|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... มามะ มาเจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกกันทุกวันพฤหัสเช่นเคยนะคะ จุ๊บๆ ^^ สำหรับเรื่องราวในสัปดาห์นี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ บอกได้คำเดียวว่า "ครบ" มาก เพราะเจ้าของเรื่องวันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครเรียนมหาวิทยาลัย การเรียน การใช้ชีวิต การช้อปปิ้ง เหมารวมไปจนถึงนิสัยของคนอังกฤษเลยล่ะค่ะ ตั้งใจอ่านกันให้ดี มีประโยชน์แน่นอน
 |
แนะนำตัว
สวัสดีค่ะ ชื่อ "อีฟ" นะคะ ช่วงม.ต้นเคยเรียนที่สาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาตลอดเลยค่ะ จากนั้นก็ย้ายไปเรียนที่ โรงเรียนนานาชาตินครพายัพจนจบเกรด 12 จากนั้นจับพลัดจับผลู ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อที่ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัย The University of Greenwich สาเหตุหลัก เพราะเวลานั้น ค่าของเงินปอนด์สเตอร์ลิงมันลดซะจนค่าเทอม ถูกกว่ามหาวิทยาลัยที่ดูไว้ที่ออสเตรเลียค่ะ (แต่ลืมคิดไปว่าค่า ครองชีพในลอนดอนสูงปรี๊ดเลย ผิดมหันต์ 555 T^T)
สมัครเรียนยังไง ?
สำหรับการสมัครเรียนนั้น อีฟสมัครเรียนผ่านเอเจนซี่ค่ะ ซึ่ง ถือว่าเป็นโชคล้วนๆ เนื่องจากตอนแรกตัดสินใจไปแล้วว่าจะเข้า มหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย แต่เผอิญไปเช็คเรื่องอัตราค่าเรียน อัตราค่าเงินปอนด์ รวมไปถึงความปลอดภัยอะไรต่างๆ แล้ว ก็เลย ลงตัวไปเรียนอังกฤษค่ะ อีฟเลยตัดสินใจส่งเอกสารผ่านเอเจนซี่ เพื่อให้เค้าส่งไปให้ทางมหาวิทยาลัยชเลย ไม่ต้องผ่านระบบที่เรียก กันว่า UCAS ซึ่งเป็นระบบรับใบสมัครของนักเรียนจากทั่วโลกที่จะ ยื่นให้มหาวิทยาลัยทั่วเกาะอังกฤษ เพราะ UCAS จะยุ่งยากและใช้ เวลานานนิดนึง
|

อีฟเลือกเรียนที่ The University of Greenwich เป็นตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการของอีฟดีที่สุดนะคะ คือมีเด็กต่างชาติมากหน่อย โลเคชั่นก็ดีอยู่ในลอนดอน มีตึกเรียนและสภาพแวดล้อมที่ดูเป็นมหาวิทยาลัยดีค่ะ ที่สำคัญค่าเทอมไม่แพงมากจนเกินกำลัง อีฟเลือกเรียน คณะ Business And Tourism Management เพราะอีฟอยากเรียนรู้เกี่ยวกับทั้งสองสาขาเลยค่ะ รักพี่เสียดายน้อง เลือกไม่ได้ เพราะอีฟชอบเดินทางท่องเที่ยวมากๆ แต่ก็ยังมีความคิดที่จะหาทางมีกิจการเป็นของตัวเองแล้วก็ช่วยงานครอบครัวด้วยค่ะ ดังนั้นก็เลยชิมลางปีแรกด้วยการเรียนในสิ่งที่เรา คิด ว่าเราชอบ กับสิ่งที่เรา ควร จะเรียนเพื่ออนาคตไปด้วย ผลสุดท้ายก็เลยรู้ตัวว่าชอบ Business มากกว่า ก็เลยวางแผนว่าปีหน้าจะเรียนแค่โปรแกรมวิชาธุรกิจอย่างเดียวแล้วค่ะ ตัดการท่องเที่ยวออกไป
ชีวิตการเรียนในเมืองผู้ดี

