> สุนัข | นักล่าฝัน AF7 | ค้นหานิยาย | Asian Star | บอร์ด The Star6 | บอร์ด AF7 | บอร์ดนักเขียน | เรียนต่อต่างประเทศ | ทายใจ | ดูดวง | วัยรุ่น |
> รับตรง สอบตรง | กวดวิชา | ติวเตอร์ | GAT-PAT ONET แอดมิชชั่น | ทุน เรียนต่อ | บอร์ดหนุ่มๆ | บอร์ดสาวๆ | Take a Photo | Group |
 
  Admission >  อัพเดทข่าวแอดมิชชั่น
    Dek-D.COM > Admission> อัพเดทข่าวแอดมิชชั่น
 
 

สาเหตุยอดแพทย์ลด..เพราะ พ่อแม่ ไม่ให้เรียน

มาฟังสาเหตุอีกหนึ่งข้อที่ทำให้ยอดเรียนคณะแพทย์ปีนี้ลดลง

      Post : 22 เมษายน 2551 , View: 5278
 
 
บทความนี้ โพสโดย
  พี่ลาเต้
  My.iD พี่ลาเต้
 
 
 

บทความโดย พี่ลาเต้ จากคอลัมน์ Admission > อัพเดทข่าวแอดมิชชั่น เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม

ถกเถียงกันมานานนะครับ สำหรับสาเหตุที่ทำให้ยอดการเรียนแพทย์ในปีนี้ลดลง ซึ่งสาเหตุหลักๆก็น่าจะมาจากที่เดี๋ยวนี้ วิชาชีพแพทย์ หมอ โดนฟ้องร้องกันเยอะ...ซึ่งเหตุผลนี้ก็ไม่สะเทือนใจเท่าเหตุผลรองลงมานั้นก็คือ ที่ไม่นิยมเรียนแพทย์ เพราะพ่อแม่ ไม่ให้เรียน...รายละเอียดจะเป็นยังไงนั้นไปตามจากข่าวเลยครับ...

 

ศ.นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้สละสิทธิเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2551 ผ่านระบบรับตรงของ กสพท.จำนวนมากและต้องเรียกผู้ที่สำรองไว้ ถึง 2 รอบ ว่า ถึงแม้จะมีผู้สละสิทธิมากกว่าปีที่ผ่านมาแต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขไม่มากนัก ซึ่ง กสพท.ก็ยังได้เด็กหัวกะทิที่ต้องการเรียนแพทย์จริง ๆ อยู่ และขณะนี้ กสพท.ก็ได้ส่งรายชื่อเด็กที่สอบติดและมารายงานตัวให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แล้ว เพื่อตัดสิทธิเข้ารับการ คัดเลือกในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นปีการศึกษา 2551 ส่วนกรณีที่นักเรียนบางคนไม่สละสิทธิในสถาบันที่ตนเองสอบติด และยังไปรับทุนเรียนต่อที่อื่นนั้น เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เพราะทุกสถาบันก็อยากได้คนเก่งทั้งนั้น

 
 

ด้าน ศ.นพ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า เด็กที่สละสิทธิเข้าเรียนแพทย์ส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่บังคับให้มาสอบ แต่ไปเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ ขณะที่บางคนต้องเรียนแพทย์ทั้งที่ตนเองไม่ชอบซึ่งมีไม่มากนัก และจากการติดตามเด็กกลุ่มนี้ พบว่า เด็กไม่มีความสุขกับการเรียนบางคนใช้เวลาเรียน 7-8 ปี และเมื่อออกไปทำงานก็ทำไม่เต็มที่ ดังนั้นตนขอฝากพ่อ แม่ว่าอย่าบังคับลูก เพราะเด็กเก่งไม่จำเป็นต้องเรียนหมอเท่านั้น ยังมีอาชีพอื่นให้เด็กเก่งทำและเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้เหมือนกัน

 

น.ส.ธัญชนก ธีรรัตน์กุล ซึ่งสอบได้ที่ 1 ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ตนอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ หรือจะไปรับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อเรียนต่อด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ทุนถึงปริญญาเอก และเท่าที่ดูแนวโน้มตนคงจะเลือก กทช. เพราะชอบและถนัดวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มากกว่าเรียนแพทย์ อย่างไรก็ตามภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ตนจะตัดสินใจอีกครั้ง และหากตัดสินใจเลือก กทช. ก็จะสละสิทธิการเรียนแพทย์ทันที เพื่อให้คนอื่นที่ต้องการเรียนแพทย์จริง ๆ ได้เข้ามาเรียน...

 

          พี่ลาเต้ เชื่อว่าน้องๆหลายคนประสบกับปัญหาแบบนี้นะครับ...ยังไงก็ขอเอาใจช่วย ทางออกที่ดีที่สุด ก็ลองหาจุดยืนร่วมกัน...คุยกันด้วยเหตุผล หากตกลงกันไม่ได้ พี่ลาเต้ เชื่อว่าความสบายใจ เป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ...
 
 

พี่ลาเต้ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

บทความโดย พี่ลาเต้ จากคอลัมน์ Admission > อัพเดทข่าวแอดมิชชั่น เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม



หรือ ช่วยกันโปรโมต 3 วิธีง่ายๆ
1 ป่าวประกาศ Voice
ประกาศให้เพื่อนใน List ของคุณรู้ ว่าคุณชอบกระทู้นี้
2 บอกต่อๆ กัน
คัดลอกข้อความไปส่งต่อใน Messenger
หรือในอีเมล์สิ!
URL\Link สำหรับเข้ามาอ่านหน้านี้
Embed Code สำหรับนำหน้านี้ไปแปะ
3 ส่งหรือเก็บบทความ ผ่านช่องทางอื่นๆ
แค่คลิกเดียวก็โปรโมตผลงานคุณยิงตรงถึง Social Network
ที่คุณใช้บ่อยๆ

ค้นหาที่เรียนกวดวิชา !
บทความที่ผ่านมา : Dek-D.COM > Admission > อัพเดทข่าวแอดมิชชั่น
ทุนการศึกษา ป.ตรี-เอก ประเทศรัสเซีย
ใครที่อยากได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ อย่าพลาดข่าวนี้
ไปญี่ปุ่น...กับเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์
โครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ให้โอกาสน้องๆไปเที่ยวญี่...
ยืนยันสิทธิ์แพทย์ แล้วไปเรียนต่อ สมควรหร...
หลายฝ่ายถามถึงความเหมาะสมกรณี ยืนยันสิทธิ์แล้วไปเรียนต่...
เรียนฟรี..."ดิจิทัลมีเดีย เวิร์คช้อป"
คณะดิจิทัลมีเดีย ม.ศรีปทุม เปิดอบรมฟรี "ดิจิทัลมีเดีย เ...

ข้อมูลสอบ GAT PAT | อ่านบทความ Admission เพียบ >
เรื่องอื่นๆที่มี Tag ใกล้เคียง
  
 
หน้าที่ [ 1  ]
 
 
ความคิดเห็นที่ 1  
อ๋อเหรอ เพื่อให้คนอื่นเรียนหรอ ป่านนี้เค้าเลิกรับรอบ3 จุฬาแล้วมั้ง ถ้ารู้ว่าได้ทุนแล้ว จะมาสอบ เอเนต ให้เปลืองกระดาษ คำตอบทำไมค่ะ
Name : อ๋ฮย [ IP : 125.24.77.38 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 12:59
 
 
ความคิดเห็นที่ 2  
เชอะ พูดให้ตัวเองดูดีน่ะดิ....ช่ายป่ะ
Name : อีแอบ [ IP : 58.136.75.7 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 13:02
 
 
ความคิดเห็นที่ 3  
เค้าสละสิดก็ไปว่าเค้า ไม่สละก็ไปว่าเค้า เฮ้อ อิจฉารึไง
Name : ทำไม่ได้อย่างเค้าอ่ะดิ่ [ IP : 125.24.178.135 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 13:20
 
 
ความคิดเห็นที่ 4  
ตอบ คห.3เออ ทำไม่ได้ แต่ชั้นก้ ติดหมอ ละกัน ไม่ได้ มี อคติ ส่วนตัว แต่ ต้องเห็นใจคนที่ไม่มีที่เรียน แล้วอยากเป็น หมอ จริงๆบ้าง ว่าแต่ เธอหละ ทำได้เหรอ แหมๆ แฟนคลับ แล้วรู้ได้ไงว่า ถ้าเค้าไม่สละสิด แล้วชั้นจะว่าเค้า สู่รู้ไม่เข้าเรื่อง ชิ่วๆไปเลย
Name : ฮ๋อย [ IP : 125.24.77.38 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 13:41
 
 
ความคิดเห็นที่ 5  
ไม่สนแพทอยู่แล้ว
Name : งืม5555555 [ IP : 117.47.163.116 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 14:53
 
 
ความคิดเห็นที่ 6  
เราว่าอย่าว่าพี่เค้าเลย อันที่จริงถ้าเค้าสละสิทธิ์ ตัวสำรองก็จะได้เรียกขึ้นมาไม่ใช่เหรอคะ คนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองโดยไม่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย
Name : เด็กคนหนึ่ง [ IP : 58.8.232.243 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 15:03
 
 
ความคิดเห็นที่ 7  
ยังไม่รู้เลยจะเรียนอะไรดี
Name : เห้อออออ [ IP : 61.19.172.223 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 15:04
 
 
ความคิดเห็นที่ 8  
เก่งเลือกได้
Name : Acely ★~* < My.iD > [ IP : 203.172.215.217 ]
Email / Msn: acely_is_me(แอท)yahoo.com
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 15:20
 
 
ความคิดเห็นที่ 9  
ประเด็นคือ เค้ายังไม่ได้ ตัดสินใจว่าจะเอาไง คือ ถ้าเค้าสละสิด ตอนนี้ก้เท่ากับว่า ที่ของเค้าเสียเปล่าไม่ได้ อะไรขึ้นมาเลย เพราะ รอบ 2 รับไปแล้ว และดูเหมือนว่าหมอจุฬา จะไม่มีรอบ 3แล้ว(มั้ง) เท่ากับว่าถ้าเค้าสละสิด ณ ตอนนี้ ก้เท่ากับ เสีย หมอ ไปอีก 1 คน
Name : สดกำบก [ IP : 125.24.80.177 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 15:21
 
 
ความคิดเห็นที่ 10  
...ไม่รู้ว่าข่าวจะมีว่าเดือดร้อนอะไรที่คนไม่อยากเรียนหมอ ให้คนมันขาดเป็นร้อยๆสิ จะไม่ว่าเลย นี่คนที่อยากเรียนแทบตายยังไม่ได้เรียนเลย...แล้วยังจะมาออกข่าวปาวๆ ในเมื่อแพทย์ขาดแคลน ก็รับเยอะๆสิ ดูข่าวทีไร..ก็แทงใจทุกที เพราะเราสอบไม่ติด ผู้ปกครองก็ตัวร้าย เด็กไม่อยากเรียนก็บังคับ ให้คนที่เขาอยากเรียนด้วยใจให้ได้เรียนไม่ดีกว่าเหรอ.. แต่คนที่เรียนตามกระแส หรือถูกบังคับ จะมีความสุขได้ไง.. แต่เนอะ....เรียนๆไปก็คงชอบเองแหละ
Name : ^-^ [ IP : 161.200.255.162 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 17:08
 
 
ความคิดเห็นที่ 11  
สู้ ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้ เลือกสิ่งที่ดีที่สุด อย่ากั๊กที่เหมือน................
Name : *-* [ IP : 124.121.136.103 ]
Email / Msn: -
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 17:36
 
 
ความคิดเห็นที่ 12  
คนเก่งมีสิทธ์เลือก แต่คนไม่เก่งนี่สิ บางคนยังหาที่เรียนไม่ได้ แต่ก็ต้องพยายามเพื่ออนาคตตัวเอง สู้ๆ ทุกคนทำได้
Name : สปานนี่ < My.iD > [ IP : 118.174.51.1 ]
Email / Msn: ting_thong007(แอท)hotmail.com
วันที่: 22 เมษายน 2551 / 18:44
 
 
ความคิดเห็นที่ 14  
คห1กับ 2 ทำไมพูดยังกะเค้าไม่สิทธิ์สอบไม่มีสิทธิ์เลือก เค้าเก่งนี่ผิดด้วยเหรอ ผิดเหรอที่สอบได้หลายที่น่ะ เป็นคุณๆมีโอกาสสอบได้คุณจะไม่ลองสอบดูเหรอ รู้ว่าได้ทุนแล้วมาสอบเอเน็ตทำไม ? อ้าวทำไมล่ะลองข้อสอบไง ผิดอีกรึเปล่า ? แทนที่คุณจะเอาเวลามาอิจฉาเค้าน่ะ ไปอ่านหนังสือแล้วสอบให้ได้ระดับเค้าไป๊
Name : เด็กโง่ๆ [ IP : 117.47.151.17 ]
Email / Msn: -
วันที่: 23 เมษายน 2551 / 21:34
 
 
ความคิดเห็นที่ 15  
แพทย์ในเมืองล้น แต่แพทย์ชนบท ขาดแคลน
Name : blaa [ IP : 125.24.138.197 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 เมษายน 2551 / 17:39
 
 
ความคิดเห็นที่ 16  
พ่อแม่อยากให้เรียนก็หลายเหตุผล อยากฝากผีฝากไข้ เป็นหน้าเป็นตา ยกเหตุผลแม่น้ำทั้ง 5 มาชี้ ถ้าเด็กไม่ชอบไม่ถนัดก็คงอึดอัดน่าดู การตัดสินใจน่ะบางทีมันก็ไม่ง่ายๆ เพราะข้างหนึ่งก็อนาคต อาชีพ และการดำเนินชีวิต อีกข้างหนึ่งก็พ่อแม่เรา...........เห็นใจพี่ๆ ทุกคนที่เจอปัญหานี้
Name : TU สอบปีหน้า [ IP : 202.54.110.245 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 เมษายน 2551 / 18:14
 
 
ความคิดเห็นที่ 17  
พ่อแม่อยากให้เรียนก็หลายเหตุผล อยากฝากผีฝากไข้ เป็นหน้าเป็นตา ยกเหตุผลแม่น้ำทั้ง 5 มาชี้ ถ้าเด็กไม่ชอบไม่ถนัดก็คงอึดอัดน่าดู การตัดสินใจน่ะบางทีมันก็ไม่ง่ายๆ เพราะข้างหนึ่งก็อนาคต อาชีพ และการดำเนินชีวิต อีกข้างหนึ่งก็พ่อแม่เรา...........เห็นใจพี่ๆ ทุกคนที่เจอปัญหานี้
Name : TU สอบปีหน้า [ IP : 202.54.110.245 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 เมษายน 2551 / 18:18
 
 
ความคิดเห็นที่ 18  
เห็นด้วยกับความคิดเห็น10 ที่สุด
Name : danny [ IP : 118.174.94.99 ]
Email / Msn: -
วันที่: 24 เมษายน 2551 / 22:55
 
 
ความคิดเห็นที่ 19  
จะให้เค้ารับเยอะเกินไปก็ไม่ได้อีกนะคะ เพราะอุปกรณ์เครื่องมือในการเรียนก็มีจำกัดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นต้องไปว่าพี่เค้าเลยนี่ พี่เค้าก็เก่งจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุด อีกอย่างถ้าพี่เค้าสละสิทธิ์ ยังไงๆคนที่สอบได้เป็นตัวสำรองก็ต้องเลื่อนอันดับขึ้นมาอยู่ดีนะแหละคะ ทางที่ดีพวกพี่ๆที่ไม่อยากเรียนจริงๆแต่เป็นพวกหัวกระทิก็อย่าไปสอบเลยนะคะ สงสารคนที่อยากเรียนจริงๆ อย่างหนูเป็นต้นเถอะคะ^_^~
Name : ^^AmSnowqu€€n๛ < My.iD > [ IP : 124.121.125.23 ]
Email / Msn: tal_zajang(แอท)hotmail.com
วันที่: 25 เมษายน 2551 / 07:30
 
 
ความคิดเห็นที่ 20  
อยากเรียนแต่สอบไม่ได้ก็เท่ากับคุนไม่ผ่านขั้นต่ำแล้ว เข้าไปเรียนไม่ใช่ว่าอยากเรียนแล้วมานจาเรียนได้ มานต้องมีฝีมือด้วย ได้คนที่อยากเรียนแต่ไม่ได้เรื่องยิ่งเสี่ยงต่อคนไข้มากกว่าเดิม
Name : ooh. < My.iD > [ IP : 125.27.113.86 ]
Email / Msn: hyuo(แอท)hotmail.com
วันที่: 25 เมษายน 2551 / 16:11
 
 
ความคิดเห็นที่ 21  
เหนด้วยกับความเห็นที่ 20 เรยคับ อยากเรียน อยากได้ แต่คนจะเป็นหมอก็ต้องมีความสามารถเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนนะคับ ถ้าเข้าไปเรียนไม่ไหว นี่เปลืองทั้งงบ ทั้งเวลาเรย
Name : เห็นด้วย [ IP : 58.9.6.80 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 01:15
 
 
ความคิดเห็นที่ 22  

ความเห็นที่ 10 คะ...

