ย่ำแดนซามูไร..ดูวิถีไปๆ มาๆ ของชาวยุ่น

    

     สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณแฟนๆ คอลัมน์เรียนต่อนอกสำหรับอีเมล์และข้อความต่างๆ ทาง My.iD ที่เขียนมาชื่นชมและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความของพี่ยีนนะครับ แต่ละคำที่ส่งมาน่าชื่นใจสุดๆ เห็นแล้วอยากจะเขียนให้อ่านกันอีกเยอะๆ

     โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างประเทศ ที่ถือเป็นบทความสุดโปรดของหลายๆ คน ซึ่งส่วนใหญ่บอกว่า เหมือนได้เที่ยวเมืองนอกจริงๆ อิอิ...ถ้าอย่างนั้น พี่ยีนจัดให้อีกทริปเลยดีกว่า งานนี้ขอพาไปแอ่วแดนซูชิอีกสักครั้ง ลองไปดูกันดีกว่าว่า แต่ละวันชาวซามูไรเขาไปไหนมาไหนกันอย่างไร และทำไมถึงได้รับฉายามหานครที่มีระบบขนส่งมวลชน 3 ส. จากพี่ยีนไป จะช้าอยู่ไย ไปติดตามกันเลยดีกว่าครับ...

 

 

 


    ชาวยุ่นส่วนใหญ่ เริ่มต้นวันใหม่ของชีวิตด้วยการเดิน เดิน และเดินครับ ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียวและโอซากาจะนิยมเดินกันมาก

    ถ้าน้องๆ ได้มีโอกาสไปเยือนมหานครต่างๆ ในยามเช้า ก็จะพบผู้คนในชุดทำงานเดินกันอย่างรวดเร็ว เต็มทางเท้าไปหมด แม้แต่คนพิการที่ถือไม้เท้าก็ยังเดินเร็ว คนพิการนั่งรถเข็นก็ยังเข็นรถตัวเองเร็ว มีคนพิการประเภทเดียวที่ยังเคลื่อนที่ช้า ก็คือคนตาบอดครับ!


     ในญี่ปุ่นนั้น ผู้ชายส่วนใหญ่จะใส่สูทสีเข้มไปทำงานครับ ซึ่งพวกที่แต่งตัวเนี้ยบขนาดนี้ไม่ใช่แค่หนุ่มออฟฟิศเท่านั้นนะครับ ชาวญี่ปุ่นที่มีอาชีพอื่นๆ ที่ต้องใส่เครื่องแบบทำงานที่ไม่ใช่สูท เช่น พนักงานเสริฟ พนักงานโรงแรม และพ่อครัว ก็จะใส่สูทสีเข้มระหว่างเดินทางไปทำงานเช่นเดียวกัน แต่เขาจะไปเปลี่ยนเครื่องแบบอีกครั้งที่ล็อกเกอร์ของบริษัทครับ

     เหตุผลที่ชาวต้องเก๊กขรึมใส่สูทเข้มกันก็เพราะว่า เมื่อเข้าสู่สังคมวัยทำงานของแดนอาทิตย์อุทัยแล้ว ทุกคนต้องมีวิถีแบบเดียวกันครับ เข้าทางสุภาษิตไทยที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม" และที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ แต่ละบริษัทจะห้ามไม่ให้พนักงานใส่ชุดของบริษัทออกไปนอกที่ทำงานโดยเด็ดขาด เนื่องจากพนักงานทุกคนคือสัญลักษณ์ของบริษัท ถ้าดันไปทำท่าทางประหลาดๆ เดินโซซัดโซเซข้างถนน บริษัทก็เสียลุคกันพอดี เท่านั้นยังไม่พอ! แม้แต่การพูดคุยกันของพนักงานบริษัทเดียวกันในที่สาธารณะ เช่น ในรถไฟใต้ดิน ก็จะมีรหัสที่ใช้แทนบริษัทของตนเอง โดยไม่ออกชื่อให้คนอื่นรับรู้ได้ เล่นกันชนิดที่ว่า ความลับไม่มีรั่ว ความชั่วไม่มีไหลกันเลยครับ

     เมื่อก้าวขาออกจากบ้าน และมุ่งหน้าเดินไปได้ซักพักหนึ่งแล้ว เขาและเธอทั้งหลาย ก็จะโดยสารระบบขนส่งมวลชนกันครับ ซึ่งญี่ปุ่น เป็นอีกประเทศ ที่มีระบบขนส่งมวลชนแบบ 3 ส. คือ สะอาด สะดวก และสบาย มีให้เลือกทั้งบนดิน ใต้ดิน และลอยฟ้า แถมราคายังเป็นกันเอง มีความรวดเร็ว และตรงเวลาด้วยครับ

       เริ่มกันที่รถไฟใต้ดิน หนอนเหล็กขบวนยาว สารถีหลักของพ่อแม่พี่น้องในย่านแสงสีศิวิไลซ์ แห่งแดนอาทิตย์อุทัยกันดีกว่าครับ

     ที่ญี่ปุ่นจะมีระบบรถไฟใต้ดินให้บริการในมหานครใหญ่ๆ อย่างโตเกียว เกียวโต โอซากา ฟุกุโอกะ โกเบ ซัปโปโร เซ็นได และโยโกฮามา ซึ่งไม่อยากจะสาธยายเลยครับว่า ในชั่วโมงเร่งด่วน เช่น ช่วงเช้าก่อนไปทำงาน และช่วงหลังเลิกงานนั้น ผู้คนต่างยัดเยียดเบียดเสียดเหมือนปลากระป๋องกันแค่ไหน เนื่องจากขนส่งมวลชนชนิดนี้จะวิ่งผ่านเฉพาะย่านธุรกิจและชุมชนที่สำคัญของแต่ละเมือง (Metropolitant Areas) ซึ่งเป็นแหล่งรวมของหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ ทำให้รถไฟแต่ละโบกี้แทบจะระเบิด บ่อยครั้งเราจึงได้เห็นภาพพี่ยุ่นทั้งหลาย ยกหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลาและอาการซีเรียสกันเป็นแถวไงล่ะครับ


   เรามาสะพายเป้ขึ้นรถไฟราง กันดีกว่าครับ รถไฟบนดินชนิดนี้จะ 3 ส. กว่ารถไฟบ้านเราอยู่มากโข ทั้งยังอินเทรนด์ลดมลพิษด้วยระบบไฟฟ้า แทนการใช้น้ำมัน และสรรหาได้ในทุกเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ นั้น รถไฟนี้จะเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟใต้ดิน จากชานเมืองไปสู่ย่านแสงสี ส่วนในเมืองเล็กๆ นั้น นอกจากจะใช้สัญจรระหว่างเมืองใกล้เคียงแล้ว ยังเชื่อมโยงกับรถไฟชินคันเซน เพื่อเดินทางไปยังเมืองอื่นที่อยู่ไกลๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วยครับ\


     สำหรับรถไฟลอยฟ้าอย่าง BTS บ้านเรานั้น ที่ญี่ปุ่นเขาก็มีเหมือนกันครับ แต่มีเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียว ซึ่งรถไฟลอยฟ้าของที่นั่น ก็จะไม่วิ่งทับเส้นทางรถไฟใต้ดินและรถไฟดีเซลรางครับ แต่จะใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างขนส่งมวลชนอื่นๆ ครับ

     ส่วนเรื่องค่าบริการรถไฟสารพัดสายนั้น ถ้าเทียบกับค่าครองชีพของคนญี่ปุ่นแล้ว ก็ถือว่าถูกมากครับ ค่าบริการขั้นต่ำก็ประมาณ 160-210 เยน (ประมาณ 45-60 บาท) แล้วแต่ชนิดของรถไฟ ซึ่งค่าครองชีพที่นั่นแพงกว่าไทยประมาณ 10 เท่า ถ้าเทียบกับค่าครองชีพบ้านเราก็แค่ 5-6 บาทเท่านั้นเอง ถูกกว่ารถเมล์พัดลมของบ้านเราเป็นไหนๆ ครับ