ปีหนึ่งที่ผ่านมาเรียน Business and Tourism Management อย่างที่บอกค่ะ คือเรียนวิชาธุรกิจครึ่งหนึ่ง และวิชาการจัดการการท่องเที่ยวอีกครึ่งหนึ่งค่ะ เรียนทั้งห้าวันเลย แอบเศร้านิดๆ เพราะคนอื่นเค้ามีวันหยุดกันจึงได้หยุดไปทำอย่างอื่น ซึ่งเด็กอังกฤษส่วนใหญ่จะเลือกทำงานพิเศษกันค่ะ เพื่อนสนิทของอีฟที่เป็นคนอังกฤษก็เริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อายุ 16 ทำเอาอีฟละอายใจกันไปเลยที่นอกจากจะยังหาเงินไม่ได้แล้วยังกินจุอีก 555 พอเห็นแบบนั้น ก็มีแรงฮึดออกหางานกับคนอื่นเหมือนกัน อีฟเคยรับจ๊อบเป็นสต๊าฟในอีเวนท์ให้กับมหาวิทยาลัยจากการแนะนำของเพื่อนค่ะ ก็เลยพอจะมีเงินเก็บไว้เที่ยวเล่นบ้าง
แต่เรื่องน่าเศร้ากว่าก็คือว่าอีฟเป็นคนไทยคนเดียวที่เรียนสาขานี้ แรกๆ ก็เหงามากๆ เหมือนกัน แต่พ่อกับแม่ดีใจเพราะลูกจะได้ใช้ภาษาอังกฤษได้เต็มที่ แล้วเวลาอยู่ในห้องอาจารย์ก็ชอบถามความคิดเห็นของเราด้วยค่ะ เพราะถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดจากหลายๆ วัฒนธรรม เสียอย่างเดียวคืออาจารย์และบรรดาเพื่อนๆ ไม่มีใครรู้จักเชียงใหม่เลย ทั้งๆ ที่เชียงใหม่ก็ติดอันดับเมืองน่าท่องเที่ยวระดับโลก แต่ก็ไม่น่าแปลกหรอกค่ะเพราะเด็กอังกฤษน่ะรู้เรื่องของชาติอื่นๆ น้อยมาก โดยเฉพาะเรื่องภาษาด้วยแล้วเนี่ย ถ้าไม่มีความจำเป็นเค้าจะไม่เรียนภาษาอื่นเพิ่มกันเลยทีเดียว เพราะถือว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล และมีครั้งหนึ่ง อาจารย์เอารูปหน้าร้าน McDonalds จากเมืองไทยไปสอน แล้วดันบอกว่ารูปนี้ถ่ายที่อินโดนีเซีย เล่นเอาอีฟขำก๊ากเลยค่ะ เลยยกมือบอกอาจารย์ว่ารูปนี้ถ่ายที่ไทย เค้าไม่เชื่ออีกแน่ะ ท้าให้อีฟอ่านให้ฟังว่าป้ายเขียนว่าอะไร ใครจะอ่านไม่ได้ล่ะคะก็มันเขียนว่า สุขสันต์ปีใหม่ ทำเอาฮือฮาประมาณว่าอีฟรู้ภาษาโบราณกันไปนู่น คิดได้ไง? ตลกดี

แต่โจทย์หินที่สุดของการเรียนก็คือเรื่องสำเนียงค่ะ แม้อีฟจะชอบสำเนียงของคนอังกฤษ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันฟังย๊ากยาก...ทุกวันนี้ยังต้องพึ่งเครื่องอัดเสียงในห้องเลคเชอร์อยู่เลยค่ะ เวลาคุยก็ต้อง pardon? ใส่กันจนเราเหนื่อยใจและเสียเซลฟ์ไปมากพอดู สุดท้ายทนไม่ไหว เลยยอมปรับสำเนียงให้คล้ายๆ กับคนอังกฤษเค้านิดนึง ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นกลไกเพื่อการเอาชีวิตรอดค่ะ เพราะบางทีทำงานและติดต่อกับคนอื่นๆ ที่ไม่ชินกับเรามาก่อน มัวแต่ pardon? ใส่กันคงไม่รู้เรื่องกันพอดี
เม้าท์ๆ คนอังกฤษ

