|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกกันอีกเช่นเคยนะคะ ^^ สำหรับเรื่องราวในวีคนี้ ขอบอกก่อนเลยว่า "มัน มันส์ มาก" .... เรื่องราวที่นำมาฝากกันครั้งนี้ ไม่ได้ถูกส่งมาเป็นเรื่องใส่ไฟล์ word เหมือนที่ผ่านมา แต่ พี่เป้ ได้มีโอกาสนั่งแชทผ่าน MSN กับเจ้าของเรื่องที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น เชื่อมั้ยว่า ถึงจะคุยกันไม่นาน แต่เรื่องที่เจ้าตัวเล่ามาเนี่ย อะโหหหหห พอเอามาเรียบเรียงแล้วนี่มันส์ได้อีก เหมือนกำลังนั่งดูหนังดีๆ ซักเรื่องเลย เริ่มอยากรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่าจะเป็นยังไง อิอิ

สวัสดีทุกคน เราชื่อ "ไผ่" ตอนนี้เรียนอยู่ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่ Bunka Fashion College หรือเรียกสั้นๆ ว่าบุงกะ เป็นสถาบันสอนด้านแฟชั่นโดยเฉพาะ
จุดเริ่มต้นของเรื่อง
ต้องเกริ่นก่อนว่าที่จริงเป็นคนชอบเรียนวิทย์นะ ชอบมาก ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ตอนเรียนอยู่มัธยมก็ไปเรียนพิเศษเยอะมาก แต่พอจะเลือกคณะ ก็เลือกไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรที่รู้สึกอยากเรียนเป็นพิเศษ พ่อแม่ก็เลยบอกให้พักบ้าง แบบอย่าไปเครียดมาก ก็เลยเบนสายไปเรียนเต้นไปฟิตเนสไรงี้ แล้วก็กะว่าจะสอบเข้านิเทศจุฬา เพราะชอบด้านนี้ อยากเป็นดารามาตั้งแต่เด็กๆ(หัวเราะ) แล้วคือบ้าญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก เจร็อก การ์ตูน เจป๊อบ บ้ามาก เคยไปเต้นสตรีทด้วยนะ
แล้วคือตอนม.หกเนี่ย มันจะมีช่วงนึงที่มีทุนเข้ามาทางห้องแนะแนว ตอนแรกที่เข้ามาก่อนคือทุนใหญ่หรือทุนรัฐบาลญี่ปุ่นเห็นเพื่อนๆ จะไปสอบ เออเราก็ไปด้วย แต่ข้อสอบมันยากมากกกอ่ะ สอบไม่ได้หรอก แต่แล้ววันนึงอาจารย์ก็มาบอกว่า มีทุนญี่ปุ่นอีกทุนนึงคือทุนเล็ก แต่มันเป็นอนุปริญญานะ แล้วแรกๆ ก็สอบแต่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว เราก็เออ คือตอนนั้นอ่านอังกฤษเพื่อเตรียมสอบนิเทศอยู่นานแล้ว ก็เลยลองไปสอบดูจะเป็นไรไป แล้วในที่สุดก็สอบได้ จนมาถึงสัมภาษณ์รอบสุดท้ายนั่นแหละ เค้าจะมีให้เลือกสาขา เราก็แบบ อย่างอื่นมันดูยากจัง แล้วเราก็ชอบพวกศิลปะอยู่แล้ว ก็เลยเลือกแฟชั่น แล้วเค้าก็กำหนดเลยว่าต้องเรียนที่บุงกะ พอสัมภาษณ์ได้ด็ต้องส่งเอกสารไปที่ญี่ปุ่นก่อนนะ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเค้าจะตอบรับกลับมาใหม่ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ซึ่งทุนที่ได้นี่คือออกค่าเรียนให้หมด และก็มีค่ากินอยู่ประมาณ 130,000 เยน
เรียนแบบญี่ปุ่น


จริงๆ เราไม่รู้นะว่ามหาลัยที่ไทยเค้าเรียนกันยังไง แต่ที่นี่ก็โหดพอควรเลยนะ คือก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าค่านิยมของคนญี่ปุ่นกับไทยเรื่องการเรียนเนี่ยต่างกันมากเลย ที่ไทยมีค่านิยมว่าต้องจบมหาลัย แต่ที่นี่ถ้าใครชอบสายอาชีพก็เลือกเรียนได้ตามใจชอบ หรือจบม.ปลายแล้วอยากทำงานหาเลี้ยงตัวเองก็ทำได้ เพราะส่วนมากพอโตๆ แล้วเค้าก็จะไม่ขอเงินพ่อแม่ พ่อแม่ส่งแค่เรียนจบม.ปลาย ถ้าอยากต่อก็ต้องหาเอง เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็จะทำงานพิเศษกันตั้งแต่ม.ปลายนะ แล้วพอจบม.ปลายเค้าก็จะเลือกทางชีวิตเอง อย่างไผ่เนี่ย ถ้าจบปริญญาตรีแล้วก็อยากต่อโทนะ แต่เชื่อปะว่าเพื่อนๆ ในห้องแทบไม่มีใครอยากเรียนต่อเลย เพราะค่าเรียนมันแพง บ้านใครฐานะไม่ดีก็อดเรียนไป ทุกคนเลยอยากจะทำงานไวๆ มากกว่า
แล้วอย่างไผ่เรียนแฟชั่นใช่ปะ บางทีต้องมีพวกคำนวณแพทเทิร์น มีตัวเลขมาเกี่ยว เด็กญี่ปุ่นแทบทุกคนพอเห็นตัวเลขจะถอดใจ ยิ่งเป็นสมการไม่ต้องพูดถึง ฮ่าๆ ต้องมานั่งสอนกันใหม่เลย คือตอนสอบแล้วมีคำนวณแพทเทิร์นไรงี้ ทุกคนต้องมีเครื่องคิดเลข ถ้าเกิดเครื่องคิดเลขถ่านหมดกะทันหันคือสอบตกอะ

เม้าท์ๆ คนยุ่น
นิสัยคนญี่ปุ่นน่ะเหรอ จะบอกให้ว่าเข้าใจยากกกกกกกกกกกกกมากกก คือถ้าเราคิดว่าเราเข้าใจเค้าแล้ว นั่นแปลว่าคุณยังไม่เข้าใจคนญี่ปุ่นเลย(หัวเราะ) เชื่อมั้ย ไผ่มานี่ 3 ปี ถูกเพื่อนสนิทอยู่ๆ ก็ไม่พูดด้วย 3 ครั้ง โดยที่เราไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย จนชินอ่ะ คือแบบบางทีเค้าจะคิดเผื่อเราไปนู่นนนนน ขณะที่เราไม่ได้คิดอะไร เค้าจะคิดมาก ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและเสีย ข้อดีก็คือเค้าจะรอบคอบแบบเซอร์วิสเยี่ยม ใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และน่าประทับใจ แต่คือบางทีมันมากไปไง ยิ่งถ้าทำงานพิเศษจะรู้เลยว่ามันยากมากๆ ที่จะต้องไปเซอร์วิสแบบญี่ปุ่น คือไผ่ทำงานร้านเสื้ออ่ะ ต้องกลับหัวรองเท้าให้ลูกค้าทุกคนเลย แล้วเวลาจะตัดขากางเกง ก็ต้องย่อคุกเข่าลงแล้วก็วัดขาให้เค้าอ่ะ ถ้าพ่อแม่มาเห็นคงตกใจว่าลูกเรามาทำอะไรวะ (หัวเราะ) แต่มันก็คือเรื่องปกติของเค้า

อีกอย่างเลย จากประสบการณ์ตรง เชื่อปะว่าคำว่า "เพื่อน" ของเค้ากับเราอะไม่เหมือนกัน บางทีเราคิดว่าเป็นเพื่อนใช่มั้ย เพื่อนต้องช่วยเหลือกัน ปลอบใจกัน อยู่ข้างๆ กัน มีอะไรก็บอกกัน แต่คนญี่ปุ่นอ่ะ บางทีมีความสุข เฮฮาไปไหนไปกับเพื่อน แต่พอทุกข์จะเก็บตัวอยู่คนเดียว แล้วที่สำคัญคือ เพื่อนจะไม่เข้าไปถามไม่ยุ่งเกี่ยว ปล่อยให้มันเศร้าไปอย่างนั้นล่ะ เพราะเค้าจะคิดว่า ถ้าเพื่อนไม่บอก แปลว่าเค้าอาจจะไม่พร้อมใจที่จะเล่า ไม่อยากข้ามเส้น ไม่อยากไปก้าวก่ายมากไป เราก็อ่าว เป็นเพื่อน??? ไม่ใช่เรอะ? คือถ้าเป็นคนไทย เราก็จะพยายามหาทางช่วยเหลือเพื่อนใช่ปะ แต่ที่นี่ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังต้องเกรงใจกันมากกก ถ้าไม่บอกก็คือไม่ถาม บางทียิ่งเป็นเพื่อนยิ่งต้องระวังคำพูดคำจาซะด้วยซ้ำ เพราะเค้ากลัวการโดนเกลียด การโดนขับไล่ออกจากกลุ่มมาก
ผู้ชายญี่ปุ่น VS ผู้หญิงญี่ปุ่น
สำหรับนิสัยคนญี่ปุ่น ผู้ชายร้อยละ 90 สูบบุหรี่ และร้อยทั้งร้อยชอบกินเหล้า แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ ผู้ชายยุ่นขี้อายมากกกก น้อยนักที่จะจีบผู้หญิงก่อน เพราะสาวที่นี่เธอมักเป็นฝ่ายเริ่ม หลายคนอาจจะไม่เชื่อใช่มั้ย เพราะในหนังโป๊นี่แบบถึงพริกถึงขิงมาก แต่นั่นมันเป็นงาน เชื่อมั้ย พอถ่ายเสร็จ เค้าก็พูดจาสุภาพ กล่าวขอโทษ โค้งแล้วลาจากกัน สุภาพมากๆ และอีกอย่าง ผู้ชายที่นี่ชอบแต่งตัวมาก หลายคนมาเที่ยวคงเคยเห็นผู้ชายญี่ปุ่นทาเล็บแถมยังใส่กระโปรงอีก แต่งตัวพังค์ๆ แต่รู้มั้ยว่า เห็นบางคนแต่งตัวแรงขนาดนั้น จริงๆ นิสัยดีมากกก เรียบร้อยมาก เวลาขอให้เค้าช่วยทำแบบสอบถามไรเงี้ย ให้ความร่วมมือดีมากอะ คือผู้ชายที่แต่งหญิงไม่จำเป็นต้องเป็นเกย์ มันเป็นรสนิยมของแฟชั่นเท่านั้น
ส่วนผู้หญิงญี่ปุ่น ผู้หญิงที่นี่เข้มแข็งมากๆ นะเราว่า เพราะต้องดูแลทั้งบ้านทั้งลูกทั้งสามี แต่เด็กผู้หญิงญี่ปุ่นสมัยนี้ใจแตกเยอะ เพราะจะมองแต่ลู่ทางหาเงินให้ได้เยอะๆ เลยไปถ่ายหนังโป๊ไรงี้เยอะอะ เหอๆๆ แถมสมัยนี้ยังนิยมมีลูกเร็วอีกด้วย เป็นคุณแม่สาวๆ เปรี้ยวๆ จับลูกสาวมาแต่งตัวเป็นตุ๊กตาน่ารักๆ เพราะคนที่นี่พอคบกันแล้ว ส่วนมากก็นะ .... เค้าไม่ได้มองว่าเรื่องเซ็กส์เป็นเรื่องเสียหาย เค้ามองเป็นเรื่องธรรมดาๆ เหมือนไปกินข้าวไปช้อปปิ้งอะไรแบบนี้ เลยไม่ต้องแปลกใจที่เห็นบางคนเรียนจบแล้วก็แต่งงานมีลูกเลย ส่วนบ้านเรานี่ เรียนจบแล้วยังเอ๊าะๆ แอ๊ะๆ กันอยู่เลย
อ้อ แล้วก็เรื่องแต่งตัว คงเห็นจากพวกนิตยสารกันเยอะว่าผู้หญิงที่นี่ใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ ของจริงสูงกว่านั้นอีก เพราะผู้หญิงที่นี่ตัวเล็ก สูง 160 ถือว่าสูงแล้วนะ อย่างไผ่สูง 162 นี่คือไซส์นางแบบแล้วอะ ส่วนกระโปรงนี่ก็ธรรมดามาก ใส่สั้นๆ กันทั้งนั้น ใครขาใหญ่ก็ใส่ได้ ไม่มีใครมามองแล้วด่าหรอก เพราะคนญี่ปุ่นด่าไม่เป็น ไม่ว่าจะดีไม่ดีจะชมไว้ก่อน ส่วนลับหลังเอาไปพูดยังไงนั้นอีกเรื่อง

สุดท้ายละกัน ก็อยากจะฝากว่า จริงๆ ญี่ปุ่นมันมีอะไรมากกว่าแค่ที่เห็น เป็นประเทศที่เหมาะแก่การมาเที่ยวมาก แต่ถ้าจะมาเรียนก็ลองคิดดีๆ นะ เพราะมันเหงาขั้นเทพ และคนที่นี่ก็ทำงานหนักแบบสุดๆ คือถ้าเราจะมาเรียนหรือมาทำงานที่นี่ มันเหนื่อยยยมากกก ของกินก็แพง เชื่อปะว่า ทุกๆ ปีจะต้องมีข่าวว่าเด็กต่างชาติที่มาเรียนที่นี่แล้วเป็นบ้า เรียนๆ อยู่คือเพี้ยนอะ บางทีคนเรียนเก่งๆ เด็กทุนไรงี้ มาเจอความกดดันเยอะๆ มันก็ยิ่งเซนซิทีฟมั้ง แต่ถ้าใครมั่นใจว่าตัวเองเข้มแข็งพอก็ขอให้มาเลย ประสบการณ์เพียบ
อื้อหือ เรียกได้ว่าล้วงลับตับแตกนิสัยคนญี่ปุ่นกันลึกถึงขุมขนเลยทีเดียว คือจริงๆ พี่เป้ ก็ได้ยินมาบ่อยๆ ว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เครียด คนแข่งขันกัน พอมารู้ของจริงแบบนี้แล้ว เครียดกว่าที่คิดไว้อีก 555 แต่อ่านแล้วมันส์ดีจริงๆ ไว้ว่างๆ จะลองให้เจ้าตัวเขียนภาค 2 มาฝากกันนะคะ หรือใครอยากพูดคุยกับไผ่โดยตรง ก็คลิกที่นี่ได้เลย ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากเอามาลงแบบนี้บ้าง ก็ส่งมาได้เหมือนเดิมที่ pay@dek-d.com เหมือนเดิมเลย !

|

เด็กไทยไปเรียนไกลถึงอเมริกา อย่าทำเสียชื่อ .... เอา A มาให้ได้ทุกวิชา !!
ถ้าอยากรู้เคล็ดลับเรียนเก่งในต่างแดน ... ห้ามพลาด !
Available on Dek-D.com , Study Abroad Thursday 27 Jan 2011.
|
|