|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ..... มาแล้วค่ามาแล้ว ประสบการณ์เด็กนอกประจำสัปดาห์นี้ ถือเป็นเรื่องสุดท้ายของปี 2010 แน่นอนว่าเรื่องที่ พี่เป้ นำมาฝาก ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน !! เพราะเจ้าของเรื่องวันนี้ เป็นเน็ตไอดอลคนสวยที่ชาว Dek-D คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดี นั่นก็คือ "เมย์" หรือ "Maybe" นั่นเองค่ะ พี่เป้ เองก็เคยเห็นรูปเจ้าตัวตามเว็บบอร์ดบ่อยๆ จนวันนึง เจ้าตัวเข้ามาที่ออฟฟิศ Dek-D เลยมีโอกาสได้เจอตัวจริง ขอบอกว่าน่ารักมากๆ เลยล่ะ :) ว่าแต่ประสบการณ์สนุกๆ ของเมย์บีจะเป็นยังไงบ้างนะ ?????
 |
สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคน ชื่อ "เมย์" นะคะ ตอนนี้เรียนอยู่คณะศิลปกรรม สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 3 ค่ะ วันนี้ก็จะมาเล่าประสบการณ์กับโครงการ " Work and Travel ที่ไปมา เชื่อว่าน้องๆ และใครหลายๆ คนคงอยากไปและอยากรู้ว่าระหว่างที่ไปต้องเจอกับอะไรบ้าง มีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน วันนี้เมย์จะเล่าให้หมดไส้หมดพุงเลยละกัน อิอิ
จริงๆ แล้ว เมย์ไม่เคยคิดที่จะไป โครงการ Work and Travel เลย แต่เพื่อนที่สาขาจะไปกัน เพื่อนในกลุ่มก็เลยคุยๆ กันว่าอยากไปบ้าง เราก็เลยลองไปสมัครกันดู ที่ๆ จะไปทำงานก็ไม่ได้เลือกเอง เลือกตามเพื่อนล้วนๆ พูดได้เลยว่า เพื่อนไปไหน เราไปนั่น 555 สรุปคือ เราได้เลือกไปทำงานกันที่ Chula Vista Resort ที่ Wisconsin Dells ด้วยเหตุผลของเพื่อนๆ ที่ว่า เราอยากเห็นหิมะ !!! 555
เราเริ่มออกเดินทางกันในเดือนมีนาคม มีเพื่อนร่วมประสบการณ์ครั้งนี้ 6 คน ซึ่งเป็นเพื่อนในสาขาทั้งหมด บอกก่อนเลยว่าภาษาแต่ละคนไม่ได้กันเลย อย่างเมย์ก็แค่พอฟังพอพูดได้นิดหน่อย มาครั้งนี้ก็กะว่าจะมาเอาภาษาและมาเอาประสบการณ์ เอ้า ..... ลองดู !!! |
วันแรกของการเดินทาง มีทั้งรอยยิ้มและรอยน้ำตา จากบ้านทั้งทีมันรู้สึกหวิวๆ ยังไงไม่รู้ การเดินทางครั้งนี้เราต้องเปลี่ยนเครื่องทั้งหมดถึง 4 ครั้ง และปัญหาแรกก็เกิดขึ้นที่ Chicago เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนทำให้เครื่องไม่สามารถขึ้นบินได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนไฟลท์บินใหม่เพื่อให้ทันไปขึ้นเครื่องต่อที่เมืองต่อไป งานนี้ทำเอาพวกเราวิ่งกันโกลาหลเลยทีเดียว เพราะต้องเปลี่ยนเกทไปมาอยู่หลายรอบกว่าจะได้ขึ้นเครื่อง เป็นการเดินทางที่ยาวนานมากๆ และเหนื่อยมากๆ สุดท้ายพวกเราลงเครื่องที่ Madison อากาศตอนนั้นหนาวมากๆ ไม่จบนะคะ เราต้องนั่งแท็กซี่จากที่ madison ไปที่ wisconsin อีกต่อนึง ค่าแท็กซี่ก็เบาๆ คนละ 20 ดอลเอง หึหึ :(
ส่วน Chula Vista ที่เราไปทำงานนั้น เป็นรีสอร์ทที่สวยมากๆ รีสอร์ทหนึ่ง มีสวนน้ำทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์ มีทางเชื่อมใต้ดินระหว่างรีสอร์ทไปคอนโดและสวนน้ำ พอไปถึงเราก็จัดแจงเข้าที่พัก ซึ่งทางนี้เขาเตรียมให้เราไว้พร้อมอยู่แล้ว จริงๆ เมย์ได้ทำงานเป็น Busser ในห้องอาหารของโรงแรม จริงๆ ก็คือคนเก็บโต๊ะนั่นแหละค่ะ 5555 แต่ช่วงแรก เมย์และเพื่อนอีกคนจะถูกแบ่งลงไปทำงานเป็นแคชเชียร์ที่ห้องอาหารพนักงานด้านล่าง แต่ต้องผลัดกันทำคนละวันค่ะ ยอมรับว่ากดดันมากๆ เพราะเราต้องทำคนเดียวทั้งหมด ภาษาก็งูๆ ปลาๆ และยังต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่ไปเอาเงินที่ห้องการเงินเพื่อมาใส่ในเครื่องแคชเชียร์ จากนั้นก็ต้องขึ้นไปเอาอาหาร ลงมาจัดเตรียมจาน เตรียมของทุกอย่างทั้งหมด สภาพเครื่องเก็บอาหารก็ใหญ่ประมาณตู้เย็นขนาดใหญ่ของบ้านเรานั่นแหละ เราต้องเข็นมันลงมาที่ห้องอาหารข้างล่างโดยห้ามใครช่วย !!!

คือฝรั่งเขามีกฎกติกาของเขา ถ้าเรามาทำงาน หน้าที่เรา เราต้องทำเอง คนที่ไม่ได้เข้างานไม่สามารถมาช่วยเราได้ ซึ่งวันแรกของการทำงานเมย์กับเพื่อนก็โดนเลย !!! คือเข้าใจผิดกับผู้จัดการเลยเถียงกันไปเถียงกันมาไม่จบซักที และเราก็พูดภาษาไทยกับเพื่อนอีก เขาก็บอกว่าอยู่ที่นี่ห้ามพูดภาษาไทย เพราะเขาฟังไม่เข้าใจ เห้ออออออ บรรยากาศมาคุ! ไม่จบนะคะ พอวันรุ่งขึ้น พี่ที่คอยดูแลเราจากบริษัท Work and Travel ก็มาหาเราที่ห้องพักเลย เพราะผู้จัดการส่งเมลไปยังองค์กรว่ามีเด็กไทยสองคนไปทะเลาะกับเขา !! ทำให้เราสองคนเหมือนโดนทัณฑ์บนไปโดยปริยาย และถ้ามีอีกครั้งนึง แน่นอน เราต้องโดนส่งกลับบ้าน (ซวยได้อีก) แต่ก็นะ โชคดีค่ะเพราะฝรั่งโกรธง่ายหายเร็ว คือเขาเป็นคนพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม แต่ก็เป็นคนไม่ติดใจ ไม่เก็บไปคิด ไม่งั้นแย่แน่ๆ
|


|
หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ เมย์ก็ได้มาทำตำแหน่ง Busser จริงๆ หน้าที่เราก็คือ พอลูกค้าลุกออกจากโต๊ะเมื่อไหร่ เราก็แค่เก็บจานไปที่ล้างจานและจัดโต๊ะ ฟังดูไม่น่ายากใช่มั้ย แต่ .... มันไม่แค่นั้นน่ะสิ o_0! เพราะช่วงแรกๆ เราจะไม่ค่อยเหนื่อยมากเท่าไหร่เพราะยังไม่ถึงหน้าเทศกาล คนมาเที่ยวยังน้อยอยู่ แต่ถ้ามีงานสัมมนาหละก็ เหนื่อยสุดๆ เพราะเราต้องทำงานแข่งกับเวลา ถ้าเราเก็บโต๊ะ จัดโต๊ะช้า แขกที่มารอก็จะไม่มีที่นั่ง พอแขกไม่มีที่นั่ง งานก็จะเข้าเรา เพราะผู้จัดการก็จะเข้ามาเร่งเรา งานมันหนักตรงที่เราต้องยกจานกระเบื้องทีละเป็นสิบๆ ใบ ซึ่งมันหนักมากจริงๆ แล้วต้องเดินเข้าเดินออก ยกจานหนักๆ อย่างนี้ทั้งวัน แบบกลับไทยมากล้ามขึ้นกันเลยทีเดียว อิอิ
แต่งานนี้ก็ใช่ว่าจะมีแต่เหนื่อยเสมอไป ทุกๆ วันเทศกาล ทางโรงแรมจะมีจัดเลี้ยง และเมื่องานเลี้ยงจบ พนักงานในห้องอาหารทุกคนจะได้อิ่มหนำสำราญกันให้หายเหนื่อย พร้อมกับคำชมจากผู้จัดการ อิอิ ขอบอกเลยว่าการทำงานที่นี่ เมย์ได้เพื่อนร่วมงานเยอะมาก ทั้งคนไทยและต่างชาติ มาวันนี้เมย์ได้รู้แล้วว่าทำไมคนต่างชาติถึงชอบคนไทย ก็เพราะรอยยิ้มและความมีน้ำใจของเรานี่แหละที่ทำให้ต่างชาติชื่นชมเรา ความจริงหน้าที่ Busser ของเมย์ ก็แค่เก็บจานเมื่อแขกลุกออกไปแล้ว แต่บางทีเราก็เข้าไปช่วยพวกพนักงานเสิร์ฟบ้าง หรือเวลาเราว่างก็จะคอยไปช่วยคนอื่นๆ ในครัวทำงาน ก็เลยทำให้ชาวต่างชาติรักพวกเราชาวไทยเป็นพิเศษ เพราะที่นี่ถือว่าหน้าที่ใครหน้าที่มัน เด็กเสิร์ฟก็เสิร์ฟไป เด็กเก็บโต๊ะก็เก็บไป จะไม่ค่อยช่วยกันเท่าไหร่ แต่พอเราเข้าไปช่วยเค้า เค้าเลยชอบพวกเรามากๆ

|
วันสุดท้ายของการทำงาน บรรยากาศค่อนข้างจะเศร้าหมอง และคืนสุดท้ายเราก็ได้มากิน Buffet ที่ห้องอาหารเพื่อเป็นการส่งท้ายกัน ก็เป็นลูกจ้างเขามาทั้งเกือบ 3 เดือนแล้วนี่ วันนี้ก็ขอเป็นแขกหน่อยละกัน อิอิ และที่สำคัญ อาหารมื้อนี้เราได้กินฟรี !!! ซะงั้น เพราะหลังจากสั่งเก็บตังค์ พนักงานเสิร์ฟก็มาบอกกับพวกเราว่าผู้จัดการให้เรากินฟรี ถือเป็นการเลี้ยงส่งและเลี้ยงขอบคุณที่ผ่านมาเราทำงานดีมาตลอด ขอบอกว่างานนี้ทำเอาน้ำตาไหลเลยทีเดียว เราเดินออกไปขอบคุณผู้จัดการของเราพร้อมกอดทั้งรอยน้ำตา ความรู้สึกมันเหมือนกับเราผูกพันกับเขามาก ถึงแม้ว่าเวลาที่ผ่านมา เราจะมีปากเสียง ไม่ถูกใจอะไรกันบ้าง และวันนี้ก็รู้แล้วว่าเราต่างรู้สึกดีซึ่งกันและกันมากแค่ไหน ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่ Chula Vista ที่รักและคอยดูแลพวกเราเป็นอย่างดี :)


แต่เรื่องยังไม่จบเท่านี้นะคะ เพราะหลังจากทำงานครบตามสัญญาแล้ว พวกเราก็อยากกลับไทยกันซะที แต่ยังกลับไม่ได้ค่ะ ! เพราะยังไม่ถึงกำหนดกลับตามตั๋วเครื่องบินที่ซื้อมา ต้องรออีกนานมากๆ ถ้าพวกเราอยู่ต่อจนถึงวันกลับนี่ต้องแย่แน่ๆ เงินหมดชัวร์ ดังนั้นเลยต้องเลื่อนตั๋ววันกลับให้เร็วขึ้นมา ซึ่งไฟลท์เต็มยาวตลอด เลื่อนไม่ได้เลย ช่วงนั้นเครียดมาก ร้องไห้ อยากกลับบ้านสุดๆ เราจะไปอยู่ไหน ? เกิดปัญหาให้คิดอีกมากมาย สุดท้ายเราก็ตกลงกันว่า จะไปหาวัดไทยที่ LA อยู่กัน ไม่ก็โรงแรมเล็กๆ ซักที่

พอเมย์กับเพื่อนไปถึง LA พวกเราก็ตกลงว่าจะนอนที่สนามบินกัน ตอนแรกมันก็ชิลๆ อยู่หรอก นั่งกินข้าว ทำนู้นทำนี่ไปเรื่อย แต่พอมันเหลือบไปมองเวลา ก็ทำเอาเครียดจนน้ำตาไหลเหมือนกัน มันเหมือนกับว่า เวลาที่ผ่านไปแต่ละนาที มันช่างช้าเหลือเกิน พอตอนเช้า เราก็ตื่นมาล้างหน้าล้างตา แล้วก็หาไรทานกัน เห้อ ...
ระหว่างที่เรานั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อนและนั่งดูละครในโน้ตบุ๊คกันอยู่ ก็มีพระสงฆ์หลายรูปเดินผ่านมาพอดี แล้วก็มีคุณน้าคนไทยคนหนึ่งหันมายิ้มให้ และถามว่าเราจะกลับไทยกันหรอ เราก็บอกว่าเปล่า เขาก็เลยถามว่า แล้วจะไปอยู่ไหนอะไรยังไง พอเราบอกว่าเรานอนสนามบินกัน เขาก็ฮือฮากันยกใหญ่ บอกว่าทำไมถึงมานอนแบบนี้ เราก็เลยเล่าเรื่องให้คุณน้าฟัง คุณน้าก็เลยชวนเราไปอยู่ที่วัดกันก่อน โอ้ย ... โชคดีจริงๆ ระหว่างอยู่ที่วัด ทุกคนให้การต้อนรับดีมาก ทั้งพระสงฆ์ แม่ชี และคุณครูอาสาที่อยู่ที่นั่น ตื่นเช้ามาเราก็มาช่วยครูอาสาคอยรับอาหารจากคนไทยที่มาทำบุญ หลังจากเสร็จงาน ล้างจานเรียบร้อย ช่วงบ่ายก็จะถึงเวลาว่างของพวกเรา อิอิ เที่ยวกันมันส์เลยค่ะ 5555 นอนอยู่นั่นหลายคืน จนสุดท้ายก็ถึงเวลากลับบ้านกันแล้ว รู้สึกดีีมากๆ เลยที่ได้อยู่ที่นี่ ได้เจอคนไทยใจดี ก็อย่างที่เขาว่าแหละนะ คนไทยเหมือนพี่น้องกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราคนไทยก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอ

สุดท้ายเราถึงเมืองไทยเวลาประมาณตี 2 กว่าๆ มีครอบครัวและเพื่อนๆ มารอรับอยู่เพียบ แว้บแรกที่ได้เห็นป๊า ครอบครัวและเพื่อนๆ ก็ทำเอาหยุดน้ำตาไว้ไม่ไหว วิ่งเข้ากอดป๊าพร้อมกับน้ำตา ยังไงการผจญภัยในต่างแดนครั้งนี้ถึงมันจะมีอุปสรรคมากมายหลายอย่างแค่ไหน เจอะเจอเรื่องราวมากมายทั้งดีและร้ายแค่ไหน มันก็เปรียบเสมือนเครื่องพิสูจน์ตัวเราว่า ในที่สุดเราก็สามารถที่จะข้ามผ่านมันมาได้ ยังไง ใครสนใจก็แวะมาพูดคุยกันได้นะคะที่ FB : www.facebook.com/indyguba ค่ะ ขอบคุณค่ะ

โอ้โห ไม่ใช่แค่น่ารักอย่างเดียวนะ แต่ยังเก่งและกล้าอีกด้วยนะ สุดยอดไปเลย ไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นน้องๆ หลายคนแอบปลื้มเมย์บี :D แอบชอบผมมากๆ ควรไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาสระผมด่วนๆ 5555 ยังไงก็อย่าลืมติดตามผลงานของเมย์บีต่อไปด้วยนะคะ รับรองได้เห็นหน้าเห็นตาบนเว็บ Dek-D กันอีกแน่นอน .... รวมถึงปีหน้า 2011 คอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกก็จะยังคงอยู่ต่อไป ถึงไล่ก็ไม่ไป 55555 ยังคงเอาเรื่องราวมันส์ๆ ประสบการณ์เรื่องจริง 100% มาฝากอยู่ทุกสัปดาห์ ยังไงอย่าลืมติดตามกันต่อๆ ไปด้วยนะคะ หรือใครอยากให้มีอะไรเพิ่มเติม ก็คอมเม้นท์กันได้เลยค่ะ ~ Happy New Year 2011 !

|

ชีวิตเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนไทย-อเมริกา กับโฮสท์แฟมิลี่ .... ที่พูดกรอกหูทุกวันว่า
"ไม่มีเงิน ไม่มีเงิน ไม่มีเงิน ไม่มีเงิน"
Available on Dek-D.com,Study Abroad Thursday 6 Jan 2010
|
|