล่าขานกันว่า แม่มดอมตะได้อาศัยอยู่ในนั้น เขาจึงอยากที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า สิ่งที่เหล่าทหารเชื่อและทำกันมาตลอดนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่
                ชายป่าที่เงียบสงบ ขณะที่ดวงอาทิตย์เริ่มหายไปจากขอบฟ้า ชายหนุ่มก้มมองดูเขตอาคมที่ล้อมรอบหมู่บ้านดังที่ในตำราประจำหมู่บ้านได้กล่าวเอาไว้ มันคือตัวอักษรที่สลักบนพื้นไว้อย่างบรรจงและสวยงาม ทั้งยังเขียนชื่อของใครบางคนที่เขาไม่สามารถจะอ่านออก ซึ่งก็คงจะเป็นชื่อของแม่มดอมตะ เขาคิดแบบนั้น
                คบเพลิงถูกจุดขึ้น เป็นแสงไฟดวงเล็กๆ ท่ามกลางป่าใหญ่ที่มืดทึบ แสงจันทร์ที่สาดส่องไม่ได้ทำให้เขามองเห็นอะไรได้มากนัก ชายหนุ่มเดินสำรวจอยู่ในป่าพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่เริ่มกลืนกินร่างกายของเขา คำถามที่ผุดขึ้นมาว่าไว้เขาค่อยมาหาบ้านของแม่มดในตอนพรุ่งนี้เช้าดีไหม ? แต่เมื่อคิดได้ว่าพรุ่งนี้อาจจะมีใครถูกจับไปเผาอีกก็ได้หากพวกทหารยังคงงมงาย เขาจึงก้าวเดินต่อไปเพื่อพิสูจน์ความจริง
                ป่ามืดลง เริ่มมองเห็นยากขึ้น ทว่าไม่ได้มาจากคบเพลิงที่ใกล้มอด แต่กลับเป็นดวงตาของเขาที่ใกล้จะปิดลง ร่างกายของเขาที่ยังคงก้าวเดินและวนเวียนหาบ้านแม่มดตามคำที่ตำราเขียนเอาไว้ แต่เขาก็ยังคงไม่เจอมัน
                ร่างกายที่อ่อนล้า กับสายตาที่เพ่งออกไปท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่มาถึง ชายหนุ่มเบิกตากว้างกับภาพตรงหน้าที่เห็น ร่างกายเขาวิ่งเข้าไปหายังสิ่งที่ปรากฏซึ่งก็คือบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางป่า
                หน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ ชายหนุ่มมองดูสภาพภายในบ้านและก็พบว่าข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อยู่ในสภาพที่ไม่มีแม้แต่ฝุ่นเกาะ ทุกอย่างบ่งบอกว่ามีคนอาศัยอยู่ที่แห่งนี้ หรือนี้จะหมายความว่า แม่มดอมตะนั้นมีตัวตน ?
                แกร๊ก...แกร๊ก...
                เสียงของฝีเท้าที่เหยียบเข้ากับใบไม้ ดาบที่ข้างเอวถูกชักขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว ประสาทการรับรู้ของชายหนุ่มตื่นขึ้นเต็มที่แม้ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่ภาพตรงหน้าที่เขาเห็น บุคคลที่เขาใช้คมดาบชี้ใบหน้าอยู่นั้นคือหญิงสาวคนหนึ่ง
                หญิงสาวเส้นผมสีดำที่แสดงท่าทีสงสัยกับการกระทำของชายหนุ่ม เขารีบเก็บดาบเข้าฝักทันทีเมื่อมั่นใจว่าเธอคนนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเขา ไม่ใช่แม่มด
                “นี่บ้านของเธอเหรอ ?”
                “บ้านแม่ฉัน ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือบ้านของแม่มดอมตะ” หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ ให้กับผู้บุกรุกบ้านของเธอที่ใช้อาวุธชี้มาที่หน้า
                “เธอคือลูกหลานของแม่มด ?”
                “ว่างั้นก็ได้... ฉันคือลูกของคนที่ถูกกล่าวหา ว่าเป็นแม่มด” หญิงสาวพยักหน้าให้อีกครั้ง ก่อนจะชี้ไปยังตำราประจำหมู่บ้านที่ชายหนุ่มกอดเอาไว้ข้างเอว “ฉันพอจะเดาได้ว่าคุณมาทำอะไร หนังสือเล่มนั้นบอกทุกอย่าง คุณคงอยากจะพิสูจน์ถึงการมีตัวตนของแม่มดอมตะ” หญิงสาวยิ้มให้หลังจากที่ชี้ไปยังตำราประจำหมู่บ้านที่ชายหนุ่มถือ ก่อนจะกวักมือเรียกเขาให้เดินตามเธอไป
                ชายหนุ่มก้าวตามฝีเท้าของหญิงสาวที่พาตัวเองมายังหลังบ้าน เธอชี้ไปป้ายหลุมศพทั้งสองที่ตั้งอยู่อยู่หลังบ้านของเธอ ซึ่งนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มสงสัย
                “นั่นคือ”
                “ป้ายแรกคือของแม่ฉัน แม่มดอมตะ อีกอันคือของพ่อฉัน หัวหน้าหมู่บ้าน” หญิงสาวยักไหล่เบาๆ ขณะที่ในหัวของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
                “ในหนังสือเขียนไว้ว่า หัวหน้าหมู่บ้านได้สละชีวิตตนเองกลายเป็นเขตอาคมเพื่อไม่ให้แม่มดเข้ามาในหมู่บ้านได้อีก” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ซึ่งหญิงสาวก็ส่ายหน้าเบาๆ
                “อย่างแรกเลยคือ แม่ฉันทำให้ผู้ชายตายไปมากมายนั้นเป็นเรื่องจริง แต่นั่นก็เพราะเธอเป็นโรคที่ชื่อว่าเอดส์ คนที่ดูมีการศึกษาอย่างคุณคงเคยอ่านมัน และอย่างที่สอง ความจริงแล้วพ่อกับแม่ของฉันรักกัน และชาวบ้านที่ต้องการจะขับไล่แม่ของฉันเพราะคิดว่าเธอเป็นแม่มด พ่อของฉันจึงแกล้งทำเป็นว่าเสียสละชีวิตตัวเองเป็นเขตอาคมไม่ให้แม่มดเข้ามาในบ้าน แต่ความจริงคือ พวกเขาทั้งสองคนแอบมาสร้างบ้านหลังนี้อยู่ด้วยกันและให้กำเนิดฉัน ซึ่งโชคดีที่ฉันไม่ได้รับเชื้อเอดส์มาจากแม่ และสามเขตอาคมนั้นพ่อฉันเป็นคนวาดขึ้นมา ซึ่งพ่อก็สอนให้ฉันวาดมัน ด้วยสีนี่” หญิงสาวอธิบายก่อนจะยกถังสีที่เธอถืออยู่ให้กับชาวหนุ่มดู และนั่นก็ทำให้เขาสังเกตได้ว่า ตามร่างกายของเธอมีสีเปื้อนอยู่หลายจุด
                “เธอควรจะเลิกทำมันได้แล้ว ไปบอกพวกทหารซะว่าเรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความจริง” ชายหนุ่มเอ่ยบอกกับหญิงสาว เขาไม่ต้องการให้ผู้หญิงเส้นผมสีขาวคนไหนต้องรับเคราะห์จากเรื่องนี้อีก
                “เคยบอกแล้ว และนั่นก็ทำให้ฉันถูกหาว่าเป็นพวกนอกรีต ส่วนเรื่องเขตอาคม ฉันต้องเขียนมันต่อไป ไม่อย่างนั้นทหารจะมาเขียนเขตอาคมนั้นแทนฉัน และพวกเขาอาจจะเขียนชื่อคนที่ตัวเองเกลียด เพื่อที่จะขับไล่หรือฆ่าเขาก็ได้ ฉันจึงต้องเขียนมันทุกวันด้วยลายมือที่ฉันคิดขึ้นเองจนไม่มีใครเลียนแบบได้” หญิงสาวอธิบายให้ชายหนุ่มได้เข้าใจ ก่อนจะเอียงคอมองเขาเป็นเชิงว่ามีอะไรสงสัยอีกไหม ชายหนุ่มก้มหน้าเงียบด้วยท่าทีครุ่นคิด ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ใส่ใจ เธอเดินเข้าไปในบ้าน แต่ชายหนุ่มมก็เดินตามเธอมา
                “มีวิธีที่จะหยุดเรื่องนี้ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ขณะที่หญิงสาววางถังสีลงกับพื้นแล้วหันไปมองชั้นหนังสือ
                “ไม่รู้สิ หลายปีก่อนฉันแอบไปเขียนตำราประจำหมู่บ้าน เพิ่มให้มีการออกเสียงว่าจะฆ่าลูกหลานแม่มดรึเปล่า จริงสิ มันได้ผลไหม” หญิงสาวหันมาถามด้วยสายตาที่คาดหวัง แต่ชายหนุ่มก็ต้องส่ายหน้า
                “ไม่มีใครกล้าออกความเห็นที่แตกต่างจากทหาร รวมถึงตัวฉันด้วย”
                “น่าเสียดาย” หญิงสาวถอนหายใจออกมา แต่ท่าทีของเธอก็ไม่ได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องที่ได้ยินเท่าไหร่
                “หนังสือพวกนั้นคืออะไร” ชายหนุ่มชี้ไปยังชั้นวางหนังสือ
                “เป็นหนังสือที่ฉันไว้คัดลายมือน่ะ เพื่อให้เขตอาคมเหมือนกันทุกครั้ง รวมไปถึงตอนที่คัดลายมือให้เหมือนกับในตำราประจำหมู่บ้านเพื่อแก้มันด้วย” หญิงสาวเดินไปที่ตู้หนังสือนั้น ก่อนจะดึงหนังสือหนึ่งในนั้นออกมาซึ่งมันดูแปลกตาที่สุด “ส่วนหนังสือเล่มนี้ คือเล่มเดียวที่ฉันเขียนมันไม่หมดหน้า”
                “มันคือ ?”
                “หนังสือที่รวบรวมข้อมูลในการรักษาโรคเอดส์น่ะ แต่แม่ฉันก็ตายก่อนที่จะได้เขียนจบ มันก็เลยไม่มีค่าที่จะให้เขียนต่อ” หญิงสาวยักไหล่ ก่อนจะดันหนังสือนั้นเข้าไปเก็บในชั้นที่เดิม “จริงสิ มีวิธีที่จะทำให้เรื่องที่คุณเจออยู่ไม่แย่ไปกว่านี้ด้วยนะ” หญิงสาวพูดขึ้นมาเมื่อนึกได้ เขาจ้องมองหญิงสาวเพื่อฟังคำอธิบายของเธอ “คุณก็มาอยู่กับฉันสิ ช่วยกันเขียนเขตอาคมนั้น และถ้าเป็นไปได้ พวกเราก็มีลูกด้วยกัน แล้วก็สอนลูกให้เขียนเขตอาคม สืบทอดหน้าที่นี้กันต่อไป” หญิงสาวเอ่ยพลางยิ้มร่า แต่ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นไม่ได้ยิ้มด้วย “อ่อ คุณคงกลัวฉันมีเชื้อเอดส์มาจากแม่สินะ”
                “ที่ฉันกลัวก็คือ พวกเราไม่มีทางจะหยุดให้ทหารพวกนั้นฆ่าคนบริสุทธิ์บ้างเลยรึไง” ชายหนุ่มถามด้วยอารมณ์ที่เดือดขึ้นมาเล็กน้อยกับท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของหญิงสาว
                “ฉันไม่รู้ รู้ก็ไม่ทำ ฉันแค่สืบทอดหน้าที่ต่อจากพ่อของฉัน” หญิงสาวเอ่ยกลับไปอย่างไม่สนใจโลก แล้วหันมามองชายหนุ่มที่ยังคงหวังอะไรในตัวเธออยู่ “ต่อให้หมู่บ้านอะไรนั้นพังไปฉันก็ไม่แคร์หรอก”
               
                ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
                เสียงเคาะประตูดังขึ้น ชายอ้วนสะดุ้งตื่นจากที่นอนก่อนจะหันไปมองลูกสาวของเขาที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ แสงจันทร์สาดส่องมาหน้าต่างบอกเวลายามค่ำคืน เขาเดินไปที่ประตูบ้านก่อนจะเปิดมันออก
                “ท่าน !”
                ชายอ้วนพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มผู้ที่มียศเป็นหัวหน้าของนายทหารในหมู่บ้านนี้มาเคาะประตูบ้านเขา ชายหนุ่มพยักหน้าให้เขาเบาๆ ก่อนจะยื่นขวดโหลพร้อมฝาปิดมาให้เขา
                “มันคือ ?”
                “ธุลีของภรรยาคุณ รับมันไปซะ และออกไปจากหมู่บ้านนี้ พาคนอื่นไปด้วย” ชายหนุ่มเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจัง ซึ่งชายอ้วนก็อยากจะเอ่ยถาม แต่ชายหนุ่มก็พูดขัดขึ้นมาก่อน “รีบไป !”
                ชายอ้วนรับคำของชายหนุ่ม เขาเดินไปปลุกลูกสาวเขาให้ตื่นก่อนจะเดินจูงมือพาออกไปยังนอกบ้าน ตระเวนไปเคาะประตูชาวบ้านคนอื่นแล้วบอกให้เขาออกไปนอกหมู่บ้าน ซึ่งมือของเขานั้นก็กอดขวดโหลไว้แน่น
                “โกหกเขานะ ในขวดโหลนั้นมีแค่ทราย”
                “ฉันสนใจชีวิตของเขา มากกว่าความจริง ตัวเขานั้นเชื่อว่ามีภรรยาอยู่ด้วย แค่นั้นก็พอแล้ว” ชายหนุ่มหันไปตอบหญิงสาวที่เดินมาหา ขณะที่เขากำลังจ้องมองเหล่าชาวบ้านที่ถูกปลุกโดยชายคนนั้น แต่แน่นอน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้คนจะยอมออกไปนอกหมู่บ้านด้วยคำเอ่ยบอกจากคนๆ เดียว
                คบเพลิงในมือของชายหนุ่มหันไปจุดกองฟางที่วางอยู่รอบชายป่า ทันใดนั้น เปลวเพลิงก็ค่อยๆ เคลื่อนไปรอบหมู่บ้าน เผาไหม้ต้นไม้จนเกิดแสงสว่างจ้าราวกับเป็นตอนกลางวัน ชาวบ้านที่เห็นดังนั้นจึงต่างพากันอพยพออกไปนอกหมู่บ้าน ชายหนุ่มมองพวกเขาด้วยความพอใจ เพียงแค่นี้พวกเขาก็จะได้ออกไปจากหมู่บ้านนี้ หลุดพ้นจากการควบคุมของเหล่าทหาร
                “นายจะทำยังไงต่อ ถึงชาวบ้านพวกนี้รอดออกไป แต่สักวันก็จะมีชาวบ้านกลุ่มอื่นย้ายเข้ามาอยู่ดี”
                “เพราะงั้นเราถึงต้องกำจัดต้นต่อ ฉันไล่พวกเขาไปเพื่อที่จะให้พวกเขาไม่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในสิ่งที่ฉันจะทำ” ชายหนุ่มเอ่ยบอก ก่อนจะหันมามองหญิงสาว “เธอก็ควรจะไปด้วย”
                “หมายความว่ายังไง ? นายเป็นห่วงฉัน” หญิงสาวเอียงคอถามพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้าให้
                “เธอเหนื่อยมามากพอแล้ว” ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาว เธอเอ่ยลาเขาก่อนจะเดินจากไป ในขณะที่ชายหนุ่มนั้นหยิบดาบขึ้นมาแล้วเดินไปยังที่ๆ หนึ่ง
                “เราไม่กล่าวลากันหน่อยเหรอ” หญิงสาวถามไล่หลังของชายหนุ่มไป เขาหยุดเดินแล้วเอ่ยขึ้น
                “คำลาไว้กล่าวกับคนที่จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว”
                หญิงสาวฟังสิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ย เธอกำลังจะถามด้วยความสงสัย แต่เขาก็พูดขัดขึ้นมา
                “ลาก่อน...”
               
