![]() |
||
|
|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกที่ทุกคนรอคอยอีกแล้ว (เหรอ ?) พูดถึงการไปเรียนเมืองนอก พี่เป้ ว่าคนที่มีโอกาสได้ไปนี่เรียกได้ว่าโชคดีมากเลยทีเดียว แต่สำหรับเจ้าของเรื่องประสบการณ์วันนี้ เค้าโชคดีคูณสองเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากจะได้ทุนไปเรียนต่อแล้ว หลังจากเรียนจบแล้วก็ยังได้งานทำที่นู่นอีกด้วย !!!! ฟังแค่นี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย งั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าเส้นทางชีวิตของเค้าเป็นมายังไง
กว่าจะได้ทุน :::
สวัสดีครับ พี่ชื่อ"นัท"ครับ (เพื่อนๆ เรียกว่าหมอนเป็นส่วนใหญ่) มัธยมจบจากสาธิตจุฬา ตอนนี้อยู่ที่จังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่นครับ ที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นสาเหตุก็เพราะตอนม.6 ช่วงที่กำลังเตรียมเอนท์อยู่ก็มีทุนของ Ritsumeikan Asia Pacific University มาประกาศที่โรงเรียนผ่านอาจารย์แนะแนว ก็เลยลองสอบดู เป็นทุนของมหาลัยแบบลดค่าเรียน มีลดตั้งแต่ 30% 60% จนถึง 100% (เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่ามีห้าสิบ แปดสิบด้วย) แล้วพี่สอบได้ร้อยเปอร์เซนต์ก็เลยตัดสินใจมาเลยครับ ที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน
ส่วน Ritsumeikan Asia Pacific University ที่เรียนนั้น เค้าเรียกกันง่ายๆ ว่า APU เป็นมหาลัยที่ใหม่มาก ตอนที่เรียนนั้นก็มีอยู่แค่สองคณะก็คือ APS (Asia Pacific Studies) กับ APM (Asia Pacific Management) คนที่เรียนแต่ละคณะก็เรียกสั้นๆ ว่าเป็น S หรือเป็น M (ฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไร) ......ถ้าเรียน APS หรือเป็นเด็กเอส ก็เรียนอารมณ์คล้ายๆ สังคม มี Politics, Environment, Economics, Tourism, Area Studies อะไรปนๆ กันไป แต่ถ้าเรียน APM หรือเป็นเด็กเอ็ม ก็จะเรียนพวก Marketing, Finance, Economics (ซ้ำกัน), Accounting
ความเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัย ::: นักเรียนมหาลัยนี้เป็นคนญี่ปุ่นกับคนต่างชาติแทบจะครึ่งๆ เลยครับ ต่างชาติตอนนี้ที่จำนวนมากสุดคือเกาหลีครับ (คนไทยชอบล่ะสิ) แล้วก็จีน ไทย ประมาณนี้ครับ คนเวียดนามกับอินโดนีเซียก็เยอะ ฝรั่งก็มีบ้างประปรายนะครับ แต่เป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ จำนวนนี่ก็มากเลยครับ คนเกาหลีก็น่าจะประมาณห้าร้อยคนได้ คนไทยนี่ก็ประมาณสองร้อยคนครับ บรรยากาศในมหาลัยปกติกว่าที่คิดครับ แม้จะมีคนหลายชาติปนกันอยู่ ตามสถิติของมหาลัยรู้สึกจะมีรวมกันอยู่ 70 กว่าชาติ เน้นสื่อสารกันเป็นอังกฤษและญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ครับ ที่อาจจะดูพิเศษหน่อยคือโรงอาหารจะมีอาหารประจำชาติแต่ละชาติเวียนๆ กันขายอยู่มุมนึงครับ อาหารไทยก็มีออกมาบ้างเช่น ผัดไท ข้าวมันไก่ เหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง ก็พอกินให้หายคิดถึงครับ ในหนึ่งปีมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างนึงของมหาลัยคือ Language Weeks ก็เป็นการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชาติที่มีภาษาเปิดสอนที่นี่ ที่นี่มีสอนภาษาไทยด้วย ก็เลยมี Thai Week รวมอยู่ด้วย ที่ทำก็คือตกแต่งแคมปัสให้ดูไทยๆ หน่อย มีอาหารไทยขาย แล้วก็มีการแสดงในหอประชุม จัดทำโดยคนไทยที่มหาลัยกันเองครับ ถือเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ผูกคนไทยที่นี่เข้าไว้ด้วยกัน เพราะทุกคนลงแรงกับงานนี้มาก เตรียมตัวกันข้ามเทอม อารมณ์มันกึ่งๆ แข่งกับชาติอื่นเค้าด้วย อยากจะหรูไม่น้อยหน้าใครนะครับ ไทยวีคก็เป็นวีคสุดฮิตเหมือนกันครับ คนเต็มเสมอ มาแย่งที่นั่งกันดู ได้เวลาหางาน ::: การหางานของเด็กมหาลัยที่ญี่ปุ่นมันจะมีระบบของมันอยู่ครับ แม้จะยังเรียนไม่จบ แต่ตอนจบปีสามจะขึ้นปีสี่ทุกคนจะเริ่มหางานกัน เป็นช่วงในรอบปีที่ทุกบริษัทจะเริ่มเปิดรับสมัครแล้วก็สัมภาษณ์ ถ้าเกิดช่วงปีสี่เทอมแรกยังหางานไม่ได้ ก็ถือว่าอันตรายมากครับ แต่ถ้าใครสัมภาษณ์ผ่านแล้ว บริษัทเค้าก็จะให้เซ็นเอกสารไว้ก่อนว่าจะมาทำงานกับเค้าหลังจบ เริ่มเดือนเมษาพร้อมกันทุกบริษัท ตัวพี่เองเมื่อมีโอกาสก็เลยลองหางานดูเหมือนเพื่อนๆ คนญี่ปุ่นครับ คนต่างชาติความจริงแล้วหางานยากกว่าคนญี่ปุ่นเยอะมาก แต่โชคดีที่มหาลัยที่เรียนมีชาวต่างชาติเยอะ ก็เลยจะมีบริษัทมารับสมัครที่มหาลัยเลย ชี้ได้เลยว่าอยากได้ชาติไหน บริษัทที่พี่ได้มาทำงานเค้าก็บอกมาเลยว่าอยากได้คนไทย เพราะว่ามีสาขาอยู่ที่ไทยเหมือนกัน เป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมครับ ทำเครื่องม้วนคอยล์ มอเตอร์ อะไรแนวๆ นั้น พอคุยๆ กับคนที่มาสัมภาษณ์ แล้วก็ไปสัมภาษณ์รอบสองที่บริษัท ก็รู้สึกว่าบรรยากาศดี เลยตัดสินใจมาทำครับ ความจริงสังกัดฝ่ายขายครับ แต่ว่าปีแรกต้องอยู่ในโรงงานก่อน ฝึกงานในฝ่ายผลิตเพื่อให้รู้จักผลิตภัณฑ์ก่อน
บรรยากาศในออฟฟิศ ::: ข้อดีข้อเสียคนญี่ปุ่น :::
จริงๆ แล้วโดยพื้นฐานคนญี่ปุ่นเป็นคนค่อนข้างปิดใจเรื่องต่างชาตินะครับ เค้าอาจจะไม่ได้คิดว่าภาษาตัวเองหรือประเทศตัวเองดีที่สุด แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะรับเอาของข้างนอกมาเช่นกัน คนญี่ปุ่นที่ทำงานจะแบบทุกๆ อย่างต้องเป็นญี่ปุ่น พูดภาษาอังกฤษกับเค้าก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งบางทีถ้าเค้าอยากจะทำความเข้าใจจริงๆ ก็ทำได้ แต่กลับไม่ทำและไม่พยายามจะเข้าใจ ถือเป็นข้อเสียข้อนึงของคนญี่ปุ่นที่รู้สึกได้นะครับ อีกเรื่องคือคนญี่ปุ่นจะมีกำแพงหนาๆ กับคนที่ไม่สนิทครับ ปากพูดว่า "โอเค ได้สิ" แต่ใจจริงๆ อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น มักจะมีคำพูดที่เดาได้ว่าไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น เช่น "รอบหน้าไว้มาเล่นเกมที่ห้องนะ" แต่ความจริงอาจไม่ได้อยากให้มา คือมันเป็นมารยาทน่ะครับ
เป็นเรื่องที่ยาวมากแต่อ่านแล้วก็มองเห็นภาพเป็นฉากๆ เลยจริงๆ พี่เป้ ต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับพี่นัทเลย เพราะนอกจากจะโชคดีแล้ว ก็ยังเก่งมากๆๆ อีกด้วย เพราะอย่างที่รู้กันว่าชีวิตที่นั่นคงต้องแข่งขันและเครียดน่าดู แต่พี่นัทก็สู้และผ่านมาได้ ยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะเนี่ย......สำหรับสัปดาห์หน้า คอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกจะกลับมาพบกับน้องๆ เหมือนเดิม ส่วนใครอยากส่งเรื่องมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ก็
|
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?










59 ความคิดเห็น
เก่งจังเลยไปเรียนอยู่ที่โน่น อยากไปบ้าง >_<
ตอนนี้เรียนภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่รู้เรื่องอย่างรุนแรง = =
โดยเฉพาะวันที่31/08/10นี้
งานคอนเสิร์ตมิคุจัง
พี่เก่งจังค่ะ
คนเกาหลี เค้า เค้าตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น
ก็เลย แอนตี้ ญี่ปุ่น (ได้ยินมาแบบนี้)
แต่ทำไมบางส่วน ก็ ไปเรียนที่ญีปุ่่นกันอ่ะ
*ขอโทษถ้าทำให้ แฟนคลับเกาหลี โกรธ แต่เราสงสัย
ขนาดลืมใส่กุญแจบ้าน กลับมาของยังอยู่ครบ
บางที่ลืมปิดประตูยังไม่มีใครเข้ามาเลย
เคยลืมกล้องถ่ายรูปไว้บนรถไฟ โทร.ไปถามมีคนเก็บส่งนายสถานีให้อีก
ไปรับคืนได้ที่ชินจุกุ...ซื้อของในซุปเปอร์ ลืมทิ้งไว้ในตะกร้า ยังมีคนเก็บส่งคืนให้
ยิ่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายเนี่ย คนแน่นสุดๆ เดินกลับบ้านสบายๆ
อบยากไปมั่งจัง
>,<
ไปหากี้
!!!
ฮ่าๆๆ ๆๆๆๆๆ
พี่เก่งจริงๆนะอยู่ญี่ปุ่น 5 ปีแน่ะ
เรื่องที่เค้า มีกำแพงหนาๆๆ ไม่คิดว่าจะ เจอเหมือนเพื่อนเรา ตอนแรกนึกว่าไม่กี่คนที่เปน ....
น้าก็มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น เค้าบอกว่าเจ้ากี้เจ้าการมากๆ 55
ปล . เค้าทำยังไง ให้คนเค้ามีคุณภาพได้แบบนั้นอ่ะ *-*?? ~ ดีเนอะ
เด็กไทยก็ควรเอาแบบอย่างไม่ใช่ดุแต่ดารานักร้อง -*-
(เราก็บร้าดารา 55555)
อยากไปมากๆๆๆๆ
ให้ลำบากแค่ไหนก็ยอม TT 0 TT
พออ่าน 'ความคิดเห็นที่ 10' แล้วทำให้รู้สึกว่า คนญี่ปุ่นนี่เขาไม่ขี้โกงกันเลยเนาะ
ซื่อสัตย์ดีจังเลย ^[]^
อยากไป เหมือน กัน