คลื่นลูกสุดท้าย

ผู้แต่ง : อินทราวุธ


                เด็กชายอูมะฮคือสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้าน ผู้สืบต่อสายเลือดและลมหายใจของคนทะเล ไม่นานหลังจากรีติรู้ว่าตนตั้งครรภ์ ผัวหล่อนก็แจกจ่ายข่าวดีให้คนในหมู่บ้านร่วมฉลองกันถ้วนทั่ว ต้นโกงกางนับวันมีแต่ล้มหาย การรอคอยต้นกล้าต้นใหม่ย่อมทำให้หัวใจของหมู่บ้านโต๊ะบูตาซอเต็มตื้นด้วยความหวัง
                เวลาผันผ่านเด็กชายอูมะฮเจริญเติบโตอยู่ในท้องมารดาอย่างมั่นคงและแข็งแรงด้วยน้ำใจอันปราณีของเพื่อนร่วมหมู่บ้าน เสียงร้องเรียกแม่ของเขาดังขึ้นหน้าบ้านแทบทุกเช้า หล่อนออกไปต้อนรับพร้อมรอยยิ้มพราย สองมือเจ้าของเสียงที่ไม่ซ้ำหน้ามาพร้อมผลหมากรากไม้อันหลากหลาย รีติกล่าวขอบคุณน้ำใจ หลายคนลูบท้องหล่อนอย่างเอ็นดูก่อนลากลับ
                พอตะวันเริ่มทอแสงแรง ภาพอันคุ้นชินของเรือหางยาวแล่นกลับเข้าฝั่งเทียบริมหาดก็ปรากฏให้เห็น พ่อเฒ่าฮูรอลงเรือพร้อมกับถังใส่ปลาและหมึก แกเดินดุ่ม ๆ ตรงมาที่บ้านหล่อนเป็นอันดับแรกเสมอตั้งแต่รู้ว่าหล่อนตั้งครรภ์
                “เอ้า วันนี้กูจับได้เยอะ เอาไปแกงได้หลายตัว” พ่อเฒ่าฮูยิ้มเห็นฟันหลอ “ไอ้อูมะฮมันอิได้แข็งแรง”
                ตั้งแต่วันนั้นแม่จึงเรียกเขาว่าอูมะฮ แปลว่า คลื่น
                พ่อเฒ่าฮูรอยังคงออกเรือหาปลาแม้วัยล่วงใกล้แปดสิบ แกบังคับหางเสือฝ่าคลื่นโต้ลมตั้งแต่ร่ายกายยังกำยำด้วยมัดกล้ามแห่งวัยฉกรรจ์ จนกระทั่งตอนนี้ผมสีควันมวนยาขึ้นเต็มหัวแล้วค่อย ๆ ร่วงลาแกไป กำลังวังชาไม่เท่าก่อนเก่าแต่หัวใจพ่อเฒ่ายังเต้นเร่าไม่อ่อนลง ไม่ต่างอะไรกับเกลียวคลื่นซึ่งก่อตัวลูกแล้วลูกเล่า บางครั้งก็นุ่มนวล บางคราวก็บ้าคลั่ง ทะเลยังคงเยาว์อยู่เสมอ เพื่อนแท้ของพ่อเฒ่าฮูรอคือ อาเย มาเซด ท้องทะเลอันกว้างไกลสุดสายตา ทุกอณูละอองของกลิ่นไอเค็มกลายเป็นลมหายใจของแก
                แล้วเรื่องน่าเศร้าก็มาถึง วันหนึ่งในปีที่ 6 แห่งการถือกำเนิดของอูมะฮ เกิดอาเพสครั้งใหญ่ ตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษกลายเป็นความจริง ประจักษ์แก่สายตาตะลึงพรึงเพริดของชาวทะเลทุกคน ปราการคลื่นดำทะมึนเคลื่อนมาจากเส้นขอบฟ้า ยิ่งใกล้ฝั่งเกลียวคลื่นยิ่งยกตัวสูงขึ้นจนเทียมยอดมะพร้าว มันคือปีศาจแห่งท้องทะเลที่ฟื้นตื่นจากหลับใหล กวาดกินทุกสิ่งกลืนลงสู่ท้องน้ำดำลึก
                รีติคว้าอูมะฮได้แล้วจึงวิ่งหนีสุดกำลัง ชาวบ้านต่างหนีเอาชีวิตรอดกันอลหม่าน เสียงร่ำไห้ดังระงม ดวงตาใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยในอ้อมอกแม่จ้องฉากอันน่าสะพรึงกลัว คลื่นน้ำถาโถมเข้าใส่บ้านไม้ยกสูงริมหาดดังครืนคราน แผ่นกระดาน เสาเรือนถูกฉีกทึ้งกลายเป็นเศษซาก ลุงป้าที่รู้จักหลายคนถูกปีศาจทะเลกิน เขาเห็นพ่อเฒ่าฮูรอพยายามก้าวโขยกเขยกด้วยไม้เท้าเท่าที่แรงอันอ่อนระโหยจะมี แกถูกทิ้งห่างจากกลุ่มพวกเราออกไปทุกที ๆ
                “พ่อเฒ่า วิ่งเร็ว ๆ นิ”  อูมาะฮตะโกนร้องสุดเสียง แต่สองเท้าของพ่อเฒ่ากำลังเหยียบพื้นดินไม่ใช้ท้องเรือ วาระของแกมาถึงแล้ว  อาเย มาเซด โอบกลืนร่างของชายชราเพื่อนเก่าเพื่อพากลับบ้านอันนิจนิรันดร์
                ท่ามกลางบรรยากาศอันสับสนและสิ้นหวัง ภาพหนึ่งแล่นเข้ามาในความคิดของเด็กน้อย เขากับแม่ออกไปส่งพ่อขึ้นเรือหาปลาแต่หัวรุ่ง เฝ้ามองเรือหางยาวแล่นออกสู่ทะเลกว้าง ลำเรือค่อย ๆ เล็กลงจนเหลือเพียงจุดเล็ก ๆ
                ถึงตอนนี้อูมะฮร้องไห้โฮ

                หลังจากส่งกระดาษคำตอบวิชาสุดท้ายในการสอบปลายภาคชั้นม. 3 ถึงมือครู อูมะฮรีบกลับมาเก็บเสื้อผ้าที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นยัดใส่กระเป๋าเป้ วิ่งจู๊ดขึ้นไปกราบหลวงตาบนกุฎิ
                “ปิดเทอมแล้ว ผมลากลับบ้านนะครับ”
                “จะกลับมาอีกเมื่อไหร่ เปิดเทอมเลยไหม”
                “คงอย่างนั้นครับ” เขายิ้มเห็นฟันขาวตัดสีผิว
                “เออ ไปดี บุญรักษา” แววตาสุขุมเปี่ยมเมตตามองร่างสูงโย่งถอยฉาดลงบันได ย้อนนึกถึงอดีตหนหลัง
                แปดปีแล้วที่ท่านเฝ้าอบรมเลี้ยงดูเด็กชายตัวน้อยจนเติบใหญ่เป็นวัยรุ่น แข็งแรงและร่าเริง ต่างจากวันแรกตอนแม่เจ้าหนูพามาฝากฝังเพราะเหตุจำเป็น ใครเล่าจะคาดคิดว่าบ้านทั้งหลังทุกอย่างที่มีจะพัดหายไปกับสายน้ำภายในวันเดียว แต่ดีแค่ไหนที่ยังเหลือชีวิตให้ล่องแล่นต่อไปในโลกนี้
                “เดี๋ยวแม่ทำบ้านใหม่เสร็จแล้วกลับมารับ” สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้กลางศาลาวัด
                “มะฮไปอยู่ด้วย นอนไหนก็ได้” เด็กน้อยพูดสลับสะอื้น
                “ทำไมไม่อยู่ด้วยกันเสียที่นี่ก่อน พอยกบ้านใหม่เสร็จแล้วค่อยย้ายกลับ” หลวงตาแนะนำ
                “ฉันอิไปอยู่บ้านพี่สาว ว่าอิหางานทำก่อน เก็บเงินได้ค่าไม้ค่าเสา เรียบร้อยแล้วค่อยมารับมันกลับ”
                “แล้วเรื่องโรงร่ำโรงเรียนล่ะ นี่ก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว”
                นางรีติสลดลงกว่าเดิม ส่ายหัวน้อย ๆ
                “เอ้า งั้นให้มันเรียนที่นี่ โรงเรียนก็อยู่ข้างวัด อาตมาจะไปฝากครูใหญ่ให้”
                จากความตั้งใจแรกแค่ฝากอูมะฮไว้ชั่วคราว ลูกชาวเลจึงกลายเป็นเด็กวัดเต็มเวลา

                รถสองแถวไม้ทาสีฟ้าจอดบริเวณก่อนถึงโค้งถนนวกขึ้นตีนเขา อูมะฮลงจากรถแล้วยืดเส้นด้วยความเมื่อยขบ เขาต้องนั่งคู้ตัวตลอดการเดินทางสองชั่วโมง ความสูงหลังคาเท่าเดิมกับเมื่อหลายปีก่อน หากในหนึ่งปีนี้คนนั่งกลับสูงพุ่งพรวด แขนขาเก้งก้างอย่างเด็กวัยรุ่น เขาสงสัยว่าแม่จะทำหน้ายังไงเมื่อเห็นลูกชาย ปิดเทอมใหญ่ครั้งที่แล้วหล่อนยังว่าเขาเตี้ยแคระกว่าเด็กในหมู่บ้านอยู่เลย
                อายน้ำเค็มจาง ๆ โชยมาแตะปลายจมูก เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ทะเลอยู่อีกไม่ไกล เด็กหนุ่มกระชับเป้ให้แน่นขึ้นก่อนออกเดินเลียบถนนสายเล็กเข้าสู่หมู่บ้าน ตลอดสองข้างทางเรียงรายด้วยต้นหูกวางสูงใหญ่ กิ่งใบแผ่กว้างสอดซ้อนทับกันช่วยกำบังความร้อนจากแสงแดดยามบ่าย ประกอบกับลมพัดโกรกอยู่ตลอดเวลาช่วยให้การเดินไม่เหนื่อยเท่าใดนัก
                เดินทอดน่องไปได้สักพักก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินสวนมา ฝ่ายชายนั้นร่างหนาสูงใหญ่ สวมกางเกงผ้าร่มขาสั้น ผิวขาวหยวกเปื้อนรอยแดดเผาแดงเป็นปื้น ส่วนผู้หญิงสวมชุดว่ายน้ำทูพีซสีชมพูสด หุ่นสะโอดสะองมีเม็ดน้ำเกาะพราว ผิวเธอเข้มกว่าแต่ไม่เข้มเท่าอูมะฮ พอสายตาของทั้งคู่สบกับตน เด็กหนุ่มก็รีบเบือนหน้าแสร้งมองใบไม้ด้วยความกระดากอาย เขาพยายามเดินให้เป็นปกติที่สุด มันไม่ใช่เรื่องแปลกของฝรั่ง ทุกปิดเทอมเขาเห็นภาพนี้จนคุ้นตา ยิ่งสองสามปีหลังมานี้ดูเหมือนว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวแถวหมู่บ้านเริ่มเยอะขึ้น เผลอ ๆ มีมากกว่าคนในหมู่บ้านเขาเสียด้วยซ้ำ
                อูมะฮพลัดบ้านไปหลายปี ได้หวนกลับเยือนถิ่นเพียงปีละครั้ง ภาพจำในระยะหนึ่งปีมักถูกระบายทับใหม่เสมอเพราะรายละเอียดบางส่วนหายไป บางส่วนก็เพิ่มเข้า สีเขียวน้อยลง สีปูนมากขึ้น บ้านหลังใหม่ที่ดูทันสมัย ผู้คนแปลกหน้าต่างภาษา โรงแรมบนเชิงเขาถูกสร้างขึ้นอย่างโอ่อ่า เขารู้สึกได้ว่ามันค่อย ๆ  ลามแผ่ลงมายังเบื้องล่างราวกับน้ำป่าบ่าไหล
                 หลังจากเบนเส้นทางอ้อมสวนปาล์มปู่เรินเพื่อซึมซับบรรยากาศ แล้วจึงลุมาจบลงบริเวณหาดทรายสีขาวละเอียด เห็นทะเลสีครามใสสาดคลื่นเอื่อย ๆ อย่างเกียจคร้าน นักท่องเที่ยวคนหลายคนลงเล่นน้ำ สุดหาดนั่นคือหมู่บ้านของเขา โต๊ะบูตาซอ
                หมู่บ้านเล็ก ๆ วางตัวสันโดษร่นขึ้นไปจากหาดทราย อิงแอบอยู่ในอ้อมกอดปราการหินสูงใหญ่ซึ่งทอดสันยาวยื่นลงในทะเล  เรือประมงหกเจ็ดลำลอยนิ่ง ๆ อยู่ริมฝั่งขณะที่เรือตังเกเรือไดหมึกจอดเทียบตรงสะพานไม้ เรือโยกโคลงน้อย ๆ จากแรงคลื่นที่สาดปะทะเสาสะพาน ลมเฉื่อยฉิวพัดหมู่มวลยอดมะพร้าวเอนไหวมองดูคล้ายกำลังโบกมือให้ ยินดีปรีดาที่เขาหวนกลับมา จุดเล็ก ๆ หลายจุดกำลังเคลื่อนไหวทำกิจกรรมของตนอันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นกิจวัตร อูมะกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อให้เห็นภาพนั้นเต็ม ๆ ตา
                “เฮ้ย ไอ้อูมะฮนี่หว่า” นางบูลัดร้องลั่นเมื่อจู่ ๆ เห็นอูมะฮโผล่มาโดยไม่คาดฝัน ละมือจากการตากปลาเค็ม เช็ดมือกับผ้าถุงอย่างลวก ๆ  รีบปิดมุ้งกันแมลงวัน ก้าวอาด ๆ หาเด็กหนุ่ม จับหมุนตัวพลางมองด้วยแววตาอารี “อะโต้ย ไสโตเร็วพรรค์นี้ แค่โรงเรียนปิดเทอมแล้วอื้อ”
                “ปิดแล้ว” เขาตอบ ยิ้มยิงฟัน “ปิดเทอมใหญ่ เทอมหน้าก็ขึ้น ม. 4”
                “เก่งเว้ย” นางบูลัดว่า หญิงวัยล่วงห้าสิบหุ่นเจ้าเนื้อดูโผงผางแต่เนื้อแท้จิตใจดี นางเมตตากับอูมะฮประหนึ่งลูกแท้ ๆ “ดีแล้ว ๆ แขบเรียนแขบจบ ได้กลับมาดูแม่มึง บ่นเช้าบ่นเย็นว่าเหงาคิดถึงลูก”
                เสียงพูดอันดังของนางบูลัดดึงความสนใจจากคนอื่น ๆ ให้หันมองมายังทั้งสอง อูมะฮมองตอบพร้อมรอยยิ้ม ลุงหวองเดินถือแหตัวเปียกซกกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน เขาตะโกนถามเป็นการทักทาย “ได้ปลาบ้างม้ายลุง” “หาค่อยได้ม้าย” ลุงหวองตอบทันควัน แล้วทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน เพราะมืออีกข้างแกถือปลาถุงเบ้อเริ่ม “กลับมาแล้วอื้ออูมะฮ” “ฮาย เป็นหนุ่มแล้วโด้ ไม่เห็นนาน จำหาใช่ได้ม้าย” นางโกยกล่าวทักอย่างเอ็นดู “ขาวขึ้นอิ๊นะ ไม่ค่อยถูกไอน้ำเค็ม” เด็กสาวคนหนึ่งหยุดคุยกับเขา “หล่อพรรค์นี้ ยังเมียยัง? ” เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธ ทั้งเรื่องแฟนและผิวพรรณ ถึงแม้นไม่ได้สัมผัสไอทะเลนานแรมปี เขาก็ยัง “ดำ” แบบลูกทะเลอยู่ดี
                อูมะฮเอ่ยขอตัว ก่อนจากกันนางบูลัดชวนเขากินข้าวที่บ้าน
                “เย็น ๆ มาแค่บ้านป้านิ ไอ้รุ่งมันตกหมึกมาแต่วาได้กะเอ ว่าอิย่างกิน ชวนแม่มึงมาด้วย นังตองมันรู้มึงกลับมาคงดีใจ”
                ทรายทุกเม็ดยังนุ่มนวลไม่เปลี่ยน เฉกเช่นเดียวกับรอยยิ้มของทุกคนที่เผื่อแผ่ให้แก่อูมะฮเสมอมาโดยไม่เคยหวงแหน หน้าเขาตอนนี้บานกว่าดอกผักบุ้งทะเลเสียอีก ยิ้มไม่หุบ เด็กหนุ่มทอดอารมณ์พลางกวาดสายตาสำรวจบรรยากาศหมู่บ้านโดยรอบ กลิ่นปลาทอดหอมฉุยลอยมาจากบ้านหลังหนึ่งกระตุ้นให้อูมะฮเร่งฝีเท้า ท้องเริ่มสั่นเบา ๆ
                เมื่อถึงชานบ้านอูมะฮ์เปิดประตูอย่างเบามือที่สุด กะให้แม่ประหลาดใจ แต่กลับเป็นเขาเสียเองที่ต้องชะงักค้างอยู่ตรงปากประตู นางรีตินั่งชันเข่าหันหลัง ในมือถือรูปถ่ายใบหนึ่ง อูมะฮมองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าหนุ่มสาวที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขในภาพเหลืองซีดนั้นคือใคร บังเกิดความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นจุกลำคอ ไม่รู้แม่นั่งจ้องภาพนั้นนานเท่าใดแล้ว
                แสงตะวันสาดผ่านร่าสูงบางที่ยืนอยู่เกิดเป็นเงาทาบทับทำให้นางรีติตกใจหันขวับ แม้เพียงเสี้ยววินาทีอูมะฮเห็นรอยโศกท่วมท้นบนนัยน์ตาคู่งาม หากมันก็สลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวน นางรีติรีบเหน็บรูปไว้ตรงขอบผ้าถุงหลังเอวแล้วโผเข้ากอดอูมะฮด้วยความคิดถึง
                “มาป่าใด ไสไม่บอกก่อน”
                “ว่าอิเซอร์ไพรส์”  
                “วา ผ่านไปปีเดียว” แม่ดันไหล่ลูกชายออกเพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลง “สูงขึ้นตั้งกะเอ แลต๊ะ สูงกว่าแม่เหลย อยู่ชับขึ้น กินดีอยู่ดีใช่ไหมลูกบ่าว... แล้วหลวงตาท่านเป็นยังไงบ้าง ”
                โลกอบอุ่นเหมือนแดดยามบ่ายคล้อย ทั้งคู่ยิ้มและหัวเราะด้วยกัน พูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกัน ความโหยหาเปลี่ยวเหงาที่เกาะกุมใจหญิงวัยสี่สิบปลาย ๆ นางนี้ค่อย ๆ ถูกกะเทาะออกด้วยเรื่องเล่าอันตื่นตาของลูกชาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชนะแข่งประกวดเรียงความ กิจวัตรสุดสัปดาห์ที่ต้องตามนิมนต์หลวงตาไปยังที่ต่าง ๆ เข้าค่ายพักแรมลูกเสือเนตรนารีที่ทับละมุ หรือได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนแข่งขันวิชาการระดับจังหวัด นางไม่เคยมีประสบการณ์เหล่านี้ พยายามจินตนาการตามคำพูดของลูกชายและส่งผ่านออกมาเป็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
                อูมะฮพยายามอ่านสีหน้าผู้เป็นแม่ สำรวจลึกในแววตาซึ่งฉานฉายด้วยความปีติ มันแอบอำพรางความเงียบเหงา อ้างว้าง เวลาดำเนินไปพร้อม ๆ กับความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันมันได้ทิ้งร่องรอยทางความทรงจำบางอย่างที่ไม่อาจลบเลือน คลื่นยักษ์ครานั้นพรากเสี้ยวหนึ่งของหัวใจแม่ ต่อมาหัวใจส่วนที่เหลือก็แล่นล่องห่างไกลด้วยความจำเป็นของกระแสธารแห่งชีวิต โอกาสเพียงปีละครั้งที่หัวใจส่วนนั้นจะลอยกลับมาสู่รัง สู่อ้อมอกอันอบอุ่น ยังความชุ่มฉ่ำหัวใจให้เต็มตื้นขึ้นอีกครั้ง
                “กินไรมายัง เดี๋ยวแม่ทำให้กิน”
                “กินมาแล้วตอนเที่ยง แต่ก็เริ่มเนือย” เขาตอบ “ป้าบูลัดชวนไปกินข้าวเย็นบ้านแก ไปกันนะแม่ ได้ไปเจอโก้รุ่งจี้ตองด้วย คิดถึง ปีก่อนกลับมาไม่ฉ้ายได้เจอ”
                แม่ยิ้มให้เป็นคำตอบ เขาสวมกอดแม่อีกที คราวนี้เขาเลื่อนมือโอบผ่าน “พ่อ” ด้วย

                พอยัดหมึกเข้าไปเสียตึงท้องก็ถึงเวลาย่อยอาหาร อูมะฮปล่อยให้ป้าบูลัดชวนแม่คุยโฉงเฉงอย่างออกรส ส่วนตนและรุ่งกับตองปลีกตัวออกมาเดินทอดน่องริมทะเล แสงสุดท้ายระบายริ้วเมฆด้วยสีม่วงเข้มอมชมพู ลมเย็นพัดแผ่วผ่านผิว คลื่นลูกเล็กซัดหาดทรายคอยทำหน้าที่ลบรอยเท้าของพวกเขาไล่หลัง  
                “อูมะฮ แลผังตรงนั้น หุ่นดีหรอย ยังกะนางแบบ” ตองซึ่งอายุมากกว่าอูมะฮสองปีชี้ให้ดูนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งกำลังเดินขึ้นจากทะเล
                “อูมะฮ ดูตรงนี้แอ๊ะ หุ่นยังกะควาย” รุ่งแซ็วน้องสาวท้ายปี ตองได้ฟังก็ป๊าบเข้าที่ไหล่หนึ่งที อูมะฮอมยิ้มแก้มตุ่ยเพราะกำลังกลั้นหัวเราะ “เดี๋ยวนี้ฝรั่งเยอะ บางวันนิเดินกันว่อนหาด บางทีก็เดินเข้ามาแล เข้ามาถ่ายรูปในหมู่บ้าน วันก่อนกูกำลังลากเรือเดินเข้ามาแหลงกับกู”
                “โก้แหลงกับเขาเรื่องอะไร” อูมะฮถาม
                “ฮึ แหลงเหลิงไรวะ ฟังผรือโช้ม่ายรู้” โก้รุ่งส่ายหัว “ยิ้มยิงฟันให้มันถ่ายรูปอย่างเดียว”
                “เบล้อหนัด” ตองได้ทีรีบทับถมพี่ชาย คราวนี้อูมะฮหลุดขำพรวด
                ทั้งคู่พอจบชั้น ม.3 ก็ลาออกจากโรงเรียนมาทำงาน รุ่งสานต่ออาชีพประมงอย่างที่พ่อเขาเคยทำ ปู่เขาเคยเป็น ส่วนตองเล่าว่าตอนนี้ร้อยสร้อยลูกปัดเดินขายนักท่องเที่ยวตามชายหาดกับรับจ้างถักเปียเส้นเล็กทั้งหัว ช่วงหน้าร้อนแขกเยอะ ๆ รายได้วันละไม่ต่ำกว่าพัน หากครั้นเข้าหน้ามรสุม เดินจนขาลากก็ยังไม่ได้สักแดง
                “ไอ้มะฮต่อใดมึงอิเรียนจบ เรียนหาไรเยอะแยะ” โก้รุ่งว่า “ในห้องครูเขาหาสอนม้ายวิธีจับปลาหาหมึกคราดหอยน่ะ มึงต้องมาเรียนของจริง มาให้นายหัวรุ่งสอนงานนิ” นักประมงหนุ่มตบอกอย่างภาคภูมิใจ
                เด็กหนุ่มได้เพียงยิ้ม ๆ ไม่ตอบ ฟังลูกพี่ลูกน้องร่ายต่อไป
                “แหลงแล้วก็วิบ ไอ้พวกเด็กคนอื่นก็ไม่เอาไรเลย เยี้ยนกันแต่อิไปหางานทำในเมือง  ไปเป็นขี้ข้าโรงแรม อาชีพพ่อแม่พวกมันหาสนใจคิดสานต่อม้าย คราวก่อนตอนลอยเรือ หาใช่ยังใครโผล่หัวมาช่วยงานหรือร่วมพิธีสักตัว ยังแค่คนแก่ ๆ เพ กับพวกกูสองคน”
                “มันก็พรรค์นี้” จี้ตองแย้ง “โหมเรามันโตขึ้นมาตอนโลกเจริญแล้ว เทคโนโลยีทันสมัย สะดวกสบาย ลองแลรอบตัวต้ะ ฝรั่งคนข้างนอกมาเที่ยวเต็มเหม็ด แต่ก่อนที่เคยเป็นป่าเป็นสวนยางเจ้าของเขาก็ขายให้เขาทำโรงแรม เห็นแม่ว่าตาเรินแกอิขายสวนให้เขา แกเฒ่ามากแล้ว ลูกหลานก็ไม่ยังใครทำต่อ...มองอีกมุม ฉันก็เข้าใจพวกมันนะ ที่ไหนที่มันคิดว่าดีกว่ามันก็ไป เหมือนพี่ออกเรือไปในเลเพราะอยากหาปลา พวกมันก็ออกไปข้างนอกเพื่อขวนขวายสิ่งที่มันอยากได้”
                “แล้วทิ้งบรรพบุรุษ ทิ้งอาชีพพ่อแม่มันอั้นนะ ?”
                อูมะฮนิ่งเงียบ อดสูที่รู้สึกว่าตัวเองจัดอยู่ในกลุ่มเด็กที่โก้รุ่งปรามาส ฝันร้ายจากปีศาจทะเลครานั้น แม้นผ่านมาเนิ่นนานจนไม่เหลือเศษซากแห่งโศกนาฏกรรมทางวัตถุให้เห็น หากทว่าร่องรอยแห่งความสูญเสียยังคงประทับแน่นฝังใจของอูมะฮ ภาพวันนั้นยังแจ่มชัด คนเฒ่าคนแก่หลายคนถูกคลื่นยักษ์กลืนกิน เสียงร้องไห้ดังระงม พ่อของเขาออกเรือและไม่เคยหวนกลับมาอีกเลย ทุกคนสูญเสีย ทุกคนเศร้าโศก ทุกชีวิตที่เหลือยังดำเนินต่อไป เขาอับอายเกินกว่าจะยอมรับกับใคร ๆ ในหมู่บ้านว่า ‘ลูกทะเล’คนนี้ขลาดกลัวทะเล ผืนน้ำอันยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิต บางวันมันสงบ บางคราวคือคลื่นคลั่ง อูมะฮไม่เคยกล้าพาตัวเองลงเรืออกไปกลางทะเลตั้งแต่เหตุร้ายคราวนั้น
                นั่นเองเป็นเหตุให้เส้นทางชีวิตเขาอาจไม่ต่างอะไรกับเด็ก ๆ พวกนั้น อีกทั้งการศึกษาในโรงเรียนได้ติดปีกแห่งความฝันให้แก่เขา อูมะฮอยากโบยบินสู่โลกกว้าง เป้าหมายของเขาคือเรียนจบปริญญาตรี มีอาชีพก้าวหน้ามั่นคง สามารถเลี้ยงดูแม่อย่างสุขสบาย แต่สุดท้ายอูมะฮก็จะกลายเป็นหนึ่งในพวกทิ้งมรดกบรรพบุรุษอย่างที่โก้รุ่งหยามเหยียด
                คำพูดของรุ่งฉุกให้อูมะฮตระหนักซึ้งว่า ไม่ใช่แค่ร่างกายเขาที่เปลี่ยนไป
                “ได้ยินเสียงไรไหม” อูมะฮชะงักกึก ทั้งสามเดินจนเกือบถึงหมู่โขดหินตอนที่เด็กหนุ่มได้ยินเสียงสะอื้นแว่วลอยมาตามสายลม คำถามและอาการของเด็กหนุ่มพานให้อีกสองคนหยุดเงี่ยหูฟัง รุ่งและตองคิ้วขมวดมุ่น พยายามจับสำเนียงที่ว่า เสียงจักจั่นเซ็งแซ่เต็มสี่รูหู
                “ไม่ได้ยินไรเลย- หูฝาดม้าย”
                เสียงนั้นเบาแต่สะกิดใจเขา ถึงขณะนี้เสียงร้องไห้นั้นยังคงล่องลอยต่อเนื่องคล้ายบทเพลงทำนองโศก ต้นเสียงคล้ายมาจากเงามืดในดงต้นหูกวางด้านขวามือ อูมะฮจ้องฝ่าบรรยากาศครึ้มคลุมพร้อมกับออกเดิน มุ่งยังที่มาแห่งเสียงร่ำสะอื้น เสียงนั้นมีพลังคล้ายจะทำให้ผืนทรายแข็งกระด้าง พุ่มไม้ใบหญ้าเฉาลู่ลงด้วยความเศร้า
                “นี่มันทางไปที่ฝังศพหมู่บ้านนิ” ตองร้องพลางลูบแขน รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาฉับพลัน
                เด็กหนุ่มเดินนำพี่ทั้งสอง สังหรณ์ใจไม่ดีบางอย่าง ยิ่งคืบใกล้เข้าไปตามเส้นทางเล็ก ๆ ซึ่งมุ่งตรงสูนิทราสถานของบรรพชน เสียงสะอื้นไห้ยิ่งก้องสะท้อนผาหินกังวาลทั่วบริเวณ อูมะฮได้ยินเพียงคนเดียว สัญชาตญาณบอกเขาว่าเสียงนั้นต้องการสื่อถึงเขา และอูมะฮกำลังเดินตามคำเพรียกหา เพื่อพบเจอภาพอันชวนตกตะลึง
                แสงสีขาวสว่างจ้าสาดทะลุแมกไม้มาจากสุสาน ไฟสปอตไลท์เผยให้เห็นบริเวณลานโล่งที่ก่อนหน้านี้เคยปกคลุมด้วยพรมหญ้าและป้ายหลุมศพ มาบัดนี้กลายสภาพเป็นทะเลดินสีส้มจากฝีมือรถแบ็คโฮซึ่งจอดนิ่งบนเนินศพพ่อเฒ่าแม่เฒ่า รั้วไม้ที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างถูกถอนทิ้งกองอย่างไร้ค่าอยู่มุมหนึ่ง ใกล้ ๆ กันคือกองกรวดกองทราย เหล็กเส้น และถุงปูนจำนวนมากเพื่อเตรียมราดทำถนน ปูนบางส่วนถูกผสมและเทลงทางที่เกลี่ยเตรียมไว้ มันทอดยาวสู่จุดหมายตรงตีนเขา อันเป็นที่ตั้งของโรงแรมหรู ชื่อเดียวกับที่พิมพ์อยู่บนป้ายขนาดใหญ่ ปักเด่นประจันหน้าพวกเขา
                ‘ทางส่วนบุคคลของโรงแรมอินทารา บุกรุกมีโทษตามกฎหมาย’
                อูมะฮ รุ่งและตองตกอยู่ในภาวะตะลึงงัน ดวงตาพร่าลายด้วยความโกรธขึ้งอ่านทวนป้ายที่ปักขวางทางเข้าสุสานซ้ำ ๆ สับสนงุนงง ผืนดินตรงนี้คือที่พักผ่อนสุดท้ายของชาวทะเลหลายชั่วอายุคน ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งบรรพบุรุษ กระดูกของพวกท่านถูกทำลายป่นปี้ มินำซ้ำกำลังจะถูกราดกลบเพื่อให้คนอีกนับร้อยพันเหยียบย่ำ เสียงสะอื้นร่ำไห้สะท้อนถึงความรวดร้าว ความเศร้าระทดจากวิญญาณบรรพบุรุษถูกส่งผ่านเพื่อร้องขอความเมตตา
                แก้มของอูมะฮรู้สึกถึงหยาดอุ่น ๆ ไหลผ่าน ในคลองจักษุอันพร่าเลือน เขาสาบานได้ว่าเห็นเงาของพ่อเฒ่าฮูรอกำลังยืนร้องไห้ เพลงโศกขับขานด้วยเสียงสะอื้นดังก้องทั่วบริเวณ

                ความโกลาหลวุ่นวายบังเกิดขึ้นในคืนนั้น รุ่งเร่งรุดแจ้งข่าวแก่ลุงไสหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนอูมะฮและตองแยกไปถ่ายทอดสิ่งที่ได้เห็นแก่แม่และป้าบูลัด ไม่ช้านานข่าวการบุกรุกที่ฝังศพหมู่บ้านก็แพร่กระจายดุจไฟลามทุ่ง ทั้งคนแก่คนหนุ่มลูกเด็กเล็กแดงต่างมารวมตัวชุมนุมหน้าบ้านลุงไส บรรยากาศอึงอลไปด้วยความสับสนและไม่พอใจ ต้องการจะได้ยินคำยืนยันถึงข่าวที่สะพัดว่าจริงเท็จแค่ไหน
                “ไอ้ละห์มันบอกกูว่า พวกโรงแรมมันเอารถแม็คโคมาถางที่หลุมศพโหมเราอื้อ?” ลูกบ้านคนหนึ่งถามขึ้นเมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้า
                “ใช่ ฉันเห็นกับตา” รุ่งว่า ขบครามแน่นด้วยความโกรธแค้น “อีตองกับไอ้มะฮก็เห็น มันเทปูนราดทำหนนเข้าโรงแรมพวกมัน บนกระดูกพ่อเฒ่าแม่เฒ่า มันทำได้ผรือ นั่นมันที่ของเรา”
                แจ้งแก่ความดังนั้น เสียงสบถก่นด่าก็ดังขึ้นระคนเสียงร่ำไห้ของคนเฒ่คนแก่ คนหนุ่มผู้ชายหลายคนเลือดร้อนคิดรวมตัวกันไปสืบสาวหาความกับพวกโรงแรมเสียเดี๋ยวนั้น ลุงไสเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปราม กลัวเรื่องจะลุกลามจนบานปลาย
                “ใจเย็น ๆ กันก่อน ผลีผลามทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ไอ้ฝ่ายเราอิเดือดร้อนแทน” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวเตือนสติก่อนหันไปถามรุ่ง “ตอนพวกมึงเจอ ยังใครอยู่แค่นั้นม้าย”
                อูมะฮและพี่ทั้งสองส่ายหน้า ตอนนั้นเหลือเพียงเครื่องจักรและวัสดุก่อสร้าง ลุงไสถอนหายใจ ขมวดคิ้วเครียดอย่างคิดไม่ตก แกยืนนิ่งอยู่หลายวินาทีเพื่อใช้เวลาไตร่ตรองตัดสินใจ
                “รุ่ง พาลุงไปแลที ให้ได้แลกับตาว่ามันระยำแค่ไหน ส่วนพวกมึงหลบบ้านไปก่อน คอยฟังข่าวจากกู ต่อเช้ากูอิไปแหลงกับพวกโรงแรมว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร อย่าทำอะไรถ้ากูยังไม่สั่ง ไป ๆ ลูกมึงหูงนอนหนัดแล้ว”
                ชาวบ้านแยกย้ายกลับบ้านของตนอย่างไม่เต็มใจนัก ระหว่างทางต่างพูดคุยระบายความอัดอั้นขัดเคือง นางรีติไม่เอ่ยคำใดสักคำ ผิดกับนางบูลัดที่สบถด่าทออย่างเกรี้ยวกราดจนตองต้องคอยปราม อูมะฮลอบมองแม่ ทะเลน้ำตาพร่างพราวสะท้อนแสงดาวอยู่บนนัยน์ตาคู่นั้น เด็กหนุ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นคง เขาเชื่อว่าทุกคนตระหนักได้เหมือนกัน เมฆหมอกร้ายกำลังรุกคืบปกคลุมถิ่นที่อันเคยสุขสงบ
               
                เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนยังดำเนินชีวิตเช่นทุกวัน นางรีติขี่รถเครื่องเข้าตัวเมือง เป็นลูกจ้างร้านเย็บผ้าซึ่งหล่อนยึดเป็นอาชีพประจำตั้งแต่สามีตาย ลุงเปลื่องออกเรือแต่เช้าตรู่ ล่วงเข้าสามโมงเช้าจึงกลับเข้าฝั่ง แกถ่ายปลาที่ตกได้ใส่สามล้อ ส่วนหนึ่งนำไปขายที่ตลาด ส่วนที่เหลือให้เมียขี่ไปส่งร้านอาหารซึ่งเปิดอยู่อีกฟากของหาด เป็นแหล่งรายได้ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอีกทางได้สองปีแล้ว ตองกำลังเดินเร่ขายเครื่องประดับให้แก่นักท่องเที่ยว พอคนไหนมีทีท่าสนใจก็จะพ่วงเสนอบริการถักเปียเส้นเล็กที่ได้ราคาดีกว่า ส่วนรุ่งยังไม่เห็นแม้แต่เงา ลุงเทศนั่งตกหมึกอยู่ปลายแหลมหินอันเป็นที่ประจำของแก สองมือสองเท้าของชาวทะเลต่างหยิบย่างเหยียบซ้ำ ๆ อย่างชำนาญชินขณะที่ใจล่องลอยคิดหมกมุ่นถึงเรื่องร้ายเมื่อคืน รอคอยฟังความคืบหน้าจากหัวหน้าหมู่บ้านอย่างใจจดใจจ่อ              
                ตะวันสายจนพ้นแมกไม้ ลุงไสกลับจากโรงแรมด้วยสีหน้าขรึมเครียดพร้อมกับข่าวอันไม่สู้ดีนัก แกถามผู้จัดการโรงแรมถึงเรื่องการบุกรุกที่ฝังศพ ฝ่ายนั้นหยิบโฉนดที่ดินจากลิ้นชักวางตรงหน้าแก ลุงไสอ่านรายละเอียดบนแผ่นกระดาษซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เชื่อสายตา แก้มชาราวกับถูกตบหน้า สับสนงุนงง ในขั้นแรกแกเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่ามันเป็นของปลอม หากท่าทีอันหยิ่งผยองและดูมั่นใจของผู้จัดการโรงแรมทำให้แกอึ้งตะลึงลาน ยังไม่สาแก่ใจ ชายผู้นั้นหยิบโฉนดอีกใบซึ่งเป็นที่สวนปาล์มของปู่เรินเป็นการรุกฆาต เท่ากับว่าข่าวลือเรื่องการขายที่ของตาเฒ่าเป็นความจริง กลายเป็นว่าที่ดินทั้งแถบหลังหมู่บ้านโรงแรมกลายเป็นผู้ถือครองในทางกฎหมาย
                ไม่มีชาวทะเลคนใดทำใจยอมรับเรื่องนี้ได้ เถ้ากระดูกของเหล่าบรรพชนเป็นพยาน ศพแรกของปู่ย่าตาทวดที่ฝังลงในดินผืนนี้นอนทอดร่างยาวนานก่อนที่กฎหมายพวกนั้นจะถือกำเนิดเสียอีก ทวดของทวดของพวกเขาหัดตั้งไข่บนหาดทราย ดำผุดดำว่ายโต้คลื่น ดำรงชีพหาปลาจับสัตว์น้ำ ส่งทอดสืบต่อภูมิปัญญาจนมาเป็นชาวทะเลในวันนี้ ทุกอาณาบริเวณเขตหมู่บ้านโต๊ะบูตาซอคือชีวิตของพวกเขา
                บรรยากาศหมู่บ้านตกอยู่ใต้ความสลดสลัวที่แม้แต่แดดหน้าร้อนก็มิอาจชำแรกผ่าน ข่าวร้ายพรากรอยยิ้มที่อูมะฮเคยเห็นจนชินตา เสียงพูดคุยปราศรัยเป็นไปอย่างเซื่องซึม เสียงเครื่องยนต์เรือหาปลาฟังดูไม่ไพเราะเหมือนเก่า ลุงไสเรียกประชุมลูกบ้านที่พอจะมีความรู้หรือรู้จักคนที่คิดว่าช่วยเหลือได้ ไม่มีพื้นที่สำหรับเด็กในวงสนทนา อูมะฮจึงได้แต่เฝ้าภาวนะให้เรื่องร้ายคลี่คลายโดยไว
               
                เย็นวันหนึ่งเขาเห็นโก้รุ่งกำลังเดินเลาะเลียบป่าหลังหมู่บ้าน อูมะฮรีบตะโกนเรียกสุดเสียงก่อนร่างนั้นจะกลืนหายไปใต้เงาไม้ เจ้าของชื่อได้ยินดังนั้นจึงชะงักกึก เมื่อเห็นว่าเป็นอูมะฮจึงหยุดรอ
                “โก้อิไปไส” อูมะฮรีบวิ่งตามมาฮอบฮัก
                “ไปที่ฝังศพ”
                “ไปทำไร” เขาถาม เห็นรอยยิ้มอย่างมีเลศนัยปรากฏบาง ๆ
                “ว่าอิไปเล่นไรสนุกฮิดฮุ้ย” รุ่งว่า “มีไรให้เล่นเต็มเหม็ด”
                “โก้ตั้งใจทำไร” อูมะฮถามย้ำอีกครั้ง เข้าใจในทันที่ว่า ‘เล่น’ ในความหมายของพี่คืออะไร
                ลูกทะเลผู้พี่สีหน้าเคร่งขรึมลง ใต้แสงอาทิตย์อัสดงเขาเห็นประกายแห่งความโกรธแค้นฉายชัด
                “กูอิเล่นพวกแม่งให้หมด สั่งสอนให้มันรู้ว่า อย่าคิดมาข่มเหงเบียดเบียนโหมเรา”
               
                อูมะนอนลืมตาโพลง กังวลใจอย่างบอกไม่ถูก พลิกตัวอยู่หลายตลบพยายามสลัดห้วงความคิดที่รบกวนจิตใจให้หลุด อูมะฮไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น จนเขาผล็อยหลับไปและสะดุ้งตื่นอีกครั้งในตอนเช้าเมื่อเสียงหวีดร้องของใครคนหนึ่งดังขึ้งบาดโสตประสาท
                สองแม่ลูกวิ่งหน้าตาตื่นมุ่งตรงไปหาที่มาของเสียงร้องซึ่งไม่ขาดห้วง ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ยืนมุงอยู่ริมชายหาด เสียงร่ำไห้เริ่มระงมเพิ่มขึ้นตามจำนวนคนที่ไปถึง ชาวบ้านที่เหลือทยอยวิ่งมาตื่นตกใจ ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ใจอูมะฮตกลงไปที่ตาตุ่มตอนเข้าไปใกล้ เขาแหวกฝูงชนจนกระทั่งเห็นคนที่ทรุดนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้าน  ป้าบูลัดและตองกำลังร่ำไห้สะอื้นตัวโยน ในอ้อมอกของผู้เป็นแม่คืออันไร้วิญญาณของลูกชาย
                ราวกับฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ ก้อนบางอย่างแล่นขึ้นจุกลำคอจนเขาหายใจไม่ออก ขาอ่อนแรงคล้ายจะเซถลันล้มเสียเดี๋ยวนั้น เสียงร่ำไห้น่าเวทนาก้องสะท้อนจนหูอื้อ อูมะฮจ้องภาพเบื้องหน้าค้างนับนาที ภาวนาให้เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ทว่าภาพนั้นไม่ได้หายไป ร่างโก้รุ่งนอนเหยียดยาว ศีรษะประคองอยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นแม่ ป้าบูลัดเขย่าเรียกลูกชายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าร่างเปียกโชกไม่มีวันตอบสนองอีกแล้ว รุ่งผู้มีเลือดเนื้ออบอุ่นบัดนี้ซีดเผือดไร้ลมหายใจ
                “สาว่าแต่คืนไอ้รุ่งเมา ศพมันเหม็นเหล้าหึ่ง” เสียงใครคนหนึ่งพูดแผ่วเบาราวกับลอยมาจากที่ไกล ๆ “คงออกเรือไปตอนกลางคืนแล้วชนโขดหิน มึงแลเรือแตกตรงนั้นต๊ะ” อูมะมองตามไปยังหมู่หินโสโครก เรืออับปางลำหนึ่งสภาพหัวชี้ฟ้าครึ่งหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำ สันนิษฐานตามสภาพพยานแวดล้อม คาดว่ารุ่งขับเรือลำนั้นออกไปตอนกลางคืนด้วยสภาพเมา ส่งผลให้สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์จนเกิดโศกนาฏกรรม
                ไม่มีทาง ! อูมะฮประท้วงในใจ ตั้งแต่เห็นหน้าค่าตากันมา นอกจากเครื่องดื่มชูกำลัง เหล้าแม้แต่หยดเดียวก็ไม่เคยสัมผัสปลายลิ้นนักประมงหนุ่ม สำคัญยิ่งกว่านั้น เขารู้ดีว่าเมื่อคืนรุ่งอยู่ที่ไหน แกกระทำบางอย่างเพื่อหมู่บ้าน และสิ่งนั้นเองที่อาจนำจุดจบมาให้ รุ่งไม่มีวันออกเรือลำนั้นด้วยตัวเองเป็นแน่ เพราะแกไม่ใช่เจ้าของเรือลำนั้น
               
                ลุงหวองและคนหนุ่มช่วยกันยกศพกลับบ้าน นางบูลัดและตองช่วยกันอาบน้ำแต่งตัวให้ชายผู้เป็นที่รักเป็นครั้งสุดท้าย นึกถึงภาพคราแรกเกิดที่นางอาบน้ำให้ลูกชายใจยิ่งแตกสลาย น้ำตาร่วงพรูลงชโลมใบหน้า แขน ตัวของลูก หากยังมีลมหายใจ มือนั้นคงเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้
                รุ่งไม่มีโอกาสนอนทอดร่างอย่างสงบเคียงข้างปู่ย่าและพ่อของเขา ผู้เป็นแม่ตัดสินใจเผาร่างลูกชายแทนการฝัง  พิธีกรรมจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ใช้ซากเรือต่างเชิงตะกอน เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันบางคนซึ่งย้ายออกไปทำงานโรงแรม พอทราบข่าวก็รีบรุดกลับมาเพื่อบอกลาเพื่อนเก่า ลานทรายท่วมท้นด้วยความโศกสลด เสียงร่ำไห้ของนางบูลัดและตองบาดเฉือนใจชาวทะเลทุกคน
                ต้นกล้าที่วันหน้าจะเติบใหญ่ใบแผ่ร่มให้หมู่บ้านพึ่งพิงล้มลงเสียแล้ว อูมะฮรู้สึกมีส่วนต่อการโค่นลงของชาวทะเลหนุ่มผู้พี่ เฝ้าคิดวนเวียนถึงการพบกันเมื่อเย็นวาน แม้โก้รุ่งห้ามไม่ให้เขาติดตามไป แต่เขาควรจะดื้อแพ่งไม่ฟังใครเหมือนแกมิใช่หรือ อย่างน้อยเขาอาจช่วยเหลือแกได้ทัน เหตุการณ์คงไม่ลงเอยเช่นนี้
                น้ำมันถูกราดลงบนกองไม้ ผีเสื้อสี่ห้าตัวกระพือปีกวนเวียนอยู่เหนือร่างที่ราวกับเพียงแค่หลับใหล แรงกระเพื่อมของอากาศพัดหอบเอาก้อนเมฆทำทะมึนเคลื่อนใกล้เข้ามา นางรีติโอบประคองนางบูลัดซึ่งไม่อาจทรงตัวไหว สะอื้นปานขาดใจ ทันทีที่เชื้อไฟจากไม้ขีดสัมผัสน้ำมัน เปลวเพลิงลุกโชน  เสียงร่ำไห้พลันดังระงม เพลงโศกขับขานขึ้นอีกครั้ง  
                อูมะฮยืนอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน เหม่อมองเปลวเพลิงลุกล้อมโลมเลียร่างพี่ชาย สงบไม่เจ็บปวด เด็กหนุ่มยืนส่งรุ่งกระทั่งไฟมอดดับสนิท ท้องฟ้าครึ้มคลุมด้วยเมฆฝน เสียงฟ้าร้องครืนครานฟังสลด  เกล็ดฝนกลางเดือนห้าร่วงกราวลงมาผสมกับหยาดน้ำบนแก้ม
 
                หลังจากผ่านพ้นงานศพรุ่งเพียงไม่นาน คนจากโรงแรมเดินทางมายังโต๊ะบูตาซอพร้อมแผ่นโฉนดที่ดินและหมายศาลเพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่บ้าน พวกมันขีดเส้นตายให้ย้ายออกจาก’ที่ดินของโรงแรม’ภายในหกสิบวัน มิเช่นนั้นจะดำเนินการทางกฎหมาย การโต้เถียงเกิดขึ้นอย่างดุเดือดตึงเครียด พวกเขาถูกขับไล่จากแผ่นดินถิ่นนอนมาแต่ครั้งบรรพบุรุษจากคนที่ไม่รู้จัก ไม่ใช่สายเลือดคนแถบนี้โดยกำเนิดเสียด้วยซ้ำ กลับอ้างความเป็นเจ้าของด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว
                ไม่มีข้อยุติสำหรับจุดมุ่งหมายที่สวนทางกัน ความเดือดดาลทบทวี อูมะฮทนฟังไม่ไหว ปรี่เข้าไปหมายซัดกำปั้นลงบนหน้าชายในชุดสูท ลูกน้องที่ติดตามมาคุ้มกันชักปืนออกจากซองหลังเอว วาดลำกล้องจ่อหัวของเด็กหนุ่ม พร้อมลั่นไกทันทีที่หมัดโดนตัวเจ้านาย ชาวบ้านหวีดร้องเสียงหลงด้วยความตะลึงพรึงเพริด นางรีติถลาไปฉุดตัวลูกชายได้ทันท่วงทีก่อนจะเกิดการนองเลือด
                “ผมให้เวลาพวกคุณย้ายออกภายในสองเดือน ขอร้องล่ะ อย่าให้ผมต้องใช้ไม้แข็ง” ชายจากโรงแรมพูดเสียงเย็นชาก่อนพากันขี้นรถยนต์ขับออกไป
                อูมะฮเลือดขึ้นหน้า ขบฟันกรอด กำหมัดแน่นจนเล็บฝังลงเนื้อ แค้นที่ทำอะไรพวกมันไม่ได้ เหมือนอย่างที่มันทำกับโก้รุ่ง

                ครั้งมหันตภัยร้ายกวาดทำลายโต๊ะบูตาซอ ใต้กองปรักหักพังยังเหลือผืนดินให้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ ทว่ากระแสคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงครานี้น่ากลัวกว่านั้นนัก เดิมพันแห่งความพ่ายแพ้คือการเสียบ้านเสียเมือง จะไม่มีแผ่นดินใดให้ชาวทะเลหยั่งรากลงได้อีก วันหนึ่งข้างหน้า ตรงที่ที่เคยเป็นบ้านเป็นลานตากปลา นายทุนจะลงเสาเข็มสร้างห้องพักสุดหรูรองรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาพร้อมเม็ดเงินจำนวนมหาศาล คนเหล่านั้นไม่มีวันรู้เลยว่า ฉากธรรมชาติอันงดงามหลังม่านราคาแพงต้องแลกมาด้วยหยดเลือดและหยาดน้ำตาของชาวทะเล
                “ตายไปกูจะมีหน้าสู้ผีพ่อเฒ่าแม่เฒ่าได้ผรือ” ลุงไสรำพึงในวงสนทนา แกกรึ่ม ๆ จากเหล้าที่ดื่มไปหลายแก้ว  “แผ่นดิน ภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษตกทอดมาหลายชั่วคนต้องจบลงที่รุ่นกู ขลาดเขลา ไร้ปัญญา รักษาบ้านเกิดให้ลูกหลานไม่ได้ ตายไป คนข้างหลังจะสาปแช่งกู ซ้ำผีปู่ผีย่าก็คงตราหน้า วิญญาณกูไม่มีวันสงบ คงไม่พ้นนรกสักขุม”
                ถนนคอนกรีตสร้างเชื่อมระหว่างโรงแรมกับหาดใกล้แล้วเสร็จ สวนปาล์มที่ปู่เรินเพียรเฝ้าทะนุถนอมกว่ายี่สิบปีถูกโค่นลง ขุดรากถอนโคนปรับหน้าดินเตรียมปลูกอาคารสมัยใหม่ขึ้นแทน เวลางวดใกล้เส้นตายทุกขณะ ระหว่างนั้นเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากลก็เกิดขึ้นหลายครั้ง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นฝีมือจากฝั่งโรงแรม
                ครั้งหนึ่งเมียลุงเปลื่องขี่รถสามล้อส่งปลาโดยใช้ถนนเข้าออกหมู่บ้านตามปกติ แต่ขี่มาได้เพียงครึ่งทางก็พบก้อนหินขนาดใหญ่หลายก้อนวางเรียงปิดถนน ทำให้ต้องเบนหัวรถอ้อมออกทางหน้าหาด ดันโชคร้ายตรงกับช่วงเวลาน้ำขึ้น  นางจำต้องเลี่ยงขึ้นมาขี่ตรงบริเวณทรายร่วน ๆ เล่นเอาเกือบพลิกคว่ำอยู่หลายจังหวะ บางตอนล้อจมทรายต้องลงเข็น ทุลักทุเลกว่าจะถึงที่หมาย วันนั้นทั้งวันชาวบ้านหนุ่ม ๆ ต้องผละจากงานมาช่วยกันย้ายก้อนหินเพื่อให้สามารถสัญจรออกสู่ถนนใหญ่ได้  หรืออย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตอง ระยะหลังมานี้หล่อนขายสร้อยลูกปัดและถักเปียแทบไม่ได้ เพราะมีแม่ค้าจากต่างถิ่นมาเร่ขายเครื่องประดับตัดราคา ประเมินคุณภาพจากสายตา แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ขายถูกขนาดนั้นแล้วไม่ขาดทุน นอกเสียจากหมายตัดช่องทางทำมาหากินของตอง หล่อนรู้สึกว่าพวกแม่ค้าแปลกหน้าเหล่านั้นตั้งใจเดินประกบอยู่ห่าง ๆ พอสบช่องที่หล่อนจะเสนอขายสินค้า พวกนั้นก็จะรีบชิงตัดหน้าแย่งลูกค้าเสียก่อนทุกครั้งไป จากรายได้วันละเกือบพันตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่ร้อยบาท
                รายรับที่ลดลงทำให้หญิงสาวผู้กลายเป็นเสาหลักครอบครัวเครียดหนัก อีกทั้งยังกังวลเรื่องสภาพจิตใจของแม่ที่นับวันมีแต่แย่ลง แทบไม่มีคำพูดหลุดจากปากแม่ตั้งแต่รุ่งจากไป นางบูลัดคนเดิมตายลงพร้อมกับลูกชาย ที่ตากปลาแห้งถูกทิ้งร้าง หญิงวัยห้าสิบใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งเหม่อลอย หลายครั้งที่ตองแอบเห็นแม่ร้องไห้ยามอยู่ลำพัง ถึงกระนั้นนางไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น สร้างกำแพงขึ้นปกป้องหัวใจที่แตกสลาย หากไม่ต่างอะไรกับก้อนน้ำแข็ง เย็นชาแต่เปราะบาง  นางรีติเข้าใจความรู้สึกนี้อย่างสุดซึ้ง หมั่นแวะเวียนมาเยี่ยมเพื่อนเสมอ ๆ พยายามหาเรื่องพูดคุยเพื่อไม่ให้นางบูลัดฟุ้งซ่าน

                เรือของรุ่งลอยตัวเหนือผิวน้ำอย่างหมดอาลัยตายอยาก ปล่อยแดดร้อนแลบเลียรอวันสีซีดจาง มันได้แต่เฝ้ามองเพื่อนลำอื่นออกเรือพุ่งทะยานสู่แผ่นน้ำอันไพศาล โหยละห้อยคิดถึงเจ้านายที่จากมันไปแล้วตลอดกาล เหลือเพียงเชือกผูกหัวเรือที่ยังยึดโยงมันไว้กับดินผืนนี้ อูมะฮ ผู้ซึ่งรุ่งรักดั่งน้องชายมักแวะเวียนมาหามันบ่อยครั้ง ลูบลำตัวมันราวกับรู้และต้องการปลอบประโลมความเหงา หลายครั้งได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา สำเนียงนั้นเศร้าเหลือประมาณ รอยยิ้มและความสุขหากได้ยากยิ่งในเวลานี้
                “ไหนโก้บอกว่าจะสอนวิธีออกเรือหาปลาให้มะฮ” อูมะฮตัดพ้อกับสายลม ฟุบหน้าลงบนกราบเรือ “โก้ผิดสัญญา ทิ้งให้พวกเราสู้กันลำพัง!”
                เด็กหนุ่มชกพื้นเรือเต็มแรง โมโหตัวเองที่ทำไม่ได้อย่างรุ่ง อูมะฮพยายามทดลองบังคับเรืออยู่หลายครั้งอาศัยครูพักลักจำจากการแอบมองชาวประมงคนอื่น ๆ เวลาออกเรือ พอถึงคราวลงมือจริงมันซับซ้อนมากกว่าที่เห็น ร่างเก้งก้างยงโย่ยงหยกเก้ ๆ กัง ๆ ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดไร้คนนำทาง ซ้ำร้ายยังไม่รู้จักวิธีใช้ไม้เท้า ประกอบกับใจที่ยังจมอยู่ในฝันร้าย เพียงแค่มองท้องทะเลอันไร้จุดสิ้นสุด ก็เสียวปลาบหมดเรี่ยวแรง ผลลัพธ์จึงล้มเหลวตั้งแต่หัวเรือยังไม่พ้นฝั่ง 
                ในตอนนั้นเองที่มีมือหนึ่งบีบลงตรงไหล่ ร่างซึ่งกำลังฟุบสะดุ้งโหยงหมุนตัวกลับ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเงยขึ้นสบดวงตาคู่หนึ่งอันคุ้นเคย การจากลาและเวลาทำให้ภาพนั้นเลือนรางในความทรงจำ หากผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้แจ่มชัดจนราวกับเป็นจริง สัมผัสจากมือที่วางบนไหล่อบอุ่นอย่างน่าประหลาด หาใช่ความเย็นเยียบไม่
                “พ่อเฒ่า !” เสียงแหบพร่าของอูมะฮแทบไม่หลุดลอดลำคอ ตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง รู้สึกตกใจดีใจระคนกัน
                พ่อเฒ่าฮูรอยิ้มกว้างเห็นฟันหลอ ร่างผอมงุ้มประคองตัวด้วยไม้เท้า “พากูไปเดินเล่นที มีเรื่องอิเล่าเต็มเหม็ด”
                สองชาวทะเลต่างวัยเดินทอดอารมณ์เลียบชายหาด แสงยามเย็นต้องกระทบพรายน้ำวิบวับ หมู่บ้านโต๊ะบูตาซอยืนสงบนิ่งอยู่ทางขวามืออาบไล้ด้วยแสงสีทองอร่าม ปลอดผู้คน อูมะฮลอบมองพ่อเฒ่าเป็นระยะ แกย่างอย่างแช่มช้าหากมั่นคง เด็กหนุ่มนึกถึงภาพครั้งสุดท้ายที่จากกันแล้วอดใจหายไม่ได้
                “กูเกิดที่นี่ ตรงนั้น” พ่อเฒ่าฮูรอว่า ชี้ยังผืนดินว่างเปล่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของแกก่อนหายไปคราคลื่นยักษ์ “พอเริ่มรู้ความ พ่อปู่ก็พากูหยบนั่งเรือเล่นเกือบทุกหวันช้าย แม่กูรู้แกขุยแค่ตาย กลัวอิพาลูกแกจมน้ำ”
                 เสียงหัวเราะดังขึ้นสลับกับเสียงเล่าเรื่องรำลึกความหลัง พ่อเฒ่าชี้ให้ดูอะไรต่อมิอะไรพลางบรรยายถึงสภาพเมื่อครั้งแกยังเยาว์ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และเปลี่ยนแปลงตามความเป็นไปของโลก “พ่อเฒ่าแกต่อเรือใช้เอง ตัดไม้จากป่าข้างโน้น กูรับหน้าที่ลูกมือช่วยแบก ช่วยขัดไม้ กูมีเรือของตัวเองตอนอายุสิบสี่ ชาติภูมิใจ พอขี่เรือชับก็เยี้ยนอิขี่ทั้งวัน”
                “มึงแลต้นพร้าวต้นนั้น” พ่อเฒ่าชี้ให้ดูหมู่ต้นมะพร้าว สูงจนแหงนคอตั้งบ่า ยอดไหวโบกตามกระแสลม “พ่อปู่แกปลูกเองกับมือ กูเห็นตั้งแต่ยอดใบมันสูงไม่พ้นคอ สมัยนุ้ย ๆ ยังเบล้อช่วยแกรดน้ำ รดด้วยเยี่ยวกูนะแต่ว่า กูยืนเยี่ยวรดมันทุกวัน มันก็ทนหนัด รอดมาจนสูงใหญ่- แกว่าปลูกไว้ วันหน้าลูกหลานได้ใช้สอยหาประโยชน์ เอาไปยกบ้านคุ้มหัวก็ยังได้”
                มีหลายเรื่องที่เขาไม่มีโอกาสเกิดทันได้เห็น และจะมีหลายเหตุการณ์ที่พ่อเฒ่าฮูรออยู่ไม่ทันได้เจอ เป็นพันธะหน้าที่ของความเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องส่งต่อสืบทอดสิ่งที่เขาได้รับมาจากพ่อแม่ปู่ย่าให้กับลูกหลานผู้ไม่รู้ประสา เพื่อเติบใหญ่ขึ้นมาได้ชื่อว่าชาวทะเลอย่างสมบูรณ์ วันหน้าคงถึงคราวของอูมะฮเช่นกัน
                “มะฮเอ้ย กูเกิดที่นี่ ตายที่นี่” พ่อเฒ่ามีสีหน้าขรึมเคร่งลง “กูได้แต่หวังให้ลูกหลานได้อยู่บนผืนดินของโหมเรา มีชีวิตอย่างสุขสงบเหมือนที่พ่อเฒ่าแม่เฒ่าหรือกูเคยอยู่ รักษามันไว้ให้ได้ ทะเลหาใช่มีใครเป็นเจ้าของม้าย ถ้ามึงมีปัญญารู้จักใช้ มึงไม่มีทางอดตาย- อะไรที่ติดอยู่ในใจ มึงต้องทิ้งมันซะ คนเราอิกลัวไรหนักหนาวะ เกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว มัวแต่ขลาด ไม่ได้ทำ มันจะติดอยู่ในใจมึงไปทั้งชีวิตจนวันตาย!”
                “แต่ผมไม่รู้จะสู้กับมันยังไง” เขาว่า
                “ทั้งหมดมันอยู่แค่ตรงนี้” พ่อเฒ่าฮูรอตบที่อกข้างซ้ายของอูมะฮ “เลือดในตัวมึงคือเลือดนักสู้ เสี้ยวหนึ่งมันคือเลือดของกู เลือดของพ่อมึง”          
                คนได้ฟังรู้สึกฮึกเหิมขึ้นอย่างประหลาด โซ่ที่ขึงอยู่ภายในใจถูกคลายลง อูมะฮมั่นใจว่าเขาจะไม่ต่อสู้เพียงลำพัง
                “พ่อเฒ่าได้เจอพ่อผมบ้างม้าย” อูมะฮถามก่อนจากลา “พ่อสบายดีม้าย”
                พ่อเฒ่ายิ้มพรายอวดฟันหลอแทนคำตอบ

                “มะฮคิดไว้หมดแล้ว พอมะฮเรียนจบนะ” อูมะฮแกล้งโยนหินถามทางแม่ในคืนนั้น “ได้งานเงินเดือนดี ๆ พาแม่ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ เอาให้หรอยกว่านี้เลย”
                “ฮึ ไม่เอา” นางรีติส่ายหน้าน้อย ๆ หากชัดเจน “แม่แก่แล้ว ไม่อยากย้ายไปไหน มะฮเรียนได้สูง ๆ ก็ดีแล้วลูก อนาคตข้างหน้าได้ไม่ลำบาก แต่แม่พอแล้ว ทั้งชีวิตแม่อยู่ที่นี่ ขอแก่เฒ่าคาบ้านหลังนี้แหละ ตายไปอิได้เจอพ่อมึง”
                ประโยคสุดท้ายแม่ตั้งใจพูดติดตลก แต่คนฟังกลับนิ่งสลด รู้ดีว่าแม่หมายความอย่างที่พูดจริง ๆ
 
                ช่างบังเอิญที่กำหนดเส้นตายตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ซึ่งเป็นวันพิธีลอยเรือปาจักที่ชาวทะเลสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ ในตอนแรกลุงไสต้องการเลื่อนพิธีออกไปจนกว่าปัญหาข้อพิพาทจะคลี่คลาย ทว่าอูมะฮยืนกรานว่าหมู่บ้านต้องจัดพิธีตามกำหนดเดิมเพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์การต่อต้าน ให้พวกโรงแรมเห็นว่าชาวทะเลมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะอยู่และดำเนินวิถีชีวิตตามเผ่าพันธุ์บนที่ดินผืนนี้ อีกประการคือใช้เรือปาจักเป็น“ยาน”ส่งวิญญาณของรุ่งล่องข้ามสู่อีกโลก ช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายที่ทำลายหมู่บ้านให้พ่ายพ้น ชาวบ้านลงมติเป็นเอกฉันท์ ไม่ว่าจะเกิดอันใดพิธีลอยเรือจะไม่มีวันล่ม โต๊ะบูตาซอพร้อมยืนหยัดจนถึงวาระสุดท้าย
                ก่อนวันงานทุกคนลงแรงร่วมใจจัดเตรียมข้าวของสำหรับทำพิธีอย่างขะมักเขม้น ผู้หญิงรับหน้าที่ทำขนมและร้อยสายดอกไม้ ดอกชบาถูกกรองสลับกับแถวดอกรักแล้วคั่นด้วยดอกดาวเรือง แดงขาวเหลืองร้อยสลับเช่นนี้ไปอย่างประณีต ส่วนผู้ชายมีหน้าที่หาไม้ตีนเป็ดและไม้ระกำสำหรับต่อเรือ เมื่อตัดได้ตามจำนวนก็ขนมายังศาลบรรพชนเพื่อทำพิธีขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่อจากนั้นจึงลงมือขัดตอกแผ่นไม้ ตัดลายฟันปลา สลักลายงู ตัวเต่า  ประกอบต่อกันจนสำเร็จเป็นเรือปาจักสีงาช้างขนาดห้าเมตร ตรงหัวเรือมีโต๊ะบุหรงซึ่งสลักเสลาจากไม้ระกำกำลังสยายปีก ท่วงท่าสง่างาม สัญลักษณ์แทนบรรพชนนี้จะช่วยห้ามลมห้ามฝน นำเรือแล่นข้ามห้วงมหานทีตลอดรอดฝั่ง ท้ายสุดเป็นการประดับโยงสายดอกไม้โดยรอบและในตัวเรือ
                เมื่อรุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาถึง ขอบฟ้าระบายสีทอง ได้ฤกษ์เคลื่อนเรือปาจักลงชายทะเล โต๊ะหมอเริ่มพิธีกรรม หญิงทั้งสาวทั้งแก่เต้นรำอย่างสนุกสนานตามเสียงตีจังหวะของวงรำมะนา กลีบดอกไม้และข้าวตอกถูกโยนขึ้นแล้วร่วงโปรยราวสายฝน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะหวนคืนโต๊ะบูตาซออีกครั้ง นี่คือวิถีทางการต่อสู้ของพวกเขา     
                นางบูลัดกับตองนำโถกระดูกรุ่งวางในเรือก่อนกล่าวคำอาลัยครั้งสุดท้าย จากนั้นโต๊ะหมอจึงสั่งให้พวกคนหนุ่มยกเรือปาจักขึ้นเรือหางยาวเพื่อนำไปลอยกลางทะเล ตรงบริเวณที่ไกลพอที่ลมไม่สามารถพัดกลับเข้าฝั่งได้อีก อูมะฮเฝ้ารอจังหวะนี้อยู่แล้ว เขารีบชิงพูดกับโต๊ะหมอก่อนที่แกจะสั่งให้หัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าที่นายท้ายเรือ
                “ผมขออาสาขับไปลอยเรือเองครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างหนักแน่น ชายชราหัวหน้าพิธีนิ่งสงบ เหลือบสายตามองเรือแล้วเลื่อนกลับมาจ้องเด็กหนุ่ม อูมะฮจ้องตอบด้วยแววตามุ่งมั่น ชาวบ้านหลายคนรวมทั้งแม่ร้องคัดค้าน แต่เขาไม่สนใจ เพราะรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าโต๊ะหมอคือประกาศิต แกรับรู้บางอย่าง พอชายชราพยักหน้าอนุญาต อูมะฮจึงเผ่นโผนขึ้นเรือหางยาวทันที ลุงไสทำท่าจะร้องท้วง หากรอยยิ้มและประกายบางอย่างในแววตาของโต๊ะหมอทำให้แกยอมรับโดยดุษฎี
                “ไม่ต้องกลัวไอ้มะฮ กูแหลงแล้วว่าอิสอนมึง คำไหนคำนั้น” เสียงโก้รุ่งดังขึ้นจากทางด้านขวา อูมะฮยิ้มให้กับอากาศที่ว่างเปล่าในสายตาผู้อื่น พ่อเฒ่าฮูรอตบบ่าเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ทั้งสองยืนรอเขาบนเรืออยู่ก่อนแล้ว อูมะฮไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง เขามองกลับหลัง แววตาของทุกคนเปี่ยมด้วยความหวังและส่งกำลังใจเอาใจช่วยเขา
                “นั่งพรรค์นี้บายหวา จับด้ามถือให้ชับ เอ้า! ดึงเปิดเครื่อง...” อูมะทำตามคำสอนของพี่ชายทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจ เมื่อเรือพร้อมออกเดินทาง เสียงเครื่องยนต์ครางต่ำ ๆ พ่อเฒ่าฮูรอเคาะไม้เท้ากับพื้นเรือ รุ่งตะโกนอย่างเริงร่า “ไป !”
                อูมะฮบังคับใบพัดต่างหางเสือนำเรือหางยาวมุ่งสู่กลางทะเลสีคราม ท้องเรือแหวกตัดน้ำกระจายเป็นลายริ้ว ลมเย็ดสดชื่นโกรกพัดความขลาดกลัวให้หลุดร่อนไปทีละน้อยจนหมดสิ้น หัวใจเคยเล็กกระจ้อยบัดนี้พองโตคับอก แววตามุ่งมั่นจับจ้องลานทะเลบรรเลงคลื่นอย่างปราศจากความกังวล สามารถยอมรับกับตัวเองอย่างภาคภูมิว่าเขาคือลูกทะเลโดยสมบูรณ์
                “เอาตรงนี้แหละ” พ่อเฒ่าว่าเมื่อเรือแล่นถึงตอนหนึ่งซึ่งขอบฟ้าโน้มลงจรดรอบทิศ อูมะฮดับเครื่องยนต์ ค่อย ๆ สืบเท้าไปยังเรือปาจักที่วางตรงส่วนต้นเรือ รุ่งเข้ามาช่วยดันเรือต่อขนาดห้าเมตรลงทะเล ทั้งสามเฝ้ามองมันอย่างใจเย็นจนกระทั่งเรือไม้สีงาช้างค่อย ๆ แล่นห่างไปอย่างแช่มช้าด้วยอ้อมแขนของลม หมดหน้าที่ของอูมะฮแต่เพียงเท่านี้ น่าเศร้าที่หมายรวมถึงผู้ซึ่งอูมะฮรักยิ่งทั้งสองด้วย เรือปาจักจะนำโก้รุ่งข้ามสู่สถานอันสงบนิรันดร์
                “วันหนึ่งเราอิได้พบกันอีก” รุ่งกล่าวด้วยรอยยิ้มพราย พ่อเฒ่าอวดฟันหลอ อูมะยิ้มตอบจากหัวใจ หยาดน้ำใสเอ่อคลอเบ้า ภาพเริ่มพร่าเลือน เขาจึงกระพริบตาไล่หยดน้ำ ท้องทะเลแจ่มชัดอีกครั้ง แต่ทั้งสองหายไปแล้ว    

                เรือประมงหางยาวแล่นกลับเข้าฝั่ง ทิวมะพร้าวชูยอดไสวเห็นแต่มาไกล โต๊ะบูตาซอขนาดจิ๋วค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น ชาวบ้านทั้งหมดยังคงรออยู่ริมหาด หากแต่มีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ร่างเล็ก ๆ ของฝูงชนดูชุลมุนวุ่นวายราวมดแตกรัง พวกเขากรูเกรียวเข้าล้อมศาลบรรพชนจากชายฉกรรจ์แปลกหน้า เสียงโห่ตะคอกด่าทอฟังไม่ได้ศัพท์ดังอึงอล อูมะฮอยู่ห่างจากฝั่งเกือบห้าร้อยเมตร พยายามเร่งความเร็วเรือสูงสุดเท่าที่ทำได้ เลือดในกายปะทุเดือดดาล เขาเห็นดวงหน้าเหี้ยมเกรียมในกลุ่มผู้บุกรุกนั้น อูมะฮไม่มีวันลืม ผู้จัดการโรงแรมกับลูกน้องมันนั่นเอง
                คนจากโรงแรมนับหลายสิบดาหน้าเข้าหมายทำลายปะรำพิธี ฝ่ายชาวบ้านก็ยืนหยัดสู้อย่างไม่กลัวเกรง คนหนุ่มคนแก่ฉวยไม้ใกล้ตัวต่างอาวุธกระหน่ำฟาดชายฉกรรจ์สูงใหญ่ไม่ยั้ง พวกนั้นฏ้ไม่ปราณีปราศรัย ตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ทั้งผลักเตะและต่อย บรรยากาศระอุตึงเครียด ชายหาดกลายเป็นลานต่อสู้ถึงเลือดถึงเนื้อ ฝ่ายหนึ่งยอมหลั่งเลือดเพื่อปกป้องผืนดินถิ่นเกิด อีกฝ่ายรุกโรมหมายแย่งชิง
                อูมะฮเกือบถึงหาดอยู่แล้วตอนที่เจ็ทสกีคันหนึ่งทะยานออกนอกฝั่งซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกล มันตีโค้งแล่นปราดเข้าตีคู่เรือหางยาว ขี่ฉวัดเฉวียนอย่างน่าหวาดเสียว คลื่นน้ำแตกกระจายเป็นฟองขาว คนขับตั้งใจตวัดท้ายเพื่อสะบัดน้ำยั่วโมโหเด็กหนุ่ม เขาสบถอย่างหัวเสีย หาจังหวะโอกาสหมายพุ่งชน หากเจ็ทสกีนั้นปราดเปรียวกว่า ไหวตัวหลบทันเสียทุกครั้ง
                “เฮ้ย อย่ามัวเสียเวลาดิวะ” หัวหน้ามันตะโกนบอกลูกน้องของมันบนเจ็ทสกี “ไปพังเรือบูชายัญอะไรนั่นจมลงก้นทะเลไปเลย”
                สิ้นคำสั่งเจ็ทสกีก็ผละจากเรือหางยาวมุ่งหน้าออกทะเล อูมะฮตัดสินใจในทันทีนั้น เลี้ยวหัวกลับทางเดิม เร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง หวังติดตามไปให้ทันก่อนมันจะถึงเรือปาจัก เด็กหนุ่มประคองเรือไต่เนินคลื่นอย่างระมัดระวัง คำสอนของพ่อเฒ่าและรุ่งก้องอยู่ในหัว เจ็ทสกีและใบพัดเรือหางยาวตีน้ำทั้งบริเวณแตกกระจายเป็นฟองฝอยขาวขุ่น
                แล่นติดตามกันมาประมาณเกือบสิบนาที เรือปาจักลอยให้เห็นอยู่ลิบ ๆ เกิดประหวั่นขึ้นมาจับจิต ด้วยความเร็วที่มากกว่าและการเคลื่อนตัวแบบพุ่งกระดอนบนผิวน้ำอย่างปราดเปรียวของเจ็ทสกี เรือหางยาวของเขาไม่มีทางแซงได้ทันการณ์ ทุกวินาทีล่วงผ่านเท่ากับระยะทางหดสั้นลงด้วยความเร็วสูง อีกไม่ถึงสองร้อยเมตรคนชั่วจากโรงแรมจะบรรลุเป้าหมาย และหากมันทำสำเร็จ นั่นหมายถึงโศกนาฏกรรมของโต๊ะบูตาซอ พวกเขาพ่ายแพ้ วิญญาณบรรพชนถูกย่ำยี โก้รุ่งจะไม่มีวันข้ามผ่านสู่โลกอันสงบ
                “พ่อเฒ่าแม่เฒ่า หลวงตา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกสถานทั้งแผ่นฟ้าผืนน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งธำรงหล่อเลี้ยงทุกชีวิต” อูมะฮเปล่งวาจาท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ “ได้โปรดต่อลมหายใจต่อชีวิตเหมือนที่ท่านเคยอุ้มชูลูกทะเลเสมอมา อย่าให้พวกคนชั่วมันทำลายไล่พวกเราเลย”
                คำอ้อนวอนของเขาดังก้องฟ้า ทันใดนั้นพลันบังเกิดแสงวาบจากเบื้องบน เขาแหงนมองฟ้า เห็นภาพของมวลอากาศที่บิดเบี้ยวเป็นรูปนกขนาดมหึมา ปีกแผ่สยายเต็มเหยียดแล้วปรบลงอย่างเร็ว ก่อเกิดแรงพลังมหาศาลรุนเรือหางยาวให้แล่นฉิวเร็วยิ่งกว่าเดิม อูมะฮยิ้มร้องด้วยใจลิงโลด ‘โต๊ะบุหรง’ กระพือปีกอีกครั้งบังเกิดกำแพงน้ำขนาดใหญ่โถมลงใส่เจ็ทสกี ชายชั่วอารามตกใจหักคันบังคับกะทันหัน เสียหลักเกือบพลิกคว่ำ หากมันรอดตัวได้อย่างหวุดหวิด แรงคลื่นผลักเรือปาจักให้ลอยห่างออกไป
                โอกาสมาถึงอูมะฮแล้ว เขาใช้จังหวะที่มันยังชะงักงัน ขับเรือพุ่งทะยานแหวกน้ำด้วยใจอันเด็ดเดี่ยว แรงลมช่วยพัดส่งเรือหางยาวด้วยความเร่ง ในประกายตาอันห้าวหาญมีเพียงเป้าหมายเดียว หัวเรือประมงชี้เป้าตรงไปที่เจ็ทสกี เขาไม่กลัวสิ่งใดอีกแล้วแม้กระทั่งความตาย การได้ชื่อว่าชาวทะเลและปกป้องบรรพบุรุษพี่น้องถือได้ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แล้ว อูมะฮจะบดขยี้คนชั่วจากโรงแรมให้ซากจมทะเล
                เรือหางยาวพุ่งชนเจ็ทสกีอย่างรุนแรงช่วยหยุดยั้งการทำลายเรือปาจักได้ทันท่วงที เสียงสุดท้ายที่อูมะฮได้ยินคือระเบิดคำรามกึกก้อง เปลวไฟพวยพุ่งแผ่รังสีร้อนวาบ โลกไร้ทิศทาง อากาศถูกแทนที่ด้วยมวลน้ำอันเย็นยะเยือก เขาด่ำดิ่งไม่มีสิ้นสุด ท้องฟ้ากระเพื่อมยับย่น แสงสว่างถูกบีบเล็กลงก่อนพ่ายแพ้ต่อความมืดมิดในท้ายที่สุด

                “เป็นไงต่อพ่อปู่ ชนะม้าย” เด็กน้อยจ้ำม่ำวัยหกขวบเขย่าแขนปู่ด้วยความกระหายใคร่รู้ พ่อเฒ่าอูมะฮหัวเราะอย่างพึงใจก่อนยื่นเรือไม้ลำจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือที่เพิ่งขัดเสร็จให้หลาน เจ้าหนูน้อยไหว้ขอบคุณปลก ๆ ดวงตาใส่แจ๋วมองของเล่นชิ้นใหม่อย่างชื่นชม
                อูมะฮในวัยล่วงผ่านรอบที่เจ็ดสิบแห่งฤดูมรสุมใช้ไม้เท้ายันตัวลุกขึ้น มืออีกข้างยื่นกุมมือหลาน เดินจูงกันออกนอกชานบ้าน ดวงตะวันคล้องต่ำเรี่ยสันเขา ทะเลสีเงินยวงละเลงคลื่นใส่หาดทราย พอหนำใจแล้วจึงลี้ไหลกลับลงทะเล เกิดขึ้นเช่นนี้เป็นวัฏจักรไม่เคยจบสิ้น มองกี่คราก็ยังงดงามและอ่อนเยาว์อยู่เสมอ
                “เอาล่ะ ตรงนี้กำลังดี” อูมะฮว่าเมื่อทั้งสองเดินลุยน้ำจนท่วมถึงเข่าเจ้าตัวเล็ก
                ไม้ลำจิ๋วที่ถูกตระกองกอดแนบอกเลื่อนลงสู่ฝ่ามือนุ่มนิ่มก่อนวางลงบนผิวน้ำ แรงกระเพื่อมของน้ำทำให้เรือดูคล้ายกับกำลังกระโดดโลดเต้น สองหลานปู่ช่วยกันดันมวลน้ำเป็นแรงส่งเรือลำจิ๋วแล่นออกสู่ทะเลกว้าง เรือไม้ลอยห่างออกไปอย่างแช่มช้าฝ่ากำแพงคลื่น แรก ๆ คล้ายกับว่าจะพ่ายแพ้ต่อกระแสน้ำ หากพอมันตั้งลำได้ก็แล่นฉิวตามแต่ทิศทางลมจะพัดพา ทั้งคู่ยืนมองจนกระทั่งจุดเล็ก ๆ นั้นโต้คลื่นลูกสุดท้ายแล้วลับสายตาไป

....จบบริบูรณ์....

5 ความคิดเห็น

  • บุคคลนั้น

    (Jeerapon201@gmail.com)

    01-09-2017 13:57:24

    เป็นนิยายที่ต้องทนอ่าน(มาก) ต้องจดจ่อกับคำทุกคำ ไม่ใช่ว่าสนุกมากนะ แต่เพราะวิธีการบรรยายที่แสนยืดยาด ยืดเยื้อ อย่างบางประโยคที่ไม่จำเป็นต้องมีก็เพิ่มเข้ามา มันเลยทำให้การอ่านมันลำบากมาก

    #1

  • ปลานิล

    (love_kaito@outlook.com)

    26-09-2017 17:58:31

    บรรยายยืดเยื้อเกินไปหน่อย แต่โดยก็นับว่าไม่ได้แย่ค่ะ

    #2

  • แวะมาอ่าน

    (kitti.spss@gmail.com)

    30-09-2017 22:20:19

    ดีครับ ชอบ
    ชื่นชมในฝีมือนักเขียนครับ

    #3

  • �Ѫ�� / supawit

    (supawit671@gmail.com)

    03-10-2017 12:45:03

    สนุกดีครับ...ชอบครับ^^ เป็นกำลังใจให้รังสรรค์งานเขียนดีต่อไปนะครับ^^

    #4

  • สุกิจ สุวานิช

    (sukitsuwanich@gmail.com)

    03-10-2017 12:55:36

    เป็นเรื่องสั้นขนาดยาวที่พยายามเล่าเรื่องราว รายละเอียดของฉากที่ชัดเจน ประเพณี ความเชื่อและวัฒนธรรมของคนใต้ที่อาจยืดยาดไปบ้าง โครงเรื่องดีแต่ไม่โดดเด่นนัก เพราะการรุกรานของนายทุนและวัตถุนิยมมีอยู่ทั่วไปทุกส่วนของประเทศ แต่ชีวิตชาวทะเลออกจะน่าเห็นใจกว่าที่อื่นๆ การใช้บทสนทนาเป็นภาษาใต้ล้วนๆทำให้เข้าใจยาก แต่โดยรวมนับว่าดีสมกับที่ได้รางวัล

    #5

แสดงความคิดเห็น