|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... มามะ มาเจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกกันทุกๆ วันพฤหัสเช่นเคยนะคะ ^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากในวันนี้ ขอบอกก่อนเลยว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากๆ น้องๆ รู้มั้ยคะว่าคำว่า Color กับ Colour ที่แปลว่าสี แตกต่างกันยังไง ???? ใช่แล้วค่ะ คำว่า Color เป็นคำที่ใช้ในอเมริกา ส่วน Colour เป็นคำที่ใช้ในอังกฤษ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีแค่ Color กับ Colour ที่แตกต่างกันนะคะ ถ้าอยากรู้ว่ามีอะไรที่ไม่เหมือนกันอีก ก็เลื่อนลงไปอ่านเรื่องราวดีๆ ผ่านประสบการณ์เด็กนอกได้เลย !

สวัสดีค่ะ เราชื่อ "ปิ่น" ตอนนี้เรียน Media, Communication and Culture และ Marketing (เป็น Double Major) อยู่ที่มหาวิทยาลัย Keele University (คีล) ที่เมือง Staffordshire (สแตฟฟอร์ดเชียร์) ในประเทศอังกฤษค่ะ หลายๆ คนต้องสงสัยแน่ๆ ว่ามหาลัยเราอยู่ตรงไหน แล้วเมือง Staffordshire นี่มันมีอยู่ในอังกฤษจริงๆ เหรอ ทำไมไม่เคยได้ยิน ซึ่งคำตอบคือมีจริงๆ ค่ะ เพราะ Staffordshire เป็นเขตการปกครองที่อยู่ในภาคกลาง (Midland) ของประเทศ ส่วนมหาลัยเราตั้งอยู่ประมาณทางเหนือๆ ของเขตค่ะ และเมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดก็คือ Manchester นั่นเอง ..... มหาวิทยาลัยเราล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เดินขึ้นเนินลงเนินไปเรียนทุกวันจนน่าจะได้กล้ามที่ขา บรรยากาศดี ต้นไม้เยอะมาก กระรอกก็เยอะไม่แพ้กัน และฝนก็ตกบ่อยสมกับที่เป็นประเทศอังกฤษเลยค่ะ

ทีนี้ขอเล่าย้อนไปถึงปีที่แล้วก่อน ปีที่แล้ว (ในที่นี้หมายถึงกลางปี 2552 ถึงกลางปี 2553) เราไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกามา เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนของ EF รุ่นที่ 14 ไปที่เมือง Bellevue (เบลวิว) ในรัฐ Iowa ค่ะ ซึ่งเมืองก็เล็กๆ นั่นแหละ คนก็แค่พันสองพัน โรงเรียนก็เล็กๆ นักเรียนราวๆ สามร้อยกว่าคน และหลังจากไปอยู่ต่างประเทศ (อเมริกา) ตั้งหนึ่งปี จะไม่ซึมซับภาษาและวัฒนธรรมมาบ้างก็คงไม่เรียกว่าไป แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ปีนั้นเหมือนเป็นปีเปิดหูเปิดตาตัวเองเลยค่ะ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าโลกมันใหญ่แค่ไหน ซีกโลกตะวันตกมันต่างจากบ้านเรามากเพียงใด พอกลับมาไทยเลยรู้สึกเหมือนประสบการณ์ตัวเองเพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะ แล้วสิ่งที่ได้มาเป็นกำไรด้วยนั่นก็คือภาษาอังกฤษค่ะ ตอนกลับไปเยี่ยมครูที่โรงเรียนตอนมัธยมก็มีอาจารย์ชาวอังกฤษที่โรงเรียนทักว่าภาษาดีขึ้นเยอะ สำเนียงอเมริกันมากใช้ได้เหมือนกันนะ
พอกลับจากอเมริกามาเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ก็ไปสอบจบเทียบวุฒิ สอบ IELTS ฯลฯ แล้วก็เตรียมสมัครมหาวิทยาลัยเรียนต่ออังกฤษ ซึ่งสุดท้ายเราก็สอบติดที่คีลนี่แหละค่ะ ก่อนที่จะมาที่อังกฤษ บอกตามตรงว่าไม่เคยสนใจเรื่องความแตกต่างของอังกฤษกับอเมริกาหรอก เรียกชื่อประเทศเขายังไม่ค่อยจะแน่นอนเลย วันหนึ่งเรียกอังกฤษ อีกวันเรียก UK พอมาอีกวันเรียก Great Britain เรื่องความรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษเรียกได้ว่าเท่ากับศูนย์ แต่เราก็ไม่แคร์สื่อค่ะ ขึ้นเครื่องมาประเทศเขาอย่างลันล้า

สิ่งแรกที่สังเกตได้เลยก็คือ ภาษา สำเนียง และคำศัพท์ อันนี้เป็นข้อสังเกตแรกที่เห็นชัดเจนมาก คือเราอาจจะเคยได้ยินเฉยๆ ใช่ไหมคะว่า สำเนียงอังกฤษกับสำเนียงอเมริกันจะไม่เหมือนกันนะ เวลาเขาสะกดคำศัพท์ก็จะไม่เหมือนกัน แล้วเวลาเรียกของบางอย่างมันก็ไม่เหมือนกันด้วย เช่น color / colour เราก็คิดว่า เอ๊ะ ภาษาก็ภาษาอังกฤษเหมือนกัน มันจะคุยไม่รู้เรื่องขนาดไหนกันเชียว ??
แล้วเราก็ได้พบตั้งแต่บนเครื่องบินมาอังกฤษเลยค่ะ ด้วยความที่หูเราคุ้นชินกับสำเนียงอเมริกันมาแต่ไหนแต่ไร พอมาได้ยินสำเนียงอังกฤษแล้วมันจะพิลึกมาก ไม่ว่าจะฟังแอร์โอสเตส ฟังเสียงประกาศในสนามบิน ฟังคนที่สนามบิน ไล่ตลอดทางมาจนถึงที่พัก ดูทีวี ฟังสำเนียงใน BBC ยังฟังแปลกหู ตลกจัง! แปลกหูไม่พอ ฟังยากอีกต่างหาก ตอนที่มาแรกๆ เรารู้สึกว่า ทำไมคนอเมริกันพูดชัดมาก แล้วทำไมคนอังกฤษพูดกันไม่รู้เรื่อง! ปัญหานี้ใช้เวลาปรับตัวราวๆ อาทิตย์สองอาทิตย์ถึงจะฟังได้ลื่นหูขึ้นหน่อย ปัจจุบันสบายแล้วล่ะค่ะ นอกจากว่าถ้าเกิดไปเจอคนที่มาจากส่วนอื่นๆ ของอังกฤษ แล้วติดสำเนียงท้องถิ่นมาหนักๆ อะไรแบบนี้ ก็อาจจะต้องมีการปรับจูนคลื่นหูกันใหม่ เพราะว่าสำเนียงของคนอังกฤษมีหลากหลายมาก จากที่ได้เรียนมา เขาว่ากันว่าสำเนียงจาก Newcastle เป็นสำเนียงที่ฟังยากสุดๆ


เจอสำเนียงไม่พอ คำศัพท์ก็ปวดหัว วันแรกๆ ที่มานี่ รู้สึกเหมือนคุยกับคนที่นี่ไม่รู้เรื่องเลยค่ะ มีอยู่วันหนึ่งจะไปซื้อคอตตอนบัด(ที่แคะหู) เราก็เดินเข้าร้านไปถามหากับคนขาย เราก็บอกเขาว่าเราอยากได้ Q-tip ซึ่งคำนี้เป็นคำที่ใช้กันในอเมริกาค่ะ แต่อย่าคิดว่าคนอังกฤษเขาจะเดาได้นะคะ คนอังกฤษเขาก็รู้แต่ศัพท์ที่เขาใช้ในประเทศเขา คนอเมริกันก็รู้แต่ศัพท์ที่เขาใช้ในอเมริกาเหมือนกันนั่นแหละ เราก็เลยยืนอธิบายอยู่ตั้งนานสองนานจนสุดท้ายก็ได้รู้ว่าไอ้เจ้า Q-tip ที่อยากได้เนี่ย มันก็คือ Cottonbud นั่นเอง (ซึ่งเราก็ไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่าที่อังกฤษเค้าก็เรียกคอตตอนบัดเหมือนกัน....เบ๊อะมากที่สุด)
ศัพท์อีกคู่เป็นอะไรที่เราคงได้ยินกันบ่อยดี นั่นคือ Fries กับ Chips ซึ่งในบ้านเราหมายถึงเฟรนซ์ฟรายด์นั่นเอง ซึ่งถ้าเราเข้าผับ (ผับที่นี่ไม่ใช่สถานที่อโคจรค่ะ) หรือร้าน Fish&Chips เค้าก็จะเรียกเฟรนซ์ฟรายด์ว่า Chips แต่ถ้าเกิดเราเดินเข้า McDonald เจ้าเฟรนช์ฟรายส์ก็จะกลายเป็น Fries ซะอย่างนั้น ซึ่งในตอนนี้เราก็เกิดการใช้คำศัพท์ผสมปนเปแบบส่วนตัว ด้วยความที่คำว่า Chips สำหรับคนอเมริกันเนี่ย มันแปลว่ามันฝรั่งทอดแบบเลย์ แล้วมันออกเสียงง่ายกว่า Crisps ซึ่งเป็นคำศัพท์ของคนอังกฤษ ดังนั้นพอมาอังกฤษ เราเองก็เลยยังเรียก Chips อยู่เหมือนเดิม เวลาบอกเพื่อนว่าเราจะไปซื้อ Chips มากินซักหน่อย ก็เลยต้องอธิบายเพิ่มด้วยว่า Chips ประเภทไหน