จากความคิดเห็นส่วนตัวของอีฟนะคะ... อีฟว่าคนอังกฤษคล้ายๆ คนไทยในเรื่องของความผูกพันในครอบครัวค่ะ วันสำคัญๆ อย่างคริสต์มาส, อีสเตอร์ หรือช่วงวันหยุดยาวปีใหม่ เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะกลับไปใช้เวลากับครอบครัว อีฟว่ามันน่ารักดีนะคะ จริงอยู่ค่ะที่เด็กฝรั่งส่วนใหญ่จะหางานพิเศษทำ หาทางใช้ชีวิตของตัวเองเมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการกลับไปเยี่ยมเยียนครอบครัวเมื่อมีโอกาส และรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเอาไว้ แล้วอีกนิสัยที่คล้ายคนไทยมากๆ ก็เรื่องของความเกรงใจและมารยาทพื้นฐานทางสังคมค่ะ อย่างเช่นการเปิดประตูค้างไว้เมื่อมีคนเดินตามเรามา การกล่าวขอบคุณคนที่ช่วยเหลือเรา และการกล่าวขอโทษเวลาเดินชนกัน แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามที เหล่านี้เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ
แต่นิสัยอย่างหนึ่งของคนอังกฤษที่แรกๆ อีฟมีปัญหาก็คือ คนอังกฤษจะไม่ค่อยยุ่งหรือสนใจเรื่องของใครเท่าไหร่ บอกเท่าไหร่ก็จบเท่านั้นเพราะเค้าถือเป็นการให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนค่ะ บางทีเวลาคุยกันมันก็เลยหมดเรื่องคุยได้ง่ายๆ เพราะเค้าไม่ได้ซักถามต่อ ยกตัวอย่างเช่น เราบอกเค้าว่า เมื่อวานไปช้อปปิ้งมาแหละ เค้าก็จะตอบกลับแค่ว่า "เหรอ" แต่ถ้าเป็นคนไทยแบบเราๆ ก็จะต้องถามต่อว่า ไปช้อปที่ไหน ได้อะไรมา แต่คนอังกฤษไม่ถามค่ะ เล่าแค่ไหนจบแค่นั้น แรกๆ ก็แอบน้อยใจเหมือนกันเพราะเหมือนเพื่อนจะไม่แคร์เราเลย เหมือนจะหยิ่งๆ ใส่ แต่ที่จริงแล้วคือเค้ากลัวว่าจะไปล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเราค่ะ เราก็ต้องทำใจนิดนึงเวลาที่เค้าดูนิ่งๆ เฉยๆ กัน แต่ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของเค้าซะด้วยซ้ำ หลังๆ มานี้ก็เริ่มจะชินแล้วค่ะ ทำอะไรไม่ได้นี่คะ แก้ที่เราเอาก็แล้วกัน บางทีอาจมองว่าคนอังกฤษหยิ่งๆ จริงๆ ไม่ใช่หรอกค่ะ ^^ และเท่าที่สัมผัสมาอีกอย่าง อีฟว่าคนอังกฤษก็ใจดีออกค่ะ โดยเฉพาะที่สูงอายุเนี่ยใจดีกันมากๆ เลย ทั้งอาจารย์ ทั้งคนแก่ที่ได้คุยกันสั้นๆ บนรถเมล์ อย่างนี้เป็นต้น
นอกจากนั้น นิสัยที่อีฟสังเกตได้อีกอย่างก็คือ การนัดออกไปสังสรรค์ กิน ดื่ม เที่ยว ถือเป็นหนึ่งวัฒนธรรมของคนอังกฤษไปแล้วล่ะค่ะ ก็จะมีเพื่อนๆ ที่ปาร์ตี้กันทุกสุดสัปดาห์ ประเภทสุดเหวี่ยงกันจนเช้าอย่างนี้เยอะแยะเลยค่ะ นั่นเป็น culture shock อย่างแรกที่อีฟมีแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ด้วย ทุกวันนี้ก็ยังงงๆ อยู่ว่าปาร์ตี้อะไรกันถี่ขนาดนั้น 5555 บางคนสุดฤทธิ์มากๆ เมาหัวราน้ำ ถือเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงเลยล่ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเมืองผู้ดีจะทำไปได้ แบบว่าเมาจนหาเรื่องกันเลยทีเดียวล่ะ
ช้อปปิ้งหน่อยดีกว่า!

