รอยเก่า

ผู้แต่ง : รตา ศรีภาชนะวรรณ์


“รอยเก่า”
                ใครว่าการพูดโน้มน้าวใจคนมันเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และใครจะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันไม่ช้านี้ มันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือย่ำแย่ลง สืบสานชายหนุ่มวัยเบญจเพส หนุ่มหน้ามนผู้ที่เป็นความหวังของปู่และพ่อ ในเรื่องที่ส่งเสียเขาเล่นเรียนจนจบระดับอุดมศึกษาในเมืองหลวง บัดนี้สืบสานเขาเริ่มคิดกังวลใจ  เหงื่อไหลพราก และจังหวะการเต้นของหัวใจดวงน้อยๆ ของเขาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจากผู้เป็นปู่และพ่อของตนกำลังมุ่งหน้ามายังห้องรับแขกที่ตนกำลังนั่งอยู่นั่น เขาทอดสายตามองไปรอบๆ ห้อง เพื่อลดอาการตื่นเต้น หวาดกลัว สับสน งุนงง แต่แล้วด้วยความที่บ้านของเขาเป็นบ้านไม้ทรงไทยที่สร้างมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ เสียงฝีเท้าจากผู้ที่กำลังจะมาเยือนเขาในอีกไม่ช้า แผ่นไม้ก็ดังเอี๊ยดอ๊าด ตามเสียงฝีเท้าการก้าวเดินของชายวัยชราและชายวัยกลางคนมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือปู่และพ่อของเขานั่นเอง
                ในขณะที่เขากำลังคิดเรื่องที่มาในวันนี้อยู่นั้น ฝ่ามือหนาของผู้เป็นปู่ก็แตะเข้ากับไหล่เขาเพียงแค่เบาๆ เท่านั้น แต่ทำให้สืบสานถึงกับสะดุ้งโยงเพราะตกใจ และมัวแต่ใจลอยคิดแต่เรื่องจะมาพูดโน้มน้าวปู่และพ่อในวันนี้
                “เป็นไงมาไง สืบสานเอ๊ย เอ็งถึงได้ขนของกลับมาอยู่บ้านนอกคอกนาแบบนี้ ข้ากับพ่อเอ็งก็นึกว่าเอ็งจะหลงแสงสีในเมืองหลวงจนไม่กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้ซะแล้ว” น้ำเสียงของปู่ คำพูดคำจาที่พูดด้วยถ้อยคำช้าๆ ชัดๆ ยิ่งทำให้ภายในจิตใจของสืบสาน เริ่มหวั่นๆ ขึ้นมาบ้าง
                “ผมตัดสินใจแล้วล่ะปู่ ผมจะกลับมาดูแลงานทางบ้านช่วยปู่และพ่อ” สืบสานพูดไปอย่างที่ใจตนคิด
                “เรอะๆ อืมๆ ดีๆ เอ็งนี่สมกับเป็นหลานชายคนเดียวของข้าจริงๆ หลานที่ข้ารักมากที่สุดเลย สืบสานเอ๊ย” ชายวัยชราพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สีหน้าประชดประชันในเมื่อครู่ ครั้นที่เริ่มทักหลานชาย จางหายไปในพริบตา
                “จริงหรอวะ ที่เอ็งจะขนของเหมารถมาจากเมืองกรุง เอ็งจะมาช่วยงานปู่กับข้า จริงเหรอวะ ไอ้สาน” บุญชูผู้เป็นพ่อของสืบสาน รีบพูดขึ้น หลังจากบุญส่งพ่อของตนพูดจบ
                “จริงสิพ่อ ผมเรียนจบแล้วนะ ผมไปหอบวิชาความรู้จากที่เรียนที่มหาลัย ผมจะมาพัฒนาสานต่อ อาชีพในบ้านของเราเองครับ” ถึงจะเป็นความจริงที่พูดออกมาจากใจ แต่ก็ไม่ถึงครึ่งเศษเสี้ยวที่สืบสานจะปรารถนาที่คิดดั่งใจหมายนัก  แต่อย่างน้อย สิ่งที่เขาพูดมาเมื่อสักครู่ ให้ปู่และพ่อได้ฟัง ก็ทำให้ทั้งปู่และพ่อรู้สึกดีใจไม่น้อยหลังจากสังเกตสีหน้าจากชายวัยชราอย่างปู่ และชายวัยกลางคนอย่างพ่อ สืบสานได้แต่นั่งคิดในใจ ‘เอาวะ พูดเอาใจปู่กับพ่อไปก่อน แล้วค่อยพูดโน้มน้าวตามแผนที่วางไว้ก็แล้วกัน’