สิ่งต่อมาที่อยากเล่าคือเรื่องอาหาร ถ้าเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เกตในอังกฤษ เราจะเจออาหารหลากหลายเชื้อชาติในหลายๆ รูปแบบค่ะ ทั้งอาหารสำเร็จรูป (แบบใส่ไมโครเวฟแล้วทานได้) และอาหารแช่แข็ง (แบบที่ต้องใส่เตาอบ) อาหารที่เจอบ่อยๆ ก็ไล่ไปตั้งแต่พวกเนื้ออบ ไส้กรอก กับมันบด พิซซ่า อาหารเส้นๆ พาสต้า สปาเกตตี้ อาหารจากประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น Paella เคบับ หรือจะเป็นอาหารจีน เช่น พวกข้าวผัด เปาะเปี๊ยะ บะหมี่ผัด อาหารอินเดียจำพวกแกงและข้าวทั้งหลาย แม้แต่อาหารไทยยังมีเลยค่ะ วันก่อนเพิ่งเจอแกงเขียวหวานไป ซึ่งผิดกับตอนที่อยู่ที่อเมริกาที่จะหาได้แค่อาหารจำพวกพาสต้า เนื้ออบกับมันบด และอาหารจีนเท่านั้น
เท่านั้นยังไม่พอ ที่นี่ยังมีอาหารเดลิเวอรี่แถวมหาลัยที่สามารถโทรสั่งได้จนค่ำมืดดึกดื่น เพราะว่าเขาจะเปิดทำการจนถึงราวๆ ตีสองถึงตีสามของแต่ละวัน แน่นอนว่าอังกฤษไม่ได้มีเซเว่นทุกหัวมุมอย่างในประเทศไทย ส่วนซุปเปอร์มาร์เกตในมหาวิทยาลัยก็ปิดตั้งแต่สามทุ่มแล้วล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นร้านเหล่านี้ก็เลยเป็นที่พึ่งของวัยรุ่นกำลังโตอย่างเราๆ เลยทีเดียว ใครไปเที่ยวข้างนอกกลับมาดึกๆ แล้วเกิดหิว ก็โทรสั่งอาหารได้ ส่วนเรื่องความหลากหลายก็ไม่ต้องเอ่ยถึงเช่นกัน อย่างอาหารที่เรานิยมสั่งคือพิซซ่า ไก่ทอดกับเฟรนช์ฟรายส์ แล้วก็อาหารจีน แต่ก็ยังมีพวกอาหารอินเดียแล้วก็เคบับอีกเยอะแยะมากมายจนพรรณนาไม่หมดเลยล่ะค่ะ ซึ่งสาเหตุที่ที่นี่มีอาหารหลากหลายขนาดนี้ เราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะที่อังกฤษมีคนมาอยู่หลายเชื้อชาติมากเลยค่ะ ส่วนหนึ่งก็จะเป็นคนจากประเทศที่เคยตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษในสมัยก่อนนั่นแหละ อย่างในมหาวิทยาลัยเราเองก็จะมีนักเรียนจากทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเอเชียอย่างจีน อินเดีย ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา เยอะเต็มไปหมด


อย่างที่สาม นั่นคือความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ตอนก่อนจะไปอเมริกา เราก็ได้อ่านพวกประสบการณ์จากนักเรียนแลกเปลี่ยนรุ่นก่อนๆ เขาก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคนอเมริกันไม่รู้จักประเทศไทยชัวร์ๆ และคนที่นั่นก็ไม่ทำให้เราผิดหวังเลยจริงๆ 5555 ด้วยความที่เขาเห็นเราเป็นคนเอเชียหัวดำ (แต่ตัวไม่ขาวและตาไม่ตี่) เขาก็เลยเหมารวมไปเลยว่าเราต้องมาจากเมืองจีน ต้องเก่งกังฟู ต้องใช้ตะเกียบ ต้องพูดภาษาจีนได้และต้องเรียนเลขเก่งแน่ๆ ซึ่งผลออกมาว่าเราก็ไม่ทำให้เพื่อนผิดหวังเช่นกัน เพราะอะไรที่เขาคิดว่าเราทำได้ เราทำไม่ได้ซักอย่างนอกจากการใช้ตะเกียบ! (ฮ่าๆ)
แถมที่หนักกว่านั้นก็คือ เพื่อนสนิทเราที่อเมริกาเคยเล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนก่อนที่เราจะไปที่โน่นเนี่ย ก็จะมีข่าววงในออกมาว่าจะมีเด็กแลกเปลี่ยนมาจากประเทศไทยปีนี้นะ เพื่อนเราก็สงสัยอย่างแรก (ก่อนที่จะรู้ว่าเราเป็นชาวเอเชีย) เลยว่า ประเทศไทยนี่มันอยู่ตรงไหน มันอยู่ที่สักที่ในยุโรปรึเปล่า???? ตอนที่ฟังเพื่อนเล่าตอนแรกนี่ขำกลิ้งเลยค่ะ แต่ว่าตอนนี้เพื่อนเราก็เข้าใจแล้วว่าเมืองไทยอยู่ที่ไหน เราเองก็สอนภาษาไทยให้เยอะแยะ ตอนนี้เขาอยากเรียนภาษาไทยมากๆ เราก็เลยพยายามส่งการ์ดภาษาไปให้เขาอ่านเล่นๆ แล้วก็สอนภาษาไทยผ่านสไกป์ตามสะดวก
แต่ทุกอย่างต่างกับที่อังกฤษมากค่ะ อยู่ที่อังกฤษ คนที่นี่แทบทุกคนรู้จักประเทศไทย รู้จักอาหารไทย แม้จะไม่ได้ทานกันบ่อยเพราะค่อนข้างแพง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขา บางคนชอบอาหารไทยเลยนะคะ (แล้วมันก็เลยเป็นโอกาสให้เราได้โชว์ฝีมือทำอาหารบ่อยๆ ด้วย) ชาวอังกฤษบางคนเคยไปประเทศไทย บางคนก็มีคนใกล้ตัวไปเที่ยวประเทศไทย ตามเอเย่นต์ขายทัวร์ก็ยังมีโปรโมชั่นไปเมืองไทย แถมเพื่อนเราคนหนึ่งก็มีญาติเป็นคนไทยอีกต่างหากแน่ะค่ะ

จริงๆ แล้วความแตกต่างของสองประเทศนี้ยังมีอีกมากค่ะ ซึ่งถ้าเล่าหมดที่คงไม่พอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยต่างๆ รอบตัวมันก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้ 2 สังคมใน 2 ประเทศที่เราเจอมาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ ขอให้คำนึงด้วยว่าขนาดเมืองที่อเมริกากับที่อังกฤษที่เราพบเจอมาต่างกันพอสมควร จริงอยู่ที่ทั้งสองเมืองไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่จำนวนประชากรต่างกันใช้ได้เลยค่ะ
สุดท้ายนี้ ถ้าหากใครได้มีโอกาสไปสัมผัสกับอเมริกาหรืออังกฤษของจริง แล้วปรากฏว่ามันไม่เหมือนกับอะไรที่เราเล่ามา ก็ลองเก็บไว้คิดเล่นๆ ก็ได้ค่ะว่า เพื่อนๆ เจออะไรเหมือนหรือต่างจากเราบ้าง บางทีความสงสัยต่างๆ มันอาจจะนำไปสู่คำตอบอะไรๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น เวลาไปไหนก็ลองหัดตัวเองให้เป็นคนช่างสังเกต สังเกตหาความแตกต่าง อะไรที่ต่างแล้วดี อะไรที่ต่างแล้วไม่ดี เผื่อจะนำไปใช้ในชีวิตเราต่อไปได้ ลองศึกษารายละเอียดของสถานที่นั้นๆ ไม่ใช่เดินดุ่มๆ เข้าประเทศเขาด้วยความรู้เท่ากับศูนย์แบบเราซึ่งไม่ค่อยจะเป็นตัวอย่างที่ดีเท่าไหร่ (แหะๆ) ถ้าลองมองอะไรให้ต่างขึ้นจากที่เคยทำ ชีวิตประจำวันจะเป็นเรื่องน่าสนุกขึ้นอีกเยอะแยะเลยล่ะค่ะ

โอ้โห เป็นเรื่องที่ยาวแต่อ่านแล้วได้ความรู้มากๆๆๆๆๆ เลยล่ะค่ะ แต่ฟังแบบนี้แล้วแอบเทใจให้คนอังกฤษมากกว่านิดหน่อย เพราะรู้จักเมืองไทยดีเหมือนกันแฮะ 55555 สงสัยถ้าอยากจะสัมผัสความแตกต่างจริงๆ คงจะต้องลองไปใช้ชีวิตทั้ง 2 ประเทศแล้วล่ะ (เงินล่ะ -*-) .... ส่วนใครมีประสบการณ์สนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ บ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com ได้เลย แล้วไว้เจอกันค่ะ

|

"Valuable Experience in Japan"
ประสบการณ์สุดคุ้มค่าในญี่ปุ่น คุ้มค่าสุดที่จะได้อ่าน ทั้งเทคนิคการเรียนญี่ปุ่นให้เก่ง และการใช้ชีวิตสนุกๆ
Available on Dek-D.com , Study Abroad Thursday 24 Mar 2011.
|
|