สถานที่ชอปปิ้งในลอนดอน อีฟขอนำเสอ Oxford St. ชื่อนี้ที่ขาดไม่ได้สำหรับสาวกขาช้อปค่ะ เพราะถนนสายนี้มันเชื่อมโยงกับแหล่งชอปปิ้ง กิน เที่ยว อื่นๆ อีกเพียบ สินค้าโดยมากก็จะเป็นของแบรนด์ต่างๆ ตั้งแต่ราคาหลักร้อยบาทไทยไปจนถึงหลักแสนบาทนู่นเลยค่ะ (ไม่แน่ว่าคงมีหลักล้านแต่ขออนุญาตไม่ดูราคา กลัวขนหัวลุก) คอลเลคชั่นเสื้อผ้าของร้านแทบจะเปลี่ยนทุกสัปดาห์กันเลย แต่ละร้านจะจัด window display ได้น่าตื่นตาดีค่ะ แบรนด์ต่างๆ ก็มีพวก River Island, Primark, Esprit, TopShop ซึ่งช็อปใหญ่มากๆ เดินจนหลงมาแล้วค่ะ, H&M, Burberry, LongChamp, Quiksilver, UniQLO ฯลฯ รวมไปถึงร้านของเล่นขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Hamleys และช็อปของ Disneys ซึ่งแม้แต่ผู้ใหญ่เข้าไปแล้วยังอดซื้อของน่ารักๆ ติดไม้ติดมือออกมาไม่ได้เลยล่ะค่ะ สำหรับคุณผู้ชายก็ต้องแว้บเข้าช็อปของ Nike และ Lilly Whites ซึ่งเป็นร้านขายสินค้าสำหรับสาวกทีมฟุตบอลอังกฤษกันเลย ราคาจะถูกกว่าบนหน้าเว็บไซต์เยอะอยู่นะคะ แต่หาของยากนิดนึงและคนจะเยอะมากๆ เกือบทุกวันเลยค่ะ

แต่สำหรับคนที่กระเป๋าหนัก อยากไปดูสินค้าแบรนด์ราคาแพงมากๆ แนะนำว่าต้องไปดูที่ Harrods ค่ะ อีฟว่ามันเหมือนพิพิธภัณฑ์มากกว่าห้างอีก เพราะของเค้าจัดอยู่ในตู้ดูหรูหรา ที่สำคัญมันเปล่งประกายว่า แพงนะยะ มาแต่ไกลเลยค่ะ 5555 แบรนด์แพงๆ ก็จะมีไล่ตั้งแต่ Louise Vuitton, Gucci, Hermes, Burberry, Givenchy, Paul Smith, Chanel, Dior ฯลฯ เยอะมากๆ ขายทั้งกระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เครื่องสำอาง น้ำหอม ไล่ไปถึงห้องแสดงเครื่องเพชร รวมทั้งช็อคโกแลตนำเข้าและร้านขนมน่ารักๆ และยังมีของฝากแปะแบรนด์ Harrods เต็มไปหมดเลยค่ะ (ที่คนไทยชอบซื้อก็คงไม่พ้นกระเป๋า)
ถึงแม้ที่นี่จะเป็นแหล่งรวมแบรนด์เนมระดับโลก แต่ขอบอกเลยค่ะว่า เพื่อนอีฟที่เป็นคนอังกฤษไม่เคยซื้อของแบรนด์มาใช้เพื่ออวดกันเลยนะคะ ไม่มีเลยจริงๆ เพราะเค้าต้องหาเงินเอง ดังนั้นก็เลยมีความรู้สึกว่าสินค้าเหล่านี้มันยังฟุ่มเฟือยอยู่มากค่ะ ไม่มีใครที่ซื้อมาเพื่อจะบอกว่าเรารวย แบ่งแยกว่าชั้นรวย เธอจน คบกันไม่ได้ อีฟเห็นแต่ความเท่าเทียมนะคะ อีฟว่ามันก็ทำให้เรารู้สึกสบายใจดีนะคะที่ไม่ต้องเจอเรื่องแบ่งแยกชิงดีชิงเด่นกันเรื่องเงิน

