|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... ครั้งก่อนนู้นนนนน (นานมาแล้ว) พี่เป้ เคยเอาเรื่องเกี่ยวกับสินค้าแบรนด์ดังในอเมริกามาฝากและดูจะถูกอกถูกใจน้องๆ หลายคนไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว วันนี้เลยขอกลับมาอีกรอบกลับอีก 1 แบรนด์ดังของประเทศอเมริกา จะเป็นแบรนด์อะไรนั้น รับรองว่าต้องรู้จักกันแน่นอน

 |
หรือที่น้องๆ อาจจะติดปากกันว่า 'อะเบอร์' ในเริ่มเแรกถูกก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 ในเมืองแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์กโดยชาวอเมริกันชื่อ เดวิด อะเบอร์ครอมบี้ และ เอซร่า ฟิทช์ เพื่อต้องการผลิตสินค้าเสื้อผ้าในแนวสปอร์ต แต่เกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกัน อะเบอร์ครอมบี้จึงตัดสินใจหุ้นของเขาให้แก่ฟิทช์และลาออกจากบริษัทไป และจากนั้นก็ถูกขายทอดมาอีกเรื่อยๆ จนต่อมาในปี 1988 ได้ถูกขายกิจการให้แก่บริษัทกลุ่ม The Limited ซึ่งได้บริหารและผลิตสินค้าภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า "Casual Luxury" หรือเรียบง่ายอย่างหรูหรา
ในช่วงจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ได้มีการสำรวจในกลุ่มวัยรุ่นถึงแบรนด์ที่นิยม ซึ่ง ABERCROMBIE & FITCH สามารถคว้าตำแหน่งที่ 6 ไปได้ เนื่องจาก ABERCROMBIE & FITCH มีเป้าหมายหลักคือกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายอายุ 18-22 ปี นั่นเอง จนถึงปัจจุบันมีชอปกว่า 300 ร้านค้าในอเมริกา มีพนักงานรวมประมาณ 10,000 คน นอกจากนี้แบรนด์เสื้อผ้าดังอย่าง Hollister Co., และ Gilly Hicks ก็เป็นแบรนด์ในเครือเดียวกันกับ ABERCROMBIE & FITCH อีกด้วย
จนถึงปัจจุบัน ABERCROMBIE & FITCH ยังถูกเปิดในต่างประเทศ ได้แก่ แคนาดา อังกฤษ อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ ABERCROMBIE & FITCH ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องก็มาจากความเรียบง่ายของเสื้อผ้า ที่สามารถใส่ได้แทบทุกโอกาส (เรียกว่าใช้งานคุ้มนั่นเอง) |
{pic-desc}
 |
ถึงจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่ได้รับความนิยม แต่ ABERCROMBIE & FITCH ก็เคยเกิดปัญหาขึ้นมากมายทั้งจากตัวสินค้าและปัญหาองค์กร เช่น ในปี 2002 ได้สกรีนเสื้อลายคน-จีนรับซักรีดเสื้อผ้า 2 คน และมีข้อความว่า "Wong Brothers Laundry Service Two Wongs Can Make It White" จนกลายเป็นประเด็นเหยียดเชื้อชาติว่า ต้องใช้คนเอเชีย 2 คนในการซักรีดเสื้อผ้าถึงจะเท่ากับคนผิวขาวคนเดียว ซึ่งเหมือนเป็นการดูถูกความสามารถของคนเอเชียในการทำงาน
และในปีเดียวกัน เสื้อผ้าและชุดชั้นในเด็กของ ABERCROMBIE & FITCH ถูกต่อต้านจากกลุ่มคนที่เป็นพ่อแม่ให้ลบลายสกรีนบนชุดชั้นใน ที่สกรีนเป็นรูปตาวิ้งๆ ออก เนื่องจากส่อความหมายไปแง่ไม่ดี
|
ปัญหายังไม่หมดเท่านั้น เพราะหากสังเกตให้ดีจะพบว่า พนักงานในชอปของ ABERCROMBIE & FITCH ส่วนมากจะเป็นคนผิวขาว เนื่องจากไม่มีนโนบายรับคนผิวสีเข้ามาทำงานเป็นพนักงานหน้าร้าน ถึงแม้คนผิวสีคนนั้น จะเป็นคนอเมริกันแท้ๆ แต่กำเนิดก็ตาม เพราะ ABERCROMBIE & FITCH มีนโยบายรับแต่พนักงานหน้าร้านที่เป็นเชื้อชาติโคเคซอยด์คือมีผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ตัวสูง จึงทำให้ในพนักงานจำนวนมากที่มีเชื้อชาติแอฟริกันหรือเอเชียนผสมถูกไล่ออกในเวลาต่อมา หรือไม่ก็ถูกย้ายไปทำหลังร้านที่ไม่มีคนเห็นหรือเป็นคนคุมสต๊อกสินค้านั่นเอง ถึงกับเคยมีคนกล่าวว่า
"If you're black and you apply for a job there, there's a great chance that your applications will be thrown in the trash bin, You're not even gonna get to an interview."
{pic-desc}
แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขไปมากพอสมควรแล้ว รวมถึงอัตราการเข้าจ้างคนเอเชีย แอฟริกัน และชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนผิวขาวในอเมริกาในชอปของ ABERCROMBIE & FITCH เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่นเดียวกับราคาของ ABERCROMBIE & FITCH ที่แพงขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย (แพงจริงๆ T^T)
ถึงจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมแค่ไหน ก็เห็นได้ว่าต้องมีปัญหาอยู่ดี no company is perfect นั่นแหละค่ะ แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนนะว่าตอนนี้แบรนด์นี้ยังไม่มีสาขาในไทย ใครอยากได้ก็ต้องร้องเพลงรอไปก่อน ไม่ก็ต้องฝากเพื่อนที่ไปเที่ยวอเมริกาซื้อกลับมาละกันเนาะ ^^

|
22 ความคิดเห็น
*เรารักประเทศไทย
**สยามเมืองยิ้ม
***มัธยมวัดหนองแขม
^^
จริงๆ
มีสามแบรนด์
๑. CC-OO (ซีซีดับเบิ้ลโอ) เสื้อแนว เดิม อะไร ๆ ก้อเดิม ๆ แ่ต่ก็ซื้อ ถึงส่วนใหญ่จะไซร้ฝรั่ง ผมก็ยังซื้อยิ่งลด ยิ่งไปตบตีแย่งกันมาให้ได้ ก็แบรนด์ไทย ยังไงก็ได้
๒.Jaspal อันนี้ก็ซื้อ ยิ่งลด ห้าสิบเปอร์เซ็นยิ่งต้องซื้อ เสื้อเป็นทางการ ๆ หน่อย
๓. CPS Chaps (เขียนไม่ถูกอ่ะ) ก็ดี แต่แบรนด์นี้ นาน ๆ ซื้อที
แล้วก็มี คอคโคไดร์ หรือเปล่าน่ะที่เป็นของไทย (หรือว่าผลิตในไทย อะไรซักอย่างเนี่ยแหละ)
นั่นแหละ
ปล.อยากให้เอาแบรนด์ อเมริกา หรือ ยุโรป ดัง ๆ (ที่ไม่ใช่ hi-end) มาเยอะ ๆ จังครับบบบ
เช่น topshop h&m ฯลฯ มาให้ดูหน่อยครับ
ได้ความรู้มาก ๆ ๆ
ปล.เบื่อพวกเหยียดเชื้อชาติมากก ๆ แต่ ผมภูมิใจ เคยด่าฝรั่งกลางสนามบินฮ่องกงมาแล้ววว อิอิอิ
"มาเที่ยวเอเชีย คุณก้อต้องเคารพคนเอเชีย!!!!" อยากดูถูกคนเอเชียดีนัก !!!!!
Hollister อยู่ในเครือเดียวกับ A&F แต่จะตีตลาดทาง California มากกว่า ราคาจะถูกกว่า A&F 30%
Aeropostel
American Eagle etc.
เสื้อผ้าพวกนี้จะแนวๆ เดียวกัน คือ แนววินเทจ ยอมรับเรื่องคุณภาพมากๆ เพราะเนื้อผ้าจะนุ่ม supersoft จะเป็นเนื้อผ้าพวก cotton, polyester เวลาซักแล้วผ้าจะไม่ค่อยยับ สะบัดๆ ก็ใส่ได้แล้ว หรือจะเอาเข้าเครื่องอบผ้าก็ไม่ทำให้เสื้อหด ไม่เหมือนเสื้อผ้าจากเมืองไทยที่ผ้าจะยับมาก แล้วก็หดตัวเวลานำไปใช้ที่เมืองนอก บางทีสีก็ตก คุณภาพไม่ค่อยได้มาตรฐาน
ส่วนตัวมองว่า ราคาของแบรนด์นี้ถึงแม้จะแพงมาก เสื้อยืดราคาแพงสุดก็ 50$ ถ้าเป็นเสื้อฮูดดี้ ก็ราคามากสุด 200$ แต่คุ้มค่ากับคุณภาพ ถ้าชื่นชอบก็แนะนำให้ซื้อ แต่ถ้าไม่มีเงินก็แนะนำให้เลือกแบรนด์รองๆ ลงมา เช่น Hollister ก็ใช้ได้ เสียดายว่า ที่เมืองไทยไม่มี shop แล้วก็ของ copy เยอะมาก บางทีเห็นแล้วก็ไม่กล้าซื้อเพราะกลัวไม่ใช่ของแท้
เนื้อผ้าของเขาดี สีก็สวย แต่เราชอบHollisterมากกว่า ถึงแม้ว่าเนื้อผ้าจะเกรดต่ำกว่าA&Fก็เหอะ
ทั้งที่ความจริงคนไทยก็มีความสามารถอยุ่นะ ไม่เห็นจำเป็นต้องไปก๊อบยี่ห้องของนอกเลยด้วยซ้ำ- -"
ส่วนตัวเราเองชอบCC-OO , Hollister , แล้วก็playhound อ่า playhound ร้านน่ารักมากก XD
American Eagle ก็โอเคนะ แต่ตอนหลังของก๊อบเกลื่อนมาก ทั้งที่เราไม่คิดว่ายี่ห้อนี้จะโดนก๊อบ omg!
แบรนไทยต้องห่านคู่55555
เสื้อยืดอมตะ :p
แต่พอกลับไทยมามันไม่มี
เซงเลยย..
อยากได้ซักตัว
^^
ได้ข่าวว่าจะมาเปิดในไทยแล้วด้วย
^^
I spent almost $300 for those shirts T___T
ตอนแรกก็ชอบ American eagle แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว ผ้าไม่ดีเท่าไหร่ เน้นแต่โลโก้