แกงส้มชะอมกุ้ง

ผู้แต่ง : อิ่มเอิบ

               เมืองหลวง  สำหรับใครหลาย ๆ คนอาจเป็นคำที่คุ้นเคย ไม่มีอะไรแปลกใหม่ บ้างก็ถึงกับออกอาการเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำเมื่อได้ยินคำ ๆ นี้  แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง เมืองหลวง เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองและแสงสี เป็นที่ที่ใครหลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากจะเดินทางมาศึกษาเล่าเรียน ทำงานหาเงิน และอาจรวมไปถึงการย้ายถิ่นมาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้...

              ...และผมก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น...

              ก็แน่ล่ะ เด็กต่างจังหวัดอย่างผมก็ต้องฝันอยากจะมามีชีวิตที่ดีในเมืองหลวงอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้พอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในจังหวัดใกล้บ้าน ผมก็ตัดสินใจตรงเข้ามาสมัครงานที่กรุงเทพมหานครแทบจะทันที และก็เหมือนว่าฟ้าจะเป็นใจให้ผมเสียเหลือเกิน ผมใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถหางานทำได้และเริ่มปรับตัวใช้ชีวิตในเมืองหลวงแห่งนี้อย่างเป็นทางการ

              ทุกอย่างที่นี่เป็นไปตามที่ผมคาดหวังไว้ นั่นคือ มีสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจเต็มไปหมด อาหารการกินก็หลากหลาย เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ก้าวหน้ากว่าบ้านนอกคอกนาที่ผมจากมา ผมชอบที่นี่มาก ชอบจนนึกแปลกใจจริง ๆ เวลาที่ได้ยินคนบ่นว่า เบื่อเมืองหลวง อยากหนีไปอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด ผมอยากจะบอกพวกเขาเสียเหลือเกินว่า ต่างจังหวัดที่พวกเขาอยากจะไปอยู่น่ะ แค่สัญญาณโทรศัพท์ยังไม่ค่อยจะชัดเลย อย่าได้หวังถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่พวกเขาติดกันนักหนา อยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว...

              เอี๊ยด !

              การหยุดอย่างกะทันหันของรถโดยสารประจำทางหรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่ารถเมล์ ทำให้ผู้คนที่เดิมทีก็ยืนอัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่แล้วพากันเซไปข้างหน้า กระแทกกันจนเจ็บไปหมด สติของผมที่หลุดลอยไปก็กลับมาอีกครั้ง แรงกระแทกจากด้านหลังทำให้ผมได้แต่ขมวดคิ้วยุ่งและเผยแววตาหงุดหงิดออกมา แต่ผมก็หงุดหงิดได้ไม่นานนัก เพราะทันทีที่ประตูเปิดออกผมก็รีบกระโดดลงจากรถด้วยความรวดเร็ว โชคดีจริง ๆ ที่อะพาร์ตเมนต์ของผมอยู่ใกล้กับป้ายรถเมล์ทำให้สะดวกขึ้นมาอีกหน่อย ผมเดินไปตามทางที่ด้านข้างยังคงมีร้านขายของต่าง ๆ เปิดอยู่ถึงแม้ว่าตอนนี้ท้องฟ้าจะมืดมิดแล้วก็ตาม เมืองหลวงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยยอมหลับง่าย ๆ หรืออาจจะไม่มีวันหลับเลยก็ได้....

              ผมใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินมาถึงอะพาร์ตเมนต์ด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า ผมก้าวขาขึ้นบันไดด้วยแรงที่มีเหลืออยู่อย่างน้อยนิดเต็มที และแล้วในที่สุดผมก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของตัวเองสำเร็จ ผมไม่รอช้า รีบไขกุญแจและเปิดประตูเข้าไปทันที สภาพห้องด้านในยังคงเหมือนกับตอนเช้าก่อนที่ผมก้าวขาออกไปทำงาน ผมวางกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเอกสารอันหนักอึ้งลงที่โต๊ะก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดไฟและทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา...