     นอกจากนี้ รถไฟยังมีการจำหน่ายตั๋วอยู่หลายแบบ ทั้งตั๋วรายวัน ตั๋วรายเดือน และตั๋วรายปี ซึ่งวิธีการใช้ตั๋วก็จะเหมือนรถไฟฟ้าในบ้านเราครับ โดยการคิดราคาก็จะคิดจากต้นทางไปยังปลายทาง และในกรณีที่ซื้อตั๋วผิดราคา ก็ยังสามารถปรับได้ที่สถานีปลายทางที่ตู้ปรับราคาตั๋วอัตโนมัติ หรือที่ช่องประตูออกก็ได้ครับ 

     เอาล่ะครับ พูดถึงบรรดารถไฟทั้งหลายมาก็มากแล้ว มาดูขนส่งมวลชนอีกประเภทกันบ้างดีกว่าครับ

     ที่ญี่ปุ่นเอง เขาก็มีการใช้รถเมล์เหมือนเมืองไทยครับ แต่ระบบจะต่างกันพอสมควร

     รถเมล์ของพี่ยุ่นเขาจะมีทั้งในเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ส่วนเรื่องค่าโดยสารนั้น ก็คิดตามระยะทาง ตั้งแต่ 100-200 เยน โดยราคาจะแสดงให้เห็นเป็นตารางตามระยะทาง ที่บอร์ดหน้ารถข้างโชเฟอร์

     เมื่อขึ้นรถจะมีเครื่องแจกตั๋วอัตโนมัติที่ประตูทางขึ้น และจะมีเสียงประกาศเมื่อกำลังจะถึงป้ายถัดไป (เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราเลย) เมื่อต้องการลงจากรถก็ต้องกดกริ่ง แล้วเดินไปประตูทางออก ซึ่งอยู่ด้านหน้าคนขับ จากนั้นหยอดเหรียญชำระเงินลงในกล่องข้างคนขับก็เป็นอันเรียบร้อย ซึ่งถ้าหากไม่มีเหรียญ ก็สามารถแลกเหรียญได้ที่เจ้ากล่องใบนี้เช่นกันครับ 


     นอกเหนือจากวิธีเดินทาง ที่พี่ยีนเพิ่งเล่าให้ฟังไป ชาวญี่ปุ่นยังนิยมโบกแทกซี่ ใช้รถยนต์ส่วนตัว และที่อินเทรนด์ลดภาวะโลกร้อนสุดๆ ก็คือ การปั่นจักรยาน

    การใช้สองล้อถีบของชาวญี่ปุ่นนั้น นอกจากจะนิยมปั่น ไปยังจุดหมายปลายทางแทนการเดินแล้ว ยังใช้เป็นนกต่อ เพื่อเดินทางไปยังสถานีรถไฟต่างๆ และสามารถจอดทิ้งไว้ในที่จอดจักรยาน ที่ทางแต่ละสถานีเตรียมไว้ให้ เพื่อโดยสารขนส่งมวลชนชนิดอื่นๆ อีกทอดหนึ่งครับ

     โว้ว..คราวนี้ก็หอมปากหอมคอกันแล้ว ตอนแรกพี่ยีนคิดว่าอยากจะเล่าเรื่องวิธีการเดินทางในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นให้จบ แต่ข้อมูลแน่นเอี๊ยดเลย ขืนเขียนต่อ น้องๆ ต้องหลับกันพอดี

     เอาอย่างนี้ดีกว่า..ตอนหน้าพี่ยีนจะพาไปเจาะลึกกันอีกสักนิด เกี่ยวกับวัฒนธรรมการโบกรถแทกซี่ การใช้รถส่วนตัว และการใช้สองล้อถีบของพี่ยุ่นเขา และต่อกันอีกหน่อยเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเดินทางไกลไปยังเมืองอื่นๆ ของผู้คนแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ใครที่ฝันอยากไปล่องแดนซูชิ ห้ามพลาดเด็ดขาด!

