ริมฝั่งวัฒน์

ผู้แต่ง : เงาบรรณ


                เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งค่อยๆก้าวผ่านซุ้มประตูไม้ซ่อมซ่ออย่างช้าๆ เป็นฝีเท้าที่ก้าวย่างอย่างแผ่วเบา สายลมพัดพริ้วต้องผิวน้ำพัดพาความหนาวเหน็บมาสู่เพื่อนเก่า ผู้ซึ่งรักในการแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนความหลังครั้งอดีต เสียงความคิดของเจ้าหล่อนแว่วดังในโสตประสาท เพราะที่แห่งนี้ไร้ซุ่มเสียงใดใดมานานแล้ว
                เธอเดินเรื่อยไปจนถึงศาลาไม้เก่าริมท่าน้ำ ด้วยท่วงท่าที่คุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดีคล้ายกับเป็นทางเดินที่เคยชินมาตั้งแต่ครั้งก่อน เธอหยุดเดินแล้วทอดสายตามองสายน้ำตรงหน้า ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้สภาพฝุ่นเขรอะซึ่งใกล้พังเต็มที
                “เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก คิดว่าลูกในอุทร คาบเอาข้าวมาเผื่อ ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน ถนอมไว้ในรังนอน ซ่อนเอาเหยื่อมาให้กิน
                เสียงสั่นเครือเอื้อนเอ่ยของมาทีละวรรค ทีละบท ถ้อยคำอันอบอุ่นในยามเด็ก แต่ตอนนี้กลับเยือกเย็นจนชาไปทั้งร่างกาย
                เจ้าหล่อนเริ่มต้นบทสนทนากับอดีตด้วยบทเพลงแห่งวันวานซึ่งขับขานจากความเจ็บปวดของปัจจุบัน ทุกถ้อยคำยังติดตรึงในจิตวิญญาณของเจ้าหล่อนอย่างไม่อาจลบเลือน ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด
                “คุณย่าแพรท่องกลอนอะไรหรือครับ วิญญ์เดินตามมาไกลๆได้ยินเสียงเบาๆ”
                 เสียงชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยท่าทางสงสัย ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยิน เพียงแต่เขาได้ยินกลอนบทนั้นในวันที่ยังเด็กเกินกว่าจะจำความได้ ชายหนุ่มเดินเข้ามานั่งข้างๆย่าของตนเองอย่างอ่อนน้อม พร้อมกับข้าวของที่ถือมาเต็มไม้เต็มมือ
                “บทกล่อมเด็กจ่ะ ตอนวิญญ์เล็กๆ ย่าก็ใช้เพลงนี้กล่อมวิญญ์ก่อนนอนเหมือนกัน”
                ผู้เป็นย่าตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ หากแต่แววตากลับหม่นลงไร้แววแห่งความสุข
                เสียงพระให้พรแก่คนที่ตักบาตรอยู่ฝั่งทางโน้น ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจถึงเหตุผลว่าทำไมตนเองต้องหอบหิ้วข้าวของมาอย่างพะรุงพะรัง เขามองวิถีความเป็นไปของชาวบ้านละแวกนี้ด้วยความแปลกตา วิถีอันสวนทางกับชีวิตคนเมืองอย่างเขา เขาเคยเห็นแต่ภาพพระเดินบิณฑบาต แต่ที่นี่พระกลับพายเรือบิณฑบาต  ดูแล้วแปลกตา ชีวิตริมฝั่งคลองช่างสวนทางกับชีวิตที่ติดอยู่กับถนนอย่างสิ้นเชิง
                “วิญญ์ไปรอนิมนต์พระให้ย่าหน่อยสิลูก”
                ย่าแพรกล่าวบอกหลานอย่างเรียบๆตามเดิม เมื่อเห็นพระให้พรคนฝั่งทางโน้นเสร็จแล้ว หลานชายรับคำ แล้วหยิบข้าวของไปวางเตรียมไว้ให้ผู้เป็นย่าอย่างเป็นระเบียบ พร้อมกับนั่งรอพระด้วยท่าทางอันสำรวม 
                เมื่อตักบาตรเสร็จ ภาพในวัยเด็กหวนกลับมาให้นึกถึงอีกหน ย่าแพรนั่งนิ่งมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ พร้อมกับหรี่สายตาลงเป็นครั้งคราว เมื่อแสงอาทิตย์วาววับจับกับผิวน้ำแล้วสะท้อนเข้าตา ความคิดด่ำดิ่งสู่ห้วงภวังค์แห่งความหลัง แต่กระนั้นเสียงความคิดก็ยังดังก้องอยู่ร่ำไป
                ยามเช้าตรู่ของทุกวันในวัยเด็ก เป็นเช้าที่แสนน่าเบื่อสำหรับฉันพิกล แม่เตรียมข้าวของไว้ใส่บาตรตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ฉันก็จำยอมต้องลุกขึ้นมาใส่บาตรพร้อมแม่ทุกวัน จนความจำยอมกลายเป็นความจำใจและสุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องปกติวิสัยของชีวิตประจำวันไปในที่สุด
                “คุณย่าแพรครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
                หลานชายทักขึ้นเมื่อเห็นว่า ผู้เป็นย่าของตนเองนั้นนั่งเหม่อลอยอยู่นาน ราวกับใคร่คิดสิ่งใดอยู่อย่างลุ่มลึก
                “ย่ามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง เรื่องราวที่ย่าจะเล่านั้น หาจากสังคมที่ถูกกลืนกินด้วยวัตถุไม่ได้อีกแล้ว เรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านสายน้ำสายนี้ คือเรื่องราวสุดท้ายจากวิถีดั่งเดิมอันเลือนลางเต็มที”
                ทุกคำของย่าแพรแฝงด้วยนัยสำคัญต่างๆที่วิญญ์ยากจะสัมผัสได้ด้วยความคิด แต่ง่ายต่อการสัมผัสด้วยความรู้สึก
                ลมพัดโชยเอื่อยๆกระทบยอดไม้ให้หวั่นไหวตามแรง ท่ามกลางความเงียบงันของบ้านสวนริมน้ำ กลิ่นหอมไอดินระรินมาตามลม ทุกชีวิตเริ่มต้นและจบลง ณ ที่แห่งนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขใด ยกเว้นกาลเวลาเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด
                หมอกควันจางๆคละคลุ้งอยู่ลายรอบกายชายหญิงต่างวัย นำพาให้พวกเขาทั้งสองก้าวสู่เรื่องราวอันงดงามแต่แฝงไปด้วยความเศร้าโศก เรื่องราวในอดีตถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ และร่ายรำท่ามกลางความเงียบงัน
                “แม่แพรตื่นหรือยังลูก”
                “ตื่นแล้วจ่ะ เดี๋ยวลูกยกข้าวของตามไป”
                เสียงผู้เป็นแม่ขานเรียกลูกสาว แพรขานตอบผู้เป็นแม่ แล้วรีบตามไปให้ทันเวลา
                แสงตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นโค้งขอบฟ้า ไอหมอกสีขาวลอยเกี้ยวผิวน้ำอยู่ร่ำไป ชาวบ้านสองฝั่งคลองเตรียมข้าวของเพื่อใส่บาตรอยู่เป็นนิจ ช่างเป็นภาพอันวิจิตรบรรจง ดั่งงานศิลป์ที่แต่งแต้มด้วยจิตรกรฝีมือเยี่ยม
                หลังจากใส่บาตรเสร็จ แพรโดนแม่เอ็ดไปยกใหญ่ เพราะวันนี้สายจนเกือบใส่บาตรไม่ทัน แพรยิ้มรับทุกครั้งเวลาโดนแม่ดุ เมื่อผู้เป็นแม่เห็นหน้ายิ้มนิ่งๆของลูกสาวก็ไม่อาจจะดุต่อได้ เธอเรียกลูกสาวให้ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ ก่อนจะตบตักเบาๆ แพรนอนหนุนตักแม่อย่างรู้งาน
                บทเพลงแห่งชีวิตเริ่มบรรเลงอีกครั้ง ริมฝั่งน้ำที่ไหลไปอย่างเอื่อยๆ สองมือแม่ลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอื้อนเสียงเริ่มต้นบทเพลงอย่างนิ่มนวล  
                “เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก คิดว่าลูกในอุทร คาบเอาข้าวมาเผื่อ ไปคาบเอาเหยื่อมาป้อน ถนอมไว้ในรังนอน ซ่อนเอาเหยื่อมาให้กิน
                 ผู้เป็นแม่ค่อยๆเอื้อนเสียงละมุนอย่างนุ่มนวล เสียงหวานขับกล่อมเรื่อยไป โดยมีเสียงหวีดหวิวของสายลมเป็นเครื่องดนตรีบรรเลงเคล้าคลอ ลูกสาวตัวน้อยหลับตาพริ้ม ฟังบทกล่อมแห่งชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่รอบกาย
                “เจ้าตัวเล็กของแม่ ยามเจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ เจ้าจงเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้นะลูก ผูกไว้กับใจอันชุ่มฉ่ำ แม้ในอนาคตใจดวงเดียวกันนั้นอาจจะแห้งแล้งเกินเยียวยาก็ตาม”
                ผู้เป็นแม่กล่าวนิ่งๆ อย่างแฝงบางสิ่ง แต่กระนั้นเจ้าลูกสาวก็ไม่ทันได้ฟังคำ เพราะเจ้าหล่อนหลับไปตั้งแต่แม่เริ่มเพลงกล่อมเสียแล้ว
                วันเวลาผ่านไปจากเด็กหญิงตัวน้อยก็กลายเป็นเด็กสาววัยแรกแย้ม เมื่อก้าวเข้าสู่วัยนี้สิ่งที่ตามมาคือคู่ครอง หนุ่มๆย่อมวนเวียนมาเกี้ยวสาวเจ้าอยู่เป็นเนื่องๆ หากแต่คนที่เลือกนั้นย่อมไม่ใช่ตัวเจ้าหล่อนแต่กลับเป็นพ่อแม่ต่างหากที่เป็นผู้เลือก 
                ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหัวเราะชอบใจกับประเด็นหลักของวงสนทนา กล่าวคือ วันนี้คือวันกล่าวสู่ขออย่างจริงจัง หลักจากมีการกล่าวทาบทามแม่แพรไว้เมื่อคราก่อน
                วิวาห์หวานของแม่แพรมาถึง เสียงโห่ของขบวนขันหมากแว่วดังมาจากคุ้งน้ำฝั่งทางโน้น ทำให้หญิงสาวใจหายพิลึก แม้ชายที่เจ้าหล่อนจะแต่งงานนั้นจะเป็นชายที่รู้จักดีอยู่แล้วก็ตาม แต่ทว่าความรักคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แพรต้องทบทวนความรู้สึกอยู่นาน
                “อยู่ไหนกันความรักของฉัน เหตุใดจึงหม่นหมองเช่นนี้”
                เจ้าหล่อนสบถออกมาเบาๆ ใบหน้าเจ้าสาวแสนหวานไร้รอยยิ้มแต่งแต้ม ทั้งที่วันนี้คือวันมงคลของเธอเองแท้ๆ
                เจ้าบ่าวผู้เพียบพร้อมเดินผ่านซุ้มประตูไม้สีขาวเข้ามา คล้ายกับเป็นการบอกว่าชีวิตของเขาและเธอต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันแล้ว
                “ยิ้มหน่อยเถิดลูก แม่กับพ่อเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับเจ้าแล้ว”
                ผู้เป็นแม่พูดด้วยน้ำเสียงนิ่มๆ พลางโอบกอดลูกสาวที่แอบมองเจ้าบ่าวของตนอยู่อย่างเงียบๆ
                วันเวลาผ่านไปจากสาววัยแรกแย้มกลายเป็นแม่บ้านแม่เรือนเต็มตัว แต่กระนั้นเจ้าหล่อนก็ยังคงตื่นเช้ามาใส่บาตรเหมือนที่เคยเป็นมา เตรียมกับข้าวกับปลา ดูแลบ้านและดูแลลูก บทเพลงแห่งชีวิตจึงเริ่มต้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นคนละเพลงกลับที่เคยเป็นมา วิถีเก่ายังแทรกซึมในจิตวิญญาณ แต่วิถีใหม่ก็แทรกแซงเข้ามาตามสมควร
                “คุณย่าครับ”
                เสียงของวิญญ์ ดึงให้ย่าแพรกลับคืนสู่ความจริง เธอก้าวเข้าไปสู่ภวังค์แห่งอดีตอย่างลึกซึ้ง แววตาของเธอสะท้อนออกมาเช่นนั้น เธอสบตาหลานชายเพียงชั่วครู่แต่จับสังเกตได้ทันที สีหน้าของวิญญ์ ณ เวลานี้เต็มไปด้วยความสงสัย เรื่องราวที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเธอเต็มไปด้วยมุมเหลี่ยมโค้งมนต่างกัน แม้ความสงสัยในใจจะอัดแน่นเพียงใด แต่เขาเลือกมองข้ามและไม่ถามให้มากความ ปล่อยให้ลำนำชีวิตของหญิงคนหนึ่งเคลื่อนผ่านไปอีกครา
                “กลับกันเถอะวิญญ์ ย่าอยากกลับแล้ว”
                ย่าแพรพูดพร้อมกลับลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ตัวเก่าอย่างช้าๆ เธอลุกขึ้นและมองสายน้ำที่ไหลไปอย่างไม่อาจย้อนกลับ ก่อนจะเดินจากไป
                จากบ้านไม้กลางสวน กลับกลายเป็นบ้านปูนหลังใหญ่ใจกลางเมืองกรุง ความสงบจางหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเหตุใดจึงเหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความหลังที่ยังตราตรึงในใจของใครคนหนึ่ง ผู้ไม่เคยลืมเลือนอดีต ใช่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นมันควรค่าแก่การจดจำ แต่มันยากจะลืมเสียต่างหาก มีบางชั่วขณะเวลาอาจหลงลืมไปบ้าง แต่สุดท้ายเรื่องเหล่านั้นกลับวนเวียนอยู่รอบตัวไม่ห่างอย่างไม่อาจหลีกหนี
                วิญญ์มองย่าของตนเองด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร เรื่องราววันนี้ดูแสนธรรมดาแต่กลับหดหู่ใจพิลึก เขาเกิดมาในยุคที่เด็กสามารถตัดสินใจทุกสิ่งได้เอง โดยไม่ต้องถามความเห็นชอบจากใคร ต่างจากย่าแพรซึ่งถูกตีกรอบชีวิตด้วยลวดหนามสีใส แม้มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ชัดเจน
                “เจ้านกขมิ้นเหลืองอ่อนเอ๋ย ค่ำแล้วจะนอนที่ตรงไหน จะนอนไหนก็นอนได้สุมทุมพุ่มไม้ก็เคยนอน ลมพระพายชายพัดมาอ่อนๆ เจ้าเคยจรมานอนรัง”
                เสียงขับกล่อมเคล้าคลอเรื่อยไปอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันน้ำตาก็ไหลรินลงมาอย่างไม่อาจกั้น เมื่อเธอก้าวเข้าไปในรั้วบ้านหลังนั้นคราใด ความรู้สึกในวันวานมักหวนกลับมากระทบใจเธออย่างไม่หยุดหย่อน เธอหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาให้แห้ง ก่อนจะทอดสายตาออกไปนอกกระจกใส รถราวิ่งวุ่นวายอย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง ยิ่งทำให้เธอต้องข่มใจแล้วหลับตาลงอีกครั้งเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายตรงหน้าเพียงชั่วครู่
                 “วิญญ์รู้ไหม ความเจ็บปวดมันเป็นสิ่งที่เราไม่อาจลืมได้ ชีวิตย่าพบพานเรื่องราวมามากมาย บางเรื่องก็ยังคงมีอยู่ประปรายในสังคม แต่บางเรื่องกลับมลายหายไปดั่งฝุ่นผง”
                “บางทีการหายไปของสิ่งเหล่านั้น อาจนำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่านะครับ”
                “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะดี”
                “ถึงบ้านแล้วครับ ย่าแพร”
                บทสนทนาระหว่างย่าหลานสิ้นสุดลง ณ บ้านหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทุกอย่างกลายเป็นความเคยชิน เธอก้าวเท้าเข้าบ้านที่เธอไม่เคยคิดว่าเป็นบ้าน สถานที่แห่งนี้เป็นเพียงอิฐหินปูนทรายเป็นเพียงที่พักพิงทางกายแต่ไม่ใช่บ้านสำหรับเธอ
                “เมื่อไหร่หนอชีวิตของฉันจะได้คืนสู่บ้านอันแท้จริงเสียที”
                ย่าแพรครุ่นคิดอยู่นาน จนเกินคำถามในใจ ซึ่งยากเกินกว่าจะคำตอบใดมาตอบได้ เธอก้มหน้าก้มตาเดินเข้าบ้านหลังนั้นอย่างเงียบนิ่ง และเศร้ากว่าทุกครั้ง ย่าแพรยื่นสมุดเล่มเก่าให้วิญญ์ ยื่นให้พร้อมกับรอยยิ้มแล้วเดินจากไป วิญญ์รับมาด้วยความเต็มใจ
                สมุดบันทึกเล่มเก่าถูกเปิดขึ้นอีกครั้งด้วยมือของหนุ่มวัยกระเตาะ เขาไม่อาจเก็บงำความสงสัยของตนเองได้นานนัก ครั้งนี้เขาเป็นผู้เปิดประตูและเดินเข้าไปสู่วังวนแห่งอดีตด้วยสองมือ และสองตาของเขา แต่ไม่ว่าด้วยเหตุบังเอิญหรือฟ้าเป็นใจ
                 เมื่อเขาเริ่มอ่านข้อความเพียงย่อหน้าแรก รอบตัวของเขาก็กลับกลายเป็นภาพของสถานที่แห่งนั้นทับซ้อนมาอย่างเหลือเชื่อ ส่วนหนึ่งอาจมาจากศรัทธาในอดีตของใครคนหนึ่ง อีกส่วนคงมาจากใจอันบริสุทธิ์ที่วาดหวังจะเชยชมความงดงามของบางสิ่งอันเลือนลาง
                วิญญ์ถือสมุดบันทึกเล่มเก่าไว้แน่น เขาเริ่มอ่านและอ่านเรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้ง
                “13 เมษายน 2490 ฉันลุกขึ้นเตรียมข้าวของไปทำบุญตักบาตรกับแม่เสียตั้งแต่เช้า วันนี้ใครต่อใครต่างนุ่งผ้าผ่อนสีสันงดงาม พ่อกับแม่ของฉันก็แต่งตัวตามสมควร วัดวาคลาคลำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ดูครื้นเครงกว่าทุกครั้ง มีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้เฒ่าผู้แก่ มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ชาวบ้านพากันก่อพระทรายและประดับประดาด้วยดอกไม้ให้งดงามตามควร ญาติพี่น้องใกล้ไกลได้พบปะกันครบหน้าครบตาก็หนนี้ ฉันแอบตัวชื้นกลับบ้านเพราะประพรมน้ำกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน มองดูแล้วเทศกาลนี้ ทำให้ละแวกบ้านฉันดูมีชีวิตชีวาขึ้นเป็นกอง”
                วิญญ์อ่านจบเพียงเท่านั้นก็หันกลับมาขบคิดว่า
                “สงกรานต์ในตอนนั้นดีกว่าสงกรานต์ในตอนนี้เป็นไหนๆ ไม่มีเพลงอึกทึกครึกโครม ไม่มีการแต่งตัวหวาบหวิว มีเพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากใจอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง”
                เขาหยุดขบคิดและเริ่มอ่านต่อ
                “27 พฤศจิกายน 2490 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เสียงเพลงเรือร้องเล่นเกี้ยวกันระหว่างหญิงชายในหน้าน้ำหลาก ดังมาจากคุ้งน้ำฝั่งทางโน้น แม่น้ำทั้งสายเต็มไปด้วยแสงเทียนระยิบระยับดั่งแสงดาวพร่างพรายบนฟ้า หากแต่แสงนี้กลับอยู่ใกล้ผิวน้ำเพียงคืบ
                ฉันชอบวันนี้เหลือเกิน นอกจากความงามตรงหน้าแล้ว วันนี้คือวันสำคัญระหว่างสายธารากับผู้คน ฉันลอยกระทงเสร็จ ก็นั่งรับลมพร้อมกับฟังเสียงเพลงเรือที่แว่วดังมาอย่างครื้นเครงในใจ”
                “เพลงเรืออย่างงั้นหรือ น่าสนุกจริง ภาพบรรยากาศที่ถูกกล่าวไว้ เราไม่เคยเห็นเลยน่าเสียดาย สมัยนี้กระทงยังไม่ทันลอยถึงฝั่ง ก็มีมือดีคว่ำกระทงเอาเงินเหรียญในนั้นเสียแล้ว”
                วิญญ์หยุดคิด แล้วพูดออกมาด้วยท่าทางยิ้มเยาะ
                “10 ธันวาคม 2490 ใครกันหนอเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของคน เหตุใดฉันถึงไม่อาจเลือกสิ่งใดด้วยตนเอง แม้กระทั่งชายที่จะเข้ามาเป็นคู่ชีวิต
                ฉันนั่งเขียนเรื่องราววันนี้ในยามค่ำคืน ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะริบหรี่เต็มที เขียนไปด้วยใจอันห่อเหี่ยว ฉันเองไม่อาจรั้นให้พ่อและแม่ต้องทุกข์ใจ เป็นผู้หญิงก็เช่นนี้แหละหนา บวชแทนคุณไม่ได้ สิ่งเดียวที่ตอบแทนพ่อแม่ได้ คือการแต่งงานกับชายที่พ่อแม่เลือกให้เท่านั้น”
                “นี่มันคลุมถุงชนชัดๆ ทำไมถึงได้ใจร้ายกับคุณย่านักนะ ชีวิตทั้งชีวิตเชียวนะนั่น ถ้าเป็นสมัยนี้ไม่มีใครเขายอมกันง่ายๆหรอก จะสู้หัวชนฝาให้ร้าวกันไปข้าง”
                วิญญ์พูดออกมาตามวิสัยเด็กหนุ่ม โลกของเขากว้างเกินกว่าจะรับสิ่งเก่าๆ อย่างการคลุมถุงชนได้ แต่สำหรับแพร เจ้าหล่อนไม่อาจรั้นหรือปฏิเสธ เธอทำได้เพียงยอมรับอย่างจำใจ และเชื่อคำของแม่ที่ว่า อยู่กันไปก็รักกันไปเอง ซึ่งมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคู่ บางสิ่งบางอย่างถูกกลืนกลายหายไปในช่วงเวลาแค่พริบตาเดียว แต่ทิ้งบาดแผลไว้ให้ใครอีกหลายคน
                “19 มีนาคม 2491 ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้เขียนในฐานะแม่แพรลูกสาวแม่พิศ เพราะครั้งหน้าฉันคงได้เขียนในฐานะแม่แพรเมียของชายคนนี้”
                ประโยคแสนสั้นถูกเขียนไว้อย่างหน้าใจหาย เจ้าหล่อนรู้สึกว่าเมื่อวานเธอยังนอนหนุนตักแม่ ฟังเพลงกล่อม แต่วันนี้กลับต้องมาแต่งงานกับชายที่ไม่เคยแม้แต่จะผูกสมัครรักใคร่ คำพูดนี้หากอ่านแบบผิวเผินอาจจะดูจิกกัดชีวิตของตัวเองไปเสียหน่อย แต่นั้นคือความรู้สึกของเจ้าหล่อนจริงๆ
                วิญญ์ไร้คำพูดใดจะเอื้อนเอ่ย ความคิดที่เคยโลดแล่นอยู่ดับวูบลงไปในพริบตา ความรู้สึกอัดแน่นอันหนักหน่วงของย่าแพร ส่งผ่านถ้อยคำเพียงไม่กี่คำมาแตะที่ใจของเขาอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกหวาดหวั่น โดดเดี่ยวและอ้างว้าง ทำให้เขาเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมทุกครั้งที่ไปบ้านไม้ริมน้ำแห่งนั้น ย่าแพรถึงได้ดูหดหู่นัก เพราะที่นั้นเป็นมากกว่าอดีตแสนหอมหวานแต่มันคืออดีตอันขมขื่นในคราเดียวกัน
                เขาปิดสมุดบันทึกแล่มนั้นด้วยใจว่างเปล่า หากจะอ่านต่อก็เกรงว่าใจจะรับความหดหู่ไม่ได้ แต่หากจะปิดแล้วนำสมุดเล่มนั้นไปคืนย่าแพร ก็อดเสียดายอดีตอันมีค่าที่แม้จะมืดมนไปสักนิดแต่ยังมีแสงไฟแห่งศรัทธาริบหรี่นำทางอยู่ร่ำไป เขาก้าวเข้าสู่ภวังค์อีกครั้งเมื่อเริ่มอ่านบันทึกหน้าสุดท้าย
                “2 มีนาคม 2492 ชีวิตฉันดำเนินเรื่อยไปตามวิถีที่ควรจะเป็น ต้นรักระหว่างฉันและเขาเติบโตขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันไม่แน่ใจนัก แต่เมื่อมองย้อนกลับมา ฉันที่เคยผอมบางกลับกลายเป็นหญิงอุ้ยอ้ายใกล้คลอดเต็มที อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง คำนี้ของแม่หวนกลับมาให้ฉันได้คิดอีกครั้ง คงจริงอย่างนั้น”
                “อยู่กันไปก็รักกันเองอย่างงั้นน่ะหรือ สมัยนี้ไม่มีทาง ความรักคือรากฐานของการครองคู่ ผมไม่มีทางร่วมชีวิตกับคนที่ไม่ได้รักเด็ดขาด ความคิดเก่าคร่ำครึแบบนั้น เลือนรางไปจากสังคมเสียได้ก็ดี หากจะให้พ่อแม่ตีกรอบชีวิตเช่นนั้น เราคงเป็นเพียงมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ”
                วิญญ์อ่านไปพลางคิดตาม เขาอยู่ในโลกแห่งเสรีภาพ โลกไร้พรมแดนใดขวางกั้น กรอบที่พ่อแม่สร้างขึ้นจึงเปราะบางกว่าก่อนมาก
                “24 มิถุนายน 2492 สามเดือนกว่าที่ห่างหายไปจากหน้ากระดาษ ฉันกลายเป็นแม่คนเต็มตัวอย่างไม่เคยนึกฝัน ลูกคนแรกเป็นชาย พ่อเขาเห่อใช่เล่น รีบเอาวันเดือนปีเกิดไปให้หลวงตาที่วัดฝั่งคลองทางโน้นตั้งชื่อให้ ได้ความว่าให้ชื่อ ปภพ แปลว่า ผู้นำ เพราะพ่อของเขาอยากให้เขาเป็นผู้นำน้องๆไปในทางที่ดี
                เราทั้งคู่มองใบหน้าลูกชายตัวน้อยที่หลับตาพริ้ม แล้วตกลงกันอย่างเป็นหมั่นเป็นเหมาะว่า เราจะเลี้ยงเขาแบบวิถีใหม่ ให้เขามีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตนเอง ไม่บังคับจิตใจเหมือนที่เราเคยถูกกระทำมา เพราะเขาอาจไม่โชคดีรักกันเหมือนที่เราเป็น”
                วิญญ์ยิ้มอย่างชื่นชม ย่าแพรต้องใช้ความกล้ามากแค่ไหนถึงกล้าตั้งข้อตกลงเช่นนั้น สมัยก่อนผู้หญิงมีสิทธิ์มีเสียงซะที่ไหนกันเราต่างรู้ดี แต่ย่าแพรกล้า เพื่อให้วิถีดั่งเดิมปรับให้เขากับยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่านบันทึกเรื่องนี้ เป็นบันทึกชีวิตหน้าสุดท้าย ที่ร้อยเรียงชีวิตของย่าแพรไว้แน่นหนา
                วิญญ์ก้าวผ่านเรื่องในอดีตในเวลาไม่ถึงหนึ่งคืน เขานำสมุดบันทึกเล่มนั้นกลับไปให้เจ้าของที่นั่งนิ่งอยู่ ณ ศาลาไม้กลางสวน
                “ย่าแพรครับ วิญญ์เข้าใจแล้ว”
                เขานั่งลงข้างกายเธอ พร้อมกับยื่นสมุดบันทึกเล่มนั้นคืนให้ เธอรับสมุดเล่มนั้นคืนมาแล้วกอดไว้แนบอก คล้ายกับคิดถึงจับใจ
                “อดีต แม้จะผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหน แต่มันยังทิ้งร่องรอยไว้ในใจเสมอ บางสิ่งในสังคมเกิดขึ้นและดับลง บางอย่างในชีวิตของย่าผ่านเข้ามาแล้วก็เลยผ่านไป ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นสวยสดงดงามก็จริงอยู่ แต่ใครจะคิดว่าในระหว่างทางกลับมีหมอกควันสีจางปกคลุมทุกอย่างจนยากจะแลเห็นสิ่งใด กระทั่งบางสิ่งถูกกลืนกินด้วยการเวลา เหลือเพียงภาพวาดในมโนทัศน์ที่ยังคงอยู่ไม่เลือนหาย เหมือนย่าที่ยังมีลมหายใจอยู่เป็นผู้ขับขานลำนำชีวิตเรื่อยไป ในขณะที่สิ่งต่างๆรอบตัวสิ้นสลายกลายเป็นเรื่องเล่าไปหมดแล้ว”
                ย่าแพรพูดด้วยใจโหยหาความงดงามแห่งวิถีในอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่เธอพินิจได้คือ เธอต้องก้าวต่อไปในวงล้อกาลที่ยังคงหมุนวนอย่างไม่หยุดยั้ง คิดถึงได้แต่จะเอาตัวเองไปจมปรักกับอดีตไม่ได้
                “เหมือนเรากำลังเดินอยู่ริมฝั่งน้ำเลยนะครับ สายน้ำไหลไปและไม่มีวันย้อนคืน ความเชื่อ ค่านิยม วิถี และประเพณี ก็เช่นเดียวกัน ถูกกลืนกลายด้วยสังคมเสรีภาพและกาลเวลา บางเรื่องในบันทึกยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง บางอย่างก็เลือนหายจนผมไม่อาจขวนขวายความงามเหล่านั้นพบ”
                วิญญ์กล่าวออกมาอย่างเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ เขาเป็นเด็กสมัยใหม่ที่ถูกปลูกฝังให้รักความเป็นตัวตนของคนไทยมากกว่าวิ่งไล่จับเงาในน้ำที่ไม่อาจเอื้อมถึง
                “ชีวิตก็เป็นเช่นนี้แหละ”
                ย่าแพรพูดด้วยใจว่างเปล่า ความบอบช้ำที่ต้องเห็นความงามในวิถีชีวิตเลือนหายไปอย่างช้าๆ มันกลายเป็นความชินชาไปเสียแล้ว สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่นั้นมีเพียงความหวังอันลึกซึ้งว่า
                “วันหนึ่งเรื่องราวในบันทึกจะฟื้นคืนสู่สังคมเสรีภาพอีกสักหน ให้เด็กๆได้เห็นความงามอันแท้จริงของชีวิตคนไทยอย่างเรา เหมือนที่วิญญ์ได้เห็นจนประจักษ์แก่ใจตน”

5 ความคิดเห็น

  • บุคคลนั้น

    (Jeerapon201@gmail.com)

    01-09-2017 14:46:27

    ย่าแพรชื่อแพร ส่วนแม่แพรคือแม่ของ(ย่า)แพร
    อ่านแล้วงงมาก เนื้อเรื่องทั้งหมดจะตัดสลับในช่วงปัจจุบันและอดีตของย่าแพร(ภวังค์ความคิด) ตอนแรกเริ่มเรื่องอยู่ในใจย่าแพร อ่านไปสักพักก็เข้าไปอยู่ในความคิดของใครก็ไม่รู้ จนมาถึงหนังสือเล่ม(ย่าแพรเขียน)จึงได้รู้ว่าใครคือคนที่คิดอีกคน ถ้าอ่านไม่จบนี่งงตาย

    #1

  • ญาดา

    03-09-2017 14:35:21

    เรื่องนี้ทำให้คิดถึงบ้านเก่าของตัวเองขึ้นมาทันที บ้านที่นานแล้วไม่ได้กลับ

    #2

  • สูรย์

    03-09-2017 14:38:31

    เวลาเป็นตัวกำหนดสรรพนามนะครับ จากที่ผมอ่าน สรรพนามที่นักเขียนใช้จะเปลี่ยนตามยุคตามสมัย ซึ่งผมเข้าใจและคิดว่ามันคือเสน่ห์ของงานอย่างหนึ่ง

    #3

  • อารยชนคนชายทุ่ง

    03-09-2017 15:13:50

    ผมว่าเรื่องนี้ทำให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ในต่างมุมต่างมิติ ต่างทัศนะและต่างวัย โดยส่วนตัวชอบเรื่องนี้ แต่เส้นเวลาของเรื่องค่อนข้างงงนิดหน่อย แต่หากอ่านดีๆแบบตั้งใจอ่าน จะรับรู้ได้เลยว่า มันคือความรู้สึกของย่าแพร ที่ยังคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่

    #4

  • วังวน วนเวียน

    (middle.sq@hotmail.com)

    08-09-2017 16:08:48

    ชอบค่ะ เป็นเรื่องที่เล่นกับเส้นเวลา ถึงจะดูงงๆแต่ชอบนะคะ

    #5

แสดงความคิดเห็น