                คฤหาสน์ที่ลุกโชติเนื่องจากตั้งอยู่บริเวณชายป่า เหล่าทหารและคนใช้ต่างพยายามตักน้ำมาดับไฟแต่ก็ไม่เป็นผล ขุนนางร่างอ้วนวิ่งออกมาจากคฤหาสน์เพื่อหลบหนีจากเปลวเพลิง ในขณะที่มองเหล่าทหารกำลังดับไฟ
                ฉึก !
                เสียงของมีคมเฉือนเข้ากับเนื้อ ร่างกายหนาๆ ของขุนนางถูกแทงจากด้านหลัง ใบหน้าปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา ซึ่งมันกำลังสะท้อนภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งลอบคืบคลานมาสังหารเขาจากด้านหลัง
                “อึก..”
                ขุนนางคนนั้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาดึงดาบออกจากอกของขุนนางคนนั้น ก่อนจะใช้ดาบตัดคอของเขาเพื่อให้มั่นใจว่าเขานั้นได้ตายไปจริงๆ เลือดสีแดงสดไหลนองพื้น สะท้อนภาพของฆาตกรรมที่กุมดาบไว้แน่น
                ปึก !
                ศรธนูพุ่งสู่ร่างกายของเขา ชายหนุ่มทรุดลงไปกับพื้นพลางมองลูกธนูที่ปักเข้าหัวไหล่ สายตาของเขากวาดมองไปยังรอบข้างที่เต็มไปด้วยเหล่าทหารวิ่งมาล้อมรอบเขา ร่างกายของเขาถูกกดลงกับพื้น โซ่ตรวนถูกสวมใส่ ซึ่งชายหนุ่มนั้นก็ไม่คิดจะหลบหนีแต่อย่างใด เขาต้องการให้ทหารพวกนี้สนใจเขา แทนที่จะไปสนใจชาวบ้านที่กำลังอพยพออกไป
               
                ยามเช้าเคลื่อนมาถึง ชายหนุ่มถูกมัดอยู่บนท่อนไม้ รอบกายของเขาเต็มไปด้วยกองฟางและฟืนไฟที่พร้อมจะเผาผลาญร่างกายของเขา นี่คือวิธีที่มักจะใช้จัดการกับผู้ที่เป็นแม่มด แต่การที่ชายคนนี้กำลังจะถูกประหารแบบนี้ ก็เพื่อต้องการให้เขาทรมาณอย่างถึงที่สุด นายทหารมากมายกำลังยืนมองเขา ก่อนที่คำถามหนึ่งจะถูกเอ่ยขึ้นมา
                “เราจะทำการเผาเขาในข้อหาของกบฏมีใครจะคัดค้านไหม” นายทหารคนหนึ่งพูดขึ้นมา ซึ่งไม่มีนายทหารคนไหนคิดยกมือเลย นอกจากฉันที่กำลังยกมือค้านจ้องมองเขาจากที่ไกลๆ อยู่ในป่าที่กลายเป็นเถ้าถ่าน ใช่ ฉันเริ่มพอจะเข้าใจความรู้สึกของพำวกชาวบ้านที่ไม่ยอมยกมือช่วยคนที่กำลังจะถูกเผาแล้ว เพราะพวกเขาก็กลัวตายเหมือนกัน... เพราะอย่างนั้น ฉันจึงเห็นภาพของเขาถูกเผาทั้งเป็นอยู่ไกลๆ...
                “อือ... นี่คือประวัติสุดท้ายของหมู่บ้าน ว่าแต่ ผู้ชายคนนั้นชื่ออะไรนะ” หญิงสาวเอ่ยถามกับตัวเอง ขณะที่กำลังนั่งเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดบนหน้าหนังสือซึ่งเคยถูกเรียกว่าตำราประจำหมู่บ้าน เธอเงยหน้าขึ้นมาพลางนึกถึงใบหน้าของผู้ชายคนนั้น “ไม่ ฉันไม่ได้ถามชื่อเขาด้วยซ้ำ ถ้างั้นฉันก็ต้องตั้งชื่อให้เขาสินะ” หญิงสาวพยักหน้าให้กับตัวเอง “งั้นตั้งชื่อตามสิ่งที่เขาเป็นละกัน” เธอดีดนิ้วเมื่อนึกอะไรออก ก่อนจะหยิบดินสอมาขีดเขียนบนหน้ากระดาษนั้น
                 Hero...

