ดอกไม้สีม่วงของแม่

ผู้แต่ง : คันชั่ง

รับไม่ได้
เมื่อไหร่ ลูกจะแต่งงาน
     คำนี้เป็นคำที่ สมหญิง ได้ยินบ่อยมากเมื่อได้มาเจอหน้ากับแม่ หญิงสาววัยยี่สิบแปดปี รู้สึกเหนื่อยหน่ายเป็นอย่างมาก ที่คนเป็นแม่ได้แต่ถามถึงเรื่องการแต่งงาน การมีครอบครัวอยู่เป็นประจำ แต่วันนี้ค่อนข้างเป็นวันดีกว่าวันอื่น ๆ เพราะเธอได้พา คนพิเศษ มาร่วมโต๊ะทานข้าวเย็นกับแม่ของเธอด้วย บรรยากาศภายในบ้านที่กำลังเป็นสุข กลับสร้างความอึดอัดทันทีเมื่อแม่ของเธอเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา
เอ่อคือ..หนูยังไม่พร้อมนะค่ะแม่
เราก็พูดแบบนี้ทุกทีอายุก็จะสามสิบอยู่แล้ว แม่จะได้อุ้มหลานมั้ยเนี่ย?
     คนเป็นแม่พูดน้ำเสียงน้อยใจนิด ๆ เพราะอยากจะให้ลูกสาวคนเดียวเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที พร้อมกับหวังว่าจะได้อุ้มหลานตัวน้อย ๆ แต่ใครจะรู้ล่ะว่าคนฟังนั้นรู้สึกผิดมากเพียงใด ที่ไม่สามารถทำได้ตามความต้องการของแม่ได้ พอเห็นว่าลูกสาวเงียบไปคนเป็นแม่ก็เปิดประเด็นใหม่ทันที
เออ แล้วนี่จะพาแฟนมาแนะนำให้แม่รู้จักไม่ใช่เหรอ? ไม่เห็นยักจะโผล่มา
...ก็ที่นั่งอยู่ตรงหน้าแม่นั่นแหละค่ะ...แฟนหนู
หืม..
     หญิงวัยกลางคนหันไปมองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอ บุคคลหน้าหวานที่ไม่ได้มีบุคลิกห้าวหาญเหมือนชายชาตรีประการใด ทรงผมก็ไม่ได้หั่นสั้นอย่างที่เคยพบเห็น จึงคิดแปลกใจที่ลูกสาวเอ่ยวาจาแบบนั้น
อะไร นี่อย่ามาอำแม่นะ...มันบาป
หนูไม่ได้อำนะแม่ นี่ สุดาแฟนหนูจริง ๆหญิงสาวพูดน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะหันมายิ้มอ่อนให้คนรักข้างกายพร้อมกับยกมือบางขึ้นมากุมต่อหน้าแม่
“…”
เราสองคนคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วค่ะ
“…”
เราสองคนรักกันจริง ๆ..นะแม่”  สมหญิงยังคงพูดต่อไปเพราะคิดว่าผู้เป็นแม่คงคิดว่าเธอพูดเล่น
“…”
     คนเป็นแม่ไม่ได้ตอบโต้อะไรเพราะกำลังอึ้งกับสิ่งที่เห็นอยู่ จากสายตาที่ลึกซึ้งและท่าทางห่วงใยของลูกสาวดูก็รู้ว่าหญิงสาวสองคนนั้นมีความสัมพันธ์กันแบบใด หญิงวัยกลางคนเอาแต่เงียบจนสาวรุ่นลูกสองคนเริ่มใจเสีย เพราะบรรยากาศตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับกลางคืนที่ไร้เสียงลม ที่มันทั้งเงียบและมืดจนแลดูชวนให้น่าอึดอัด
“..แม่”
ครืด
     เมื่อสมหญิงเอ่ยปากแม่ของเธอก็ลุกพรวดขึ้นมา แล้วก้าวขึ้นบันไดบ้านทันที หญิงสาวรู้อยู่แล้วว่าแม่เธอต้อง รับไม่ได้  กับเรื่องแบบนี้แน่ ๆ จึงได้กล่าวปลอบใจคนรักและให้กลับบ้านไปก่อน เพื่อที่ตัวเองจะได้อธิบายเคลียร์ปัญหากับผู้เป็นแม่กับสิ่งที่เธอปิดบังมาตลอดสิบกว่าปี
แม่คะ”  
     สมหญิงเอ่ยปากเรียกแม่เธออีกครั้ง หลังจากที่ได้ขึ้นบันไดบ้านมายังห้องนอนของหญิงวัยกลางคน บรรยากาศภายในห้องอึมครึมอย่างรู้สึกได้ เมื่อเห็นว่าแม่ยังคงนั่งเงียบ อยู่บนปลายเตียง จึงเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นแม่พร้อมดึงมืออันเหี่ยวย่นมากุมไว้ แต่หญิงวัยกลางคนกลับชักมือกลับแล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า
นี่แม่...เลี้ยงลูกไม่ดีเหรอ?
...แม่เลี้ยงหนูดีทุกอย่าง
แล้วทำไมถึงทำตัววิปริตผิดเพศแบบนี้!”
    หญิงวัยกลางคนเสียงดังขึ้นมาทันที เธอโกรธที่ลูกมาสารภาพกับเธอแบบนั้นหน้าตาเฉย ทั้งที่รู้ว่าแม่ตัวเองไม่ชอบเรื่องแบบนี้ อีกอย่างเท่าที่เลี้ยงดูลูกมาก็ไม่ได้มีอาการเบี่ยงเบนทางเพศอย่างใด แต่วันนี้มันกลับชัดเจนในทุกความรู้สึกของลูกสาวเธอ
แม่ไม่เข้าใจ!...มันเป็นความรักนะแม่ มันเลือกเพศไม่ได้!”
ความรักที่มันไม่ใช่หญิงกับชาย แม่ไม่มองว่ามันเป็นความรักหรอก!”
 
แค่ลองเปิดใจ
รักร่วมเพศ
    เป็นคำที่คนเป็นแม่อย่าง สมศรี รับไม่ได้มากที่สุด เพราะหลังจากที่สมหญิงลูกสาวคนเดียวได้พาคนรักซึ่งเป็นผู้หญิงพามาแนะนำถึงบ้าน ก็ทำให้เธอถึงกับเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะไม่อยากให้ลูกตัวเองต้องวิปริตผิดเพศ เหมือนกับลูกชายคนข้างบ้านที่มีบุคลิกตุ้งติ้งขาดความเป็นชาย 
...เธอรู้สึกอับอายที่ลูกตัวเองต้องผิดเพศแบบนั้น...
แม่...รัณไปทำงานก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ
“…”
    ไพลินยังคงเมินเฉยต่อลูกสาว ตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นก็ทำให้เธอมองลูกตัวเองเปลี่ยนไปจากเดิมทันที ทั้งที่คนเป็นลูกก็ยังทำตัวเหมือนเดิมปกติทุกอย่างอย่างที่เจ้าเคยทำ
     หลังจากที่ทนคิดมากเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องทะเลาะกับลูกสาวอย่างหนักไม่ได้ ทำให้ไพลินไปขอคำปรึกษาเพื่อนบ้านอย่าง สมพร
ฉันจะทำยังไงดี?
ไม่เห็นจะต้องทำอะไรเลย ลูกเขาจะเป็นอะไร? จะรักใครชอบใคร?ก็ปล่อยเขาไปเถอะ
     สมพรพูดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเครียดเกินไปหลังจากที่หญิงวัยใกล้เคียงกันได้มาระบายให้เธอฟัง สมพรเข้าใจว่าสมศรีรู้สึกอย่างไรเพราะช่วงแรกที่ลูกชายมาสารภาพกับเธอว่าเป็นเพศที่สาม เธอเองก็รู้สึกช็อกไม่ต่างกัน แต่ด้วยความที่ลูกชายเธอนั้นรักดี ยังคงเป็นคนดีของสังคม เธอจึงไม่ได้ห้ามอะไรเพราะเสียอย่างไรเขาก็เป็นลูกของเธอ
ก็ฉันไม่อยากให้ลูกฉันเป็นแบบลูกเธอนี่นา
ถึงแม้ว่าลูกฉันกายจะเป็นชายใจเป็นหญิง...เขาก็ยังเป็นเด็กดีเสมอ เธอควรจะยอมรับมันนะ...เพราะของแบบนี้มันฝืนกันไม่ได้หรอก
     เพื่อนบ้านพยายามเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายใจเย็น แม้จะรู้สึกฉุนกับคำพูดของเพื่อนที่เหมือนหยามลูกของเธอ และอีกอย่างการเป็นแบบนี้มันเกิดจากภายในจิตใจใช่ที่จะเป็นร่างกายเสียเมื่อไรกัน เพราะต่อให้ตีให้ตาย หรือห้ามอย่างไรเสีย เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจลูกได้อยู่ดี
แต่ฉันรับไม่ได้! ผู้หญิงกับผู้หญิงจะอยู่กินกันได้ยังไง...วิปริต
 
      สมพรเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าที่สมศรีรับไม่ได้กับลูกสาวที่เป็นรักร่วมเพศนั้น อาจเป็นเพราะความเชื่อในวัฒนธรรมที่มีมาช้านานในคำกล่าวที่ว่า เกิดเป็นหญิงต้องคู่ชายความเชื่อนี้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล จนทำให้ใจของคนนั้นแคบไม่เปิดรับกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับการรักเพศเดียวกัน ซึ่งความเชื่อนี้เธอก็ยังเชื่ออยู่แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อเธอรักลูกเกินกว่าที่จะให้วัฒนธรรมเดิม ๆ มาทำลายความสุขของลูก
ฉันว่าเธอควรลองเปิดใจดูนะ เธอยึดกับวัฒนธรรมเดิม ๆ มากเกินไป
จะให้ฉันยอมรับได้ยังไงฉันมีลูกสาวคนเดียวนะ จะให้ลูกไปมีเมียแทนมีสามีเหรอ? ...ฉันรับไม่ได้หรอก”       
      
ฉันเข้าใจนะว่าเธอผิดหวัง แต่สองคนนั้นเขาก็คบกันมานานแล้วไม่ใช่เหรอ?
จะบังคับให้เขาเลิกกันฉันว่ามันบาปนะ ไปขัดความสุขลูกสมพรกล่าว
แล้วเธอจะให้ฉันทำไง ให้ไปยินดีอวยพรให้เขาคบกันรักกันนาน ๆ งั้นเหรอ
ก็ถ้าพวกเขารักกันแล้วนำพากันไปสู่แต่สิ่งที่ดี ๆ มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่
แต่เป็นผู้หญิงกันทั้งคู่นะ จะไปดูแลปกป้องกันได้ยังไง? ลูกหลานก็มีไม่ได้
     จะให้สมศรียอมรับตามคำบอกของสมพรได้อย่างไร ทั้งชีวิตของหญิงวัยกลางคนมีลูกสาวแค่คนเดียว ก็อยากที่จะให้เขามีครอบครัวที่อบอุ่น มีสามีที่ดี มีลูกคอยดูแลเมื่อยามแก่เฒ่ายามเจ็บป่วย เหมือนอย่างที่เธอเคยเป็น สมศรีล่ะนึกไม่ออกจริง ๆ ที่จะให้ผู้หญิงที่มีนมทั้งคู่มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันดั่งคู่ชายหญิง มันไม่ใช่! มันวิปริตผิดธรรมชาติ
เฮ้อ...ศรี ไม่ว่าลูกเธอเขาจะชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย ขอแค่ให้เขาเป็นคนดีของสังคมก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?
“….”
แล้วถามลูกหรือยังว่าเขาอยากแต่งงานมีครอบครัวมั้ย? ถ้าเธอถามแล้วลูกให้คำตอบเธอว่าอะไร...นั่นแหละคือคำตอบ
“…. 
      สมพรล่ะนึกปลงจริง ๆ กับความคิดมาก ยึดหลักแต่เดิม ๆของเพื่อนบ้านวัยเดียวกัน จากการที่เห็นสมหญิงมาตั้งแต่ยังเด็กเล็กตัวแดง ๆ เธอรู้ว่าเด็กคนนี้รักแม่มาก เจ้าตัวไม่เคยทำให้แม่ผิดหวัง เป็นเด็กดี เป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ แต่อีกใจหนึ่งสมพรก็เข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ที่ไม่อยากให้ลูกต้องผิดธรรมชาติ ผิดวัฒนธรรมแบบนั้นเหมือนกัน
วัฒนธรรมมันเปลี่ยนกันได้นะ...ขอแค่เธอยอมเปิดใจยอมรับมัน
“…”
ถ้าเธอไม่ยอมรับ...ก็เหมือนกับเธอพรากความสุขในชีวิตลูกนะ” 
เธอก็รู้ว่าสมหญิงลูกเธอน่ะ เขาเป็นเด็กดีแค่ไหน  ...รู้สิ....ทำไมจะไม่รู้ ในเมื่อเธอเป็นคนคอยเฝ้าเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนคิดดี ทำดี มีมารยาทตลอดเวลา
ฉันรู้...
แล้วทำไมถึงไม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็นล่ะ?
 
ดอกไม้สีม่วง
ทำไมไม่ยอมรับในสิ่งที่ลูกเป็น?
     ประโยคนี้ยังคงก้องในทุกโสตประสาทของสมศรี หลังจากที่หญิงวัยกลางคนได้กลับมาบ้านในช่วงเย็นของวัน ก็เห็นว่าสมหญิงผู้เป็นลูกสาวได้มานั่งรอที่ตรงหน้าบ้านอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
สวัสดีค่ะแม่...แม่หายไปไหนมาคะ?
    หญิงสาวพนมมือไหว้แม่ พร้อมเข้าไปประคองหญิงวัยกลางคนอย่างเอาอกเอาใจ ก่อนทั้งสองจะพากันเข้าบ้าน จากนั้นลูกสาวก็เป็นคนอาสาทำอาหารเย็นให้เธอทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่นาน ๆทีลูกคนนี้จะทำ หึ...ลูกก็แค่อยากจะเอาใจเปลี่ยนเธอให้ยอมรับเท่านั้นแหละ
     กระทั่งสองแม่ลูกรับประทานอาหารเย็นเสร็จ หญิงวัยกลางคนก็ได้ออกมานั่งที่เก้าอี้ชิงช้าที่สวนข้างบ้าน ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เงียบสงบ เพื่อไม่ให้ตัวเองคิดฟุ้งซ่านเรื่องลูก นั่งเล่นได้สักพักร่างระหงของลูกสาวก็ได้มายืนหยุดอยู่ตรงหน้า พร้อมกับถือขันเงินมาด้วย
      สมหญิงได้ย่อลงวางขันนั่งคุกเข่าต่อหน้าแม่ ก่อนมือบางจะถอดรองเท้าของสมศรีออกจากนั้นก็ตักน้ำอบที่ลอยดอกไม้ในขันขึ้นมาคอยบรรจงล้างเท้าให้แม่อย่างรักใคร่ ก่อนปากจะพร่ำบอกว่า
หนูรักแม่มากนะ
หนูขอโทษค่ะ ที่ทำให้แม่ผิดหวัง
หนูเองก็ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้
 
     สมหญิงพร่ำบอกแม่เสียงสั่นเครือ หญิงสาวรู้ว่าสิ่งที่เธอเป็นนั้นมันผิดกฎของธรรมชาติ ผิดวัฒนธรรมที่คนเขาคอยพร่ำสอนมา แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอเองก็ไม่ได้อยากเกิดมาเพื่อเป็นแบบนี้ หัวใจเธอต่างหากที่ร่ำร้องให้เป็น
       ตั้งแต่จำความได้ในช่วงม.ปลายที่สมหญิงเริ่มมีรู้สึกแบบนั้นกับเพศเดียวกันตัวเธอเองก็ยังคิดต่อต้าน แต่ท้ายที่สุดแล้วความรู้สึกมันก็ฝืนกันไม่ได้ นับจากวันที่เธอยอมรับตัวเองในสิ่งที่ตัวเองเป็น ก็ได้ปกปิดแม่อยู่เรื่อยมาเพราะรู้ว่าท่านไม่ชอบ คนรักเก่าคนก่อน ๆ ที่พามาบ้านเธอเองก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น แต่แล้วช่วงหนึ่งในชีวิตที่เธอได้มาพานพบกับสุดา คนรักปัจจุบันที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย ศมสญิงรักผู้หญิงคนนี้มาก จนทำให้ตัวเองกล้าพอที่จะพาอิงฟ้ามาแนะนำให้แม่รู้จักและบอกว่าเป็นคนรัก แน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้แม่กับเธอต้องทะเลาะกันอย่างหนัก เธอรู้ว่าแม่เสียใจและผิดหวัง เธอเองก็เสียใจไม่ต่างกัน
      แต่ถ้าแม่จะให้หญิงสาวชดใช้ความผิดที่ปิดบังในสิ่งที่ตัวเองเป็น ให้ไปแต่งงานกับผู้ชายสักคนแล้วล่ะก็เธอคงทำให้แม่ไม่ได้จริง ๆ
“วันนี้ ‘วันแม่’ หนูอยากบอกว่าหนูรักแม่ค่ะรักมากที่สุด
     พวงมาลัยงามมาได้มาถูกวางบนหน้าตักของสมศรี ตามมาด้วยร่างของลูกที่โน้มตัวลงกราบเท้าของผู้เป็นแม่ น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดหลั่งไหลริน สมหญิงไม่อยากให้วันมงคลนี้เป็นวันที่แย่ตราบใดที่เธอกับแม่ยังไม่คืนดีกัน
รักแล้ว...ทำไมถึงเลือกที่จะเป็นแบบนี้?  
       นั่น!...เป็นประโยคแรกที่สมหญิงได้ยินจากปากแม่ในรอบสองวัน
มะ.แม่ ฟังหนูนะ...ตัวหนูเองก็ไม่ได้อยากเลือกจะเป็นแบบนี้...ไม่ใช่ว่าหนูไม่เคยลองคบ ลองคุยกับผู้ชายนะ....แต่หนูกลับฝืนใจในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกไม่ได้ หนูชอบผู้หญิงค่ะแม่ และหนูก็ชอบตัวเอง....ที่เป็นแบบนี้
       หลายสิ่งที่หญิงสาวได้เก็บเอาไว้ในใจมาตลอด ได้ถูกพรั่งพรู่ออกมาจากปากให้คนเป็นแม่รับรู้ ซึ่งสมศรีเองก็พึ่งจะได้รับรู้ความรู้สึกของลูกครั้งแรกจริง ๆ ก็วันนี้ หญิงวัยกลางคนจึงเลือกที่จะไม่ใช้อารมณ์เหมือนเชกเช่นตอนแรก
วัฒนธรรมไทยสอนมาว่าเกิดเป็นหญิงต้องคู่ชาย เพราะต้องสืบทอดเผ่าพันธุ์ สืบสกุล มีลูกมีหลานคอยดูแลยามแก่...แล้วทำไมลูกถึงต้องเลือกสิ่งที่บิดเบือนมาเปลี่ยนแปลงมันด้วยล่ะ
แม่คะ...วัฒนธรรมมันก็แค่พฤติกรรม ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาเท่านั้น มันเปลี่ยนแปลงกันได้นะคะแม่
สิ่งที่หนูเป็นมันอาจจะผิดต่อความคิด วัฒนธรรมคำสอนของแม่...แต่ของแบบนี้มันลองดูกันได้นะคะ ขอแค่แม่ลองให้โอกาส
“…”
จะแสดงให้แม่เห็นว่า...หนูยังเป็นลูกคนเดิมของแม่ สิ่งไหนที่แม่คอยพร่ำสอนมารัณจำได้ในทุก ๆคำพูดหรือ ทุกการกระทำของแม่มือของสมหญิงได้ถูกยื่นมากุมมืออันเหี่ยวของคนที่เธอรักสุดดวงใจไว้
ขอแค่แม่ลองให้โอกาสความรักของหนู และลองยอมรับในสิ่งที่หนูเป็นได้มั้ยคะ?
“…” หญิงวัยกลางคนเงียบไป เธอชักมือออก ก่อนจะใช้สมองใคร่ครวญอย่างหนักกับประโยคสุดท้ายของลูก หญิงวัยกลางคนได้นึกถึงในช่วงยามบ่ายที่เธอได้ไปขอคำปรึกษากับสมพรเพื่อนข้างบ้าน
…วัฒนธรรมมันเปลี่ยนกันได้นะ...แค่ยอมเปิดใจยอมรับมัน…
.....ขอแค่ให้ลูกเป็นคนดีของสังคมก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?....
หนูอยากให้แม่ลองเปิดใจยอมรับความรักของหนูกับสุดะ...
พอได้แล้วแม่ไม่อยากฟัง
    สิ้นเสียงประโยคนั้นคนเป็นลูกก็ปล่อยโฮทันที ราวกับว่าสิ่งที่เธอพูดไปทั้งหมดทั้งมวลมันช่างไร้ความหมาย  ความรักของเธอก็เช่นกัน แม่คงจะไม่ยอมรับกับสิ่งที่ผิดวัฒนธรรมจริง ๆ
วันหลัง...ชวนเขาเข้ามากินข้าวเย็นที่บ้านเราอีกสิ
.....เสียอย่างไรเขาก็เป็นลูกเธอนี่นะ....
....จบ....

2 ความคิดเห็น

  • �Ѫ�� / supawit

    (supawit671@gmail.com)

    02-09-2017 08:51:57

    ชอบครับ^^

    #1

  • White Eagle

    (armchioo@hotmail.com)

    23-09-2017 18:49:39

    ยังไงลูกก็คือลูก ดีใจที่คุณแม่เข้าใจ ^^

    #2

แสดงความคิดเห็น