|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com คอลัมน์วัฒนธรรมต่างประเทศวันนี้ พี่เป้ จะพาน้องๆ ไปทำความรู้จักกับ การบริการลูกค้าในร้านอาหารของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งประเทศนี้เค้าขึ้นชื่อเกี่ยวกับงานบริการทั้งทางด้านโรงแรมและร้านอาหารอยู่แล้ว เอาเป็นว่า น้องๆ ลองค่อยๆ อ่านแล้วเปรียบเทียบดูว่าเหมือนหรือต่างกับของไทยยังไงบ้างนะ ??
ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์จะมีโรงเรียนสอนเกี่ยวกับงานด้านบริการในร้านอาหารโดยตรง พนักงานเสิร์ฟส่วนมากแทบทุกคน จะต้องผ่านการอบรมหรือเรียนในโรงเรียนเหล่านั้นเพื่อจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปสมัครงานได้ เพราะฉะนั้นการเป็นพนักงานเสิร์ฟในสวิสเซอร์แลนด์จึงไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้ ซึ่งงานบริการในร้านอาหารนั้นจะมีกฏในทางปฏิบัติมากมาย อาทิเช่น
- หลังจากที่ลูกค้าบอกเจตนาว่าจะทานอาหารหรือต้องการทานอย่างอื่น พนักงานเสิร์ฟห้ามเดินนำหน้าลูกค้าโดยเด็ดขาด และไม่ควรให้ลูกค้าเดินตามหลัง วิธีที่ถูกต้องคือ ควรเดินเคียงลูกค้าไปจนถึงโต๊ะอาหาร และเมื่อถึงโต๊ะอาหาร ก็มีหน้าที่ช่วยลูกค้าถอดเสื้อแจ็คเกตหรือเสื้อกันหนาวไปแขวนไว้บนที่แขวน หรือเพียงแค่เอ่ยถามก็ได้ เนื่องจากลูกค้าบางคนจะใส่สิ่งของมีค่าไว้ในเสื้อแจ็คเกต ก็มักจะแขวนไว้ที่เก้าอี้แทน
- พนักงานเสิร์ฟจำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในเมนูอาหาร เพราะในกรณีที่ลูกค้ามีข้อสงสัยหรือลูกค้าแพ้อาหารบางชนิด จะได้สามารถแนะนำลูกค้าได้ - การรับเมนู ต้องจดเมนูตามที่นั่งที่ลูกค้านั่ง ซ้ายหรือขวา เพราะเมื่อเสิร์ฟอาหารจะได้ไม่ต้องถามลูกค้าว่า ใครเป็นคนสั่งจานนี้ เพราะเป็นการเสียมารยาทเนื่องจากรบกวนลูกค้า - การเสิร์ฟอาหารหรือเครื่องดื่มนั้น จะเสิร์ฟกันทางขวามือเท่านั้น
- การเก็บจานและแก้วต่างๆ จะเก็บทางด้านขวามือเสมอ ยกเว้นจานขนมปังจะเก็บทางด้านซ้ายมือเท่านั้น - หลังจากการทานอาหารแล้ว ควรเว้นช่วงให้ลูกค้าได้พูดคุยหรือนั่งย่อยอาหารสักพัก แล้วจึงนำเมนูของหวานให้ลูกค้า พร้อมทั้งถามว่าจะรับกาแฟด้วยหรือไม่ หากลูกค้าต้องการกาแฟ ก็จะนำมาเสิร์ฟหลังจากที่ลูกค้าทานของหวานหมดแล้ว - หลังจากลูกค้าดื่มกาแฟหมด ก็อาจจะมีการถามอีกครั้งว่า จะรับวิสกี้ด้วยหรือไม่ เป็นการเพิ่มกำไรให้กับทางร้านและเป็นการบริการเอาใจใส่ลูกค้าเพิ่ม - หากลูกค้าติว่าอาหารรสชาติไม่ดี ควรรีบบอกเชฟในครัว เพื่อเชฟจะได้ตัดสินใจว่า ควรตัดสินใจนำอาหารจานใหม่มาเสิร์ฟให้ หรือ ไม่คิดเงินค่าอาหารนั้น - เมื่อลูกค้าจะกลับ ต้องนำเสื้อแจ็คเกตหรือเสื้อกันหนาวที่แขวนไว้มาช่วยสวมให้แก่ลูกค้า
การบริการลูกค้าที่ดีนั้น ไม่ใช่ว่าบริการเพียงแค่ตอนเสิร์ฟและตอนเก็บจานเท่านั้น แต่หมายถึงการบริการตั้งแต่ลูกค้าเข้ามาในร้านอาหารจนลูกค้าออกไป น้องๆ คนไหนที่อยากทำงานด้านนี้ ที่สำคัญคือต้องมีใจบริการ พร้อมจะยิ้มแย้มและแก้ปัญหาล่วงหน้าได้ วิธีง่ายๆ คือ ลองนึกภาพว่าถ้าเราเข้าไปในร้านอาหาร เราหวังจะได้รับการบริการอย่างไร เราก็ควรจะบริการด้วยวิธีนั้นแก่ลูกค้าด้วยเช่นกัน รับรองว่าถ้ามีใจรักอาชีพบริการแล้ว รุ่งแน่นอนกับอาชีพสายนี้
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?




26 ความคิดเห็น
น่าจะดีมาก
โอ โห้ สุดยอดของการบริการจริง ๆ
ขนาดพนักงานยังต้องมีใบประกาศนียบัตรเลย
คุณภาพจริง ซูฮก 5555
เ ข้ า ไ ป ที่เ ห มื อ น คุ ณ น า ย
5 5 +
เห็นด้วยที่ว่าไม่ถามว่า ได้จองไว้หรือไม่
อีกอันคือเดินเคียงข้างลูกค้าไปที่โต๊ะ
ที่เมืองไทยเดินนำทางไป เราว่าก็ดีนะ
ต่างที่ต่างธรรมเนียม^^
นี่หละหนา ที่เค้าเรียกว่าลูกค้าคือพระเจ้า
จะดีมากถ้าบริการดีดีแบบนี้มีในเมืองไทย
แต่เสียใจที่เมืองไทยไม่มีบริการดีดีแบบนั้น
พอหลังเลิกงาน เพื่อนพี่เป้ชวนพี่กินข้าวในร้านมันเนี่ยแหละ
น้องๆ เชื่อมั้ยว่า เพื่อนพนักงานเสิร์ฟปฏิบัติกับเพื่อนพี่เหมือนเป็นลูกค้าคนนึง
คือถอดเสื้อแจ็คเกตแล้วเอาไปแขวน บริการอย่างดี
คือถ้าเป็นที่ไทยคงแบบ .. เอ่า จะกินไรก็ไปทำเองๆ
แต่ที่นั่นทำเหมือนเพื่อนพี่เป็นลูกค้าจริงๆ เลย พี่นี่แอบงงว่าทำไมเค้าเคร่งมากๆ ปฏิบัติดีสุดยอดดดด
ชอบให้ตัวเองเป็นคนสำคัญ
แล้วถ้าสมมติว่าเราไม่ได้จองล่ะคะ
แบบว่าเราไม่รู้ว่ามันต้องมีจองโต๊ะด้วย
(อย่างร้านอาหารไทยเนี่ย บางร้านก็จอง บางร้านก็ไม่จอง)
เค้าจะเชิญเราออกมั้ยยย??
แล้วเราจะนั่งกินที่ร้านเค้าได้มั้ย??
อยากถามอย่างนึงว่า ..
ถ้าเราไปกินอาหารที่ร้านในเมืองนอก เค้าต้องจองหมดรึปล่าวคะ? (ไม่เคยไป)
บริการลูกค้าดีมาก
สุดยอด
เมืองไทยน่าจะทำแบบนี้
แต่ก็ยอมรับว่าดีกว่าเมืองไทยจริงน่ะแหล่ะ
ที่สวิสคนนิยมดื่มกาแฟหลังอาหารกันมาก
กาแฟแก้วนึง มีช้อน มีนม มีน้ำตาล มีช็อกโกแลตไม่ก็บิสกิต วางบนจานรอง
เคยรับจ๊อบทำงานในร้านแบบนี้ด้วยนะ หน้าที่เสิร์ฟกาแฟ ถึงได้จำแม่น
มาเพิ่มเม้น 5 5 5+
เท่าที่เคยดูหนังหรืออ่านบทความมา คนยุโรปส่วนใหญ่เรื่องอาหารเป็นเรื่องสำคัญมากอ่ะ รายละเอียดก็เยอะสุดๆ แต่ถ้าจะหาแบบนี้ในเมืองไทยคงต้องโรงแรมหรูๆเท่านั้นแหละค่ะ