|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ..... ช่วงนี้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศสำหรับน้องๆ มัธยมก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนหรือทุนที่ให้ไปเรียนต่อมัธยมปลายเลย และทุนหนึ่งที่หลายคนคงจะรู้จักกันดีก็คือทุนองค์กร EF [Education First]
ซึ่งล่าสุด พี่เป้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผู้อำนวยการฝ่ายรับนักเรียนต่างชาติเข้าศึกษาของ EF Ms.Chantelle Robitaille ที่ตอนนี้กำลัง World Tour เดินทางไปหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เวียดนาม และเมืองไทย และได้ถามคำถามข้อข้องใจที่น้องๆ ฝากมาถามกัน จะมีคำถามอะไรบ้าง ไปอ่านกันได้เลยค่ะ

พี่เป้ : Culture Shock ส่วนมากที่เด็กๆ มักเจอสำหรับการไปเรียนต่อเมืองนอกคืออะไรคะ Ms.Chantelle Robitaille : สำหรับเด็กไทยนั้น ปัญหา Culture Shock ที่เจอกันบ่อยๆ ก็คือ ในวันแรกๆ ที่เดินทางไปถึงมักจะตื่นเต้นและตกใจกับสิ่งใหม่ๆ และอาจจะยังปรับตัวไม่ได้ โดยเฉพาะกับเรื่องอาหารเพราะค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก ดังนั้นควรจะฝึกทำอาหารไทยไปด้วยเพื่อจะได้ทำทานเองได้ นอกจากนี้วิธีที่จะแก้อาการ Culture Shock ได้ดีมากๆ ก็คือต้องพยายามเข้าหาและพูดคุยกับเพื่อน หรือจะลองลงคอร์สวิชาที่ตัวเองสนใจ เข้าชมรมที่น่าสนใจ อาจจะทำให้เจอเพื่อนได้มากขึ้น หรือถ้าใครคิดถึงบ้านมากๆ ก็อย่าลืมสอนวิธีเล่น Skype กับคุณพ่อคุณแม่ เป็นอีกวิธีที่จะช่วยทำให้หายเหงาได้ค่ะ
พี่เป้ : เท่าที่ทราบมา ทุนสำหรับไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ EF มีให้นักเรียนต่างชาตินั้น มีแต่ทุนจำนวน 50% อยากทราบว่าในอนาคตมีแผนที่จะเปลี่ยนเป็นทุนจำนวนเต็ม 100% เลยมั้ยคะ Ms.Chantelle Robitaille : สำหรับตรงนี้ทางเรามองเห็นถึงข้อดีของการมอบทุนจำนวน 50% โดยส่วนมากแล้ว หากเด็กได้ทุนจำนวนเต็ม ก็จะไปเรียนเรื่อยๆ เพราะถือว่าได้ทุนมาจำนวนเต็ม มีหน้าที่เรียนไปเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน หากเรามอบทุน 50% และอีก 50% เป็นเงินจากครอบครัวที่ช่วยสนับสนุน จะเป็นแรงกระตุ้นในการเรียนให้เด็กตั้งใจและขยันยิ่งขึ้น เพราะจะต้องระลึกไว้ตลอดเวลาว่าเราไม่ได้ได้ทุนมาเรียนฟรีๆ แต่มีเงินของพ่อแม่ด้วยส่วนหนึ่ง จะทำให้เด็กมีความตั้งใจมากขึ้นเพื่อไม่อยากให้พ่อแม่ผิดหวังค่ะ
นอกจากนี้ เรายังมองว่่าการมอบทุน 50% นั้น สามารถมอบให้นักเรียนได้หลายคน แต่ถ้ามอบให้เป็นทุนจำนวนเต็มเลย ก็จะทำให้มอบให้ได้ไม่กี่คน ถือเป็นการเปิดโอกาสแบ่งปันและขยายวงกว้างให้แก่นักเรียนที่อยากได้ทุนด้วยค่ะ

พี่เป้ : จากประสบการณ์การพิจารณารับนักเรียนต่างชาติเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายของ EF คิดว่าเอกลักษณ์ หรือนิสัยของเด็กไทยที่มักพบบ่อยๆ คืออะไรคะ Ms.Chantelle Robitaille : ถ้าเป็นเรื่องการเรียน คงต้องบอกว่าคลาสเรียนของโรงเรียนในไทยเป็นห้องเรียนที่ใหญ่มาก แต่ถ้าเทียบกับเด็กในเอเชียประเทศอื่น เช่น เกาหลี ฮ่องกง ถือว่าเด็กมัธยมของไทยมีความกดดันด้านการเรียนน้อยกว่า อย่างเด็กเกาหลีหรือฮ่องกงจะเรียนหนักมาก เลิกเรียนจากโรงเรียนเสร็จ มีเรียนพิเศษต่อถึงมืด พอมีเวลาว่าง เด็กพวกนี้จะไม่รู้ว่าควรทำอะไรดี เพราะนอกจากการเรียนแล้ว วันๆ แทบจะไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย ดังนั้นส่วนมากก็จะอยู่ในห้องและเล่นเกมคอมพิวเตอร์เงียบๆ คนเดียว แต่เด็กไทยจะดูมีสังคมของเพื่อนมากกว่า พอเลิกเรียนหรือมีเวลาว่าง ก็จะมีเวลาเที่ยวเล่นกับเพื่อน บางคนดูเป็นเด็กขี้อาย ไม่กล้าแสดงออกเท่าไหร่ แต่ก็รับรู้ได้ว่าถึงจะอาย แต่เด็กไทยก็มีความพยายามที่จะทำความรู้จักและเปิดใจรับเพื่อนใหม่อยู่ตลอด ไม่ปิดกั้นสังคมของตัวเอง
และอีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจน คือเด็กไทยจะให้ความสำคัญกับระบบรุ่นพี่รุ่นน้องรวมถึงเคารพผู้อาวุโสมากๆ เรื่องพวกนี้ในแถบตะวันตกอาจจะไม่เคร่งมาก บางทีมีครูนั่งอยู่ในห้องเรียน แต่เด็กบางคนก็เอาเท้าขึ้นมาพาดเก้าอี้ ซึ่งเด็กไทยจะไม่ทำแบบนี้เพราะมองว่าเป็นเรื่องหยาบคายมาก ดังนั้นบรรดาโฮสท์แฟมิลี่จึงค่อนข้างอยากจะรับเด็กไทยไปเลี้ยงดู เพราะเด็กไทยจะให้ความเคารพพวกเค้า ทำตามกฏ ไม่แหกกฎ รวมถึงเวลาคิดถึงอาหารไทย ก็จะทำทานและทำเผื่อไปถึงโฮสท์แฟมิลี่ด้วย แต่ในขณะเดียวกัน เด็กในแถบอเมริกาส่วนมากมีนิสัยชอบท้าทาย ซึ่งโดยวัฒนธรรมของเค้าแล้ว ไม่ได้มองว่าการท้าทายหรือการลองดีเป็นเรื่องหยาบคาย รวมถึงไม่เคร่งครัดเรื่องระบบซีเนียร์ด้วย นี่คือข้อแตกต่างค่ะ
พี่เป้ : ที่ผ่านมา เด็กไทยนิยมไปเรียนต่อมัธยมปลายในประเทศไหนมากที่สุดคะ Ms.Chantelle Robitaille : ส่วนมากจะเป็นอเมริกาค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง ที่บ้านจะนิยมส่งไปอังกฤษมากกว่า เพราะทางพ่อแม่จะมองว่าอังกฤษค่อนข้างปลอดภัยกว่าอเมริกา รวมถึงมีค่านิยมว่า เด็กผู้หญิงที่ไปเรียนต่ออังกฤษ จะดูมีกิริยามารยาทเรียบร้อย ดูเป็นผู้ดี หรือที่เราได้ยินว่าผู้ดีอังกฤษนั่นแหละค่ะ

พี่เป้ : มีน้องๆ หลายคนฝากถามว่า การสมัครทุนแลกเปลี่ยนของ EF นั้น ทำไมในกฏการสมัครต้องระบุว่า ต้องได้เกรดเฉลี่ยของทุกวิชาอย่างน้อย 2.0 บางคนเก่งอังกฤษ แต่อ่อนเลขหรือวิทย์ ทำให้สมัครไม่ได้ Ms.Chantelle Robitaille : จริงๆ แล้วสามารถสมัครมาได้ก่อนเลยค่ะ เราจะมีพิจารณาอีกที ซึ่งการจะพิจารณาคัดเลือกเด็กสักคน เราไม่ได้มองแค่เกรดเฉลี่ยอยู่แล้ว เราดูด้านอื่นๆ ด้วย เข้าใจว่าบางโรงเรียนอาจจะกดเกรด แต่บางโรงเรียนอาจจะค่อนข้างปล่อยเกรด เลยเกิดความเหลื่อมล้ำตรงนี้ เด็กที่สนใจสามารถสมัครมาได้ก่อน ถ้าเราสนใจก็จะมีการเรียกสัมภาษณ์เพื่อดู performance ด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ได้ดูจากเกรดเพียงอย่างเดียวค่ะ
และนั่นก็คือคำถาม 5 ข้อที่น่าสนใจที่ Ms.Chantelle Robitaille ฝากตอบมาถีงน้องๆ ชาว Dek-D.com โดยเฉพาะ หวังว่าหลายคนคงจะหายข้องใจกันแล้วนะคะ ^^ ทั้งนี้ พี่เป้ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทาง EF ที่ช่วยอำนายความสะดวกรวมถึง Ms.Chantelle Robitaille ที่สละเวลามาพูดคุยและช่วยตอบคำถามเหล่านี้ด้วยค่ะ

|
34 ความคิดเห็น
"อังกฤษ"เมืองผู้ดี >.<
อยากไปเรียนบ้างแต่ก็ไม่กล้า TvT
ยกเว้นภาษาอังกฤษได้ 2.5 ไปได้ป่าวค่ะ
จริง ๆ แล้ว life shock กับ culture shock มันใกล้เคียงกัน คนเขาก็เลยเหมาเอาเป็นอย่างเดียวกันหมด
life shock คือเวลาที่เราไปเจออะไรแปลกใหม่ที่เราไม่เคยประสบมาก่อน และรู้สึกรับไม่ได้
แต่อาการนี้ จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น วันสองวันก็ปรับตัวได้แล้ว ส่วนมากจะเป็นเรื่องของอาหารนะ
อย่างเช่น ชาวต่างชาติมาบ้านเรา แล้วเห็นบางคนกินรถด่วน จิ้งหรีด ตั๊กแตน เขาก็รับไม่ได้ตรงนี้ และอาจอ้วกแตกอ้วกแตนกันได้
แต่พอเขาเข้าใจว่า มันกินได้นะ และก็เป็นอาหารที่คนไทยกลุ่มหนึ่งนิยมกินกัน ไม่ช้าเขาก็ปรับตัวได้เอง
ส่วน culture shock คือ การที่เราเห็นคนในต่างวัฒนธรรมกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งแตกต่างจากของเราอย่างสิ้นเชิง
แล้วเรารู้สึกรับไม่ได้ ไม่คุ้นชิน ไม่คุ้นเคย และอาจเกิดความรู้สึกว่า ทำไมเขาทำแบบนั้นล่ะ ทำไมไม่ทำแบบนั้น ประมาณนั้น
ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับ life shock นั่นแหละ เพียงแต่ มันใช้ระยะเวลานานกว่าในการปรับตัว และมันก็ขึ้นอยู่กับคนด้วย
บางคน อาทิตย์สองอาทิตย์ ก็สามารถปรับตัวได้แล้ว แต่บางคนเป็นเดือน ๆ ก็มี
ซึ่ง culture shock นี่แหละ เป็นสาเหตุหนึ่งของ homesick
อยากอยู่บ้านโฮสอ้ะ เคยไปแต่อยู่ ร รประจำ แซ๊ดดดมักๆ
แง้ เค้าเลยม.ปลายมาแล้วเสียดายจัง
รอไป work and traval ดีกว่า 55+
เป็นอะไรที่ดีนะ
ขอบคุณครับ
OH..................
I will go to U.S.A.,of EF