สุดท้าย สิ่งที่อีฟอยากจะเตือนเพื่อนๆ ชาวเด็กดีที่อยากมาเรียนต่อ ไม่เฉพาะที่อังกฤษนะคะ ที่ประเทศไหนๆ ก็ตาม ก็คือว่าเราอย่าไปวาดหวังจนสวยหรูเกินไปนะคะ ลอนดอนเองแม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยว อาจจะดูสวยงาม แต่ในความเป็นจริง ลอนดอนก็เหมือนเมืองใหญ่อีกหลายๆ เมืองบนโลกใบนี้ที่ยังมีย่านเสื่อมโทรม ยังมีอาชญากรรมเกิดขึ้นประปรายระบบขนส่งมวลชน อาจสกปรกบ้างเป็นบางครั้ง (เอาอะไรมากล่ะคะ...สร้างมาเป็นร้อยปีแล้ว) แถมยังมีผู้คนร้อยพ่อพันแม่มาจากนานาประเทศมาแออัดยัดเยียดกัน ขอให้เผื่อใจไว้บ้าง มองเค้าตามสภาพความเป็นจริง แล้วก็ให้หัดทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง อย่างอีฟเนี่ย ตอนอยู่ไทยไม่เคยต้องทำธุรกรรมทางธนาคารเลย แต่พอมานี่ ก็ต้องไปหาทางเปิดบัญชีเอง เดินเรื่องเองทั้งหมด
นอกจากนั้นก็ขอให้มีสติเวลาเกิดปัญหาค่ะ เพราะไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเอง และสุดท้ายทำใจกับสภาพอากาศของเมืองที่เราอยู่กันด้วยก็ดีค่ะ อย่างลอนดอนนี่ขึ้นชื่อเลยเรื่องความแปรปรวนขั้นเทพ เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางคนทนความมืดมนของอากาศไม่ได้ ม้วนเสื่อกลับเมืองไทยไปก็ไม่น้อยนะคะ แต่ยังไงก็ตาม อีฟก็บอกได้เลยว่าอีฟชอบลอนดอนมากๆ เลยค่ะ เพราะเป็นเมืองแห่งโอกาสจริงๆ แต่เราต้องสู้และเข้มแข็งพอที่จะคว้าโอกาสเอาไว้ได้ ขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ

โอ้โห้ บอกแล้วไงล่ะว่าเรื่องนี้ "ครบ" และก็ครบจริงๆ ด้วย เรียกได้ว่าใครอยากไปเรียนหรือใช้ชีวิตที่ลอนดอน อ่านเรื่องนี้แล้วเป๊ะเลยใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆ พี่เป้ อ่านแล้วชอบหมดเลย ยกเว้นนิสัยที่คนอังกฤษเค้าไม่ค่อยถามหรือสนใจเรื่องของคนอื่นเท่าไหร่ ถ้าเป็นตัวเราเองคงจะน้อยใจเนาะว่าทำไมเพื่อนไม่สนใจเราอะไรทำนองนั้น ....... และเหมือนเดิมค่ะ ถ้าใครมีประสบการณ์เด็กนอกอยากจะแชร์กับเพื่อนๆ บ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com เหมือนเดิมเลยจ้าาา
 ใครเล่น Facebook อย่าลืมไปรวมตัวกันที่แฟนเพจแก๊งเด็กนอกที่ Facebook.com/studyabroadfan

หากต้องการนำบทความไปเผยแพร่ยังเว็บไซต์อื่นกรุณาอ้างอิงถึงแหล่งที่มา หรือหากต้องการนำไปใช้อย่างเป็นทางการ กรุณาติดต่อทีมงานเจ้าของบทความ
|

ประเทศนี้ ... ว่ากันว่า เปรียบเสมือน "พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง" เพราะเดินไปไหน ... ก็สวยทุกทิศ ... ประทับใจทุกมุม
"ประสบการณ์นักเรียนแลกเปลี่ยน 1 ปี ณ ... สาธารณรัฐเชค (Czech Republic)"
Available on Dek-D.com , Study Abroad Thursday 16 September 2010 |
|