|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... มาเจอกับ พี่เป้ และคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกๆ วันพฤหัสเหมือนเดิม ช่วงนี้หลายๆ คนคงกำลังเตรียมตัวให้พร้อมกับการสอบชิงทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน งั้นเราก็ต้องมาอ่านเรื่องราวดีๆ จากรุ่นพี่กันดีกว่าเนาะ ^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ ส่งมาจาก "ประเทศเยอรมัน" ค่ะ เรียกได้ว่าเป็นประเทศนึงที่ฮอตมาก เพราะหลายๆ คนแอบเล็งไว้แล้วว่าอยากเลือกที่นี่ใช่มั้ยล่ะ 555 แต่เนื้อหาอาจจะแอบหดหู่นิดนึงนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ไปอ่านกันเลย
เมืองที่ผมอยู่คือ Schwarzenberg (Erzgeb.) รัฐ Saxnoy (Sachsen) ไม่น่าจะมีใครรู้จักเพราะบ้านนอกมากๆ O_o อยู่ตอนใต้ของเมือง Leipzig และ Dresden ซึ่งรัฐที่ผมอยู่คนไทยน้อยมากๆ หาร้านอาหารไทยที่คนไทยขายแทบจะไม่ได้ เพราะคนเวียดนามกับคนจีนอยู่เยอะ (แต่สุดท้ายผมก็หาเจอจนได้ใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนกลับ -*-) รัฐที่ผมอยู่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมันตะวันออกมาก่อนครับ !!! ถ้าพูดถึงเยอรมัน เพื่อนๆ หลายคนคงนึกถึงไส้กรอก ขาหมู เบียร์ หรือรถ Benz, BMW, Volk ฯลฯ อยากจะบอกว่าตั้งแต่มาจนกลับไทยแล้ว ยังไม่เคยกินขาหมูเลย 5555+ เบียร์ก็เคยดื่มแล้ว แต่ไม่ชอบเลย ไม่อร่อย -*- ชอบเบียร์ผสมโคล่ามากกว่า ฮ่าๆ
ผมเดินทางมาตอนปลายๆ เดือนกุมภาพันธ์ อากาศก็ยังหนาวอยู่ และคงหนาวมากๆ สำหรับคนไทย นั่นก็คือ -10 องศา ใส่เสื้อผ้า 3 ชั้นได้ครับ พอมาถึงวันแรกประมาณ 5 โมงเย็นกว่าๆ ใครที่บ้านอยู่ใกล้ๆ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต โฮสท์จะขับรถมารับภายในวันนั้นเลย ส่วนใครที่อยู่ไกลๆ ก็จะไปนอนค้างที่โฮสเทลก่อน 1 คืน เจออาหารเยอรมันแทบอ้วกแน่ะ ฮ่าๆ หลังจากค้างที่โฮสเทล 1 คืนแล้ว วันต่อมาก็ไปที่สถานีรถไฟ การเดินทางคือ นั่งรถไฟ ICE (ความเร็วสูง) จากสนามบินแฟรงค์เฟิร์ต แล้วไปเปลี่ยนรถไฟที่ Braunschweig HBF แล้วก็นั่งรถไฟต่อไป Magdeburg HBF ใช้เวลาทั้งหมด 5 ชั่วโมงครับ นานนะ ฮ่าๆ จากใต้ขึ้นเหนือเลย ตอนแรกผมอยู่กับโฮสท์เวลคัมครับ แค่ 10 วันเท่านั้น เค้าไม่สะดวกรับถาวร เพราะเพราะพ่อของโฮสท์แม่ป่วยครับ เค้าเลยไม่มีอารมณ์ที่จะรับเด็กแลกเปลี่ยน เลยรับแค่ 10 วัน ค่อนข้างอึดอัดนิดนึงครับ เพราะโฮสท์พ่อค่อนข้างแก่ครับ อายุ 63 ดุๆ หน่อยด้วย ส่วนโฮสท์แม่อายุ 47 ใจดีมากๆ มีโฮสท์น้องชาย 1 คน อายุประมาณ 12-13 ขวบ เป็นเด็กดีน่ารักครับ เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากครับ จะมีการดื่มชากันตอนเย็นๆ หน่อย ผมก็ดื่มชาดำครับ ร้อนมากๆ คราวนี้ผมดื่มมีเสียงมั้งครับ เพราะมันร้อนๆ ต้องเป่าไรงี้ หรือค่อยจิบๆ แต่เสียงอาจจะดังเกินไป แต่ผมว่าการดื่มแบบนี่ในประเทศไทยก็ปกตินะครับ โฮสท์พ่อพูดออกมาเลยว่า ดื่มชาแบบนี้ กลับไปดื่มที่ไทยไป!! เอิ่มม แต่ก็ต้องเข้าใจว่าบ้านนี้ค่อนข้างผู้ดีครับ (มีมีดอายุ 100 กว่าปี ใช้หั่นขนมปัง บอกให้เราใช้ถนอมด้วย) ข้อดีของบ้านนี้คือ งานบ้านไม่ต้องทำ บ้านนี้มีคนใช้ - -‚ บอกตามตรงว่าถึงจะแค่ 10 วันแต่ก็อึดอัดจริงๆ พอตอนใกล้ๆ จะย้ายโฮสท์ เค้ามาคุยกับเราทั้งบ้าน บอกว่าเราเป็นเด็กดี พวกเขาอยากจะรับต่อ แต่ผมก็เฉยๆ ครับ เพราะยังไงก็อยากย้ายอยากไปเจออะไรใหม่ๆ ซึ่งผมก็ลองโทรไปปรึกษาพ่อแม่ที่ไทย แม่ก็บอกว่าจะย้ายทำไมครอบครัวนี้ก็ดีอยู่แล้ว ย้ายไปอาจจะไม่ดี แต่ยังไงผมก็ย้ายครับ 555+
การย้ายมาอยู่กับโฮสท์ใหม่เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ปนเหนื่อย เนื่ิองจากผมย้ายรัฐเลยครับ นั่งรถไฟมาคนเดียว ครั้งแรกในชีวิตเลย ต้องถือลากกระเป๋าเอง อากาศก็หนาวมากๆ พอมาเจอโฮสท์ใหม่ เป็นซิงเกิลโฮสท์ครับ คือเค้าอยู่คนเดียว พูดง่ายๆ ก็คือมีแค่โฮสท์พ่อคนเดียว พูดแล้วแอบกลัว 5555 พอเอาไปเล่าให้เพื่อนๆฟั ง เพื่อนบอกระวังตัวนะเว่ย 555 แรกๆ ก็ขำนะครับ หลังๆ เริ่มเครียด บ้านที่อยู่ก็จะเป็นแฟลตครับ ไม่ได้อยู่เป็นบ้านหลังๆ เหมือนก่อน ผมก็ชอบมากๆ เลยครับ เล็กดี และเนื่องจากมีโฮสท์พ่อแค่คนเดียว ปัญหาก็เลยไม่ค่อยมีครับ โฮสท์นี้ใจดีมากๆ พาผมไปซื้อซิมการ์ด (ซึ่งโฮสท์แรกไม่ยอมพาไป) เค้าก็ถามอีกครับว่าเอาโน้ตบุ๊คมารึเปล่า เด็ดตรงนี้แหละครับ (พ่อกับแม่ที่ไทยไม่ให้เอามา เพราะกลัวผมจะเล่นเยอะเกินไป) แต่โฮสท์นี้บอกว่าโน้ตบุ๊คมันจำเป็นนะ เค้าเลยซื้อใหม่ให้ผมครับ!!!! อยู่ในห้องนอนเลยอะ ราคาประมาณ 600 กว่ายูโรได้ ผมก็ดีใจสิครับ เหอๆๆ 5555 โชคดีที่ได้โฮสท์ใจดีและไม่เคร่งกฎระเบียบมากด้วย แต่โฮสท์นี้เค้ากินยากนะครับผมว่า ไม่กินอาหารเอเชียเลยอะ 5555+ กินแต่อาหารฝรั่ง พวกขนมปังไรงี้ เคยทำอาหารไทยหลายครั้งมากๆ แต่เค้าไม่กิน ก็ดีครับ ทำกินคนเดียวไปเลย น้ำหนักลดไป 6 โลแน่ะ เพราะหลังๆ เบื่อขนมปัง -*- มาพูดถึงเรื่องโรงเรียนกันบ้างดีกว่า ผมอยู่โรงเรียนที่มีชื่อว่า Bertolt Brecht Gymnasium ครับ อย่าคิดว่าเมืองนอกเรียนสบายนะครับ อย่างโรงเรียนผม โรงเรียนเข้า 7.20!! เลิกเรียนแล้วแต่วันครับ ประมาณ 13.50 วันศุกร์เลิก 12.40 ครับ นับดูก็พอๆ กับไทย เรียนวันละ 7 คาบ พอผมมาถึงโรงเรียนวันแรกๆ รู้สึกตื่นเต้นมากๆ ออกมาแนะนำตัวหน้าชั้นเรียน เพื่อนๆ สนใจกันมากๆ แม้แต่ห้องข้างๆ ก็ออกมาดู 5555 ผมก็แอบหลงดีใจ หวังว่าเราคงจะหาเพื่อนได้และสนุกกับการใช้ชีวิตที่โรงเรียน ต้องขอบอกว่าช่วงแรกเหมือนจะดี มีคนรอกลับบ้านเป็นเพื่อน ผมก็เรียนไปเรื่อยๆ ครับ ประมาณ 3 อาทิตย์ได้ แล้วก็มีวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์อาทิตย์กว่าๆ พอเปิดเรียนมา เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันเปลี่ยนไป เพื่อนไม่สนใจเราเหมือนก่อน ไม่มีคนรอกลับบ้านเป็นเพื่อน ทักทายไปก็ถามคำตอบคำ เครียดเลยครับ กลับมาจากบ้านวันนั้น ร้องไห้ในห้องนอน มานึกแล้วก็ขำ แต่ก็มีเหตุการณ์มาทำให้ผมดีใจอีกครั้ง เมื่อเพื่อนในห้องชวนผมไปเที่ยวบ้านครับ เค้าบอกว่าอยากให้เราทำอาหารไทยให้อะไรแบบนี้ ตอนนั้นดีใจมากๆ ผมก็ไปบ้านเค้า ทำสุดฝีมือเลย วันนั้นเป็นวันสนุกสุดๆ ชีวิตก็เริ่มมีความสุขอีกครั้ง ผมเลยคิดว่า เพื่อนคนนี้แหละผมจะต้องสนิทให้ได้ พยายามทำทุกอย่าง เสนอหน้า เดินตาม ทักทาย ชวนเค้าคุยทุกวัน เหตุการณ์เริ่มจะซ้ำรอยเดิม ผมก็เดินไปทักทายเค้าปกติ เค้าทำหน้าเบื่อใส่ผม!!! ผมรู้สึกตกใจมากๆ แล้วที่ผ่านมาคือ?? หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปครับ เพื่อนในห้องทุกคน เหมือนไม่อยากจะรับชาวต่างชาติเท่าไหร่ เย็นชามากๆ เลยอะ ถามคำตอบคำ พอมีงานกลุ่ม ผมก็จะเป็นเศษทุกครั้ง ไม่มีใครให้อยู่กลุ่มด้วย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ผมก็คิดถึงเพื่อนที่ไทยขึ้นมา ถ้าอยู่ไทยคงจะไม่เจออะไรแบบนี้ หลังเลิกเรียนไปกินข้าวกัน ไปดูหนังกัน แต่ที่นี่มันไม่ใช่ เราต้องอยู่ด้วยตัวเอง อย่าให้ความหวังกับเพื่อนชาวเยอรมันจริงๆ เราให้เค้าไปเต็มร้อย แต่เค้าไม่เคยให้เรากลับมาอะ เพื่อนไทยยังไงก็ดีกว่าเพื่อนต่างชาติแน่นอนครับ ผมคิดว่ามันอาจจะแล้วแต่คน คนเยอรมันบางคนอาจจะไม่เย็นชาแบบนี้ เพราะเพื่อนผมที่ไปเมืองอื่นก็ได้เพื่อนที่ดีครับ แต่ผมเนี่ย ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมก็ยังไม่มีเพื่อนครับ กินขนมปังอะไรก็กินคนเดียวตลอด ผมพยายามจะไม่เอาเรื่องที่ไทยมาเปรียบเทียบ เพราะผมเคยคิดไว้ว่า ถ้าเป็นเมืองไทย มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมา เราควรจะดูแลเค้าให้ดี ชวนคุย ชวนไปเที่ยว เพราะเค้าใหม่สำหรับเราจริงปะครับ? ฯลฯ แต่คนเยอรมัน เค้าไม่คิดแบบคนไทยครับ นั่นแหละครับ สิ่งที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัว
เมื่ออยู่ไปได้ไปครึ่งทางแล้ว จะมีจดหมายจาก AFS เรื่องการไปมิดสเตย์แคมป์ ไม่รุ้ว่าประเทศอื่นมีหรือไม่ แต่ที่เยอรมันจะมีมาให้เลือก ซึ่งเหมือนกับการไปทำกิจกรรมประมาณ 2-3 อาทิตย์ เลือกได้ว่าอยากจะอยู่แบบมีโฮสท์หรือเป็นแคมป์ แต่ผมแนะนำแคมป์นะ ออกแนว Work Camp สนุกมากๆ แต่อาจจะไม่ได้ภาษาเยอรมัน เพราะมันเป็นแคมป์นานาชาติคือต้องพูดอังกฤษ เด็กที่มาแคมป์อาจจะเป็นชาวต่างชาติที่มาแคมป์ และเมื่อแคมป์จบ เค้าก็จะกลับประเทศที่เค้ามา ซึ่งการไปแคมป์นี้ทำให้ผมสนิทกับเพื่อนคนเอเชียเยอะมากๆ จนตอนนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่ มีเพื่อนไทยที่เป็นเด็ก AFS ด้วยกัน 1 คน แล้วก็มีเพื่อนชาวมาเลย์เป็น AFS เหมือนกัน เพื่อนชาวญี่ปุ่น 1 คน ตอนนี้เขาจบมหาาลัยแล้ว กำลังสอบบรรจุครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่ญี่ปุ่น และเพื่อนเกาหลีใต้อีก 2 คน คนนึงเป็นพยาบาลแล้ว และอีกคนกำลังเรียนพยาบาลอยู่ที่เกาหลี ก่อนจะกลับนั้น ผมรู้สึกทั้งดีใจและเซ็ง สิ่งที่ดีใจก็คือได้ไปเที่ยวมาเยอะแล้ว ตรงตามเป้าหมาย ฮ่าๆ ยกเว้นตอนใต้ ยังไม่เคยไปซักที แต่ก็ไม่เป็นไร พอใจแล้ว โฮสท์แรกพาไป Magdeburg เป็นเมืองใหญ่ครับ และโฮสท์ที่สองพาไป Dresden, Leipzig Zoo, Berlin แล้วเมืองที่ผมไปเที่ยวอื่นๆ ก็เช่น Bremen, Cologne, Hamburg, Amsterdam(Nederland), Tampere(Finland) ฯลฯ การไปเที่ยวก็ถือว่าเป็นการเปิดโลกกว้างหาประสบการณ์อย่างนึง แต่เพื่อนๆ ก็ควรรู้เวลานะครับ ไปเที่ยวในช่วงปิดเทอม ไม่ควรไปเวลามีเรียนหนังสือ เพราะเพื่อนๆ ที่โรงเรียนอาจจะมองเราแปลกๆ ได้ ส่วนสิ่งที่เซ็งคือเรื่องเพื่อนที่โรงเรียน ทำยังไงก็ไม่มี คงต้องทำใจอย่างเดียว
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?












60 ความคิดเห็น
ตอนนี้เราอยู่สตุทการ์ดนี่เองค่ะ ไปเรียนไได้ 1 เดือนแล้วด้วย
เป็นเหมือนกันเลยค่ะ 3 วันแรกนี่เพื่อนดีมากๆ
หลังจากนั้นก็ไม่คุยกับเราเลย กลายเป็นเศษตลอดเวลา
คุณครูบางวิชาก็ไม่สนใจด้วยค่ะ เบื่อๆไปเลย
เราก็อยู่มิวนิค เรียนมาได้หนึ่งปี เพื่อนก็เยอะแยะ คนที่นี่ไม่ได้เย็นชายังงั้นสักกะหน่อย ใจดี แถมพยายามช่วยอีกตั้งหาก ไม่รู้อะไร เค้าก็เต็มใจสอน
เราว่าปัญหาอยู่ที่พวกเธอเองหรือป่าว พยายามเข้ากลุ่มหรือป่าว คุยภาษาเดียวกับเค้า อย่าพูดเปรียบเทียบ หรือชมตัวเอง หรือพูดแต่เรื่องตัวเอง
แต่อย่างว่า แต่ละเมืองมันไม่เหมือนกัน มิวนิคค่าครองชีพแพง คนเยอรมันที่มิวนิคก็มีการศีกษาทั้งนั้น เลยไม่ค่อยเห็นแก่ตัวกันละมั่ง มีไรก็ช่วยกัน
ตอนเรามานะ ภาษาเราไม่เป็นเลย ก็ค่อยๆปรับตัว เพื่อนก็เยอะแยะ มีแต่เพื่อนเยอรมันทั้งนั้น
ตอนนี้ขาข้างซ้ายเราเดินไม่ได้ เพราะตั้งแต่หกล้มในหิมะ เส้นประสาทเลยยึด เพื่อนเราก็ช่วยเราทั้งนั้น ตอนขึ้นบันไดเค้าก็คอยพยุง แถมช่วยถือกระเป๋าเรียนด้วย ครูก็ใจดี ให้เราหยุดเรียนได้ แต่เราไม่อยากหยุด อยู่บ้านแล้วเบื่อ
ปล. มาเองนะ ไม่ได้แลกเปลี่ยนหรืออะไร พอดีมีเพื่อนแม่เป็นคนเยอรมัน เค้าดูแล เค้าซื้อไอแพตให้เราด้วยละ ค่าเล่าเรียนเค้าก็จ่ายให้ ได้ค่าขนมด้วย
คุณผมเข้าใจ...ว่าถ้าคิดด้านบวกก็จะเป็นอย่างที่คุณกล่าวออกมา
ไม่ได้เป็นที่คนเยอรมันหรอก ฝรั่งเป็นแบบนี้กันหมดแหละ
เค้าไม่ค่อยคิดอะไรละเอียดเหมือนคนเอเชีย
แต่ผ่านจุดนี้ได้ ปัญหาอะไรก็สบายแล้ว นับถือจ้ะ :)
น้องภูมิคงจะจำได้นะ เพราะเราอยู่ห้องเรียนเดียวกันไง 555(ถามเพื่อเนอะ 5555)
ผมเนี่ยรู้ทุกอย่าง แต่ก้อไม่ทุกอย่างนัก เพราะว่าภูมิมีอะไรก็จะคุยกับเกือบจะทุกวัน
แต่คุยกันไม่เป็นเรื่องนะ 5555 เพราะคุยกันแบบเพื่อนคิดถึงเพื่อน(ม่ายช่ายแบบเพื่อนกูรักว่ะนะ5555)
จากเพื่อนรักที่สุดในกลุ่ม555^^
เราไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมันมาเหมือนกัน เพื่อนห้องแรกเราอ่ะ ไม่ค่อยสนใจเราเลย
เราแอบผิดหวังมากจริงๆอ่ะ คือเค้าไม่แม้แต่จะทักเราเลย น้อยคนมากที่คุยด้วย
แต่เพื่อนอีกห้องนึงอ่ะ สนใจแล้วก้อเทคแคร์เราดีมากอ่ะ แต่เสียดายที่ได้มารู้จักกันตอนที่เราจะกลับแล้ว
ยังไงใครที่กำลังจะไปแลกเปลี่ยนก็สู้ๆนะ แล้วก็อดทนด้วยจ้า
แต่ ไรเตอร์ได้ไปเที่ยวตั้งเยอะแน่ะ!! ได้ไปเนเธอร์แลนด์ก่ะฟินแลนด์ด้วย อยากไปบ้างๆๆๆ T^T
(คิดอยู่แค่เรื่องเที่ยวก่ะเรื่องภาษานั่นแหละฉัน 55)
สนุกมากๆ เลย ทำให้มุมมองของข้าน้อยกว้างขึ้นอีกนิด ขอบคุณจ้าคุณพี่ภูมิ :)
ปล.รออ่านวีคหน้าต่อไป เย้ๆๆ
อ่านแล้วเข้าใจภูมิจริงเลยอ่ะ เรื่องที่โรงเรียนนี่บางทีมันก็ทำให้เราเฟลจริงๆนะ แบบตอนช่วงนี้เราก็ใกล้จะสอบ final แล้วเหมือนกัน เรียนไม่รู้เรื่องเลย 555555 ครูบางวิชาเค้าก็ไม่ค่อยจะแคร์อะไรมากมาย เราก็เริ่มชินๆแล้วหล่ะ ปล่อยเค้าไป คิดซะว่าเรามาแลกเปลี่ยน 1 ปี เรียนภาษา ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เรียนรู้วัฒนธรรมของเค้า ไม่ได้จะต้องไปเรียนจริงจังแบบตายกันไปข้างนึงเหมือนเป็นนักเรียนของเค้าขนาดนั้น แค่เจอโฮสต์ดีๆ คนรอบตัวดีๆที่คอยให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือกันก็ดีแล้วว นี่เราก็ใกล้จะกลับไทยแล้วเหลืออีกเดือนกว่าๆ เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆนะ ก็คงคิดถึงเบลเยี่ยม บรรยากาศช่วงที่ได้อยู่ที่นี่ คิดถึงเพื่อน คิดถึงโฮสต์มากแน่ๆเลย ตอนนี้นั่งอ่านเรื่องที่ภูมิเล่าแล้ว คิดย้อนถึงเรื่องที่ภูมิบอกก่อนกลับมาก เราว่าอีกเดือนกว่าๆเราก็คงจะเป็นเหมือนกับภูมิตอนนั้นแหงๆ 5555 แต่ยังไงแล้วเราก็ว่าภูมิโชคดีหลายๆอย่างที่เจออะไรดีๆ ได้เที่ยวได้หาประสบการณ์จริงๆ เป็น 1 ปีที่มีค่ามากๆอ่ะ อยู่มาจนจะจบโครงการแล้ว บอกได้คำเดียวว่ารัก AFS ขอบคุณที่ทำให้เด็กอย่างพวกเราได้ไปค้นหาตัวเอง ไปเผชิญโลกกว้าง ไปเที่ยวหาประสบการณ์เหมือนอย่างที่ภูมิได้บอกเอาไว้จริงๆ : )
ปล. กินอาหารไทยเผื่อด้วยนะ เอาเยอะๆเลย อยากกินมากตอนนี้ 5555
ไปเยอรมันมา ยอมรับจริงๆว่าเพื่อนๆที่ภูมิเจอไม่ค่อยเป็นมิตร แต่ที่เราเจอจะเป็นมิตรทุกคนเลย
เราคิดว่า อยู่ที่ว่าได้ตะวันตกหรือตะวันออกด้วยนะ
คนตะวันออกจะดุมากๆๆๆๆๆๆๆๆเลย เขาจะชาตินิยม+ผู้ดีมากๆๆๆๆ
ส่วนคนตะวันตกจะอารมณ์แนวๆเปิดรับคนต่างชาติมากกว่าอ่ะ
นับเป็นประสบการณ์ดีๆในชีวิตอีกประสบการณ์หนึ่งเลยนะเนี่ย
ไปแลกเปลี่ยนหนึ่งปีที่เยอรมัน...
Ich liebe Euch!!! AFS Deutschland (SH) 49!!!
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 26 พฤษภาคม 2554 / 21:54
ตอนนั้นมันก็แย่จริงๆน่ะนะ แต่พอเวลาผ่านไปก็ภูมิใจในตัวเองอ่ะ
คิดย้อนไปก็ยิ้มๆ
:)))
แต่เรื่องเพื่อนนี่ก็เข้าหายากนะบางที มันก็แล้วแต่เมืองด้วยเนอะ แต่ภูมินิได้เพื่อนเย็นชาสุดๆล่ะในบรรดาเพื่อนๆที่ไปมา แต่1ปีที่ผ่านมาก็คุ้มดีนะ เรื่องราวมากมายดราม่าทุกวัน 5555!