        พี่ไม่ได้อยากโพสต์ข้อความลงมาเพื่อเป็นการก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทนะคะ  พี่แค่ผ่านเข้ามาดู  ก็เลยสนใจกระทู้นี้ขึ้นมา  และขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเล็กน้อยของพี่ค่ะ...

        การเรียนวิชาชีพแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่มีการกระทำต่อร่างกายมนุษย์นะคะ  ไม่เหมือนสาขาวิชาอาชีพอื่น  เพราะฉะนั้นผู้กระทำต้องกระทำด้วยความรู้จริงๆ  ไม่ใช่สักแต่ว่าทำๆไปเถอะ  เกิดเรื่องผิดพลาดก็ไม่เป็นไร  เพราะในความเป็นจริงแล้ว  หากเกิดเรื่องผิดพลาดกับคนไข้  เกิดความเสียหายต่อร่างกายมนุษย์ขึ้นมา  จะเกิดเรื่องใหญ่ทันที  นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เกิดการฟ้องร้องมากมายในปัจจุบัน  น้องคงเห็นบ้างแล้วในหน้าหนังสือพิมพ์นะคะ...

        ทีนี้  พี่อยากให้น้องลองอ่านบทความๆหนึ่ง  ซึ่งพี่ได้ forward mail มา พี่อ่านแล้วได้ใจมากๆ  ซึ้งจริงๆ... 

     

Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:16
 
 
ความคิดเห็นที่ 23  
FW: วิกฤติในวงการแพทย์ไทยที่ประชาชนควร ผู้เขียน :พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ที่ปรึกษาสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับเปลี่ยนเงินเดือนและค่าตอบแทนแพทย์ในภาคราชก าร แพทยสภา อนุกรรมการให้คำปรึกษาทางวิชาการแพทยสภา อนุกรรมการจริยธรรม แพทยสภา อนุกรรมการพัฒนากฎหมายเพื่อความเป็นธรรมในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภา อนุกรรมการพิจารณากำหนดมาตรฐานการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาล แพทยสภา หลังจากประเทศไทยได้เริ่มใช้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 แล้ว ประชาชนได้รับประโยชน์จากการมีการ “ประกันสุขภาพ” โดยไม่ต้องจ่ายเงินในการรักษาสุขภาพของตนเองเลย (แม้ว่าในช่วงแรกคือพ.ศ. 2545-2549นั้นประชาชนบางส่วนจะต้องจ่ายเงินครั้งละ 30บาท ในการไปตรวจรักษาสุขภาพ) ผลจากการที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินของตนเองเลยในการ “ไปซ่อมสุขภาพ” ทำให้ประชาชนหลั่งไหลไปโรงพยาบาลมากขึ้น เพื่อเรียกร้อง “สิทธิ” ในการ “ซ่อมสุขภาพ” ทำให้โรงพยาบาลต่างๆต้องรับภาระงานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับภาระตรวจรักษาประชาชนที่หลั่ งไหลมาโรงพยาบาลจนแน่นขนัดทุกวัน (ถ้าท่านผู้อ่านนึกภาพความ “แน่นขนัด” ของประชาชนที่ไปโรงพยาบาลไม่ได้ ก็ขอให้ท่านลองไปสังเกตการณ์ที่โรงพยาบาลของรัฐบาลที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย ท่านก็จะเห็นคนเข้าคิวแน่นขนัดไปทุกโรงพยาบาล) ในขณะเดียวกันรัฐบาลในยุคนั้นก็ได้พยายามส่งเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนรับรักษา ผู้ป่วยจากต่างประเทศมากขึ้น ภายใต้โครงการ “Medical Hub” ทำให้ชาวต่างประเทศมาใช้บริการตรวจรักษาสุขภาพในโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยม ากขึ้นจนมีจำนวนผู้ป่วยปีละเกือบสอง ล้านคนแล้ว ทำให้โรงพยาบาลเอกชนมีความต้องการบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆได้แก่ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์อื่นๆอีกมากมาย โดยที่โรงพยาบาลเอกชนมีความสามารถในการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานของแพทย์และบุค ลากรทางการแพทย์ในอัตราที่สูงกว่าเงินเดือนและค่าตอบแทนจากภาคราชการมาก จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลลาออกมาทำงานในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น ทำให้โรงพยาบาลของรัฐบาลมีบุคลากรไม่เพียงพอที่จะทำงานให้การตรวจรักษาประชา ชนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ต้องรับภาระทำงานมากขึ้น ต้องทำงานสัปดาห์ละ 90-120 ชั่วโมง และมีเวลาตรวจผู้ป่วยเพียงคนละ 2-4 นาที(เอกสารหมายเลข1) ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาดในการรักษาเพราะแพทย์ไม่มีเวลาที่จะ คิดใช้ดุลพินิจอย่างเหมาะสมในการตรวจ วินิจฉัย หรือรักษาโรค ซึ่งทำให้มีการร้องเรียนหรือเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษามากขึ้น(เอกสารห มายเลข2และ3) และเกิดการฟ้องศาลทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาเพื่อให้ศาลลงโทษแพทย์ในคดีอาญาฐาน “ฆ่า” คนตายโดยประมาท
Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:23
 