              ...นี่แหละชีวิตประจำวันของผม...

              สะดุ้งตื่นตั้งแต่เช้าตรูเพราะเสียงจากนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ กว่าจะตื่นเต็มตาและอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานก็ใช้เวลารวมแล้วเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมใช้รถโดยสารประจำทางในการเดินทางไปทำงานทุกวันเพราะมีราคาถูกที่สุด แต่ถึงแม้จะตื่นเช้าแค่ไหนคนก็เต็มคันรถตลอดแถมการจราจรก็ติดขัดอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้เลยทำให้ผมไปทำงานไม่ทันอยู่บ่อยครั้ง  ผมใช้เวลาทั้งวันไปกับโต๊ะทำงานสีขาวที่แทบไม่มีที่ว่างหลงเหลืออยู่ ไหนจะหัวหน้าที่ชอบโยนงานมาให้ผมบ่อย ๆ บางวันที่โชคดีหัวหน้าก็จะไม่ตำหนิอะไรมาก แต่ถ้าวันไหนโชคร้าย...ผมยอมเจอพายุฟ้าคะนองเสียยังดีกว่า และอย่างที่กล่าวไปข้างต้นแหละครับ กว่าจะกลับถึงห้องพักได้ก็ต้องฝ่าคนมากมายบนรถกับสภาพการจราจรที่ติดขัด จะแปลกมากหากผมไม่รู้สึกหงุดหงิดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เลย...

              “ เฮ้อ... ”  ผมถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนจะหลับตาแล้วค่อยๆเอนหัวพิงไปกับโซฟา หลับสักตื่นดีไหมนะ ร่างกายมันอ่อนล้าเหลือเกิน... แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตัดสินใจ ลมหายใจก็เริ่มเข้าออกด้วยจังหวะที่คงที่ ความรู้สึกต่าง ๆ เริ่มดำดิ่งสู่ความสงบ ความเงียบรอบข้างเป็นตัวช่วยอย่างดีที่จะทำให้ผมหลับได้ง่ายขึ้น นี่สิคือสิ่งที่ผมต้องการ ความเงียบสงบ ไม่มีอะไรมารบกวน...  แต่แล้วในจังหวะที่ผมกำลังจะหลับอยู่นั้น เสียงร้องแปลกๆก็ดังขึ้น...และมันก็ดังมาจากท้องของผมเอง คิ้วของผมขมวดเข้าหากันแน่นพร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในใจ ผมลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะนิ่งใช้สมองคิดว่าควรจะไปหาอะไรทานดีไหมหรือจะนอนต่อดี แต่หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วินาทีผมก็ได้คำตอบ ถึงจะเหนื่อยมากแต่ก็ต้องทานข้าวก่อนล่ะนะ ไม่งั้นร่างกายจะยิ่งแย่กว่าเดิมแน่ ๆ พอคิดได้ผมก็ตัดสินใจลุกขึ้นจากโซฟาแสนนุ่มและเดินตรงไปที่คลังเก็บอาหารหรือก็คือตู้เย็นนั่นเอง ผมไม่รอช้ารีบหยิบอาหารแช่แข็งออกมาและโยนมันเข้าไมโครเวฟทันที ด้วยเหตุที่ผมไม่มีเวลาว่างไปซื้ออาหารที่ปรุงสด ๆ ทานผมจึงได้แต่ซื้ออาหารแช่แข็งมาเก็บกักตุนไว้จนเต็มตู้เย็นไปหมด

              ...ถ้ายายรู้ ยายต้องโกรธผมมากแน่ ๆ...

              ผมยืนรอเพียงไม่นานก็ได้ข้าวแกงส้มชะอมกุ้งที่มีควันหอมฉุยลอยออกมา คล้ายกับเป็นการเชิญชวนให้ผมรีบทานมันเสียที ผมจัดการหยิบช้อนส้อมและนั่งลงที่โต๊ะอาหารด้วยความหิว สายตาของผมจดจ้องไปที่แกงส้มและเวลาแห่งการรอคอยก็หมดลง ผมรีบใช้ช้อนตักแกงส้มเข้าปากคำใหญ่พร้อมกับความคาดหวังว่ามันจะต้องอร่อยแน่ ๆ

              ...เอ๊ะ...ทำไมรสชาติมัน...

              คิ้วของผมกระตุกเล็กน้อยเมื่อพบว่ารสชาติไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเสียเท่าไหร่ ผมนิ่งไปด้วยอาการงุนงงกับรสชาติที่ได้รับก่อนจะถอนหายใจและลงมือทานอาหารตรงหน้าต่อด้วยจิตใจที่เริ่มปลงตก ก็แน่ล่ะ เราจะไปหวังอะไรกับอาหารแช่แข็ง มีข้าวให้กินก็ดีมากโขแล้ว ผมทานแกงส้มต่อไปด้วยความรู้สึกที่เริ่มนิ่งเฉย สมองก็คิดเรื่อยเปื่อยไปไกล ทั้งเรื่องงานที่ได้รับมอบหมายมาในวันนี้ ทั้งเรื่องที่โดนหัวหน้าดุ ไหนจะเรื่องที่ตกหลุมรักสาวแผนกต้อนรับแต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าไปทักทายเธอเสียที ผมคิดล่องลอยไปเรื่อยจนสุดท้ายก็กลับมาจบลงที่แกงส้มชะอมกุ้งที่ผมทานไปได้เพียงนิดเดียว ผมเหม่อมองน้ำสีส้มด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด แกงส้มรสชาติไม่ถูกปากนี้ทำให้ผมย้อนกลับไปคิดถึงใครบางคน...ใครบางคนที่ทำแกงส้มได้อร่อยมาก ๆ ...

              ...ถ้ายายอยู่ ยายต้องไม่ยอมให้ผมทานแกงส้มรสชาติแบบนี้แน่ ๆ ...

              จู่ ๆ ภาพความทรงจำในช่วงวัยเด็กก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวของผม ภาพของบ้านไม้หลังใหญ่ที่มีใต้ถุนสูง ผมมักนัดเพื่อน ๆ ให้มาเล่นลิงชิงหลักกันที่บ้านของผมเป็นประจำหรือถ้าอากาศไม่ร้อนมากนัก เราก็จะพากันออกไปวิ่งเล่นตามคันนา ผมจำได้ขึ้นใจว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เพื่อน ๆ ก็ช่วยกันสรรหาการละเล่นแปลก ๆ มาเล่นกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เอาของจากธรรมชาติใกล้ตัวนี่แหละมาเล่น

              “ ไอ้กล้วย ! ”

              และเสียงขัดจังหวะความสนุกแบบนี้ก็ดังขึ้นทุก ๆ บ่ายสามโมงตรงพอดิบพอดีไม่มีขาดไม่มีเกิน สิ่งที่ผมทำได้ตอนนั้นก็คือ การหันไปบอกลาเพื่อน ๆ และเดินหน้าบูดกลับไปที่ใต้ถุนบ้าน  ทุก ๆ บ่ายสามโมงคนในครอบครัวของผมทุกคนจะพากันลงมาที่ใต้ถุนบ้านและเริ่มจุดเตาถ่านที่ไว้สำหรับทำอาหาร  แน่นอนครับ ด้วยความที่ยังเด็กทำให้ผมออกอาการไม่พอใจทุกครั้งที่โดนเรียกให้ไปช่วยทำอาหารแทนที่จะได้วิ่งเล่นกับเพื่อนต่อ และเจ้าของเสียงตะโกนดุ ๆ ที่เรียกผมทุกวันนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น...

              ...ยายของผมเองครับ...

              “ ไม่ต้องมาทำหน้าบูด มาช่วยข้าทำอาหารเดี๋ยวนี้ ! ”  คำพูดของยายเหมือนเป็นการกรอหนังดูซ้ำในทุก ๆ วันของผม และผมเองก็จะแอบเบ้ปากใส่ยายทุก ๆ วันเช่นกัน ยายของผมเป็นผู้หญิงที่มีท่าทีห้าว คำพูดคำจาก็ออกจะไปทางนักเลงหน่อย ๆ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นยายก็เป็นคนใจดีมาก ๆ ชอบช่วยเหลือคนอื่น เป็นที่พึ่งพาที่ดีของลูกหลาน และที่สำคัญยายทำอาหารอร่อยมาก  แต่นี่แหละคือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ยายทำอาหารอร่อยอยู่แล้ว แล้วทำไมชอบเรียกผมให้ไปเป็นคู่มือตลอด ผมเคยลองถามเหตุผลกับยายอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งยายก็จะมีอาการหงุดหงิดพร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงแบบคนแก่ขี้บ่นว่า อย่าเรื่องมาก ฝึกไว้น่ะดีแล้ว ผู้ชายทำอาหารอร่อยมักจะเนื้อหอม ดูอย่างตาของเอ็งสิ พอผมฟังจบก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วยอมทำตามที่ยายบอกทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกว่า อาหารที่ตาทำน่ะอร่อยขนาดไหน เพราะผมเกิดช้าไปหน่อยทำให้ผมไม่ทันได้เจอหน้าตา...

              เราใช้เวลาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงในการทำอาหารสำหรับครอบครัวขนาดกลางหนึ่งครอบครัว ถึงจะเบื่อหน่ายกับการทำอาหารไปบ้าง แต่ผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าอาหารทุกจานที่อยู่บนโต๊ะนั้นอร่อยหมดทุกจาน ด้วยเหตุนี้ทำให้ผมกลายเป็นเด็กที่เจริญอาหารมาก ๆ ยายมักบอกผมเสมอว่าให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานให้ครบสามมื้อ และที่สำคัญต้องทานผักด้วย ผมชอบอาหารที่มาจากฝีมือของยายและจะชอบมากเป็นพิเศษหากอาหารที่ยายทำคือแกงส้มชะอมกุ้ง แต่ทั้งชีวิตที่เกิดมาผมมีโอกาสได้ทานมันแค่สองครั้งเท่านั้น ถึงผมจะขอร้องอ้อนวอนขนาดไหนยายก็ไม่ยอมทำให้ทานอีก ขนาดเสนอว่าจะนวดไหล่ให้ยายทุกเย็นยายยังไม่ยอมเลย สุดท้ายผมจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่ หวังให้แม่ช่วยอ้อนยายอีกแรงหนึ่ง แต่แล้วผมก็ได้รู้ความจริงว่าแกงส้มชะอมกุ้งก็เป็นของโปรดยายเช่นกัน แต่มันไม่ใช่เพียงเท่านั้น แกงส้มยังเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่ตาทำให้ยายทาน... ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่รบเร้าให้ยายทำให้ทานอีกเลย...

              ในสมัยนั้นทุกมื้ออาหารจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ถึงจะมีมื้อเช้ากับมื้อกลางวันที่คนมาไม่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียเท่าไหร่ แต่เมื่อมาถึงมื้อเย็น ทุก ๆ คนในบ้านก็พร้อมใจกันมาที่โต๊ะอาหารพร้อมกับพกรอยยิ้มติดตัวมาด้วย ทุกคนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ตนเองพบเจอมาตลอดทั้งวัน ยิ่งได้ทานอาหารที่ยายทำด้วยแล้วยิ่งทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดีขึ้นไปอีก มีทั้งเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเกิดขึ้น ผมชอบบรรยากาศในตอนนั้นมาก มันไม่เงียบเหงาเหมือนอย่างในตอนนี้...

              ผมกลับมามีสติอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง แกงส้มชะอมกุ้งที่ก่อนหน้านี้มีควันร้อน ๆ ลอยออกมา ตอนนี้กลับกลายเป็นแกงส้มที่ไม่หลงเหลือความร้อนอยู่เลยแม้แต่น้อย...

              ...ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่โต๊ะอาหารกลายเป็นสถานที่ที่เงียบงันสำหรับผม ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชีวิตของผมเต็มไปด้วยความเร่งรีบ  ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมละเลยคำพูดของยาย และตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ผมสูญเสียรอยยิ้มที่มีความสุขไป...

              ผมเริ่มเข้าใจคำพูดที่มีคนกล่าวไว้ว่า  เบื่อเมืองหลวง  ก็วันนี้นี่แหละ สังคมที่เร่งรีบและมีเวลาเป็นกฎเกณฑ์ทำให้คนเราเปลี่ยนไป... เปลี่ยนไปให้เวลากับสิ่งที่เรียกว่างานมากกว่าความสุขในครอบครัว ความเครียดต่าง ๆ ที่พร้อมกัดกินสุขภาพของเราก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ไหนจะค่านิยมที่เห็นวัตถุเป็นสำคัญทำให้เราสูญเสียความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลบางอย่างไปอีก  ...นี่ผมยอมจากบ้านจากครอบครัวมาเมืองหลวงเพื่อเจอสิ่งเหล่านี้จริง ๆ หรือ ? ... ผมคิดตั้งคำถามซ้ำทวนวนไปวนมาหลายรอบ สายตาก็ยังคงจดจ้องอยู่ที่แกงส้มชะอมกุ้งตรงหน้า

              ถ้าผมเลือกที่จะใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านเกิด ผมคงไม่ต้องมาเจอสิ่งสับสนวุ่นวายในเมืองหลวง ผมคงจะได้นั่งทานอาหารกับครอบครัวเหมือนแต่ก่อน ผมคงได้มีโอกาสดูแลยายกับพ่อแม่ให้ดีกว่านี้ และถ้าผมยังอยู่ที่บ้าน ผมคงมีโอกาสได้ช่วยยายทำอาหารเหมือนตอนเด็ก ๆ และอาจจะได้ทานแกงส้มชะอมกุ้งฝีมือของยายอีกสักครั้ง...

              ...ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่น้ำตาของผมรินไหลและหยดลงบนโต๊ะ...

              เสียงสะอึกสะอื้นดังออกมาอย่างไม่คาดคิด น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะไหลก็ดันพากันไหลออกมาอย่างกับเขื่อนแตก ผมมองจานอาหารที่อยู่ตรงหน้าผ่านคลื่นน้ำตาที่บดบังทำให้ผมเห็นภาพตรงหน้าได้ไม่ชัดมากนัก  ...ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงโต๊ะอาหารที่มีแต่รอยยิ้ม คิดถึงชีวิตที่ไม่เร่งรีบ คิดถึงอากาศบริสุทธิ์ที่นั่น และที่สำคัญผมคิดถึงพ่อ แม่ และยาย...  แต่จะทำอย่างไรได้ นี่คือชีวิตของผม ผมคงต้องยอมรับและปรับเปลี่ยนตัวไปตามสภาพที่สังคมรอบข้างบังคับให้เป็นไป

              ผมนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งความเครียดและความกดดันจากที่ทำงาน ทั้งความคิดถึงที่มีต่อบุคคลที่จากมาทำให้ผมปล่อยน้ำตาให้ไหลต่อไป แต่แล้วในจังหวะนั้นเองผมก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ โทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็สั่นขึ้นมา ความสงสัยแทรกเข้ามาแทนที่ความรู้สึกเศร้าภายในใจของผมอย่างรวดเร็ว ผมไม่ปล่อยให้ความสงสัยอยู่ได้นานมากนัก ผมจัดการล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูให้รู้ว่าใครกันที่เป็นคนโทรมาดึกดื่นป่านนี้ และในจังหวะที่ผมอ่านชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์นั่นเอง น้ำตาของผมก็เริ่มไหลพรั่งพรูออกมาอีกครั้ง ริมฝีปากของผมเม้มติดกันแน่นก่อนจะใช้นิ้วอันสั่นเทากดรับสาย...

              ...แม่... ”

              ผมเอ่ยเรียกปลายสายด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ที่พยายามอดกลั้นไม่ให้เสียงสะอื้นลอดไปหาอีกฝ่าย ยิ่งได้ยินเสียงแม่ ผมยิ่งรู้สึกต้องการความอบอุ่น  ถึงจะมีโทรศัพท์ไว้ให้โทรคุยหากัน แต่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับการที่ได้เจอหน้ากันจริง ๆ ได้กอด ได้สัมผัส

              “ ...เหนื่อยมากเหรอลูก... ”

              คำพูดแรกที่เอ่ยออกมาจากปลายสายเหมือนเป็นอะไรบางอย่างที่มาบีบหัวใจของผมจนหน่วงไปหมด ผมไม่ได้ยินเสียงแม่นานเท่าไหร่แล้วนะ ผมไม่ว่างขนาดไม่โทรหาท่านเลยเหรอ ผมนิ่งคิดไปนานก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำพูดบางอย่างถึงคนปลายสายด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจหยุดอาการสะอึกสะอื้นในตอนนี้ได้อีกต่อไป...

              “ ...แม่...ผมคิดถึงพ่อกับแม่มากนะ คิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว...แล้วก็คิดถึงยายมากด้วย ”
              “ .... ”
              “ ผมคิดถึงอาหารฝีมือยาย ผมน่าจะได้มีโอกาสทานแกงส้มของยายอีกสักครั้ง ”
              “ .... ”
              “ ...ผมคิดถึงยายมากจริง ๆ... ”
              “ .... ”

              นานหลายนาทีที่เสียงของแม่เงียบไป เงียบจนทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วง กลัวว่าสิ่งที่พูดออกไปจะทำให้แม่รู้สึกเศร้าไปตาม ๆ กัน...

              “ แม่ ผม... ”

              “ ไอ้กล้วย ! ”

              เฮือก !

              ดวงตาของผมเบิกกว้าง ความรู้สึกเศร้าและหดหู่กระเด็นหายไปทันทีเมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังออกมาจากปลายสาย...

              “ ไอ้นี่ เป็นผู้ชายแท้ ๆ มาร้องไห้แบบนี้ได้ยังไง กลับมาได้โดนมะเหงกแน่เอ็ง ”
              “ ...ยาย... ”
              “ อะไร ไม่ต้องพูดมาก ข้าจะไปนอนแล้ว ”
              “ .... ”
              “ สงกรานต์นี้ก็กลับมาบ้านด้วยล่ะ ”
              “ ถ้าพลาด แกงส้มชะอมกุ้ง ที่เอ็งร้องไห้อยากกินจะมาโทษข้าไม่ได้นะโว้ย ! ”

 

1 ความคิดเห็น

  • บุคคลนั้น

    (Jeerapon201@gmail.com)

    03-09-2017 12:38:01

    บางคนก็มีทรงจำดีๆกับครอบครัวแต่บางคนไม่ใช่อย่างนั้น คนเราเลือกเกิดไม่ได้และเลือกมีชีวิตที่ดีไม่ได้เช่นกัน เงินทอง ยศศักดิ์ เรากำหนดไม่ได้แบบตายตัว แต่มีเพียงอย่างเดียวที่เรากำหนดได้อย่างแน่นอนคือ "เส้นทางเดินต่อจากนี้"

    #1

แสดงความคิดเห็น