9 ความคิดเห็น

  • นัรทิยา ว่องไว

    (N_marketing@hotmail.com)

    02-09-2017 16:58:25

    ดีมากค่ะ

    #1

  • ผู้ดีอังกฤษ

    (tongma1990@gmail.com)

    02-09-2017 17:04:21

    แปะ เดี๋ยวมาอ่าน

    #2

  • ทรัพย์ สยามล

    (subsayamon@gmail.com)

    02-09-2017 18:42:32

    แต่งได้น่าสนใจ

    #3

  • T

    (teelasu@cscoms.com)

    03-09-2017 08:38:47

    JK rungring ชัดๆ

    #4

  • บุคคลนั้น

    (Jeerapon201@gmail.com)

    03-09-2017 11:05:14

    แต่งได้ดีมาก
    มีหักมุม แอบมีเหตุการณ์บางอย่างในปัจจุบันเข้าไปแทรกด้วย นั่นเลยทำให้นิยายน่าติดตามจนอยากจะอ่านให้จบ แถมยังแฝงแง่คิดของสังคม ณ ปัจจุบันร่วมไปอีก

    #5

  • ปิยฉัตร ใจชื่น

    (Wongwee888@hotmail.com)

    03-09-2017 12:36:27

    แต่งดี น่าติดตาม แขวงความคิดที่ดี

    #6

  • ประเทือง คล้อสวัสดิ์

    (Prathuang555@hotmail.com)

    03-09-2017 13:38:24

    เนื้อหาชวนติดตาม

    #7

  • Samrong wong wai

    (Samrong882@gmail.com)

    04-09-2017 09:04:44

    เนื้อหาน่าติดตามดีค่ะ อ่านแล้วมีหักมุม มีไรให้น่าสนใจค่ะ

    #8

  • แวะเข้ามาอ่าน

    (kitti.spss@gmail.com)

    30-09-2017 14:03:49

    เขียนได้ดีมากครับ น่าสนใจมาก ชอบครับ

    #9

แสดงความคิดเห็น