                “ก็ดีเหมือนกันนะสืบสานเอ๊ย ที่เอ็งคิดจะมาทำงานสานต่องานอาชีพในครอบครัวของเรา ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ” คนงานบ้านเรา ลาออกไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมแถวนี้หมดแล้ว เพราะเขาบอกว่าเราใช้งานเขามากเกินไป อะไรวะคนสมัยนี้ หนักไม่เบา เบาไม่สู้จริงๆ เล๊ย ข้าก็ไม่รู้ว่าจะห้ามเขายังไง สรุปสุดท้ายข้าก็ไม่บังคับใครนะ ใครจะอยู่ทำงานที่นี่ก็อยู่  ใครจะไปก็ตามใจล่ะ อยากไปเป็นลูกจ้างนายทุนชาวต่างชาติหัวแดงก็ไปเล๊ย” บุญส่งพูดเสร็จก็เอามือทั้งสองข้างมากุมไม้เท้า ที่ค้ำยันไว้ระหว่างขาในขณะที่นั่งอยู่ม้านั่ง ทำให้หลานชายอย่างสืบสาน รีบถามขึ้น เพราะพึ่งสังเกตเห็นว่าปู่ต้องใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเดินมาแน่ๆ
               “ปู่เป็นอะไรครับ ทำไมถึงได้ใช้ไม้เท้า” พร้อมกับมองไปยังไม้เท้าที่ปู่เอามือทั้งสองข้างกุมหัวไม้เท้าอยู่      
               “วันก่อนๆ นู้น ข้าลื่นล้มที่ลานปั้นเครื่องดินเผา คนแก่ก็อย่างนี้แหละ ข้าเองก็ไม่ใช่คนหนุ่มคนสาวแล้วนะเว้ย ที่จะได้เดินเหินสะดวกสบายตัวปลิวเหมือนอย่างเอ็ง พวกกระดูกเส้นเอ็นในร่างกายข้ามันเริ่มจะทำงานไร้ประสิทธิภาพแล้วล่ะ ก็อย่างที่ว่า ปีนี้ข้าก็ย่าง 85 แล้วนะ จะอยู่ถึงร้อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครใคร่จะรู้ข้าอาจจะตายวันตายพรุ่งตามวัยชราเหมือนใบไม้ร่วงหล่นก็เป็นได้นะเว้ย” บุญส่งพูดไปบีบนวดหัวเข่าตัวเองไปพลาง  แล้วเงยหน้าขึ้นเอามือไม้เท้ายกขึ้นไปสะกิดขาลูกชายอย่างบุญชู ที่นั่งอยู่ตรงข้ามตนเอง
               “บุญชู ต่อไปนี้เอ็งก็คงจะเบาแรงขึ้นมากเลยนะ เพราะมีไอ้สานมาช่วยดูแลงานเองแล้ว เอ็งจะได้ไม่ทำงานหนักๆ คนเดียวเหมือนอย่างที่เคยแล้วล่ะ” พูดเสร็จบุญส่งก็หัวเราะชอบใจ บ่งบอกถึงอารมณ์ชอบใจที่หลานชายย้ายจากเมืองกรุงมาอยู่บ้านในครั้งนี้
               “นั่นน่ะสิพ่อ” บุญชูพูดพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ลูกชายคนเดียวที่ตนรักและเอ็นดู
               “ขอบใจนะสืบสาน ขอบใจเอ็งมาก ที่จะมาดูแลงานช่วยพ่อ” พร้อมกับลุกขึ้นไปตบไหล่ลูกชายเบาๆ
               “ครับพ่อ” สืบสานเริ่มคิดไม่ตกแล้วว่า หากวันหนึ่งตนรวบรวมความกล้าที่จะบอกความจริงออกไปว่า ตนอยากทำธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาที่ทางครอบครัวของตนนั้นทำมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ปู่ย่าตายาย อยากดัดแปลง อยากทำขึ้นใหม่ให้มันทันสมัยและเป็นที่นิยมเหมือนต่างประเทศ ความคิดที่ตนหมายปองอยากลงทุนเข้าหุ้นทำโรงงานอุตสาหกรรม เหมือนโรงงานที่พึ่งมาเปิดใหม่ในชุมชนต่างหากล่ะ ตนจะทำอย่างไรดี ให้ปู่กับพ่อทิ้งเครื่องปั้นดินเผา ลายโบราณเดิมๆ ซ้ำซาก ลายศิลปะเก่าๆ โบราณล้าหลังที่ทางตลาดการส่งออกไม่ต้องการ… ความคิดภายในหัว ได้แต่ย้ำคิดไปคิดมา ว่าทำอย่างไรดีนะ ปู่กับพ่อถึงจะเข้าใจสิ่งที่ตนนั้นอยากจะเปลี่ยนแปลง
               เช้าสาย วันแห่งความสดใส บรรยากาศสดชื่นพระอาทิตย์โผล่ทอแสงส่องแยงดั่งแสงเงินแสงทองมาสู่ม่านตาของชายหนุ่มที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงไม้อันเก่าแสนคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก ชายหนุ่มพลิกตัวไปมา หน้านิ่วคิ้วขมวดที่สื่อไปถึงอารมณ์ของเขาในตอนนี้ ที่เริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง จากการที่มีแสงส่องเข้ามารบกวนการหลับนอนของตน พร้อมกับคิดภายในใจ ‘ใครกันนะที่มาเปิดหน้าต่าง เปิดผ้าม่านให้แสงพระอาทิตย์มาส่องแยงตา รบกวนการนอนที่แสนสบายเช่นนี้’ ท้ายสุดแล้วชายหนุ่มก็ทนไม่ไหว จึงพยายามลืมตาขึ้น แล้วลุกจากที่นอนช้าๆ พร้อมกับส่ายหัวเอามือยีผมออย่างไม่สบอารมณ์ อีกทั้งยังเอียงคอซ้ายขวา เหยียดแขนออกไปข้างหน้าพร้อมกับท่าบิดขี้เกียจสักสองสามท่า แล้วหันไปมองทางหน้าต่างอีกครั้ง ที่ครั้งนี้บรรยากาศลมแรงผ้าม่านปลิวไหว ทำให้รู้สึกอยากโน้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง ‘ให้ตายสิ นี่เราลืมปิดหน้าตานอนสินะ กี่วันกี่ปีแล้วนะ ที่เราไม่ได้กลับมานอนที่บ้านในห้องนอนแห่งนี้’ สุดท้ายชายหนุ่มก็หลุดจากภวังค์ แล้วมาคิดต่อเรื่องที่ค้างอยู่ในหัวเมื่อคืน ‘จะพูดอย่างไรดีนะ ให้ปู่กับพ่อเข้าใจสิ่งที่เราอยากจะทำการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น… ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว และสุดท้ายในบรรยากาศเช้านี้คงไม่พ้นอาการถอนหายใจออกมาในรอบครั้งที่ร้อยกว่าจากเมื่อคืน
               กลิ่นกับข้าวหอมฉุยโชยกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบ้าน บ้านที่ไร้แม่บ้านมาร่วมยี่สิบกว่าปีตั้งแต่ลำจวนเมียของบุญส่งและอัมพรเมียของบุญชูได้ตายจากไป ทำให้บ้านหลังนี้ขาดแม่ศรีเรือนไปอย่างน่าใจหาย หน้าที่การเข้าครัวทำกับข้าว กับปลาอาหารจึงตกไปอยู่ที่บุญชูอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง เสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังไปทั่วบ้าน ฟังเสียงผัดอาหารอย่างคล่องแคล้วและชำนาญ วันนี้ก็เป็นวันพิเศษที่บุญชูได้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่กว่าทุกวัน เพื่อไปจ่ายตลาดเช้าและมาทำกับข้าวต้อนรับลูกชายของตน
               “โหพ่อกลิ่นกับข้าวหอมฉุยโชยไปทั่วบ้านเลยนะ” พูดเสร็จสืบสานก็เพ่งมองไปยังโต๊ะอาหารที่บัดนี้ข้าวปลาอาหารถูกเรียงใส่จานเรียงรายไว้มากมาย
               “ทำไมกับข้าวเยอะจังเลยพ่อ กินสามวันคงไม่หมดแน่ๆ” สืบสานพูดเสร็จ บุญชูก็พูดขึ้นว่า
               “ก็ทำให้เอ็งนั่นแหละ ปู่แกสั่งข้าว่าต้อนรับเอ็งกลับบ้าน” สืบสานได้ยินดังนั้นยิ่งละอายใจตัวเองยิ่งนัก ถ้าหากปู่กับพ่อ รู้เรื่องเข้าว่า…ตนนั้น จะเปลี่ยนแปลงเครื่องปั้นดินเผาซะใหม่ให้เป็นของที่ทันสมัยขึ้น ล้างรูปแบบความโบราณออกไป ไปร่วมลงทุนกับนายทุนเปิดโรงงานอุตสาหกรรมงานปั้นที่ใช้เครื่องจักรกลหล่อหลอมปั้นแทนกำลังคนดีกว่า ประหยัดพลังงานและเวลา ปู่กับพ่อจะรู้สึกอย่างไรนะ สืบสานกำลังเหม่อลอย คิดความในใจอยู่นั้น มือหนาๆ เหี่ยวย่นของปู่ก็ลงมาเตะที่แขนของสืบสาน ทำให้สืบสานถึงทำสะดุ้งหน้าตาตื่น ที่ไม่รู้ตัวว่าปู่นั้นมายืนข้างตนตั้งแต่เมื่อไหร่
               “เอ็งตกใจอะไรนักหนาวะ ข้าเองโว้ย” มาๆ รีบมานั่งกินข้าวได้แล้ว กินเสร็จแล้วข้าจะได้ชวนเอ็งไปดูงานที่โรงปั้นซะหน่อย สืบสานได้ยินเช่นนั้น จึงรีบไปนั่งที่เก้าอี้
               “กับข้าวของโปรดเอ็งทั้งนั้นเลยที่ข้าทำ ทำไมเอ็งกินน้อยจังวะ หรือว่ามันไม่อร่อย” บุญชูสังเกตเห็นลูกชายตัวเองที่เขี่ยเม็ดข้าวในจานไปมายังกับเด็กน้อยที่ถูกพ่อแม่บังคับให้กินข้าวอย่างนั้นแหละ
               “อร่อยครับพ่อ อร่อยมากๆ ผมแค่...” สืบสานพูดยังไม่จบ บุญส่งก็พูดแทรกขึ้น
               “แค่…แค่อะไรวะ” บุญส่งหันไปมองหน้าหลานชายสลับไปมากับมองหน้าลูกชายตนเอง
               “แค่ผมอิ่มแล้วครับ” สุดท้ายสืบสานก็ไม่กล้าที่จะพูดออกไป ในสิ่งที่ตนเองกำลังคิด ภายในใจมันเหมือนจะระเบิดออกมา เพราะความอัดอั้นตันใจมาหลายวันแล้ว
               “อิ่มแล้วก็พอสิวะ ใครมันจะไปบังคับเอ็งให้กินจนท้องแตกกันล่ะ” บุญชูพูดขึ้น แต่บัดนี้สายตาได้ไปจับจ้องมองตาลูกชายของตน ที่ได้แต่หลบสายตาไปมาไม่กล้าสบตาผู้เป็นพ่อ
               “สาน เอ็งกลับมาครั้งนี้ เอ็งมีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าวะ ทำไมสีหน้าเอ็งมันดูไม่สู่ดีนัก” ทั้งบุญชูและบุญส่งหันไปมองหน้าสืบสานพร้อมกัน ภายในใจสืบสานกล้าๆ กลัวๆ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจพูดความในใจออกไป
               “ปู่ครับ พ่อครับ ที่บอกว่าผมจะมาช่วยดูแลงานปั้นของปู่กับพ่อ  ผมอยากทำงานปั้นของเราให้ทันสมัยให้เข้ากับยุคปัจจุบัน และที่สำคัญคือปู่กับพ่อจะได้ไม่เสียเวลามานั่งปั้นผลงานแต่ละชิ้น… คือ...” สืบสานพูดยังไม่ทันจบ บุญชูก็พูดแทรกขึ้น
               “ยังไงวะ ที่บอกว่าทันสมัย เข้ากับยุคปัจจุบัน ไม่เสียเวลาในการปั้น ” บุญชูทำหน้านิ่วคิ้วขมวดสงสัยในสิ่งที่ลูกชายของตนกำลังพูดถึง
               “เช่น เครื่องปั้นดินเผาของเรา ที่ปู่และพ่อได้ปั้นรูปทรงต่างๆ ขึ้น ไม่ว่าจะรูปแบบและลวดลายเดิมๆ โบราณๆ พ่อกับปู่รู้ไหมว่าสมัยนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว สังคมมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว อะไรๆ ที่มันโบราณๆ เราก็ควรจะมานำมาดัดแปลงใหม่ให้เป็นที่ต้องการของผู้คนส่วนมาก หรือตามสิ่งของที่ทางตลาดการส่งออกที่เขาต้องการ ถ้าเราสามารถทำสิ่งที่ไม่เหมือนใคร ทำรูปแบบงานปั้นประยุกต์ให้มันทันสมัยขึ้นและแปลกพร้อมทั้งคงทน ในอนาคตการส่งออกถือว่าเป็นผลดีต่องานปั้นของเราเลยนะครับ อีกอย่างปู่กับพ่อก็แก่มากแล้ว ถ้าหากจะไปรวมกลุ่มกับญาติๆ แล้วไปเข้าหุ้นกับต่างชาติมาทำโรงงานอุตสาหกรรมงานปั้น โดยมีเครื่องจักรกลจากต่างประเทศนำเข้ามาเพื่อทุ่นแรงแทนคนปั้นได้เยอะเลยนะครับ” เมื่อสิ้นสุดการอธิบายความอัดอั้นตันใจของสืบสานไปหมดแล้ว ทำให้บุญส่งและบุญชูถึงกับเงียบไปครู่ใหญ่ แล้วสักพักบุญส่งก็จับไม่เท้ายันตัวเองให้ลุกจากเก้าอี้และลุกขึ้นอย่างกะทันหัน และยังกล่าวกับหลานชายว่า
“ข้าผิดหวังในตัวเอ็งมากนะ ที่เอ็งกลับมาบ้านครั้งนี้ก็เพราะเอ็งอยากจะล้างความเก่าแก่โบร่ำโบราณใช่ไหม เอ็งอายคนอื่นรึไงที่มาปั้นเครื่องปั้นดินเผาต่อจากพวกข้า ทำลวดลายโบราณๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแบบนี้ ข้าผิดหวังในตัวเอ็งมากนะ ผิดหวังมากจริงๆ เองดูลูกเอ็งสิ ไอ้บุญชู มันอยากเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ที่เราต่างอยากสืบสานต่อภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเรา ” พูดเสร็จบุญส่งก็หันไปมองหน้าบุญชูผู้เป็นลูกชายของตน ก่อนจะลุกออกไปจากโต๊ะกินข้าว โดยไม่แยแสในคำพูดของหลาน
               “เพราะแบบนี้ใช่ไหมที่เองอยากจะมาดูแลช่วยงานปั้นของข้า แบบนี้เองเหรอสืบสาน” น้ำเสียงบุญชูเปลี่ยนไปจนทำให้ผู้ฟังอย่างสืบสานอดที่จะพูดแย้งขึ้นไม่ได้
               “ผมขอโทษครับพ่อ แต่ผมอยากให้ปู่กับพ่อสบายและเข้าใจผม” สิ้นคำพูดของสืบสานบุญชูก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและตามบุญส่งไป ทิ้งให้สืบสานนั่งอยู่คนเดียว หลงเหลือไว้แค่บรรยากาศที่เงียบสงัดเหมือนนั่งอยู่ในป่าช้าอย่างโดดเดี่ยว
               “นี่ก็สองวันแล้วล่ะพ่อ ที่ไอ้สานมันไม่ลงมากินข้าวกินปลา” บุญชูพูดกับบุญส่งผู้เป็นพ่อของตน เมื่อไม่เห็นลูกชายลงมาจากบ้านเสียหลายวัน
               “ดี!! ให้มันได้ตายๆ ไปเลย ไอ้เด็กหัวสมัยใหม่ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมบรรพบุรุษของเรา รู้อย่างนี้ข้าไม่ส่งมันไปเรียนถึงเมืองหลวงหรอก ส่งไปแล้วก็มีความคิดอยากเปลี่ยนเครื่องปั้นดินเผาข้า ให้เป็นลวดลายที่ทันสมัย อยากทำโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรมาปั้นงานแทนฝีมือคน โธ่! คิดแล้วมันปวดใจฉิบหาย ไอ้สานมันจะไปรู้อะไร  ว่าการสืบสานวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมนั้น มันเป็นการสานต่อจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ เส้นศิลป์ที่บ่งบอกถึงประเพณี ศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเรา สะท้อนให้เห็นคุณค่าวัฒนธรรม และความงามจากดินสู่ความหัตถศิลป์ไทย อีกอย่างนะมันก็รวมไปถึงวิถีชีวิตที่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านเรา  แทนที่จะคงรักษาไว้เพราะเป็นศิลปวัฒนธรรม ที่แสดงถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์วิถีชีวิต ตลอดจนลวดลายไทยลงบนชิ้นงานต่างๆ ที่บรรจงออกมาจากใจ ละเมียดละไมตั้งใจปั้นขึ้นมา ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอันยาวนานว่าเป็นวัฒนธรรมอันน่าจดจำมากแค่ไหน เพราะเป็นโบราณวัตถุ มันเป็นสิ่งที่ควรจะอนุรักษ์หวงแหนไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ศึกษาต่อไป” เมื่อสิ้นคำพูด น้ำใสๆ ก็ไหลออกจากตาคู่มัวของบุญส่ง มือสากเหี่ยวย่นรีบยกขึ้นบาดน้ำตาที่ไหลรินอาบลงแก้มตอบ เพื่อไม่ให้ลูกอย่างบุญชูเห็นว่าตนร้องไห้ จึงรีบใช้ไม้เท้าพยุงร่างตนเองให้หนีออกจากการสนทนากับบุญชู ก่อนที่ลูกชายจะเห็นน้ำตาของตน
               สองวันเต็มๆ ที่สืบสานได้แต่คิดทบทวนเรื่องราวของตนที่ได้พูดเรื่องเครื่องปั้นดินเผากับปู่และพ่อไปนั้น ทำให้ตนเองก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นกัน ภายในใจมันรุมเร้าคิดวนไปวนมาเป็นร้อยๆ รอบ ว่าตนคิดถูกแล้วหรือ ที่จะไปเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ปู่และพ่อรักมากที่สุด นั่นก็คือการที่จะเปลี่ยนเครื่องปั่นดินเผาโดยพัฒนาไปสู่โรงงานภาคอุตสาหกรรม ที่ปู่และพ่อไม่ยอมไปประกอบอาชีพอื่นสักทีเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาทำ จนทำให้ในละแวกบ้านแถวนี้เหลือแค่บ้านหลังนี้หลังเดียว คือปู่เท่านั้นที่ยังคงประกอบอาชีพเครื่องปั่นดินเผาดั้งเดิมนี้อยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เหมือนสมองจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ จะทำอย่างไรดีนะ คิดสิคิดสืบสาน อย่าปล่อยเรื่องนี้ไว้นาน เดี๋ยวไอ้เราเองจะปวดหัวและสมองแตกตายในไม่ช้าแน่ๆ คิดไปคิดมา ก็เอามือขึ้นมาก่ายหน้าผาก มือบางเจ้ากรรมดันปัดไปโดนหุ่นเครื่องปั้นดินเผารูปเด็กขี่หลังควาย เพ่งพินิจคิดดู อยู่นานจึงจับขึ้นมาดู ความเคร่งเครียดมลายหายไป เมื่อนึกถึงวันเก่าๆ สมัยเด็กๆ ‘ใช่!! ตอนเป็นเด็กฉันชอบเล่นกับควายไอ้ทุยนี่หว่า จำได้แม่นฝังใจ เมื่อควายไอ้ทุยมันตาย ปู่ได้ปั้นรูปเราขี่หลังไอ้ทุยนี่หว่า นิ้วเรียวๆ กรีดลากรูปไล้ไปตามรูปปั้นไอ้ทุยที่ตอนนั้นปู่ตั้งใจปั้นและแกะสลักไอ้ทุยเป็นลายไทยริ้วรอยที่อ่อนไหว ทำไมนะ ทำไมฉันถึงชอบในความเป็นเด็กเหมือนสมัยก่อนเมื่อครั้งเยาว์วัยจัง ก็คงจะเหมือนปู่กับพ่อสินะที่ชอบในการปั้นดินเผาและลวดลายไทยๆ ขอบคุณนะไอ้ทุย ฉันคิดออกแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อ มือบางรีบกำรูปปั้นไอ้ทุยแน่นขถัดไว้ที่อก แล้ววิ่งออกไปจากห้องนอนของตน มุ่งหน้าไปหาปู่ มือเรียวเคาะห้องปู่อย่างดีใจ 
               “ปู่ครับ ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับปู่ครับ” บุญส่งนอนหันหลังให้หลานชาย ไม่แม้แต่จะหันหน้ามาคุยกับหลานของตน
               “เอ็งมีไร” บุญส่งรีบพูดขึ้นโดยที่ไม่รีรอให้อีกฝ่ายตอบในทันที่ แล้วพูดขึ้นว่า
               “ข้ากับพ่อเอ็งมาคิดๆ ดูแล้ว ถ้าเอ็งอยากเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องปั้นดินเผา หรืออยากทำลวดลายอะไรก็ตามใจเอ็งเถอะ เพราะว่าข้าได้ให้พ่อเอ็งนั้นดูแลเรื่องงานปั้นมานานแล้ว แล้วพ่อเอ็งก็เริ่มแก่มากแล้วด้วย ถ้าได้เอ็งมาดูแลงานตรงนี้แทนก็ตามใจเอ็งเลย อยากทำโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องปงเรื่องปั้นอะไรก็ตามใจเอ็งเลย ข้ามันแก่แล้วอีกไม่นานก็ตาย” คำพูดตัดพ้อประชดประชันที่บุญส่งได้พูดออกไป ทำให้น้ำตาเจ้ากรรมของชายวัยชราไหลออกมาโดยมีมือเหี่ยวย่นรีบบาดน้ำตาเอาไว้
               “ปู่ครับ ผมขอโทษครับ ปู่จำรูปปั้นไอ้ทุยได้ไหมครับ ปู่เป็นคนปั่นให้ผมเองกับมือ ผมจำได้ว่าปู่นั้นตั้งใจปั้นหลายวัน แกะสลักลวดลายไทยอย่างละเอียดลลอประณีตที่สุด” สืบสานพูดพร้อมกับยื่นรูปปั้นไอ้ทุยให้บุญส่งผู้เป็นปู่ได้ดู กระนั้นก็ทำให้บุญส่งพลิกตัวหันหน้ามามองสิ่งที่ยื่นเข้ามาตรงหน้า
               “เอ็งยังเก็บมันไว้อยู่อีกเรอะ” สีหน้าของบุญส่งยิ้มให้หลานชายอีกครั้ง ก่อนยืนมือไปขอรูปปั้นที่หลานชายถือไว้ในมือ
               “เอามาดูหน่อยสิ ไอ้ทุยที่ข้าปั้นมันมากับมือ” สืบสานส่งให้บุญส่งพร้อมกับพูดว่า
               “ปู่ครับ ผมจะทำเครื่องปั้นดินเผาลวดลายโบราณต่างๆ ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเราให้ผู้คนในประเทศและต่างประเทศรู้จักไปเลยครับ ผมจะอนุรักษ์เครื่องปั้นดินเผาของเรา” คำพูดและสีหน้าบวกกับท่าทางที่ดูมุ่งมั่นและตั้งใจ ทำให้บุญส่งถึงกับยิ้มให้หลานชาย
               “ดีๆๆ แต่ข้าว่าตอนนี้เอ็งควรจะไปหาพ่อเอ็งนะ ไปบอกว่าเอ็งเปลี่ยนใจแล้ว” พร้อมกับชี้นิ้วไปทางลานปั้น ไม่กระทันใดก็มีเสียงชายจากผู้หนึ่งพูดขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่นั่นก็คือเสียงของบุญชูลูกของบุญส่งนั่นเอง
                “สืบสานลูกรักของพ่อ เอ็งคิดถูกแล้วที่วันนี้ตอนนี้เอ็งได้มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น งานเครื่องปั่นดินเผาถือได้ว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยอดีต คนสมัยก่อนหรือบรรพบุรุษของเรา ได้นำเครื่องปั่นดินเผามาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และใช้ในชีวิตประจำอย่างมากมาย หากแต่ปัจจุบันวิถีชีวิตคนเหล่านั้น เริ่มห่างหายจากการใช้เครื่องปั่นดินเผา  เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในการดำรงชีวิตมากขึ้น แต่พ่อกับปู่ของเอ็งก็ยังอยากสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ เพราะเส้นสายลายริ้วสัดส่วนโค้งเว้า เลียนแบบรูปทรงธรรมชาตินับว่าเป็นความอ่อนช้อย และมีความแข็งแกร่งอยู่ในตัว สอดคล้องกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของผู้คนสืบเนื่องมาช้านาน เพราะนี่คือมนต์ขลังของเครื่องปั้นดินเผา ที่บรรพบุรุษได้หล่อหลอมมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่สิ่งที่ถูกจารึกไว้ในดินแต่ละก้อน ลวดลายแต่ละเส้นนั้น คือศาสตร์ของแผ่นดิน  ศิลป์แห่งชาติพันธุ์ ซึ่งมันเป็นงานค่อนข้างละเอียดและประณีตที่สละสลวย เอ็งจงเก็บเศษเล็กเศษน้อยของคนสมัยก่อนมาศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร เอ็งก็ควรจะศึกษาไปเรื่อยๆ การลงมือทำ แรกๆ อาจจะยาก แต่ถ้าเราทำด้วยใจรัก มีสมาธิและอดทนกับมันหน่อย แล้วเราจะสนุกกับการทำงาน เพราะนี่คืองานปู่ย่าตายายทำสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพชนคนโบราณ เพราะเครื่องปั้นดินเผาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญ เกาะเกี่ยววิถีชีวิตชุมชนมาช้านานแต่ไม่ว่าเครื่องปั้นดินเผาจะมีรูปทรงและประดิษฐ์ประดอยอย่างพิถีพิถันเช่นไร ต่างก็มีจุดกำเนิดเดียวกัน นั่นก็คือพื้นแผ่นดินและความใส่ใจ” สิ้นคำพูดของผู้เป็นพ่อ ทำให้สืบสานคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง ภายในหัวสมองพร้อมที่จะระเบิดออกมา เป็นคำพูดและสิ่งกระทำนั้นๆ
                 “ผมภูมิใจที่เกิดเป็นลูกพ่อ เป็นหลานของปู่ และสิ่งที่พ่อและปู่ได้สอนผมไว้ ผมจะไม่ลืม เพราะนี้มันเป็นสิ่งที่มีค่าของคำว่าชีวิต และผมก็จะดูแลรักษาและสืบสานวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของเราไว้ให้คงอยู่ตลอดไปครับ” สืบสานพูดเสร็จ แต่สีหน้าก็ยังไม่คลายความกังวนปัญหาเท่าไหร่นัก ทำให้บุญส่งผู้เป็นปู่สังเกตจากสีหน้าหลานจึงพูดขึ้น
                “ทำไมเอ็งทำสีหน้าเหมือนกังวลอะไรอยู่ล่ะ” บุญส่งถามหลานชายออกไปด้วยความสงสัย
                “ปู่ครับ พ่อครับ คือผมอยากให้ปู่กับพ่อช่วยผมบอกข่าวพี่น้องในชุมชนให้มาทำงานร่วมกันกับเราได้ไหมครับ เชื้อเชิญร่วมงานให้มาทำงานปั้นที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนเรา ให้กลับมารุ่งเรื่องและสานต่องานปั้นอีกครั้งในเชิงพาณิชย์ พี่น้องชาวบ้านจะได้ไม่ไปขายแรงงานที่อื่น หากแต่มาร่วมกันปั้นและแสดงความคิดออกมาว่านี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษเราสร้างขึ้นไว้  ให้สืบทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานสืบต่อไป เราจะสร้างชุมชนของให้อยู่แบบญาติมิตร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และผมขออีกอย่าง.. จะได้ไหมครับ” สืบสานหยุดพูดแล้วหันไปมองหน้าปู่กับพ่อของตน
                “ขออะไรวะ” บุญส่งผู้เป็นปู่ รีบพูดขึ้น
                “ผมขอสร้างศูนย์อนุรักษ์ชุมชนเครื่องปั้นดินเผาให้คนที่เขาสนใจที่จะมาศึกษาได้ไหมครับ  ให้คนที่เขาไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างสิ่งต่างๆ ที่มาจากเม็ดดินเม็ดทราย และสืบทอดวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชุมชนนั้นๆ มาช้านาน เพื่อจะได้ต่อยอดงานเครื่องปั้นดินเผาของบรรพชนโบราณสู่สายตาคนทั่วโลกให้คงอยู่อย่างมีคุณค่า และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านได้ร่วมกันสืบสานงานหัตถศิลป์พื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์นี้ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป”  สืบสานพูดเสร็จก็หันไปมองปู่กับพ่อของตนอีกครั้ง
                “สืบสานเอ๊ย ลูกรักของพ่อ ต่อไปนี้เอ็งคงเหนื่อยหน่อยนะ เพราะงานทุกอย่างพ่อจะให้เอ็งเป็นคนดูแล พ่อเองก็เปรียบเหมือนไม้ใกล้ฝังเข้าไปทุกวันแล้ว นี่คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดที่พ่อจะมอบให้เอ็งได้สืบทอดต่อไปดั่งชื่อของเอ็งไงลูก ‘สืบสาน’ เอ็งได้มอบความฝันที่พ่อใฝ่ฝันมานาน บัดนี้มันเป็นจริงแล้ว และพ่อก็ขอมอบและส่งต่อความฝันนี้ให้เอ็งเป็นคนดูแลต่อไปนะ” สิ้นคำพูดของตนเอง ทำให้บุญชูกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว ทำให้น้ำตาแห่งความยินดี ปลื้มปิติ มันเออล้นออกมาจากตาที่มันแดงกล้ำ น้ำตาไหลพรากอาบลงมาโดนแก้มสากของชายวัยกลางคน ทำให้สืบสานเห็นภาพที่พ่อของตนกำลังร้องไห้น้ำตาไหลนั้น ถึงกับดึงพ่อของตนเข้ามากอดแนบแน่นอย่างที่ไม่เคยกอดมาก่อน พร้อมกับคำพูด
               “ผมภูมิใจที่เกิดเป็นของลูกพ่อ และสิ่งที่พ่อและปู่สอนผมไว้ ผมไม่เคยลืม เพราะนี้มันเป็นสิ่งที่มีค่าของคำว่าชีวิต และผมก็จะดูแลรักษาและสืบสานไว้ตลอดไปครับ” สิ้นคำพูดของสืบสาน บุญส่งก็เดินเข้ามาตบไหล่สืบสานเบาๆ แล้วพูดว่า
              “ขอบใจมากที่เอ็งสืบสานงานของบรรพบุรุษและวัฒนธรรมดั่งชื่อของเอ็ง…”
               “นี่สินะ ใหม่บนเก่า สิ่งเดิมมีคุณค่า หากแต่ยกระดับให้สูงส่งสมกับบรรพชนโบราณ นั่นคือสิ่งที่น่าภูมิใจและหวงแหนไม่ให้หายไปจากพื้นแผ่นดินไทยและวัฒนธรรม... บัดนี้ข้าได้อุ่นใจและตายตาหลับแล้ว ที่อย่างน้อยก็มีชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งของบ้านเราล่ะ ที่สืบสานต่อวัฒนธรรมในการสานต่อเครื่องปั้นดินเผา ที่ทั่วโลก คนจะรู้จักว่านี่คือศิลปะ เครื่องปั้นของไทยๆ เราเอง…”

1 ความคิดเห็น

  • บุคคลนั้น

    (Jeerapon201@gmail.com)

    03-09-2017 11:42:22

    คนรุ่นใหม่อยากเปลี่ยนแปลงใหม่ คนรุ่นเก่าอยากให้เหมือนเดิม สุดท้ายมันก็จะหายไปด้วยความไม่เข้าใจกัน แต่ถึงยังไงนั้นยุคสมัยก็ต้องเปลี่ยนแปลง คนที่อนุรักษ์จะใช่คนที่รักษาหรือเปล่า แท้จริงคงต้องมาดูกันในอีกอนาคตข้างหน้า

    #1

แสดงความคิดเห็น