ครูแสงตะวัน
กลิ่นอับของไม้จากอาคารเรียนในวันที่ฝนตกไม่หยุดตั้งแต่กลางดึกยังคงติดจมูกของครูแสงตะวันจวบจนกริ่งดังบอกเวลาพักเที่ยงทำหน้าที่ของมัน ท้องฟ้าสีหมึกเคลื่อนตัวอยู่เหนืออาคารเรียนราวกับจะคุกคามความรู้สึกของทุกชีวิตที่อยู่ภายใต้อำนาจของบรรยากาศ ชอล์กสีขาวที่ฝากข้อความไว้บนกระดานดำดูสว่างเกินไป ดูโกหกหลอกตาและหลอกความรู้สึก แต่คงไม่ดัดจริตเท่าชอล์กสีชมพูหรือสีเหลือง ไม่สิ คนที่เลือกใช้ชอล์กสีต่างหากที่ดูทรงแล้วดัดจริต ดัดจริตอยู่กับวิธีการเสียจนละเลยแก่นแท้ของสิ่งต่างๆอย่างน่าตำหนิ ครูแสงตะวันจุดบุหรี่ขึ้นสูบอัดควันเต็มๆปอด แล้วระบายความเหนื่อยล้าในใจออกมาพร้อมกับควันบุหรี่ นี่ไงข้อดีของบุหรี่ อย่างน้อยกลิ่นของมันกลบกลิ่นอับทุเรศๆของไม้เก่าไปแล้ว แต่ในทางกลับกันข้อดีของโรงเรียนนี้ครูแสงตะวันยังไม่เห็น และครูแสงตะวันก็ไม่เห็นประโยชน์ที่จะนึกเปรียบเทียบในใจตัวเองว่า ชื่อแสงตะวันของหล่อนน่าจะส่องแสงสว่างและค้นพบคำตอบ ซึ่งถือเป็นการเปรียบเทียบที่ห่วยแตกและ… ไม่รู้สิ คนสมัยนี้นิยมเปรียบเทียบอะไรอย่างนี้กันนัก
ครูแสงตะวันเป็นผู้หญิง เป็นครูผู้หญิงที่สูบบุหรี่อย่างเปิดเผยต่อตัวเอง แต่ต้องไม่เปิดเผยต่อใครในโลก แต่วันนี้คือวันอยู่เวรเสาร์อาทิตย์ ไม่มีเด็ก ภารโรง หรือครูคนอื่นๆมาโรงเรียนอยู่แล้ว ล้วนแต่พาลูก ผัว หรือเมีย ของตนไปท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งนับว่าเป็นการดี อยู่คนเดียวสบายใจกว่าสิ่งใด
กอต้อยติ่งฝรั่งหน้าอาคารได้ฝนก็สดชื่น ต้นไม้อื่นๆก็พลอยชำระฝุ่นไคลที่กิ่งและใบเหมือนพระเจ้าอาบน้ำให้บุตรของพระองค์ บางทีต้นไม้เหล่านี้ยังมีคนรักและเอาใจใส่มากกว่าครูแสงตะวันเสียอีก ครูสาวสี่สิบปีลักษณะผอมสูง แววตาแข็งกร้าวภายในกรอบแว่นสีเงินสี่เหลี่ยม โดยเฉพาะริมผีปากบางเฉียบแทบจะเป็นเส้นตรงบ่งบอกความเจ้าระเบียบ จมูกปลายเชิดรั้นเอาแต่ใจ อาจดลจิตดลใจให้ผู้คนหลีกหนีได้โดยไม่ต้องพยายาม
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกหย่อนลงในชามแล้วเทน้ำร้อนตามอย่างรวดเร็ว จานกระเบื้องที่มีโลโก้ ยาสีฟันถูกใช้เป็นฝาครอบปิดอย่างรวดเร็ว เป็นวิถีแห่งวัฒนธรรมลวกน้ำร้อนที่กลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมยุคนี้ ครูแสงตะวันกำลังนึกถึงช่วงเวลาก่อนหน้านี้สมัยเธอเป็นเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ ณ บ้านเรือนไทยที่โล่งกว้างสนุกสนาน ผู้คนอยู่ร่วมกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กิจกรรมที่ทำจึงไม่พ้นเรื่องปรุงอาหาร คนไทยมีลักษณะของความละเมียดละไม พิถีพิถัน อาหารที่ได้ลองชิมเพียงหนึ่งคำก็ได้ซึมซาบรสที่หลากหลาย
ครูแสงตะวันฉีกซองเครื่องปรุงใส่ชามที่มีเส้นอืดๆนุ่มนิ่มที่ดูดซับน้ำจนแทบไม่เหลือน้ำซุป ชีวิตที่ผ่านเวลามาเนิ่นนานกว่าสี่ทศวรรษย่อมสูญเสียวิถีบางอย่างที่เราชื่นชอบ สู่วิถีบางอย่างที่เราไม่ชอบ ปราศจากความสุข สู่ความมักง่ายเส็งเคร็งของปัจจุบัน ครูแสงตะวันทิ้งก้นบุหรี่ลงในกล่องน้ำผลไม้ที่ยังเหลือน้ำติดก้นอยู่นิดหน่อย จิบน้ำเปล่าเล็กน้อยแล้วพุ้ยอาหารเส้นที่ปราศจากรสชาติแห่งความละเมียดละไม ลิ้นที่สัมผัสความเปรี้ยวเค็มแหลมๆทำหน้าที่รับรสไปตามสภาพ สามสี่นาทีเท่านั้นกระบวนการกล้ำกลืนก็เสร็จสิ้นลง เก็บชามไปล้างแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ หยิบบุหรี่มวนใหม่ขึ้นมา
ลมพัดหนึ่งวูบ ครูแสงตะวันได้ยินเสียงคนๆหนึ่งเดินมาทางระเบียงด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ไวเท่าความคิดครูแสงตะวันรีบจุ่มก้นบุหรี่ลงกล่องน้ำผลไม่กล่องเดิม แต่น่าบัดซบที่ควันยังคงลอยกรุ่นไปทั่วบริเวณ
“ ครูแสงตะวันอยู่เวรหรือคะ ?” เสียงและใบหน้าทุเรศๆยื่นพ้นวงกบประตูเข้ามาด้านใน ครูแสงตะวันพยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วขยับตัวอย่างอึดอัด
“หนูลืมสายชาร์จโทรศัพท์ค่ะ เลยแวะมาเอา” ร่างทุเรศๆนั้นย่างมายังโต๊ะด้านหลัง หยิบวัตถุที่อ้างถึงขึ้นใส่กระเป๋าถือพร้อมทำหน้าเหยเก
ใช่...กลิ่นควันบุหรี่นั่นแหละ เป็นใครก็ต้องนึกรู้
“หนูกลับก่อนนะคะครู” ร่างทุเรศๆย้ายตัวเองออกไปจากห้อง
เหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นตามใบหน้าของครูแสงตะวัน ในสมองครุ่นคิดถึงร่างที่เพิ่งลับเงาไป เรื่องที่เธอสูบบุหรี่ต้องไปถึงหูของผู้อำนวยการแน่ ก็อีนี่มันเป็นพรายกระซิบทุกๆเรื่อง ช่างแม่ง ตกงานตอนอายุสี่สิบก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งให้ชีวิตตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง สังคมสมัยนี้มันน่ากลัว น่าเบื่อ และน่าขยะแขยงไปพร้อมๆกัน เรื่องบางเรื่องเมื่อถึงเวลามันย่อมเป็นไป ถ้าเปรียบโรงเรียนแห่งนี้เป็นสังคมเล็กๆสังคมหนึ่ง ครูแสงตะวันก็เลือกที่จะไม่อยู่ร่วมสังคมกับใครเลย และเชื่อแน่ว่าไม่มีใครอยากอยู่ร่วมสังคมกับครูแสงตะวันคนนี้หรอก
คิดถึงรุ่นพี่ครูเก่าๆที่เกษียณไป ช่วงเวลาอบอุ่นที่เคยมีกลายเป็นอดีต ครูค่อยๆเกษียณอายุจนรุ่นพี่คนสุดท้ายก็หมดหน้าที่เมื่อตุลาที่แล้ว วันเดียวกับที่ตัวละครในซีรีส์เรื่องโปรดของครูแสงตะวันยกเลิกสัญญาการแสดง และแน่นอนว่าบทส่งให้ตัวละครตัวนี้ถูกยิงตายในเวลาต่อมา ครูแสงตะวันรู้สึกเปล่าดายไปพักหนึ่ง บางครั้งครูแสงตะวันก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าทุกวันนี้ชีวิตทำอะไรอยู่
วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ครูแสงตะวันรับภาระงานสอนที่โรงเรียนแห่งนี้ ครูแสงตะวันจบปริญญาด้านวรรณคดีอังกฤษจากต่างประเทศ ด้วยประสบการณ์และพื้นฐานการรักการอ่านหนังสือที่ครอบครัวปลูกฝังมาแต่เล็กแต่น้อย ภาษาอังกฤษของครูแสงตะวันจึงเป็นความภาคภูมิใจของตัวเธอเอง ครูแสงตะวันเคยสอนเด็กๆว่าการอ่านวรรณกรรมก็เหมือนการก้าวเข้าสู่วัฒนธรรมของชาติหรือสังคมนั้นกลายๆ ครูแสงตะวันรู้ตัวว่าในโรงเรียนนี้เธอเป็นพวก “หัวนอก” ในสายตาของหลายๆคน โดยเฉพาะในยุคที่พวกคอนเซอร์เวทีฟไผ่ลู่ลมนั้นออกมาแสดงถึงการรักษาวัฒนธรรมประจำชาติกันอย่างสนุกสนาน(เช่นการกำหนดชุดที่ใส่กันวันสุดสัปดาห์ทั้งสี ทั้งชนิดของผ้า ฯลฯ ) หากแต่สันดานและการกระทำกลับตรงกันข้าม
ครูแสงตะวันมองหาแก่นความจริงของสังคมว่ามนุษย์เรานั้นอยู่ได้เพราะสิ่งใด เราดำรงเผ่าพันธุ์กันมาโดยสืบเนื่องยาวนานหลายพันปีเพราะสิ่งใด คำตอบหนึ่งที่ครูแสงตะวันค้นพบก็คือมนุษย์มีธรรมชาติเป็นผู้สร้าง ผู้คัดกรอง และเป็นผู้ทำลาย รวมถึงมีวัฒนธรรมเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ตราบใดที่มนุษย์สูญสิ้นวัฒนธรรม นั่นคือเหตุแห่งการสูญสิ้นมนุษย์
นี่คือสิ่งที่ครูแสงตะวันนั้นกำลังเป็นห่วง เด็กๆที่ครูแสงตะวันสอนกำลังเติบโตในยุคสมัยที่มันบิดเบือนและบิดเบี้ยว พวกเขาเรียนรู้เพียงการแสดงออกที่มันเป็นเปลือกนอก เช่น ยิ้ม ไหว้ ทักทาย แต่งกาย แต่ไม่รู้ว่าทำแล้วมันดีอย่างไร หรือบางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำสิ่งนี้ไปเพื่อเหตุอันใด น่าเศร้ากว่านั้นคือบุคคลที่ควรสั่งสอนให้เด็กๆได้รู้ก็กลับหลงลืมหน้าที่นี้ไป คงเป็นกลียุคที่แท้จริงเมื่อคนไทยห่างออกจากแก่นแห่งวัฒนธรรมไทย จริงอยู่ว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงย่อมมีวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นและดับสูญไป ขึ้นอยู่กับว่าแก่นแท้ของวัฒนธรรมนั้นมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด
แล้วตัวของครูแสงตะวันเล่า ความรู้ ความรับผิดชอบ จิตวิญญาณของความเป็นครูที่ทุ่มเทมาตลอด กำลังจะถูกวัฒนธรรมจอมปลอมกลืนกินหรือไม่ ครูแสงตะวันไม่ได้คิดว่าตนเองหัวนอกแล้วจะสูบบุหรี่เมื่อไหร่ก็ได้ ครูแสงตะวันไม่เคยสูบต่อหน้าเด็ก ไม่เคยสูบขณะทำงานวันธรรมดา แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดเป็นไปเช่นนี้ครูแสงตะวันก็ต้องยอมรับการกระทำที่ได้เลือกแล้ว อย่างที่บอก ธรรมชาติจะเป็นตัวคัดกรองให้เองว่าสิ่งไหนเหมาะสม ความคิด ความเชื่อของคนในสังคมมีอิทธิพลมากมาย ยิ่งในยุคสมัยที่การสื่อสารไร้พรมแดนกลายเป็นจุดแข็งในการตีแผ่ความจริง สิ่งที่ครูแสงตะวันทำก็อาจส่งผลต่อโรงเรียน ต่อผู้บริหาร และที่สำคัญ เด็กๆอาจสูญสิ้นศรัทธาในตัวครูแสงตะวันในที่สุด
เช้าวันจันทร์ครูแสงตะวันยืนเวรหน้าประตูโรงเรียนคนเดียวเนื่องจากครูอีกคนขอตัวไปทานข้าวเช้า เด็กๆเข้าแถวเรียงเดี่ยวยกมือไหว้ครูแสงตะวันแบบอัตโนมัติ บางคนส่งรอยยิ้มทักทาย ในขณะที่บางคนสีหน้าไร้ความรู้สึก เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกบันทึกข้อมูล ครูแสงตะวันเงยองศาหน้าปะทะแดดเช้าจนตาพร่ามัว
วูบหนึ่งครูแสงตะวันนึกกลัวขึ้นมาเกี่ยวกับอนาคต หาใช่กลัวว่าชาติจะสูญสิ้นวัฒนธรรมไทย แต่ครูแสงตะวันกลัวว่าชาติจะจมปลักอยู่กับวัฒนธรรมไทยจอมปลอมที่ไร้แก่นสาร กลวงเปล่า จนคนในชาติมืดบอดเหมือนที่ครูแสงตะวันโดนแสงตะวันสาดหน้าอยู่ขณะนี้.