5 ปีในญี่ปุ่น จากนักเรียนทุนสู่ชีวิตคนทำงาน

  

   

                                     

                         สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกที่ทุกคนรอคอยอีกแล้ว (เหรอ ?) พูดถึงการไปเรียนเมืองนอก พี่เป้ ว่าคนที่มีโอกาสได้ไปนี่เรียกได้ว่าโชคดีมากเลยทีเดียว แต่สำหรับเจ้าของเรื่องประสบการณ์วันนี้ เค้าโชคดีคูณสองเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากจะได้ทุนไปเรียนต่อแล้ว หลังจากเรียนจบแล้วก็ยังได้งานทำที่นู่นอีกด้วย !!!! ฟังแค่นี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย งั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าเส้นทางชีวิตของเค้าเป็นมายังไง

 

 กว่าจะได้ทุน :::
 
                    สวัสดีครับ  พี่ชื่อ"นัท"ครับ (เพื่อนๆ เรียกว่าหมอนเป็นส่วนใหญ่) มัธยมจบจากสาธิตจุฬา ตอนนี้อยู่ที่จังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่นครับ ที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นสาเหตุก็เพราะตอนม.6 ช่วงที่กำลังเตรียมเอนท์อยู่ก็มีทุนของ Ritsumeikan Asia Pacific University มาประกาศที่โรงเรียนผ่านอาจารย์แนะแนว ก็เลยลองสอบดู เป็นทุนของมหาลัยแบบลดค่าเรียน มีลดตั้งแต่ 30% 60% จนถึง 100% (เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่ามีห้าสิบ แปดสิบด้วย) แล้วพี่สอบได้ร้อยเปอร์เซนต์ก็เลยตัดสินใจมาเลยครับ ที่นี่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน
 
                    ส่วน Ritsumeikan Asia Pacific University ที่เรียนนั้น เค้าเรียกกันง่ายๆ ว่า APU เป็นมหาลัยที่ใหม่มาก ตอนที่เรียนนั้นก็มีอยู่แค่สองคณะก็คือ APS (Asia Pacific Studies) กับ APM (Asia Pacific Management) คนที่เรียนแต่ละคณะก็เรียกสั้นๆ ว่าเป็น S หรือเป็น M  (ฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไร) ......ถ้าเรียน APS หรือเป็นเด็กเอส ก็เรียนอารมณ์คล้ายๆ สังคม มี Politics, Environment, Economics, Tourism, Area Studies อะไรปนๆ กันไป แต่ถ้าเรียน APM หรือเป็นเด็กเอ็ม ก็จะเรียนพวก Marketing, Finance, Economics (ซ้ำกัน), Accounting  
 

 ความเป็นอยู่ในมหาวิทยาลัย :::

                         นักเรียนมหาลัยนี้เป็นคนญี่ปุ่นกับคนต่างชาติแทบจะครึ่งๆ เลยครับ ต่างชาติตอนนี้ที่จำนวนมากสุดคือเกาหลีครับ (คนไทยชอบล่ะสิ) แล้วก็จีน ไทย ประมาณนี้ครับ คนเวียดนามกับอินโดนีเซียก็เยอะ ฝรั่งก็มีบ้างประปรายนะครับ แต่เป็นเอเชียซะส่วนใหญ่ จำนวนนี่ก็มากเลยครับ คนเกาหลีก็น่าจะประมาณห้าร้อยคนได้ คนไทยนี่ก็ประมาณสองร้อยคนครับ บรรยากาศในมหาลัยปกติกว่าที่คิดครับ แม้จะมีคนหลายชาติปนกันอยู่ ตามสถิติของมหาลัยรู้สึกจะมีรวมกันอยู่ 70 กว่าชาติ เน้นสื่อสารกันเป็นอังกฤษและญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ครับ  ที่อาจจะดูพิเศษหน่อยคือโรงอาหารจะมีอาหารประจำชาติแต่ละชาติเวียนๆ กันขายอยู่มุมนึงครับ อาหารไทยก็มีออกมาบ้างเช่น ผัดไท ข้าวมันไก่ เหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง ก็พอกินให้หายคิดถึงครับ

{pic-desc}

                          ในหนึ่งปีมีกิจกรรมที่น่าสนใจอย่างนึงของมหาลัยคือ Language Weeks  ก็เป็นการแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชาติที่มีภาษาเปิดสอนที่นี่ ที่นี่มีสอนภาษาไทยด้วย ก็เลยมี Thai Week รวมอยู่ด้วย ที่ทำก็คือตกแต่งแคมปัสให้ดูไทยๆ หน่อย มีอาหารไทยขาย แล้วก็มีการแสดงในหอประชุม จัดทำโดยคนไทยที่มหาลัยกันเองครับ ถือเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ผูกคนไทยที่นี่เข้าไว้ด้วยกัน เพราะทุกคนลงแรงกับงานนี้มาก เตรียมตัวกันข้ามเทอม อารมณ์มันกึ่งๆ แข่งกับชาติอื่นเค้าด้วย อยากจะหรูไม่น้อยหน้าใครนะครับ ไทยวีคก็เป็นวีคสุดฮิตเหมือนกันครับ คนเต็มเสมอ มาแย่งที่นั่งกันดู

                

  ได้เวลาหางาน :::  

                       การหางานของเด็กมหาลัยที่ญี่ปุ่นมันจะมีระบบของมันอยู่ครับ แม้จะยังเรียนไม่จบ แต่ตอนจบปีสามจะขึ้นปีสี่ทุกคนจะเริ่มหางานกัน เป็นช่วงในรอบปีที่ทุกบริษัทจะเริ่มเปิดรับสมัครแล้วก็สัมภาษณ์ ถ้าเกิดช่วงปีสี่เทอมแรกยังหางานไม่ได้ ก็ถือว่าอันตรายมากครับ แต่ถ้าใครสัมภาษณ์ผ่านแล้ว บริษัทเค้าก็จะให้เซ็นเอกสารไว้ก่อนว่าจะมาทำงานกับเค้าหลังจบ เริ่มเดือนเมษาพร้อมกันทุกบริษัท

                      ตัวพี่เองเมื่อมีโอกาสก็เลยลองหางานดูเหมือนเพื่อนๆ คนญี่ปุ่นครับ คนต่างชาติความจริงแล้วหางานยากกว่าคนญี่ปุ่นเยอะมาก แต่โชคดีที่มหาลัยที่เรียนมีชาวต่างชาติเยอะ ก็เลยจะมีบริษัทมารับสมัครที่มหาลัยเลย ชี้ได้เลยว่าอยากได้ชาติไหน บริษัทที่พี่ได้มาทำงานเค้าก็บอกมาเลยว่าอยากได้คนไทย เพราะว่ามีสาขาอยู่ที่ไทยเหมือนกัน เป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรอุตสาหกรรมครับ ทำเครื่องม้วนคอยล์ มอเตอร์ อะไรแนวๆ นั้น พอคุยๆ กับคนที่มาสัมภาษณ์ แล้วก็ไปสัมภาษณ์รอบสองที่บริษัท ก็รู้สึกว่าบรรยากาศดี เลยตัดสินใจมาทำครับ ความจริงสังกัดฝ่ายขายครับ แต่ว่าปีแรกต้องอยู่ในโรงงานก่อน ฝึกงานในฝ่ายผลิตเพื่อให้รู้จักผลิตภัณฑ์ก่อน

 

  บรรยากาศในออฟฟิศ ::: 

                      บรรยากาศทำงานก็ไม่ได้เครียดมาก  แค่ถ้าเทียบกับที่ไทยอาจจะอิสระน้อยกว่า เรื่องเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากครับ  สายไม่ได้ ทั้งตอนเช้า  ตอนพักกลางวัน ยิ่งเป็นเด็กใหม่ปีแรก จะลางานก็ต้องคิดดีๆ ก่อน ออดพักก็ไม่ใช่ไปพักเลย ก็จะดูน่าเกลียด ต้องคอยดูบรรยากาศรอบข้าง ยิ่งเลิกงานถ้ากลับเร็วทุกวันก็อาจจะโดนสายตาคนรอบข้างทิ่มเอาได้ครับ บางทีไม่ได้มีงานอะไรก็ต้องอยู่ต่ออีกหน่อย แต่ถ้ามีธุระอะไรก็บอกเค้าตรงๆ เค้าก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าจะลางานนี่อาจจะโดนถามละเอียดหน่อย 

       
              เรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องก็สำคัญมากครับ คนที่มีตำแหน่งงานสูงกว่าหรือทำงานมาก่อน เราก็ต้องให้ความเคารพหน่อย พูดจาเพราะๆ  เรื่องที่ทำให้งงๆ ก็คือ แม้ว่าจะสนิทกัน แต่ถ้าอยู่ที่ทำงาน ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นจะทำเป็นซีเรียส ไม่เล่น ไม่ขำ ถึงแม้ว่าเวลาไปกินข้าวกันหรือไปเล่นนอกเวลางานจะสนุกสนานแค่ไหน แต่พอเข้าที่ทำงานก็จะซีเรียส เครียด ไม่ขำเลย

             
        ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของการทำงานที่นี่คือ บริษัทที่ญี่ปุ่นรับเด็กจับฉ่ายครับ ไม่เกี่ยวว่าเรียนอะไรมา(ยกเว้นพวกวิชาชีพ เช่นแพทย์ วิศวะ) ก็สามารถสมัครบริษัทอะไรก็ได้ สิ่งที่ทำสำคัญที่สุดคือตอนสัมภาษณ์อยู่ที่ว่าจะทำให้เค้าชอบใจเราได้มากแค่ไหน อย่างพี่ที่เรียนด้านสังคมมา แต่มาทำงานบริษัทอารมณ์วิศวะแบบนี้ ก็เข้ามาได้ แต่ปัญหาคือพอไม่มีพื้นเลย มาทำงานก็ลำบากครับ ต้องเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่หมดเลย สำหรับพวกเราก็ต้องกัดฟันสู้ครับ เงินเดือนสตาร์ทมักเท่าๆ กัน แต่ละบริษัทไม่ต่างกันมาก ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่ไทยแต่พอหักลบค่าครองชีพไปก็อาจจะไม่ได้มีตังค์เก็บมากมาย แล้วยิ่งพอเป็นคนต่างชาติแล้วต้องมาทำงานในบริษัทที่ไม่มีคนจากประเทศเดียวกันอยู่ มันก็ยิ่งกดดันเพิ่มอีก

 
 ข้อดีข้อเสียคนญี่ปุ่น ::: 

                                 จริงๆ แล้วโดยพื้นฐานคนญี่ปุ่นเป็นคนค่อนข้างปิดใจเรื่องต่างชาตินะครับ เค้าอาจจะไม่ได้คิดว่าภาษาตัวเองหรือประเทศตัวเองดีที่สุด แต่ไม่ได้มีความพยายามที่จะรับเอาของข้างนอกมาเช่นกัน คนญี่ปุ่นที่ทำงานจะแบบทุกๆ อย่างต้องเป็นญี่ปุ่น พูดภาษาอังกฤษกับเค้าก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งบางทีถ้าเค้าอยากจะทำความเข้าใจจริงๆ ก็ทำได้ แต่กลับไม่ทำและไม่พยายามจะเข้าใจ ถือเป็นข้อเสียข้อนึงของคนญี่ปุ่นที่รู้สึกได้นะครับ อีกเรื่องคือคนญี่ปุ่นจะมีกำแพงหนาๆ กับคนที่ไม่สนิทครับ ปากพูดว่า "โอเค ได้สิ" แต่ใจจริงๆ อาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น มักจะมีคำพูดที่เดาได้ว่าไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น เช่น "รอบหน้าไว้มาเล่นเกมที่ห้องนะ" แต่ความจริงอาจไม่ได้อยากให้มา คือมันเป็นมารยาทน่ะครับ

 

 

 

       ส่วนข้อดีของคนญี่ปุ่นที่รู้สึกได้ก็คือ เป็นคนมีระเบียบ มักทำตาม
 กฎเสมอ ไม่ค่อยขี้โกง ไม่ขโมย ไม่ลักลอบ ถ้าเกิดว่ามีคู่มืออะไรซัก
 อย่าง ก็จะทำตามอย่างถูกต้องทุกแบบ  แล้วก็เป็นคนจริงจัง ชอบ
 ประชุม ชอบค้นคว้า ตอนทำชมรมเคยมีประชุมนานสุดถึงแปดชั่วโมง
 (ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีกันแน่) อีกอย่างคนญี่ปุ่นชอบต่อแถวครับ มีร้าน
 ไหนอะไรดีๆ เปิดใหม่ก็ไปต่อกันหมด บางทีก็ไปต่อรอก่อนร้านเปิดซะ
 อีก ถือเป็นข้อดีที่ไม่มีการเหยียบกันตาย แต่บางทีเห็นแล้วก็ละเหี่ยใจ
 ไปต่อกันอีกแล้วเหรอ

     สำหรับน้องๆ ที่อยากมาเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะเมืองที่ไม่ใช่
 เมืองใหญ่ ให้เตรียมตัวเรื่องภาษามาให้ดีครับ เพราะถ้าพูดภาษา
 ญี่ปุ่นไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ก็ค่อนข้างลำบาก
  ยิ่งถ้าต้องมาอยู่หอแล้ว
 ไม่มีรุ่นพี่คนไทยหรือคนรู้จักยิ่งลำบาก ทุกคนพูดญี่ปุ่นกันตลอด
 ในความคิดพี่แล้วภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ยากครับ ถึงแม้จะอยู่มาห้าปี
 แล้วแต่ก็ยังไม่คล่องโดยเฉพาะพวกตัวหนังสือ อาหารการกินก็ค่อน
 ข้างแพงพอสมควร ถ้าออกไปกินข้างนอกบ่อยๆ อาจจะหมดตัวได้ 
 แนะนำให้ลองฝึกทำอาหารครับ เพราะคนไทยที่นี่ส่วนใหญ่ก็ทำกินเอง
 ประเทศญี่ปุ่นถึงแม้จะเป็นประเทศที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยูแตกต่างจาก
 ประเทศไทย แต่ก็เป็นประเทศที่น่าอยู่มีสิ่งที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง 
 แต่ก็มั่นใจว่าทุกคนที่มาญี่ปุ่นต้องได้ประสบการณ์ดีๆ กลับไปแน่นอน
 ครับ ขอบคุณครับ

 

                                 

 

                          เป็นเรื่องที่ยาวมากแต่อ่านแล้วก็มองเห็นภาพเป็นฉากๆ เลยจริงๆ พี่เป้ ต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับพี่นัทเลย เพราะนอกจากจะโชคดีแล้ว ก็ยังเก่งมากๆๆ อีกด้วย เพราะอย่างที่รู้กันว่าชีวิตที่นั่นคงต้องแข่งขันและเครียดน่าดู แต่พี่นัทก็สู้และผ่านมาได้ ยอดเยี่ยมจริงๆ เลยนะเนี่ย......สำหรับสัปดาห์หน้า คอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกจะกลับมาพบกับน้องๆ เหมือนเดิม ส่วนใครอยากส่งเรื่องมาแบ่งปันกับเพื่อนๆ ก็
อีเมลมาได้ที่
pay@dek-d.com เช่นเคย !

 

 

 

 
 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

59 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
A.i.First Member 18 ก.พ. 53 15:53 น. 2
พี่เขาเ้ก่งจัง ผมอยากไปญี่ปุ่นบ้างจัง ญี่ปุ่นเขามีระเบียบ ไม่เหมือนคนไทยสมัยนี้ ไร้ทิศทาง แต่ไม่ใช่กับไม่เด็กดีนะ
0
กำลังโหลด
Tsukiyo Member 18 ก.พ. 53 16:01 น. 3
เคยคิดอยากสอบชิงทุนไปญี่ปุ่นตอน ม.ปลาย เหมือนกันนะคะ แต่ไม่มีโอกาสซักที ^^

เก่งจังเลยไปเรียนอยู่ที่โน่น อยากไปบ้าง >_<
0
กำลังโหลด
alerukung Member 18 ก.พ. 53 16:02 น. 4
อยากไปญี่ปุ่นจังค่ะ หนูเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ ค่อนข้างยากพอสมควร แต่สนุกท้าทายดีค่ะ อยากได้ทุนไปญี่ปุ่นบ้างอะ เพราะหากควักเงินจ่ายเองมีหวังกระเป๋าฉีกขาดกระรุ่งกระริ่งชัวร์ 555
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
-*-MomO-*- Member 18 ก.พ. 53 16:49 น. 6
กำลังนั่งเขียนessay รอบสุดท้ายเพื่อขอทุน APU อยู่ ไม่รู้ว่าจะได้ร้อยเปอร์หรือเปล่า T____T อยากไปบ้างจัง
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
วาตาริ 18 ก.พ. 53 17:46 น. 9
แปลกใจอยุ่อย่างหนุ่ง

คนเกาหลี เค้า เค้าตกเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น

ก็เลย แอนตี้ ญี่ปุ่น (ได้ยินมาแบบนี้)

แต่ทำไมบางส่วน ก็ ไปเรียนที่ญีปุ่่นกันอ่ะ

*ขอโทษถ้าทำให้ แฟนคลับเกาหลี โกรธ แต่เราสงสัย
0
กำลังโหลด
nuri.j Member 18 ก.พ. 53 19:23 น. 10
ที่นี่นะจะบอกว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
ขนาดลืมใส่กุญแจบ้าน กลับมาของยังอยู่ครบ
บางที่ลืมปิดประตูยังไม่มีใครเข้ามาเลย

เคยลืมกล้องถ่ายรูปไว้บนรถไฟ โทร.ไปถามมีคนเก็บส่งนายสถานีให้อีก
ไปรับคืนได้ที่ชินจุกุ...ซื้อของในซุปเปอร์ ลืมทิ้งไว้ในตะกร้า ยังมีคนเก็บส่งคืนให้

ยิ่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายเนี่ย คนแน่นสุดๆ เดินกลับบ้านสบายๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
meiko 19 ก.พ. 53 09:26 น. 17
หือ อย่างที่เพื่อนพูดจริงๆ นั่นแหล่ะ ~-*

เรื่องที่เค้า มีกำแพงหนาๆๆ ไม่คิดว่าจะ เจอเหมือนเพื่อนเรา ตอนแรกนึกว่าไม่กี่คนที่เปน ....

น้าก็มีแฟนเป็นคนญี่ปุ่น เค้าบอกว่าเจ้ากี้เจ้าการมากๆ 55



ปล . เค้าทำยังไง ให้คนเค้ามีคุณภาพได้แบบนั้นอ่ะ *-*?? ~ ดีเนอะ
เด็กไทยก็ควรเอาแบบอย่างไม่ใช่ดุแต่ดารานักร้อง -*-
(เราก็บร้าดารา 55555)
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
rainbow_rozen Member 19 ก.พ. 53 15:54 น. 19
ว้าววววว *[]*

พออ่าน 'ความคิดเห็นที่ 10' แล้วทำให้รู้สึกว่า คนญี่ปุ่นนี่เขาไม่ขี้โกงกันเลยเนาะ

ซื่อสัตย์ดีจังเลย ^[]^

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด