|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com เจอกับ พี่เป้ พร้อมคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกอีกแล้ว สัปดาห์นี้แอบมาช้าไปหน่อย ถึงช้าแต่ก็ชัวร์นะจะบอกให้ ฮี่ๆ สำหรับเรื่องสนุกๆ วันนี้ พี่เป้ ขอภูมิใจเสนอมากๆ เพราะเป็นเรื่องของเพื่อน พี่เป้ เอง หรือเรียกง่ายๆ ว่ามาขายเพื่อน 555+ เป็นประสบการณ์สนุกๆ ของ Work&Travel ที่อเมริกา จะสนุกแค่ไหนนั้นไปอ่านกันเลยดีกว่า
สวัสดีน้องชาวเด็กดีทั้งหลายนะครับ พี่ชื่อ "ปาร์ค" วันนี้มีโอกาสได้มาเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในต่างประเทศ หวังว่าเรื่องราวของพี่จะช่วยเป็นฐานข้อมูลให้น้องๆ ได้บ้าง บางคนบอกพี่เว่อร์ไปป๊ะ ไปสามเดือนเอง จะเรียกว่าประสบการณ์ชีวิตได้เลยเหรอ ถ้างั้นต้องติดตามแล้วแหละจ้าาา....... ก่อนจะเล่าประสบการณ์โลดโผนโจนทะยานที่ขัดกับบุคลิกอันเรียบร้อยของพี่นั้น ต้องบอกข้อมูลคร่าวๆ กันก่อนเน้อ พี่จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์มา เป็นบัณฑิตหมาดๆ เลยครับ ใครจะมาจีบไปทำงานที่ไหนได้เลย อิอิ
ส่วนเรื่องที่จะมาเล่านั้นย้อนไปเมื่อปี 2550 สมัยที่เนื้อพี่ยังแตกดังเปรี๊ยะๆ อยู่นั้น ความฝันของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งเหมือนจะกลายเป็นจริง เมื่อพี่ได้รู้จักกับ โครงการ WORK AND TRAVEL ที่สามารถสานฝันของคนที่อยากไปจะเมืองนอกแต่ไม่อยากเปลืองตังค์เกินเหตุได้ คือได้ไปทั้งเที่ยวและทำงานที่อเมริกานั่นเอง ก่อนไปจะมีการให้น้องๆ ได้เลือกงาน และสัมภาษณ์กับนายจ้างที่บินมาสัมภาษณ์โดยตรงว่าเราจะได้งานที่เราเลือกไว้มั้ย คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกตำแหน่งงานที่หรูๆ ได้ตังค์เยอะๆ เช่น 7-8 ดอลล่าร์ / ชม. พี่ปาร์คก็ไปไฟท์กะเค้ามาเหมือนกันได้มา 8 ดอลล่าร์ / ชม. ตอนนั้นได้ทำที่คาสิโนเมือง Lake Tahoe รัฐเนวาด้า ดีใจมากๆ เพราะตรงกับที่ตั้งใจไว้ คอนเฟิร์มกับทางโครงการและจองตั๋วเครื่องบินไว้เสร็จศัพท์สวยงาม มีนานี้ฉันจะบินนนนน

แต่แล้ว !! วันวาเลนไทน์ ตื่นมาไม่มีคนข้างกาย (จริงๆ ก็ไม่มีมาตั้งแต่เกิด) ซ้ำร้ายพี่ที่โครงการก็โทรมาบอกว่า "น้องปาร์คคะ น้องโดน RELOCATE" ในสมองก็คิดมันคือไรวะ ??? RE = again ซ้ำไปมา / Locate = ตั้งอยู่ หรือมันจะแปลว่าเราโดนย้าย !!!!!!!! ไวเท่าความคิด คุณพี่ของโครงการย้ำมาอีกทีตามสาย น้องโดนย้ายที่ทำงานค่ะ.....เงียบกริบกันไป 5 วิ นางก็ทำลายความเงียบโดยการบอกว่า แล้วพี่จะโทรมาบอกรายละเอียดอีกทีนะคะ สรุปก็คือ พี่ต้องย้ายไปทำงานในเครือคาสิโนเดียวกันแต่ตั้งอยู่ที่แอตแลนติกซิตี้ รัฐนิวเจอร์ซีย์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะได้งานอะไร ได้เงินเท่าไหร่ กินอยู่อย่างไร และคำถามอีกมากมายในหัว เรียกได้ว่าอยากรู้แต่ไม่อยากถาม (เพราะเมื่อยปาก) กันเลยทีเดียว
แล้วก็ถึงวันที่ต้องเดินทาง ไปถึงเมืองปุ๊บ ข้อมูลก็ไม่แน่นพอ ก็เดินๆ วนๆ เหมือนคนไร้สติอยู่นานสองนาน จนเจอเด็กไทยที่เค้ามาถึงที่เมืองนี้ก่อน ดั่งเจอญาติ อยากจูบกอดเธอเหลือเกิน เค้าก็แนะนำต่างๆ นานาให้ ตอนนั้นมันกังวลและลำบากจริงๆ นะน้องเอ๋ย มันไม่ใช่ที่ทางของเรา ไม่ใช่ภาษาเรา ไม่ใช่บ้านเมืองเรา เจอแต่หัวแดงๆ กลัวไปหมด ต้องพึ่งวัดไทยนอนตอนนั้น จนถึงวันที่ถูกเรียกสัมภาษณ์เข้าทำงาน กลุ่มพี่เป็น 3 คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ เค้าเรียกเข้าไปเลยทั้งสามคน ฝรั่งคงแปลกใจที่เด็กกลุ่มนี้หนังหน้ามันกร้านทนฝนทนแดด มันสู้หลังชนฝา ถามไรมาตอบได้หมดแม้จะไม่ตรงกับที่เค้าถาม อย่าได้แคร์ เรียกว่ามีลูกบ้าเท่าไหร่ใส่หมด สุดท้ายเราก็ได้ไปทำแคชเชียร์ในคาสิโน ซึ่งมารู้ตอนหลังว่ามันได้เงิน 12 ดอลล่าร์/ ชม. ซึ่งสูงมากๆๆ และสูงที่สุดแล้วในบรรดาเด็กไทยทั้งหมดที่ไปเมืองนั้น

คงเป็นเพราะความเหี้ยนที่สุดในสามคน (กรุณาอย่าอ่านผิดนะ) พี่ปาร์คได้เป็น Window Cashier เคยเห็นในหนังปะ ที่ยืนที่หน้าต่างแลกเงินแลกชิปในคาสิโนน่ะ เริ่มทำงานเที่ยงคืนเลิกแปดโมงเช้า เค้าคงคิดว่าหน้าตาพี่เหมาะกับกลางคืนมั้ง ๕๕๕ ก็เอ๋อๆ กลัวๆ นะ อาศัยหน้าเหี้ยนอย่างเดียวอ่ะที่ทำไป ก็รอดมาได้ หน้าที่ก็ทำทุกอย่างเกี่ยวกับการเงินในคาสิโน ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ทำงานขึ้นวันที่สองก็เจอเรื่องเลย เรื่องก็มีอยู่ว่าวันนั้นคนเยอะมาก เราก็ภาษาไม่ค่อยจะคล่อง ค่าเงินก็ไม่คุ้น เลขก็ง่อย (ดีหว่ะ) มือระวิง แลกเงินแลกชิปไม่ทันได้สังเกตอะไรใดๆ......อยู่ดีๆ ก็มีผู้หญิงผิวสีคนหนึ่งมายืนรอแลกเงิน ถึงคิวเธอปุ๊บ เธอบอกต้องการแลกแบงค์เก่าเป็นแบงค์ใหม่ เป็นแบงค์ 100 ดอลล่าร์ 3 ใบ แบงค์ที่เธอยื่นมาให้เก่ามากอะ ยุ่ยๆเหนียวๆ ไม่อยากจับเลยอะ นี่ถ้าอยู่ที่ไทยคุณแม่ตีมือเลยนะถ้าไปจับอะ แต่สปิริตสูงไงเลยรีบๆ แลกๆ ให้เสร็จๆ เพราะมีลูกค้ารอคิวอีกยาว พอจบวันผู้จัดการก็เรียกเราเข้าไปคุยในห้องแล้วบอกว่า เรารับแบงค์ปลอมมา 300 ดอลล่าร์ แทบช๊อค !!!!!! ในหัวคิดเป็นเงินไทยคร่าวๆ อย่างทันที หมื่นสอง อุแม่เจ้า!!! เราจะเอาตังค์ที่ไหนมาจ่าย งานจะได้ทำต่อมั้ยเนี่ย เพิ่งวันที่สองเอง (หน้าดำๆ ของเธอผู้นั้นลอยขึ้นมายิ้มเยาะ) เราก็บอกว่าจำได้ว่าเป็นผู้หญิงผิวดำมาแลก เค้าก็ถามข้อมูลนู่นนี่แล้วไปเช็คกับกล้องวงจรปิด หัวหน้าเลยสอนว่าวันหลังถ้าไม่แน่ใจให้เรียกเค้าไปดู วันนั้นกลับบ้านไป นอนไม่หลับอ่ะ ทุรนทุรายเหมือนถูกข้าวสารเสก วันถัดมาหัวหน้าก็เรียกไปคุยอีกทีแล้วบอกว่าไม่เป็นไร วันหลังอย่าให้เกิดขึ้นอีก รอดพ้นไปได้อย่างเฉียดฉิว
อีกเรื่องที่จะจำไม่ลืม ระหว่างไปใช้ชีวิตที่โน่น มีอยู่ครั้งนึง ไปซื้อของที่ซุปมาร์เก็ตแถวบ้านกับเพื่อนอีก 2 คน ชายคนหญิงคน ขากลับกำลังจะถึงบ้านอยู่แล้วเชียว เพื่อนผู้ชายที่เดินมาด้วยกันบอกว่า เดี๋ยวจะเดินไปอีกทางเพราะอยากสำรวจละแวกบ้าน ให้เราสองคนกลับบ้านกันไปก่อน พี่กับเพื่อนผู้หญิงก็กลับมาถึงบ้าน ก็มานั่งรอเพื่อนผู้ชายคนนั้นอยู่นานก็เอะใจว่าทำไมไม่มาสักที ระหว่างที่งงๆ กันอยู่ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้านรัวๆๆ พร้อมกับเสียงตกใจของเพื่อนผู้ชายคนนั้นว่าเปิดให้หน่อย เร็วๆๆ เดี๋ยวมันตามทัน เราตกใจมากแต่ก็วิ่งไปเปิดประตู พบสภาพเพื่อนที่แบบดูไม่ได้เอาซะเลย เล่าแล้วขำนะ แต่ตอนนั้นกลัวอ่ะ มันใส่ร้องเท้าขาดๆ ข้างเดียว หน้าตาเหมือนตกจากที่สูง มือหนึ่งถือถุงที่ฉีกขาด ส่วนของที่ซื้อด้วยกันมาหายไปไหนหมดไม่รู้ แต่เดาได้เลยอ่ะว่ามันไม่ได้เอาไปแจกเค้าแน่ๆ ....
เพื่อนบอกว่ามันโดนปล้น สรุปได้ความว่า พอแยกกัน มันเดินไปได้ประมาณ 3 นาที ก็มีวัยรุ่นผิวดำขับรถกระบะมาจอดข้างๆ มัน แล้วบอกว่าให้ส่งเงินมาให้ เพื่อนมันเลยเหวี่ยงถุงใส่แล้ววิ่งมาเลย รองเท้าหลุดก็ไม่เก็บละ เก็บชีวิตไว้ก่อน เหอๆ มันวิ่งวนไปมาแล้วค่อยวิ่งกลับมาบ้าน เพื่อนบอกว่าถ้าวิ่งมาที่บ้านเลยเดี๋ยวพวกนั้นรู้ว่าเราอยู่หลังนี้ (สามารถมีเวลาคิดอะ 555+) แย่มากอะ ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าพี่กับเพื่อนผู้หญิงอีกคนอยู่ด้วยจะเป็นไง หลังจากนั้นเพื่อนในบ้านก็ระวังตัวกันมากขึ้น และเรื่องของเราก็เป็น Talk of The Town ในหมู่เด็กไทยกันเลยทีเดียว

สุดท้ายอยากฝากน้องๆ ว่า ไม่มีอะไรแน่นอน ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน เพราะสิ่งต่างๆ มันก็มีโอกาสที่จะคลาดเคลื่อนอยู่เสมอๆ เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมตัวในส่วนของเราให้ดีที่สุด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อเราทำส่วนของเราให้ดีที่สุด ก็ไม่มีอะไรจะต้องห่วง มีแต่ที่จะต้องเผชิญกับปัญหานั้นๆ อย่างเต็มที่ แล้วก็อย่าลืม Find the best in the worst สำหรับพี่ การไป work & travel ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าในเรื่องที่ไม่ดี จะมีสิ่งดีๆ แฝงอยู่ เราหยิบตรงนั้นมาเป็นแง่บวก ทำให้เราพร้อมที่จะสู้กับเรื่องแย่ๆ ที่เราเผชิญอยู่ สู้ไปยิ้มไปแบบนั้นเลยคร๊าบบบ...
จบไปอย่างเฮฮา และคงเรียกรอยยิ้มจากน้องๆ ได้พอสมควรเลยนะเนี่ย ก็อย่างที่พี่ปาร์คบอกนะคะว่าเราต้องเตรียมตัวและทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด และจากนั้นไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไงก็ถือว่ามันโอเคที่สุดแล้วล่ะ ^^ ส่วนใครมีเรื่องประสบการณ์เด็กนอกอยากเล่าให้เพื่อนๆ ฟังก็ส่งมาให้ พี่เป้ ได้เหมือนเดิมเลยนะที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ
|