    น้องๆ คนไหนมีเรื่องราวอยากพูดคุย หรืออยากแชร์ประสบการณ์เด็กนอกให้พี่ยีนและเพื่อนๆ ฟัง ก็อีเมลมาได้นะครับที่ gin@dek-d.com เรื่องราวคราวต่อไปจะน่าติดตามแค่ไหน อดใจรอนะครับ...

  

 

Source : http://en.wikipedia.org, http://itgroup.exteen.com/20061222/entry, http://citycritics.blogspot.com/2008/07/blog-post.html

Pics : http://en.wikipedia.com, http://flickr.com, http://picasaweb.google.com, www.sfcityscape.com http://www.japan-i.jp  http://uc.exteenblog.com  http://shibuya246.com http://farm3.staticflickr.com http://www.taishimizu.com

พี่ปอน
พี่ปอน - Webmaster Chief Commercial Officer (CCO)

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

44 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
+noomeen+ Member 22 เม.ย. 52 14:18 น. 6

สุดยอดๆๆๆ ๆ

เป็นประเทศที่น่าอยู่มากๆ

การเดินทางเขาสบายมากเลย

ชอบที่สุดคือ ปั่นจักรยาน เนี่ยแหล่ะ ><

0
กำลังโหลด
McAwesome Member 22 เม.ย. 52 14:19 น. 7
ที่ยุ่นสะอาดมากๆเลยค่ะ เดินไปไหนก็สบาย
การคมนาคมกธสะดวก จากเกียวโต ไปโอซาก้า ก็ไปโดยรถไฟฮังคิว  50 นาทีเอง 
ชอบญี่ปุ่นมากๆเลยค่ะ อยากไปทุกปีเลย
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
weryer 22 เม.ย. 52 17:07 น. 10
อย่าให้คิดถึงชั่วโมงเร่งด่้วนของญี่ปุ่นเลย รถไฟกลายเป็นคนกระป๋องในพริบตา

สงสัยจริงๆว่าไม่เคยมีคนเป็นลมตายหรือไงค่ะเนี่ย

ยุ่นเค้าเดินทนมากๆค่ะ

คนแก่ยุ่นเค้า ยังถึกกว่า เราอีก วัยรุ่นนะวัยรุ่น

แค่ปีนขึ้นครึ่งเขาเอง แอบพักข้างทางก่อน

พอเหลือบมองไป

อะจึ๋ย คนแก่ ไฟแรงมั่กๆค่ะ เดินต่อไม่มีเบรก

โอยยย เหนื่อยงี้ ลืมอายไปเหอะ

คนแก่เป็นกลุ่มๆเลยค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กหกหก 22 เม.ย. 52 17:53 น. 12
เห็นด้วยกับคห.10เลย ตอนเราไปเที่ยวของรร. เช้าๆรีบไปรร เย็นๆรีบกลับบ้าน ก็ต้องจำใจขึ้น เป็นปลากระป๋องจริงๆ ยืนแบบขยับเท้าไม่ได้เลย
0
กำลังโหลด
namsaisai Member 22 เม.ย. 52 18:14 น. 13

อยากขึ้นรถไฟชินคันเซน
พี่ยีนคะอยากรู้ค่าเงินขึ้นที่นั้นกับไทยอ่ะค่ะ ของประเทศอื่นด้วยจะหาดูได้ที่ไหนคะ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
^*^Unnamed=ข่อยบ่มีชื่อดอก^*^ Member 22 เม.ย. 52 19:20 น. 16
ขอแค่
รถไฟเมืองไทย
ให้เร็ว
ก็เริ่ดค่ะ
เอาจริงๆ เราว่า BTS กับ MRT บ้านเราไม่แพ้ที่ไหนเลยน้ะ
^^"
แต่รถติด กับ รถไฟที่ไม่มีรถไปเร่เร้วววนี่
สมควรปรับปรุงด่วน
555+

ปล. ชินคันเซ็นเร็วกว่ารถ
ปลล. ชินคันเซ็นช้ากว่าเครื่องบินนิดนึง แต่รวมเวลาเช็คอินและอื่นๆ เราว่าชินคันเซ็นเร็วกว่า
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด