ชีวิตเศร้าเน่าดั่งละคร..กับด้า ณ ลอนดอน (จบ)

     สวัสดีครับน้องๆ ชาว Dek-D.com คอลัมน์ประสบการณ์นักเรียนนอกคราวที่แล้ว (คลิกเพื่ออ่านตอนที่แล้วพี่ยีนได้พาไปสัมผัสครึ่งแรกของชีวิตเศร้า..เน่าดั่งละครของอดีตนักเรียนไทย ที่ไปเผชิญโลกกว้างถึงเมืองผู้ดีกันมาแล้ว คราวนี้ก็มาต่อกันที่ครึ่งหลังกันดีกว่า เรื่องราวต่างๆ ของเธอ จะจบแบบสุข เศร้า หรือเคล้าน้ำตาอย่างไร ไปติดตามกันเลยดีกว่าครับ...

     น้าปุ๊ชอบระแวงหนูว่าติดยา สูบบุหรี่ กินเหล้า และอีกต่างๆ นานา ที่เขาพอจะระแวงได้ เพราะหนูชอบไปเดินซิ้อของที่ Camden town ที่มันเหมือนตลาดวังหลังของบ้านเรา

     เวลาที่ไป Camden town หนูคิดถึงบรรยากาศตลาดนัดเมืองไทย เลยไปเดินบ่อย แต่คนแถวนั้นมีแต่พวกเด็กพั้งค์ๆ แรงๆ แล้วบางคนก็เล่นกัญชา ซึ่งทุกครั้งที่น้าปุ๊รู้ว่าหนูไปเดินเล่นที่นั่น กลับมาทีไรก็โดนว่าทุกที ซึ่งหนูก็ได้แต่บอกว่า "ได้กลิ่นไหมล่ะ?  กลิ่นน้ำหอมก็ไม่มี เพราะด้าไม่ชอบใช้ ถ้าสูบ หรือทำอะไรพวกนั้น กลิ่นก็ติดเต็มเสื้อผ้าแล้ว"

     ของพวกนี้หนูไม่เอาอยู่แล้ว เพราะหนูเป็นโรคแพ้ควันบุหรี่ตั้งแต่เกิด แล้วเหล้าหนูก็เกลียดมากๆ แต่เขาก็ยังชอบว่าทุกครั้งไป

      ถ้าวันไหนหนูกลับบ้านเร็วกว่าป้อน พอถึงบ้าน ป้อนก็โกรธ กระแทกๆ ทำอะไรปึงๆ ปังๆ ใส่ทุกคน เพราะป้อนชอบคิดว่าตัวเองเจอทางลัดที่กลับบ้านได้เร็วกว่า แต่หนูเจอที่มันลัดกว่านั้นน่ะ

     น้าปุ๊ชอบบอกว่าด้าไปโรงเรียนสาย เพราะว่าออกจากบ้านตอนเจ็ดโมงครึ่ง ชั่วโมงเดียวจะไปทันได้ไง แต่หนูไปทันเสมอ ซึ่งน้าปุ๊เองก็ไม่เชื่อ เลยไปเช็คกล้องวงจรปิดกับทางโรงเรียน ซึ่งไม่มีภาพด้าตอนเดินเข้าออกช่วงที่มาสายเลย ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกล้องตรงประตูใหญ่ หรือหลังโรงเรียนก็ตาม แต่ชื่อด้ากลับมีปรากฎอยู่ทุกห้องเรียนว่าเข้าเรียนทุกคาบ

     แทนที่น้าปุ๊จะหยุด น้าปุ๊กลับโทรไปฟ้องพ่อว่า หนูหนีเรียนบ้าง ไม่เข้าเรียนบ้าง และยังบอกพ่อหนูอีกว่า การที่อาจารย์เช็คชื่อ ก็ให้เพื่อนเช็คให้ อาจารย์ไม่สนใจเช็ค หรือไม่ก็เตี๊ยมกันไว้ ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่ไร้สาระมากๆ แต่พ่อหนูกลับเชื่อเขา แต่ไม่ยอมเชื่อหนู

     และแล้วเรื่องวีซ่าก็มาถึง เวลาหกเดือนแล้ว วีซ่านักท่องเที่ยวที่หนูใช้เดินทางเข้ามายังที่แห่งนี้ก็จะหมดอายุแล้ว ยังเปลี่ยนเป็นวีซ่านักเรียนไม่ได้เลย แต่เขาก็บอกพ่อหนูว่า เรื่องอยู่ที่ทนาย และทุกๆ ครั้ง ที่เขาบอกว่าเขาไปเจอทนายมา พ่อหนูก็ต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้ทนายครั้งละ 500 ปอนด์ (ประมาณ 35,000 บาท) แล้วเขาก็ไปพบทนายเป็นสิบๆ รอบ และน้าปุ๊เองก็ไม่เคยเอาหลักฐานใดๆ มาแสดงให้ดูว่า เขาไปหาทนายมา ได้แต่บอกว่าทนายทำเรื่องอยู่ พ่อหนูจะหมดตัวก็เพราะทนายนี่แหละ

     น้าปุ๊กับหนูมีเรื่องกันทุกวัน เขาตะคอกใส่หนู และชี้หน้าว่าหนูทุกๆ วัน เพราะว่าหนูตื่นนอนตอนเจ็ดโมง ซึ่งถือว่าสายสำหรับเขา

     นอกจากนี้ เขายังหาว่าหนูไปแอบดูคุณยายเข้าห้องน้ำ คุณยายนี่อายุจะแปดสิบแล้วนะ เวลาที่คุณยายเข้าห้องน้ำ จะไม่ยอมปิดประตู และล็อคกลอนใดๆ เลย พอหนูเดินขึ้นบ้าน แล้วหนูเดินเบา คุณยายก็ไม่รู้ตัว แล้วห้องหนูก็ติดห้องน้ำ หนูก็เดินผ่านห้องน้ำเข้าห้องนอน แต่หนูไม่ได้มองเลย เพราะหนูเห็นไฟเปิดอยู่ตอนเดินขึ้นบันได ก็เลยรู้ว่ามีคนอยู่ แต่คุณยายก็ไปฟ้องน้าปุ๊ว่า...หนูแอบดู!..  หนูก็เลยสวนกลับไปว่า "หนูไปดูของน้าไม่ดีกว่าเหรอ เหี่ยวน้อยกว่าคุณยายอีก"

     และเวลาป้อนตะคอกหนู น้าปุ๊จะอยู่เฉยๆ ไม่ว่าสักคำ แต่พอหนูพูดว่าอะไรใส่หน้าป้อน น้าปุ๊จะเดินมาว่าหนูว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน ด่าต่างๆ นานา 

     หนูก็พอเข้าใจนะว่า การที่เขาแทบจะบูชาป้อน เพราะเขาไม่อยากให้ป้อนรู้สึกขาด เขาเลี้ยงป้อนแบบเทิดทูนมาตลอด เนื่องจากพ่อป้อนตายตั้งแต่น้าปุ๊ท้องป้อนได้สองเดือน เขาก็เลยพยายามเติมเต็มความรักให้ป้อน โดยที่ไม่ให้ป้อนรู้สึกผิดใดๆ แต่หนูกลับกลายเป็นคนเลวไปเสียอย่างนั้น

     เขาบอกกับพ่อหนูไว้ว่า จะเลี้ยงดูหนูอย่างลูกอย่างหลาน แต่เขากลับเลี้ยงดูหนูอย่างกับขี้ข้า ที่จะกินอะไรที ก็ต้องกินของเหลือกจากเจ้านาย ทำอะไรผิดไม่ได้เลย แถมยังต้องทำงานบ้านตลอด แล้วเงินที่พ่อส่งไปล่ะ ค่าที่เขาต้องดูแลหนูล่ะ ตรงนี้น้าปุ๊จะต้องซื้อของใช้ให้หนู เวลาที่หนูขอซื้อแปรงสีฟันสำหรับคนจัดฟัน ผ้าอนามัยแบบมีปีก หรือยาสีฟันยี่ห้อคอลเกต ซึ่งของพวกนี้จะแพงกว่าของปกติ แต่น้าปุ๊ก็บอกว่า แปรงสีฟันแบบธรรมดาก็แปรงได้ ไม่ติดเหล็กหรอก หนูก็บอกเขาว่า ก็มันเคยติด ด้าเจ็บ เลยขอเปลี่ยน แล้วเขาก็บอกว่า ผ้าอนามัยใช้แบบธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องมีปีก ด้าก็บอกใช้ไม่ได้ แต่ป้อนกลับบอกหนูอีกว่า "ทำไมป้อนยังใช้ได้..อย่าโง่หน่อยเลย" หนูก็เลยบอกว่า "ก็พี่โง่ไง...เลยต้องใช้ของแพง"

     ทุกๆ ครั้งที่น้าปุ๊ซื้อของให้ เขาจะมาโยนไว้ให้ บางทีก็กระจัดกระจายบ้าง อะไรๆ ก็คละกันไป แล้วหนูจะต้องคอยเก็บผ้าอนามัยที่ป้อนชอบลืมไว้ในห้องน้ำมาทิ้ง แต่พอบางทีหนูลืมบ้าง น้าปุ๊ก็เอามันมาวางไว้บนหัวนอนหนู เพื่อให้หนูไปทิ้ง แทนที่จะหยิบทิ้งลงถังขยะให้ แล้วหนูจะต้องเป็นคนคอยยกขยะในห้องน้ำลงไปทิ้งข้างล่างทุกๆ วันพุธพร้อมกับของตัวเอง

     ป้อนไม่ต้องทำงานบ้านอะไรเลย แต่หนูต้องทำทุกอย่าง ก็แบบนี้แหละค่ะ "ลูก" กับ "คนอาศัย" มันต่างกัน

     หนูทนอยู่กับพวกเขา และการกดขี่ข่มเหงมาตลอดเวลา ประมาณปลายเดือนมกราคมปี 2008 พี่ทรี เพื่อนของพี่ชายข้างบ้านหนูตอนอยู่เมืองไทย เขาอยู่ที่อังกฤษ แต่อยู่เขตข้างๆ เขามาช่วยหนูทุกๆ อย่าง ช่วยให้หนูเข้มแข็งขึ้น ให้หนูต่อสู้กับน้าปุ๊ และก็ช่วยหาทางให้พ่อเชื่อหนู และหยุดให้หนูคิดฆ่าตัวตาย

     พีทรีหาที่อยู่ใหม่ให้หนู และพยายามช่วยเรื่องวีซ่าที่น้าปุ๊บอกว่าอยู่กับทนาย พี่ทรีบอกว่าให้เอาเอกสารต่างๆ มาให้พี่เขา แล้วจะเอาหนูไปฝากไว้กับเศรษฐีแม่หม้ายที่ต้องการคนสืบสกุลที่อังกฤษ จากนั้นหนูก็จะได้พาสปอร์ตเป็นคนอังกฤษเลย

     แต่น้าปุ๊ก็ไม่เคยให้หลักฐานใดๆ เลย แล้วหนูก็ไม่มีทางบอกด้วย เพราะน้าปุ๊เขาอยู่ในฐานะผู้ปกครอง ไม่ใช่โฮสต์ และพี่ทรีก็ไม่ใช่ผู้ปกครองหนู แต่เป็นแค่ในฐานะเพื่อน เพราะฉะนั้นการที่จะขอพาสปอร์ตคืน มันเป็นเรื่องยาก

     สุดท้าย พ่อหนูก็ทนได้ยินเสียงหนูร้องไห้ไม่ไหว และก็เป็นครั้งแรกที่น้าปุ๊โทรไปบอกว่า ลูกสาวจะฆ่าตัวตาย พ่อเลยยอมฟังหนู และก็โทรมาหาน้าปุ๊บอกให้ส่งตัวหนูกลับ จะเอาหนูไปเรียนที่อื่น

     พ่อพูดแบบเข้าข้างน้าปุ๊ เพื่อให้น้าปุ๊ตายใจ เพราะบอกว่าหนูมันดื้อเกิน จะเอาไปอยู่โรงเรียนประจำแล้ว ซึ่งมันเหมือนเป็นสิ่งให้น้าปุ๊สะใจ เพราะน้าปุ๊รู้ว่า หนูเกลียดการอยู่โรงเรียนประจำที่สุด เขาเลยยอมให้หนูกลับ ซึ่งหนูก็รอคอยเวลาที่เขาจะคืนพาสปอร์ตหนูอยู่อีกสองเดือนกว่าๆ และอีกสองเดือน หนูก็จะเรียนจบอยู่แล้ว แต่หนูก็ไม่คอย หนูทิ้งการเรียนทุกๆ อย่างไว้ ทั้งๆ หนูทนมาปีกว่าๆ ตอนหนูกลับมา หนูเลยมีแค่วุฒิมอสาม และ Y.9 ติดตัวกลับมาค่ะ

     ในวันที่หนูกลับ น้าปุ๊ก็ไปบอกเที่ยวบินพ่อหนูผิด เพื่อไม่ให้พ่อมารับหนูถูก และก็บอกเวลาเครื่องบินลงที่เมืองไทยผิดด้วย พ่อหนูก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่า แน่ใจหรอ น้าปุ๊ก็บอกว่าแน่ใจ พ่อหนูไม่อยากเถียงมากเลยเออออไป แต่เขาก็พอรู้ว่าจะออกตอนกี่โมง และจะถึงตอนกี่โมง เขาจึงพอคำนวณได้

     และแล้ว สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นตอนที่หนูไปถึงสนามบิน และยื่นพาสปอร์ตตรวจวีซ่า วีซ่าหนูขาดไปตั้งแต่แปดเดือนที่แล้ว หนูก็บอกตำรวจว่าส่งเรื่องไปที่ทนายแล้ว แต่พอดีมันนานเกิน ฉันเลยจะกลับ เขาก็บอกว่า ถ้าส่งไปที่ทนายจริง จะต้องมีตราประทับ หรือไม่ก็ปากกาขีดฆ่า แต่นี่แม้แต่รอยเปิดยังไม่มีเลย

     ตำรวจไม่ยอมท่าเดียว เพราะเวลาเกินมาเยอะ เท่ากับว่าหนูหลบซ่อนตัวในอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอย่างแรง

     เขาไม่ยอมฟังทั้งนั้น จับหนูไปหาเจ้านายเขา ซึ่งสิ่งที่หนูเห็นคือ ห้องทำงานของผู้ชายคนหนึ่ง หน้าตาดุๆ แล้วเขาก็เดินไปบอกผู้ชายคนนั้นว่าวีซ่าหนูขาดนานแล้ว ผู้ชายคนนั้นเลยเปิดประตู แล้วก็พาหนูเดินผ่านทาง แล้วหนูก็เห็น "คุก" ลูกกรงเหล็กอยู่ตรงหน้า ในนั้นมีคนดำ และคนเอเชียประมาณสามสี่คน ซึ่งแต่ละคนก็คงเข้ามาเ พราะกรณีเดียวกันกับหนู

     ตอนนั้นหนูทำอะไรไม่ถูก มือสั่น ขาสั่น ไม่มีเรี่ยวแรง หน้าหนูคงซีดมากในตอนนั้น แต่สุดท้ายหนูก็หันไปบอกเขาว่า "ขอโทรหาพ่อได้ไหม?"

     จากนั้นเขาก็บอกว่าได้ พอหนูโทร เขาก็บอกว่าขอคุยหน่อย พอคุยกับพ่อ เขาก็บอกว่า ให้มารับตัวลูกสาว จะนานกี่วันก็ช่าง พวกเขาคอยได้ แต่จะไม่ยอมให้กลับ ให้ใครก็ได้มาคอยรับ แล้วก็พูดประมาณว่าพ่อหนูทำเป็นขบวนการ สมรู้ร่วมคิด เพราะการที่เด็กผู้หญิงอยู่ต่างประเทศกับคนอื่นที่ไมใช่พ่อแม่โดยวีซ่าขาดยาวนาน ต้องมีแบ็คอัพดีแน่ๆ

     หนูฟังแล้วท่าทางเรื่องจะบานปลาย หนูเลยบอกตำรวจอย่างใจเย็นว่า ขออธิบายหน่อยได้ไหม แล้วหนูก็หยิบสมุดการบ้านของหนูให้ตำรวจดูว่าหนูมาเรียนจริงๆ ชื่อหนู และลายมือหนูก็อยู่ที่นี่ แล้วก็บอกว่า หนูไม่รู้เรื่องวีซ่าเลย เพราะว่าน้าหนูเป็นคนทำเรื่องแทน ในที่สุดเขาเลยยอมเชื่อ และปล่อยหนูกลับทันขึ้นเครื่องพอดี

     เมื่อเดินทางมาถึงเมืองไทย ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี หนูดีใจมากที่ได้เจอพ่อ แม่ และทุกๆ คน เหตุการณ์เลวร้ายปีกว่าๆ ในอังกฤษ มันสอนให้หนูเข้มแข็งขึ้น สอนให้หนูไม่กลัวไคร และไม่เสียน้ำตาง่ายๆ ให้ใครเห็น

     ความโชคร้ายที่สุดในชีวิตหนูผ่านไปแล้ว ต่อไปนี้ ถ้าต้องเจออะไรร้ายๆ หนูก็ไม่กลัวอีกแล้ว เพราะเวลาปีกว่าที่หนูเสียไปในอังกฤษนั้น มันเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับหนูมาก

     สุดท้าย หนูก็ใช้เวลาสองเดือนกว่าๆ ในไทย ทำเรื่องมาเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ ซึ่งตอนแรกเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเคยวีซ่าขาดในอังกฤษ ดังนั้น นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียก็จะไม่ยอมเหมือนกัน เพราะสองประเทศนี้เป็นเครือเดียวกับอังกฤษ แต่นิวซีแลนด์ก็ยอมฟังเรื่อง และเข้าใจ ในที่สุดก็ยอมให้วีซ่านักเรียนหนู

     การมาเรียนที่นิวซีแลนด์ของหนู เป็นการข้ามชั้นค่ะ นิวซีแลนด์ให้หนูเรียน Y.10 สองเทอมสุดท้าย ก็แค่เวลาสี่เดือนเท่านั้น ซึ่งระหว่างที่เรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์ หนูก็ยังเจอครอบครัวแย่ๆ แต่ก็ดีกว่าเดิมเยอะ ซึ่งในที่สุด หนูก็จบการศึกษา และกลับไปเมืองไทยไปก่อนพันธมิตรปิดสนามบินสิบวันเองค่ะ

     ตอนนี้ หนูกลับมาเรียนชั้น Y.11 ที่นิวซีแลนด์ หนูอยู่ที่เมืองโอ๊คแลนด์ และเรียนที่ Avondale College ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี และชีวิตมีความสุขดีค่ะ

     เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับชีวิตเด็กนอกที่ไม่ได้สวยงามเหมือนที่ใครๆ คิด เรื่องทั้งหมดที่พรั่งพรูออกมาจากปลายปากกาของเธอ อาจจะมีการพาดพิงบุคคลอื่นๆ ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านนะครับ สำหรับคราวหน้า พี่ยีน จะมีประสบการณ์ของน้องๆ เด็กนอกคนไหนมาฝากอีก ต้องคอยติดตามกันต่อไปนะครับ...

พี่ปอน
พี่ปอน - Webmaster Chief Commercial Officer (CCO)

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

165 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
Piaoliang 10 พ.ค. 52 04:17 น. 3
เราพอเข้าใจเทอนะ

ตอนนี้เราก้ออยู่อเมริกา ก้อเจอเรื่องที่ตอนอยู่ไทยไม่เคยเจอเหมือนกัน

เพื่อนที่ไทยก้อมีแต่คนบอกว่าเราโชคดีได้มีโอกาสมาเรียนอเมริกา

แต่เรานี่ต้องร้องไห้ ทรมารอยากกลับบ้านทุกวัน

บอกใคร เค้าก้อไม่เข้าใจเพราะไม่ได้เจอกับตัวเอง

อยากกลับบ้านที่ไทยจัง แต่เราก้อต้องรอทนายทำเรื่องเหมือนกัน
0
กำลังโหลด
UN'CHERBY Member 10 พ.ค. 52 05:22 น. 4
เอ่อ พี่ยีนคะ พี่คงพิมผิด หรือเข้าไจผิด แ่ม่หนูเป็นคนโทรไปหาพ่อว่าหนูจะฆ่าตัวตายนะ ไม่ใช่น้าปุ๊ และหนูก็ข้ามชั้นมาเรียนY.11 สองเทอมสุดท้าย แล้วตอนนี้หนูก็อยู่Y.12 แล้ว ขอบคุณนะคะ ใครที่อ่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ก็อ่านเอาไว้เป็นบทเรียนระกันนะคะ
0
กำลังโหลด
JIll 10 พ.ค. 52 06:27 น. 5
อื้มน้ะ ไปอยู่กะคนรู้จักก้อลำบากละเนอะ น่าสงสารจัง
ตอนนี้เราก้ออยู่ญี่ปุ่นอ่ะ มาได้จะสามปีแล้ว แต่เป็นนักเรียนทุนเลยไม่ต้องไปอยู่กะคัย อยู่คนเดียวสบายใจมากมาย เหอๆ แต่มาแรกๆก้อแย่เหมือนกันแหละ มันเหงา เพื่อนก้อไม่มี ภาษาก้อแย่ ทำอะไรก้อไม่ถูกไปหมด พอเวลาผ่านไปทุกอย่างก็จะดีขึ้นเองหล่ะเนอะ

ตอนนี้เรียนหนักมาก เหนื่อยยยย สอบเยอะ กิจกรรมรร.ก้อเยอะ (อยู่มอปลายอ่ะ เรียนหนักมาก)
แต่เด๋วก้อได้กลับไทย เดือนกรกดาแล้ว เย่ๆๆๆ

ปล.อยากกินอาหารไทยจัง ><
0
กำลังโหลด
เอ - ดับ บลิว 10 พ.ค. 52 06:51 น. 6
โหววว~ น้าพี่ก็ทำเกินไปอ่ะ!!

เศร้่าแทนอ่ะ!!

แต่นับถือเลยนะเนี่ย! อดทนมาปีกว่า

ยังไงก็ต้องสู้ๆเข้าไว้นะคะ ^^
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
นายใบไม้ Member 10 พ.ค. 52 11:36 น. 16

เป็นเรานะ ตบกระจายเลยหละ

โดยเฉพาะป้อนน่ะ กระทืบซ้ำ

น่าหมั่นไส้มากๆๆ น่าเอาผ้าอนามัยให้กินซะเลย พูดมากนัก

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
pakky-saranghae Member 10 พ.ค. 52 12:27 น. 19
อ่านตั้งแต่ตอนแรกจนจบแล้ว รู้สึกสงสารเธอมากๆเลย แล้วคนที่เป็นผู้ปกครองเธอนะ เหมือนเค้าจะใช้เธอเป็นขี้ทาสและอีกอย่างเค้าก็จะคิดกับเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าจะให้เธออาศัยอยู่ในฐานะใด อีกอย่างพ่อเธอก็จะเชื่อใจน้าปุ๊จริงๆ เพราะว่าเป็นคนที่ไว้วางใจได้ เป็นบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดเลยสำหรับชีวิต โชคดีนะที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาได้ ถือว่าคราวเคราะห์ดวงซวยไปล่ะกัน สู้ๆๆๆ
0
กำลังโหลด
Postcard * Stamp ,, Member 10 พ.ค. 52 12:49 น. 20
มีความอดทนมาก ๆ ขอชื่นชม
ตอนนี้ก็อยู่ที่นิวซีแลนด์แล้วเนอะ ดีจัง
ติดตามมาตั้งแต่กระทู้แรก
รู้สึกชอบมากค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด