All those memories

ผู้แต่ง : ประภาวี


                ‘เช้าอีกแล้ว...’
                เป็นเพียงความคิดเดียวที่ ศรัณย์ เด็กหนุ่มมัธยมปลายจะคิดในทุกๆเช้าที่ลืมตาตื่น


                “ศรัณย์ ตื่นหรือยังลูก” เสียงคุ้นเคยดังลอดเข้ามาในห้องนอน เรียกให้คนที่หลับตาคลุมโปงด้วยความเบื่อหน่ายต้องจำใจลุกจากเตียง
                “ตื่นแล้วครับแม่” เด็กหนุ่มขานรับ ลุกขึ้นจัดแจงที่นอนให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียนอย่างทุกๆวัน


                ‘น่าเบื่อ’
                เป็นความคิดที่ศรัณย์มักจะจมดิ่งอยู่กับมันบ่อยๆเมื่อต้องมายืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนของเขา แม้จะอยากหนีไปให้ไกล แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็รู้ดีว่าเขาหนีไปไหนไม่ได้
                เด็กหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อย แล้วจึงเดินคอตกเข้าโรงเรียนไป




 
--




                “ว่าไงศรัณย์เพื่อนรัก”
                น้ำเสียงยียวนที่ดังขึ้นทำให้เจ้าของชื่อยอมละสายตาจากหนังสือบนโต๊ะขึ้นมามองคนเรียก  เป็น แฟรงก์ เพื่อนร่วมห้องตัวสูง ลูกชายผู้มีอิทธิพลที่มักจะมาทักทายเขาทุกวัน

                เพียงแต่แฟรงก์ไม่ใช่เพื่อนสนิทของเขา แต่เป็นหัวโจกที่นำทีมเด็กคนอื่นๆมาแกล้งศรัณย์ทุกวันต่างหาก

                “ฉันไม่มีเงินแล้ว” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆเพราะเดาออกว่าอีกคนกำลังจะพูดอะไรต่อ เหลือบมองเพื่อนคนอื่นๆของแฟรงก์ที่กำลังเดินตรงมาทางเขาเรื่อยๆ

                “ฉันแค่มาทักทายเฉยๆ ยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ” คนตัวสูงส่งสองมือขึ้นโบกไปมา เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเพื่อก่อกวนคนตรงหน้า
                ศรัณย์เหลือบมอง ถอนหายใจ และก้มลงอ่านหนังสืออีกครั้ง

                เขาไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากเลย แม้จะพยายามเลี่ยงสักเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล เพราะแฟรงก์คอยตามแกล้งเขาอยู่ตลอด  บางครั้งก็รีดไถเงิน หรือจับเขาอัดจนน่วม ศรัณย์เคยรวบรวมความกล้าไปขอความช่วยเหลือจากคุณครูแล้ว แต่แฟรงก์ก็โดนลงโทษเพียงสถานเบา และในท้ายที่สุด เด็กคนนั้นก็กลับมาแกล้งเขาอีกเหมือนเดิม


                ‘บนโลกเน่าเฟะใบนี้ ไม่มีใครช่วยเราได้สักคน’
                เด็กหนุ่มคิดในใจ ความเศร้าและความเครียดผสมปนเปกันภายใน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยอัตโนมัติ และนั่นทำให้คนตัวสูงต้องรู้สึกหงุดหงิดทันทีที่ถูกแสดงสีหน้าไม่พอใจใส่ แม้ว่าศรัณย์จะไม่ได้ตั้งใจแบบนั้นก็ตาม

                “เดี๋ยวนี้กล้าชักสีหน้าแล้วเหรอฮะ?! ไอ้ลูกไม่มีพ่อ!” แฟรงก์ตวาดลั่น คว้าหนังสือในมือศรัณย์ขึ้นมาและฉีกมันขาดกระจุย
                “มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” คนถูกแกล้งยืนขึ้นเต็มส่วนสูง ประจัญหน้ากับคนตัวโตกว่าด้วยความโกรธที่พุ่งสูงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการถูกพูดว่าเป็น ‘ลูกไม่มีพ่อ’
                “แล้วจะทำไมฮะไอ้เตี้ย แกกล้ามีปัญหากับฉันเหรอ?!” คนตัวโตกว่าขึ้นเสียงกลับ จ้องดวงตาแข็งกร้าวกลับโดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน
                ศรัณย์กำหมัดแน่น กัดฟันกรอดข่มอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในอก ใจจริงอยากจะซัดหมัดเข้าดั้งไอ้คนตรงหน้าให้หงายท้องไปเลยถ้าทำได้ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องยอมรับว่าเขากำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งกำลัง และจำนวนคน

                แน่ละ เพื่อนคนอื่นๆก็ต้องอยู่ฝ่ายแฟรงก์อยู่แล้ว ใครจะอยากมาเป็นเพื่อนกับคนอ่อนแออย่างเขา เพราะนั่นหมายถึงการเสี่ยงโดนแกล้งไปด้วย ตอนนี้แฟรงก์ก็เหมือนกับผู้มีอำนาจที่มีลิ่วล้อมากมายคอยประจบประแจงและยอมอยู่ใต้อาณัติ

                เพียงแต่ศรัณย์คิดต่างออกไป เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้แฟรงก์เด็ดขาด


                ผัวะ!
                หมัดขวาที่ซัดเข้ามุมปากด้วยความโมโหทำเอาแฟรงก์ล้มหน้าหงาย ศรัณย์พุ่งตัวตามไปนั่งคร่อมร่าง มือซ้ายขยุ้มคอเสื้อดึงอีกฝ่ายขึ้น ง้างหมัดขวาเตรียมต่อยซ้ำอีกครั้ง แต่ถูกเพื่อนคนอื่นกระชากตัวออกไปก่อน กลายเป็นการตะลุมบอนชกต่อยกันภายในเวลาไม่ถึงนาที เสียงกรี๊ดด้วยความตกใจของนักเรียนหญิงดังระงมลั่นห้อง และแน่นอน

                ศรัณย์ที่เริ่มเปิดฉากการชกต่อยกำลังถูกแฟรงก์และคนอื่นๆรุมอัดจนน่วม..




 
--




                “ต้องขอโทษจริงๆนะคะ” หญิงวัยกลางคนพูดก่อนจะโค้งตัวลงขอโทษคู่กรณีในห้องปกครองอุณหภูมิเย็นเฉียบ

                ศรัณย์ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ของเขาต้องขอโทษพ่อของแฟรงก์ ทั้งๆที่เด็กนั่นมีแค่รอยแผลเล็กๆที่มุมปาก แถมยังเป็นคนเริ่มด้วยการฉีกหนังสือของเขาก่อน ต่างจากศรัณย์ที่แผลเต็มตัว เจ็บไปทั้งร่าง เป็นผู้ถูกกระทำที่ต้องขอโทษเพราะหมดความอดทนและตอบโต้เด็กเกเรอย่างแฟรงก์

                สายตาพ่อของเด็กตัวโย่งคู่กรณีกำลังจ้องเขม็งมาที่เขา บอกเป็นนัยว่าเจ้าตัวกำลังรอให้เขาขอโทษลูกชายสุดที่รักอยู่

                ‘คนที่ควรขอโทษต้องเป็นหมอนั่นสิ ไม่ใช่ผมหรือแม่’

                ศรัณย์คิดในใจ กัดฟันกรอด พยายามไม่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา เพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก

                “ขอโทษเขาสิศรัณย์”
                เด็กหนุ่มหันกลับมาสบตาคนเป็นแม่ด้วยความอึดอัดในอก แต่เขายอมเข้าใจแต่โดยดี


                “ขอโทษ”

                แฟรงก์ยิ้มออกมาอย่างร่าเริง
                “ก็แค่นั้น” เด็กตัวโตไหวไหล่ ยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ ต่างจากศรัณย์ที่ก้มหน้าลงแต่ช้อนตาขึ้นจ้องอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้นในใจ



 
--



                “โอ๊ย! แม่! ผมเจ็บนะ”
                สิ้นเสียงไม้แขวนเสื้อที่ถูกฟาดลงบนแขนเปล่าของศรัณย์ก็ตามเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของคนถูกตี เด็กหนุ่มพยายามเดินหนีไปแทบจะรอบห้องนั่งเล่นในบ้านตัวเองแล้ว แต่ยังไงเขาก็หนีแม่ไม่พ้น
                “เจ็บก็ดีจะได้จำ! ทีหลังอย่าไปหาเรื่องคนอื่นเขาอีกเข้าใจมั้ย!” คนเป็นแม่ขึ้นเสียง ง้างมือเตรียมตีลูกตัวเองอีกครั้งเมื่อเขาดูไม่สำนึกผิด
                “แต่ผมไม่ผิดนะแม่” ศรัณย์ลดเสียงลง เพราะรู้ว่าแม่ของเขากำลังโมโห การพูดเสียงดังตอนนี้คงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแน่นอน
                “แกไม่ผิด แต่แกต้องอดทน” หญิงวัยกลางคนใช้ไม้แขวนเสื้อชี้ไปยังลูกตัวเอง ขมวดคิ้วแน่นจนศรัณย์กลัว “ทนแค่นี้ยังทนไม่ได้ แล้วโตขึ้นไปแกจะทำอะไรได้!”

                เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง จะพูดแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ความเจ็บปวดอัดแน่นอยู่ในอกจนรู้สึกจุกในคอ น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาแทบจะล้น


                ‘แล้วก่อนหน้านี้ที่ผมอดทนมา แม่เคยรู้บ้างมั้ย?’
                ‘แม่ไม่รู้หรอกว่าวันๆหนึ่งผมต้องเจอกับอะไรบ้าง’


                ได้แต่คิดในใจ เขามองคนเป็นแม่ที่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟและไม่ยอมรับฟังเขา เรื่องดีๆที่เขาเคยตั้งใจทำเพื่อแม่ย้อนกลับเข้ามาในความคิด ทั้งตั้งใจเรียน ได้เกรดสูงที่สุดในห้อง ทำงานบ้านแทบทุกอย่าง ดูแลรับผิดชอบตัวเอง แข่งขันกีฬาจนได้รับเหรียญรางวัล และอื่นๆอีกมากมาย


                แต่แม่ของเขากลับมองข้ามมันไป สนใจเพียงจุดบกพร่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่สมบูรณ์ของเขาแทน


                ศรัณย์สูดหายใจเข้าลึกๆ ถอยหลังมาก้าวหนึ่ง ในเมื่อพูดอะไรไปตอนนี้แม่เขาก็ไม่ฟัง บางทีการรอให้แม่อารมณ์ดีก่อนแล้วค่อยคุยกันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

                สองขาพาตัวเองเดินหนีทุกสิ่งเข้ามาปล่อยอารมณ์ทั้งหมดในห้องนอน ศรัณย์ไม่พยายามควบคุมน้ำตาที่ไหลอีกแล้ว เขาเมินเสียงเรียกของแม่จากนอกห้อง ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ความเศร้าและความเครียดเรื้อรังเกาะกุมจิตใจเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าทั้งชีวิตของเขาตอนนี้มันมืดไปหมดทั้งแปดด้าน ไร้ซึ่งแสงสว่างหรือทางออกใดๆ


                แม่ของศรัณย์ตั้งท้องเขาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น ฝ่ายชายทิ้งเธอไป ส่วนแม่ของเขาเลือกที่จะเลี้ยงดูเด็กต่อ ทำให้เขารู้สึกผิดที่มีชีวิตบ้างเป็นบางครั้ง แต่เจ็บปวดทุกครั้งที่ถูกเรียกว่าเป็น 'ลูกไม่มีพ่อ' นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ศรัณย์หมดความอดทนและโต้ตอบแฟรงก์

                เรื่องราวมากมายทั้งปัจจุบันและอดีตกำลังเล่นงานเขาให้เจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกแฟรงก์และคนอื่นๆรุมอัด ความกดดันทำให้เขาเริ่มเหนื่อยกับทุกวินาทีที่หายใจ และที่แย่ที่สุดคือ...

                เขาคิดเรื่องฆ่าตัวตายมาได้หลายเดือนแล้ว




 
--





เช้าวันต่อมา


                “ตั้งใจเรียนนะศรัณย์ ลูกต้องเป็นหมอให้ได้นะ”
                เจ้าของชื่อหันกลับมามองแม่ของเขาบนเบาะฝั่งคนขับหลังเดินลงมาจากรถแล้ว ศรัณย์พยักหน้ารับ แม้ว่าใจจริงการเป็นหมอจะไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากทำเลยก็ตาม

                ‘นั่นมันความฝันของแม่ต่างหาก’

                “ครับแม่” เด็กหนุ่มตอบ เขารู้ดีว่านั่นคือความฝันของแม่ แต่เพราะแม่ไม่มีโอกาสได้ทำ ความฝันนั้นจึงถูกวางลงบนบ่าของเขาแทน แม้ว่าเจ้าตัวจะมีสิ่งอื่นที่ชอบอยู่แล้วก็ตาม

                ศรัณย์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเตรียมใจเดินเข้าโรงเรียนอย่างทุกวัน แต่อย่างน้อยก็รู้สึกดีขึ้นที่เช้านี้แม่อารมณ์ดีขึ้นและยอมพูดกับเขาปกติ   ก่อนที่สายตาของเด็กหนุ่มจะหันไปเห็นเพื่อนคนอื่นขับรถมาโรงเรียนกันเอง ในขณะที่แม่ของศรัณย์คอยรับ-ส่งเขาที่โรงเรียนทุกวัน

                ‘แม่เป็นห่วงผม เพราะแม่เป็นห่วงผม’
                ดวงตาคมปิดลงช้าๆ ศรัณย์ท่องคำพูดเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อไม่ให้ตัวเองมองแม่ในแง่ลบ

                ‘ต่างครอบครัวก็ต่างการเลี้ยงดูแหละน่า พ่อแม่เขาอาจจะปล่อยลูกขับรถ แต่เพราะแม่เราเป็นห่วง เลยมารับ-ส่งเราทุกวันไงศรัณย์’
                เขาคิดในใจ ก่อนจะลืมตาขึ้น ก้าวขาเดินต่อไปยังประตูโรงเรียน



                “สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มส่งมือขึ้นไหว้สวัสดีคุณครูที่ยืนอยู่หน้าประตูตามมารยาท เพียงแต่วันนี้เป็นคุณครูที่ปรึกษาห้องของเขาเอง

                “เดี๋ยวศรัณย์ ครูขอคุยด้วยหน่อย” คุณครูหนุ่มรีบทักนักเรียนในชั้นเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเดินผ่านไป
                “ครับ?” คนถูกเรียกเริ่มมีเหงื่อออกตามฝ่ามือ ในใจกลัวไปต่างๆนานา ว่าวันนี้อาจจะถูกต่อว่าหรือดุด่าเรื่องการทะเลาะวิวาทเมื่อวานก็ได้
                “ครู.. คือ ครูเข้าใจเธอนะเรื่องเมื่อวานน่ะ”
                คนเด็กกว่าผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งอก และรู้สึกดีใจขึ้นมาบ้างที่มีคนพูดแบบนี้

                “ถ้าเธอมีเรื่องเครียดหรือมีปัญหาอะไร ปรึกษาครูได้นะ” ครูหนุ่มพูดต่อ เพราะหนึ่งในหน้าที่ของครูที่ปรึกษาคือการสังเกตเด็กในชั้น และให้ความช่วยเหลือกับนักเรียนที่มีปัญหา ซึ่งเขารู้สึกได้ว่า ศรัณย์คือคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่ด้านการเรียน แต่เป็นด้านจิตใจ

                ศรัณย์พยักหน้ารับพร้อมยิ้มกว้าง เป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

                “หร- หรือไม่ก็ ครูแนะนำนะ เธออาจจะลองไปพบจิตแพทย์ดูก็ได้” แต่ประโยคถัดมาทำเอาคนที่ยิ้มอยู่ต้องขมวดคิ้วทันที
                “ครูกำลังจะบอกว่าผมบ้าเหรอครับ?”
                “เปล่าๆ ไม่ใช่แบบนั้น จริงๆการไปพบจิตแพทย์มันไม่ใช่เรื่องไม่ดีเลยนะศรัณย์ มันก็เหมือนกับเวลาเราไม่สบายนั่นแหละ ร่างกายเราเป็นไข้ได้ จิตใจคนเราก็เป็นไข้ได้เหมือนกัน”

                ศรัณย์ยังคงขมวดคิ้ว

                “ถ้างั้นผม.. ดูเหมือนคนไม่สบายเหรอครับ?”
                “ก็.. ครูแค่อยากบอกเธอว่า ความเครียดมันทำให้ใจเราไม่สบายได้นะ ครูเห็นเธอดูเศร้าๆ ไม่ค่อยทำกิจกรรมกับเพื่อนเหมือนคนอื่นๆ แล้วก็เรื่องแฟรงก์อีก..”
                คนฟังเบนสายตาไปที่อื่น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

                “ขอบคุณครับครู ผมจะลองคิดดูนะครับ” เด็กหนุ่มจบบทสนทนา ยกมือขึ้นไหว้คนเป็นครูอีกครั้ง ก่อนจะเดินไป





 
--




หลายวันผ่านไป


                ศรัณย์เก็บเรื่องการไปปรึกษาจิตแพทย์มาคิดอยู่หลายครั้งโดยไม่ได้บอกใคร เขากำลังตัดสินใจว่าจะลองไปไปปรึกษาคุณครูหรือไปพบจิตแพทย์จริงๆดี
                เด็กหนุ่มเหลือบมองคู่กรณีตัวโย่งที่นั่งอยู่เยื้องกับเขาในช่วงที่คุณครูคณิตศาสตร์กำลังหันหลังไปเขียนโจทย์บนกระดาน

                ‘สิ่งที่น่าคิดมากกว่า แฟรงก์จะแกล้งเราอีกรึเปล่า ก็คือ ที่บ้านเลี้ยงเขามายังไง’

                ศรัณย์หันกลับมามองคุณครูหน้าชั้นอย่างเดิม คิดหาความแตกต่างระหว่างตัวเขาและเจ้าโย่งเกเรที่นั่งวาดรูปในสมุดตัวเองโดยไม่ได้สนใจฟังครูเลยแม้แต่น้อย

                ‘แฟรงก์จะได้ทุกอย่างที่อยากได้ นั่นเพราะฐานะทางบ้านของหมอนั่นดีกว่าคนอื่นมาก แต่ในทางกลับกัน พ่อแม่ก็ให้เวลากับงานและชื่อเสียงของตัวเองมากกว่าลูก... จริงๆแล้วแฟรงก์อาจจะเหงามากก็ได้ เขาเลยพยายามเรียกร้องความสนใจด้วยการเป็นคนเกเร ระรานคนอื่น...’

                เจ้าของความคิดเผลอขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ เขาดำดิ่งลงสู่ห้วงความคิดจนไม่ได้ฟังสิ่งที่ครูกำลังสอนเลยเช่นกัน

                ‘ส่วนเรา อยู่กับแม่ตลอดเวลา แต่ก็... แย่ไม่ต่างกันเลย’

                ศรัณย์ถอนหายใจออกมาเมื่อคิดได้แบบนั้น

                ‘คนหนึ่งถูกเลี้ยงด้วยเงิน กับอีกคนหนึ่งถูกเลี้ยงด้วยความกดดัน... บางที คนที่ควรไปพบจิตแพทย์อาจจะไม่ใช่แค่เราก็ได้นะ’

                เด็กหนุ่มหลุดหัวเราะเบาๆกับความคิดติดตลกนั้น แต่ก็ต้องกลับมาเครียดอีกครั้งเมื่อนึกถึงจิตแพทย์ เขากลัวว่าหากมีใครรู้ว่าเขาไปหาคนที่หลายคนมองว่าเป็น ‘หมอโรคจิต’ เขาคงถูกนินทาหรือถูกมองไม่ดีแน่ๆ ถึงแม้ว่าการไปพบจิตแพทย์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ดีเลยก็ตาม





                หลายวันผ่านไป ในที่สุดศรัณย์ก็ตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ โดยขอร้องให้ครูที่ปรึกษาผู้แนะนำแนวทางนี้เป็นคนพาไปในวันหยุด และบอกกับแม่ว่าเขาจะไปทำรายงานที่บ้านเพื่อนแทน


                เด็กหนุ่มค่อยๆเล่าเรื่องต่างๆให้กับแพทย์ฟัง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมจู่ๆถึงเปิดใจเล่าเรื่องมากมายที่เก็บไว้คนเดียวให้คนแปลกหน้าอย่างหมอได้ฟัง และน่าแปลกใจที่เขารู้สึกดีใจอย่างน่าประหลาดเมื่อคนแปลกหน้าคนนั้นรับฟังเรื่องของเขาอย่างตั้งใจ


                เรื่องราวน่าเศร้าเรื่องแล้วเรื่องเล่าผ่านถูกส่งผ่านออกมาจากใจพร้อมๆน้ำตาที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกของศรัณย์ เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมง แต่นั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมาก ความรู้สึกที่เก็บกดไว้หายไปแทบจะทั้งหมด

                จิตแพทย์บอกศรัณย์ว่า เขาเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า แต่โชคดีที่เขาตัดสินใจถูกและมาพบแพทย์ทันเวลา ทำเอาคนฟังยิ้มออกที่ได้รู้ว่าเขาคิดถูกที่ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ไม่ได้เลือกเก็บเงียบเอาไว้และพยายามแก้ปัญหาอยู่คนเดียว

                นอกจากนั้น ศรัณย์ยังปรึกษากับแพทย์เรื่องแม่ของเขาและเด็กขี้เหงาอย่างแฟรงก์ เพื่อรับมือกับปัญหาเดิมๆที่คิดว่าอาจจะต้องเผชิญในอนาคตอีกด้วย




                “ขอบคุณจริงๆครับ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เพราะในที่สุด เขาก็เจอทางออกของปัญหาชีวิตสักที



                ‘ผมจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ให้ได้!’




                ความคิดสุดท้ายถูกเล่นในหน่วยความจำราวกับละครฉายซ้ำ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป..



 
 




                “ผมลบและเพิ่มข้อมูลความทรงจำของน้องเรียบร้อยตามที่คุณลูกค้าบอกแล้วนะครับ แต่ว่าตอนนี้ทางบริษัทยังปรับแก้เรื่องหน้ากากของหุ่นอยู่ ผมเลยเอาตัวหุ่นมาให้คุณลูกค้าทดสอบเรื่องความทรงจำก่อน...”

                ชายวัยกลางคนในชุดช่างกลเปื้อนคราบน้ำมันเล็กน้อยพูดกับแม่และครูที่ปรึกษาของศรัณย์บนโซฟาตรงหน้าเขา พลางกดปุ่มต่างๆบนเครื่องจักรกลรูปร่างมนุษย์ที่ยังคงเป็นหุ่นเปลือยเปล่าอยู่

               สายตาคนเป็นแม่ที่มองหุ่นขนาดเท่ากับลูกชายตัวเองค่อยๆพร่าเลือนลงเรื่อยๆเพราะน้ำตาที่รื้นขึ้นบดบัง


 

ศรัณย์ฆ่าตัวตายตั้งแต่วันที่เขามีเรื่องวิวาทกับแฟรงก์               



                โรคซึมเศร้าเล่นงานเขาจนสาหัสเกินกว่าจะรักษา เด็กหนุ่มกรีดข้อมือตัวเองหลังจากเดินหนีคนเป็นแม่เข้ามาในห้องนอน แผลกรีดลึกหลายสิบแผลทำให้ศรัณย์เสียเลือดมากและหยุดหายใจลงในที่สุด...
 

                ความทรงจำของศรัณย์ทั้งหมดเป็นการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการดึงความทรงจำออกมาจากเซลล์ประสาทของเขาหลังเสียชีวิต  จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจึงถูกย้ายไปยังหน่วยความจำของหุ่นยนต์ไร้ชีวิตกลางห้องนั่งเล่นในบ้านของเขาเอง

                แม่ของศรัณย์หรือลูกค้าผู้ซื้อหุ่นยนต์ตัวนั้นเป็นคนขอให้ครูที่ปรึกษาของลูกชายมาช่วยเพิ่มเติมข้อมูลความทรงจำเมื่อศรัณย์อยู่ที่โรงเรียน และบอกให้ช่างเปลี่ยนความทรงจำในวันที่เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นการผล็อยหลับไปแทน จากนั้นจึงเพิ่มข้อมูลเรื่องการให้คำปรึกษาของครูหนุ่มที่นั่งมองหุ่นยนต์กลางห้องด้วยควมรู้สึกหดหู่ไม่แพ้ผู้ปกครอง



                “ผมต้องขออภัยจริงๆนะครับ เรื่องหน้ากากเจ้าหุ่นยนต์เนี่ย กระบวนการผลิตผิวหนังสังเคราะห์มันค่อนข้างยุ่งยากน่ะครับ บวกกับโครงหน้าของน้องค่อนข้างพิมพ์ยาก คุณลูกค้าอาจจะต้องรออีกสักหน่อยนะครับ แต่เรื่องประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหุ่นรุ่นล่าสุดของบริษัทเรา ผมรับรองเลยครับว่ามันทำงานดีอย่าบอกใครเลยล่ะครับ”
                ช่างกลตบบ่าเครื่องจักรเบาๆ โอ้อวดสรรพคุณสินค้า ‘ที่ถูกนำมาแทนคนที่จากไปแล้วอย่างศรัณย์’ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ลองเรียกเขาดูเลยครับคุณแม่”

                ผู้ปกครองเพียงคนเดียวที่อดทนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ก้มหน้าลงร้องไห้แทนการทดสอบหุ่นตามที่ช่างบอก ความเสียใจทำให้หัวใจคนเป็นแม่บีบรัดผิดจังหวะจนเจ็บไปทั้งอก ตามด้วยความรู้สึกผิดที่เธอไม่รับฟังลูกตั้งแต่แรก กว่าจะรู้สึกตัวก็ตอนที่เสียลูกไปแล้ว
                ครูหนุ่มหันไปมองก่อนจะถอนหายใจ เขาเองก็รู้สึกผิดที่ช่วยเด็กในความรับผิดชอบไว้ไม่ทัน และทำใจทดลองหุ่นตรงหน้าแทนเจ้าของที่ร้องไห้จนพูดอะไรไม่ออกอยู่ข้างๆ


                “ศรัณย์”


                เสียงเรียกแผ่วเบาทำให้หุ่นจักรกลที่นิ่งอยู่นานหันไปมองคนเรียก

                “ครับ” เจ้าหุ่นขานรับ ระบบการแสดงออกทางสีหน้าจึงเริ่มทำงาน


                เรียวปากหุ่นยนต์ยกยิ้มขึ้นช้าๆ ดวงตาสังเคราะห์จ้องมองคนเรียกตรงๆ ไร้การเคลื่อนไหวและบทสนทนาใดๆต่อจากนั้น และรอยยิ้มเย็นชืดนั่นไม่ได้ทำให้มันดูน่าหดหู่น้อยลงเลยแม้แต่น้อย


                แม้ว่าคนเป็นแม่จะยอมจ่ายเงินมหาศาลไปกับการซื้อเจ้าหุ่นไร้ชีวิตตรงหน้ามาแทนที่ลูกชายและเพื่อลบความรู้สึกผิดออกไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหุ่นยนต์ตัวนั้นจะกลายเป็นศรัณย์คนเดิมได้จริงอยู่ดี


                ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณ เด็กคนหนึ่งได้จากไปแล้ว เหลือไว้เพียงความเศร้า ความทุกข์ ความหดหู่และความรู้สึกผิดของคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น...
               
               

แสดงความคิดเห็น