 
ความคิดเห็นที่ 24  
ต่อนะคะ(ไม่พอลงทั้งบทความค่ะ)... นอกจากประชาชนจะฟ้องศาลแล้ว ยังร้องเรียนสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แพทยสภา หรือไปร้องเรียนหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เพื่อจะกล่าวหาแพทย์หรือโรงพยาบาลว่ารักษาผู้ป่วยไม่ดี ทำให้ไม่หายป่วย พิการ หรือตาย ทั้งๆที่บางกรณีเท่านั้นที่เกิดจากความผิดพลาดของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพท ย์ แต่ส่วนใหญ่จะเกิดจากข้อจำกัดเรื่องสภาพของผู้ป่วยที่อาจป่วยหนักเกินเยียวย า ผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาไม่ดี เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์หรือผู้ป่วยมีโรคแทรกซ้อนในระบบอื่นๆของร่างกาย หรือมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือ เทคโนโลยี เวชภัณฑ์ และความวชาญหรือความรู้ในวิชาชีพเฉพาะบางสาขาของบุคลากร หรือการขาดแคลนบุคลากรบางสาขา เช่นการขาดแพทย์เฉพาะทางด้านการดมยาสลบ การขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางด้านการศัลยกรรม และอื่นๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเสมอเหมือนกันเมื่อไปโรงพยาบาลที่แตกต่า งกันและเป็นผลให้การรักษาสุขภาพอาจไม่ได้ผลเท่าเทียมกันในแต่ละโรงพยาบาล ภาระงานที่มีมากเกินไปจากจำนวนประชาชนไปตรวจรักษามากขึ้น รวมทั้งการที่ประชาชนร้องเรียนหรือฟ้องร้องมากขึ้น ประกอบกับโรงพยาบาลเอกชนมีความต้องการแพทย์มากขึ้น ภาระงานน้อยกว่า และค่าตอบแทนสูงกว่า ทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ พากันลาออกจากโรงพยาบาลของรัฐบาล ไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น (เอกสารหมายเลข 4)ทำให้ความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ยิ่งรุนแรงยิ่งขึ้น แพทย์ในประเทศไทยที่มีอยู่ทั้งหมด 19,546คนทั้งประเทศนั้น สังกัดในกระทรวงสาธารณสุขเพียง 9,928 คน โดยอยู่ในกรุงเทพมหานคร 805 คน อยู่ในภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) 3,216คนภาคเหนือ 2,016คน ภาคใต้1,405 คน เมื่อเปรียบเทียบจำนวนแพทย์ต่อจำนวนประชาชนแล้ว พบว่าทั่วประเทศมีส่วนแพทย์ต่อประชาชนเท่ากับ 1: 3,182 กทม.1:867 ภาคกลาง (ไม่รวมกทม.) 1:3,124 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:7,015 ภาคเหนือ 1:3724 ภาคใต้ 1:4306 (เอกสารหมายเลข4) จะเห็นได้ว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแพทย์น้อยที่สุด คือแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชาชน 7,015 คน ในขณะที่แพทย์มีจำนวนน้อย แต่ ประชาชนทั้งประเทศ63ล้านคนเศษ ไปรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกทั้งหมด 134,057,237 ครั้ง ไปรักษาแบบผู้ป่วยใน(นอนในโรงพยาบาล)อีก 35,656,391 ครั้ง ในปีพ.ศ. 2548 ตัวเลขนี้แสดงว่าในแต่ละวันแพทย์จะต้องตรวจรักษาทั้งผู้ป่วยนอกวันละ 367,280 คนและผู้ป่วยในวันละ 97,689คน ในขณะที่มีแพทย์ที่ทำงานรักษาผู้ป่วยจริงๆเพียงประมาณ 10,000 คนเท่านั้น (เอกสารหมายเลข 4และ5) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆแล้วจะเห็นว่าภาระงานของแพทย์ไทยต่อจำนวนผ ู้ป่วยสูงกว่าแพทย์ทุกประเทศไม่ว่าจะเป็นเวียตนาม มาเลเชีย บรูไน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐ แต่ค่าตอบแทนของแพทย์ไทยต่ำกว่าค่าตอบแทนของแพทย์ทุกประเทศที่กล่าวมา (เอกสารหมายเลข 1 ,และ6)
Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:26
 
 
ความคิดเห็นที่ 25  
(ต่อ) ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้นำทีมในด้านการรักษาผู้ป่วยจะต้ องเป็นผู้รับผิดชอบต่อวิธีการ กระบวนการ และผลของการรักษา ฉะนั้นแพทย์จึงเป็นผู้ที่ถูกฟ้องในฐานะผู้รับผิดชอบการรักษามากที่สุด และแพทย์จะต้องรับผิดชอบในผลการรักษาและอาการของผู้ป่วยตลอดเวลา24 ชั่วโมงของแต่ละวันในฐานะแพทย์เจ้าของไข้ แม้เป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ก็จะต้องมาตรวจเยี่ยมผู้ป่ วย เพื่อสั่งการรักษาก่อนที่จะสามารถไปทำภารกิจส่วนตัวของตนได้ ทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งไม่อาจจะอดทนอยู่ทำงานในกระทรวงสาธารณสุขได้นาน เพราะภาระงานและความรับผิดชอบมากมาย จึงเห็นได้ว่าจำนวนแพทย์ลาออกจากราชการมีมากขึ้นเรื่อยๆภายหลังการใช้พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(เอกสารหมายเลข5) ถ้าถามว่าแพทย์ที่ลาออกแล้วไปทำอะไรบ้าง ก็จะพบว่าไปอยู่โรงพยาบาลเอกชน ทำคลินิกเอกชนหรือส่วนตัว ไปทำอาชีพอื่น และไปทำงานบริหารการเงินของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและไปเป็นนักการเมื องทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น บางคนก็ไปเรียนนิติศาสตร์ เพื่อให้มีความรู้ไว้ป้องกันตัวไม่ให้ถูกฟ้อง หรือไว้แก้คดี/หรือเป็นที่ปรึกษาเมื่อแพทย์ถูกฟ้อง หรือบางตนก็ไปเป็นที่ปรึกษาให้ประชาชนในการฟ้องแพทย์ก็มี การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์นั้นมิได้ขาดแคลนเฉพาะจำนวนเท่านั้น ยังมีการขาดแคลน บุคลากรเฉพาะเช่น แพทย์เฉพาะทางในหลายสาขา เช่นดมยา ศัลยกรรมต่างๆ ฯลฯ พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเฉพาะทางในการดูแลผู้ป่วยวิกฤติในหอผู้ป่วยหนัก หรือผู้ป่วยเฉพาะโรค ขาดแคลนบุคลากรอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ทันตแพทย์หรือนักเทคนิกการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆที่ทำงานสนับสนุนการค้นหาสาเหตุของโรคโดยการใช ้ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆอีกมากมาย ผลของการขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้ ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่ออันตรายจากการตรวจรักษาสุขภาพ ทำให้มีการร้องเรียนและฟ้องร้องมากขึ้น ซึ่งผลเหล่านี้นอกจากจะเสียหายต่อประชาชนทั่วไปแล้ว ยังส่งผลให้แพทย์ส่วนมากที่ตั้งใจทำงานตรวจรักษาประชาชนเกิดความท้อแท้และเบ ื่อหน่ายต่อวิชาชีพของตนเอง พยายามเปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้บริหาร เพื่อจะได้ไม่ต้องตรวจรักษาผู้ป่วย ลาออกจากราชการ และ/หรือเลิกอาชีพแพทย์(เอกสารหมายเลข 5)
Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:28
 
 
ความคิดเห็นที่ 27  
(ต่อ...)ส่วนการที่รัฐบาลพยายามที่จะลดอัตรากำลังข้าราชการในกระทรวงต่างๆรวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วยนั้น กลับจะทำให้ขาดแคลนบุคลากรยิ่งขึ้น เพราะข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขนั้น ต้องทำงานกันตลอด 24 ชั่วโมงทุกๆวัน การคิดว่ามีข้าราชการมากเกินไปจะเป็นภาระแก่งบประมาณของรัฐบาลนั้น กลับจะทำให้เกิดผลเสียหายแก่ระบบการตรวจรักษาสุขภาพของประชาชนมากยิ่งขึ้น ในขณะนี้ กำลังมีการโฆษณาหาเสียงในแง่ที่จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ ้น ผู้เขียน ในฐานะที่รับรู้เรื่องข้อจำกัดในระบบบริการทางการแพทย์ อยากจะฝากความหวังไว้กับพรรคการเมืองที่จะได้เข้ามาบริหารประเทศเพื่อความผา สุกและปลอดภัยแก่ประชาชนว่า การที่จะให้ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพและได้รับความปลอดภัยจากการ “ซ่อม”สุขภาพจากบริการทางการแพทย์นั้น ควรจะต้อง “ปฏิรูประบบบริการทางการแพทย์” ใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและมีมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดีนั้น จะต้อง “พัฒนาระบบบริหารจัดการ”โรงพยาบาล จัดสรรงบประมาณ พัฒนาและเพิ่มอัตรากำลังบุคลากรให้เหมาะสม และควรให้ประชาชนมีส่วนรับผิดชอบดูแลสุขภาพเบื้องต้นของตนเองและครอบครัวด้ว ย เพื่อจะได้ไม่ต้องไปใช้บริการ “ซ่อม” สุขภาพมากมายจนเป็นภาระแก่งบประมาณและทรัพยากรบุคลด้านการแพทย์มากเกินไปเช่ นในปัจจุบัน ซึ่งการขาดแคลนบุคลากรก็จะส่งผลกระทบอันร้ายแรงมาสู่ประชาชนเหมือนในปัจจุบันนี้
Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:30
 
 
ความคิดเห็นที่ 28  
(สุดท้ายนะคะ)ที่พี่ซึ้งไม่ใช่อะไรค่ะ เพราะพี่เองก็ทำงานอยู่ในสาขาสารณสุขเหมือนกัน ก็เลยเข้าใจปัญหาเหล่านี้อย่างถ่องแท้มาก อันที่จริงพี่รู้ว่าระบบ 30 บาทน่ะ มีจุดประสงค์ให้คนไข้ได้รับความเสมอภาคในการรักษาพยาบาล แต่อย่าลืม แต่ก่อนนี้ ผู้ป่วยที่ยากไร้จริงๆ แต่ละโรงพยาบาลก็มีระบบ "สังคมสงเคราะห์" ให้นะคะ เขาเองก็ไม่ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน แต่เมื่อมาเป็นระบบ 30 บาทนี้ ทำให้คนไข้เข้ามาในโรงพยาบาลมากขึ้น ภาระหนักตกอยู่กับบุคคลากรทางการแพทย์ พอเราตรวจรักษาเร็วและพูดน้อยไป ผู้ป่วยก็ไม่พอใจ คุณภาพของงานก็ต่ำลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ค่ะ แต่เรา(จำเป็น)ต้องทำงานแข่งกับเวลาแบบนี้จริงๆ เพราะไม่อย่างนั้น พวกเราก็จะทำงานไม่ทันค่ะ... เรื่องการร้องเรียนที่มีมากขึ้น ก็ทำให้เราทำงานยากมากขึ้นค่ะ เพราะเกรงว่าถ้าเราทำผิดพลาดแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ก็จะถูกคนไข้ฟ้องร้องเอา เพือนพี่ที่แพทย์เล่าให้ฟังเลยค่ะว่า เขาเห็นยาที่โรงพยาบาลจ่ายให้ไป กองอยู่หน้าโรงพยาบาลหลายถุง ไม่แค่นั้น เขาเห็นกับตาว่า คนไข้คนหนึ่งเขวี้ยงยาลงพื้นต่อหน้าต่อตาเขาแล้วกลับบ้านไปเฉยเลย นั่นเป็นเพราะว่า ค่ารักษาพยาบาลถูกเกินไปล่ะมั้ง(อันนี้เป็นความรู้สึกของพี่และเพื่อนๆ) ทั้งๆที่เราพยายามทำงานหนัก แต่คนไข้กลับไม่เห็นคุณค่าของหยาดเหงื่อและยาของเราเลย... นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แพทย์ ทันตแพทย์ลาออกมาก แต่รัฐบาลกลับแก้ไขปัญหาด้วยการผลิตแพทย์เพิ่ม พี่พูดมาตั้งยาว ประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากจะบอกน้องก็ตรงนี้แหล่ะค่ะ "เพราะการผลิตแพทย์ให้ได้มากๆ เปิดรับแพทย์ให้ได้มากๆ ไม่ยากหรอกค่ะ" แต่ "การจะผลิดแพทย์ให้มีคุณภาพน่ะ ยากกว่า" พี่ไม่ได้หมายความว่าแพทย์ต้องสมองดีสมองไวเสมอไปนะคะ ถ้าไม่เก่งแต่ขยันพอที่จะอ่านตำราหนักๆได้ ก็เรียนได้ค่ะ แต่น้องลองคิดดู ในขณะที่โรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งพยายามสอนเด็กของเขาให้มีคุณภาพ ก็ต้องจำกัดจำนวนเด็กเป็นธรรมดาเพื่อให้การควบคุมดูแลนิสิตนักศึกษาแพทย์เป็นไปอย่างทั่วถึง แต่ทางรัฐบาลกลับใช้วิธีจัดตั้งคณะแพทย์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆมากขึ้นทั้งๆที่เขาไม่มีศักยภาพพร้อม แล้วใช้วิธีส่งเด็กๆเหล่านั้นไปเรียนตามโรงพยาบาลจังหวัดต่างๆ น้องลองคิดดู แพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆเขารับภาระหน้าที่หนักในการตราจรักษาคนไข้ในแต่ละวันอยู่แล้ว ไหนจะต้องมานั่งเตรียมการสอน ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบอีกมากมาย แล้วก็อยู่เวรดึกๆดื่นๆอีก น้องคิดว่าอาจารย์แพทย์จำเป็นเหล่านั้นจะเอาเวลาที่ไหนมาทำได้คะ แล้วน้องคิดดูว่าเด็กๆผู้เป็นอนาคตแพทย์เหล่านั้นจะถูกฝึกมาให้มีคุณภาพที่สุดเพื่อเป็นความหวังให้คนไข้ตาดำฝากชีวิตได้อย่างไร มันเป็นไปได้ยากจริงๆ... พี่พูดตามความเห็นพี่นะคะ แสดงความคิดเห็นธรรมดาเท่านั้น อันที่จริงหากจะโทษก็คงต้องโทษที่รัฐบาลเอาพวกเราไปเป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองเท่านั้นเอง หวังว่าน้องคงไม่ว่ากันนะคะ...
Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:32
 
 
ความคิดเห็นที่ 29  
(สุดท้ายแล้วค่ะ)ที่พี่ซึ้งไม่ใช่อะไรค่ะ เพราะพี่เองก็ทำงานอยู่ในสาขาสารณสุขเหมือนกัน ก็เลยเข้าใจปัญหาเหล่านี้อย่างถ่องแท้มาก อันที่จริงพี่รู้ว่าระบบ 30 บาทน่ะ มีจุดประสงค์ให้คนไข้ได้รับความเสมอภาคในการรักษาพยาบาล แต่อย่าลืม แต่ก่อนนี้ ผู้ป่วยที่ยากไร้จริงๆ แต่ละโรงพยาบาลก็มีระบบ "สังคมสงเคราะห์" ให้นะคะ เขาเองก็ไม่ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน แต่เมื่อมาเป็นระบบ 30 บาทนี้ ทำให้คนไข้เข้ามาในโรงพยาบาลมากขึ้น ภาระหนักตกอยู่กับบุคคลากรทางการแพทย์ พอเราตรวจรักษาเร็วและพูดน้อยไป ผู้ป่วยก็ไม่พอใจ คุณภาพของงานก็ต่ำลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ค่ะ แต่เรา(จำเป็น)ต้องทำงานแข่งกับเวลาแบบนี้จริงๆ เพราะไม่อย่างนั้น พวกเราก็จะทำงานไม่ทันค่ะ... เรื่องการร้องเรียนที่มีมากขึ้น ก็ทำให้เราทำงานยากมากขึ้นค่ะ เพราะเกรงว่าถ้าเราทำผิดพลาดแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ก็จะถูกคนไข้ฟ้องร้องเอา เพือนพี่ที่แพทย์เล่าให้ฟังเลยค่ะว่า เขาเห็นยาที่โรงพยาบาลจ่ายให้ไป กองอยู่หน้าโรงพยาบาลหลายถุง ไม่แค่นั้น เขาเห็นกับตาว่า คนไข้คนหนึ่งเขวี้ยงยาลงพื้นต่อหน้าต่อตาเขาแล้วกลับบ้านไปเฉยเลย นั่นเป็นเพราะว่า ค่ารักษาพยาบาลถูกเกินไปล่ะมั้ง(อันนี้เป็นความรู้สึกของพี่และเพื่อนๆ) ทั้งๆที่เราพยายามทำงานหนัก แต่คนไข้กลับไม่เห็นคุณค่าของหยาดเหงื่อและยาของเราเลย... นั่นจึงเป็นสาเหตุให้แพทย์ ทันตแพทย์ลาออกมาก แต่รัฐบาลกลับแก้ไขปัญหาด้วยการผลิตแพทย์เพิ่ม พี่พูดมาตั้งยาว ประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากจะบอกน้องก็ตรงนี้แหล่ะค่ะ "เพราะการผลิตแพทย์ให้ได้มากๆ เปิดรับแพทย์ให้ได้มากๆ ไม่ยากหรอกค่ะ" แต่ "การจะผลิดแพทย์ให้มีคุณภาพน่ะ ยากกว่า" พี่ไม่ได้หมายความว่าแพทย์ต้องสมองดีสมองไวเสมอไปนะคะ ถ้าไม่เก่งแต่ขยันพอที่จะอ่านตำราหนักๆได้ ก็เรียนได้ค่ะ แต่น้องลองคิดดู ในขณะที่โรงเรียนแพทย์แต่ละแห่งพยายามสอนเด็กของเขาให้มีคุณภาพ ก็ต้องจำกัดจำนวนเด็กเป็นธรรมดาเพื่อให้การควบคุมดูแลนิสิตนักศึกษาแพทย์เป็นไปอย่างทั่วถึง แต่ทางรัฐบาลกลับใช้วิธีจัดตั้งคณะแพทย์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆมากขึ้นทั้งๆที่เขาไม่มีศักยภาพพร้อม แล้วใช้วิธีส่งเด็กๆเหล่านั้นไปเรียนตามโรงพยาบาลจังหวัดต่างๆ น้องลองคิดดู แพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆเขารับภาระหน้าที่หนักในการตราจรักษาคนไข้ในแต่ละวันอยู่แล้ว ไหนจะต้องมานั่งเตรียมการสอน ออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบอีกมากมาย แล้วก็อยู่เวรดึกๆดื่นๆอีก น้องคิดว่าอาจารย์แพทย์จำเป็นเหล่านั้นจะเอาเวลาที่ไหนมาทำได้คะ แล้วน้องคิดดูว่าเด็กๆผู้เป็นอนาคตแพทย์เหล่านั้นจะถูกฝึกมาให้มีคุณภาพที่สุดเพื่อเป็นความหวังให้คนไข้ตาดำฝากชีวิตได้อย่างไร มันเป็นไปได้ยากจริงๆ... พี่พูดตามความเห็นพี่นะคะ แสดงความคิดเห็นธรรมดาเท่านั้น อันที่จริงหากจะโทษก็คงต้องโทษที่รัฐบาลเอาพวกเราไปเป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองเท่านั้นเอง หวังว่าน้องคงไม่ว่ากันนะคะ...
Name : ทันตแพทย์คนหนึ่ง [ IP : 58.64.79.201 ]
Email / Msn: -
วันที่: 26 เมษายน 2551 / 03:34
 
 
ความคิดเห็นที่ 31  
มานก็มีแพทย์ด้วยใจ กะแพทย์จำเปงด้วยแหละ แต่ก็นะเค้าอยากวิดวะ ก็ปล่อยเค้าไปจิ เค้าอยากเรียนต่อก็ปล่อยเค้าอีกแหละ แสดงความคิดมานก็ไม่เปงไรหรอก แต่เล่น กัดกานซะง้านเยย มานจามะดีเอานา แต่ถ้าเปงเรา เราเลือกปายวิดวะนะ ก็ชอบอารัย ก็ปายอันนั้นสิ มีสิทธิ์เลือกแล้วนี่ ลังเลอารัยหว่า
Name : <[AD]>Gulluว < My.iD > [ IP : 125.24.107.201 ]
Email / Msn: eternity_neon(แอท)hotmail.com
วันที่: 27 เมษายน 2551 / 20:36
 
 
ความคิดเห็นที่ 32  
คห.10 นี่เหมือนแพ้แล้วพาลเลยอ่ะ ตัวเองสอบไม่ได้ก็ว่าคนนู้นคนนี้ เซ็งๆๆๆๆๆๆ
Name : ด.ญ.XXX [ IP : 124.157.132.13 ]
Email / Msn: -
วันที่: 28 เมษายน 2551 / 10:44
 
 
ความคิดเห็นที่ 33  
คนหัวกะทิ อาจจะอยากเรียนแพทย์น้อยลง แต่คนที่ เก่ง หัวถึง แล้วอยากเรียนแพทย์ มันไม่เคยลดลงหรอกคับ
Name : no name [ IP : 117.47.104.192 ]
Email / Msn: -
วันที่: 30 เมษายน 2551 / 11:41
 
 
หน้าที่ [ 1  ]
 

Let's Post : มาแสดงความเห็นกันที่นี่เลย
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ
ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสแบบบุคคลธรรมดา : ชื่อ* email รูปตัวแทน ใส่รหัสที่เห็น