|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... มาเจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกๆ วันพฤหัสเช่นเคย ^^ ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลสอบทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนเลย เพราะมีหลายๆ โครงการกำลังรับสมัครอยู่ ยังไงใครสนใจก็อย่าลืมติดตามข่าวได้เรื่อยๆ นะคะ ..... สำหรับวันนี้ เรื่องราวที่นำมาฝากนั้น มาจากประเทศที่น้องๆ หลายคนใฝ่ฝันอย่างมากว่าอยากไปแลกเปลี่ยนสุดๆ นั่นก็คือ "ญี่ปุ่น" นั่นเอง เรื่องราวจะเป็นยังไง ไปอ่านได้เลยค่ะ สวัสดีค่ะเพื่อนๆ (?) น้องๆ ทุกคน ชื่อซาทสุกิ โทมิโอกะนะคะ ชื่อเล่นชื่อซาท เราเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เคยไปแลกเปลี่ยนโครงการของ YES ประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่ 23 ปี 2009/2010 ค่ะ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะไปแลกเปลี่ยน แค่ไปสอบเล่นๆ เฉยๆ (หลายคนก็คิดแบบนี้แหละ) แต่สุดท้ายแล้วก็ไปจนได้(ฮา) ก็จะเล่าตั้งแต่ที่ไปถึงที่ญี่ปุ่นวันแรกเลยนะคะ ตอนที่ไปถึง มันก็เป็นเรื่องปกติที่นักเรียนแลกเปลี่ยนจะต้องไปรวมกันก่อน เหมือนกับการปฐมนิเทศอ่ะค่ะ แล้วก็แยกย้ายไปตามบ้านโฮสท์แฟมิลี่ แต่ของซาท โฮสท์ไปรับไม่ได้ ก็เลยไปพักที่บ้านของญาติของเจ้าหน้าที่โครงการที่ญี่ปุ่นก่อนหนึ่งคืน แล้ววันต่อมาเค้าก็ไปส่งที่บ้านโฮสท์ ตอนนั้นยังไม่เปิดเทอมแล้วซากุระก็กำลังเริ่มบาน โฮสท์ก็เลยพาไปดูซากุระที่แถวๆ บ้าน สวยมากๆ หลังจากนั้น ไม่ถึงสัปดาห์ ก็ไปโรงเรียนครั้งแรก (ก่อนเปิดเทอมประมาณสองสามวัน) ตอนที่ไปถึง ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเขาวงกตเลย เพราะในตึกเรียนมันเดินทะลุได้หลายทางมากๆ พอเปิดเทอมวันแรก ครูเค้าบอกให้ไปถึงโรงเรียนก่อนเจ็ดโมงครึ่ง แม่เจ้า แบบว่า ต้องขึ้นรถไปตอนประมาณหกโมงครึ่งอะค่ะ เพราะว่าระยะทางจากสถานีรถไฟถึงโรงเรียนต้องเดินประมาณยี่สิบนาที และบริเวณนั้นเป็นสุสานเกือบทั้งหมด -*- แต่เราก็ไปถึงทัน พอไปถึง ครูเค้าก็ให้เขียนเหมือนเป็นข้อความแนะนำตัว แล้วท่องด้วย พอแปดโมง ก็ไปที่ห้องประชุมอาจารย์ เค้าให้เราแนะนำตัวกับอาจารย์ทุกคน(แน่นอนว่าเป็นภาษาญี่ปุ่น) แล้วพอจบจากตรงนั้น แล้วก็ไปที่โรงยิม วันนั้นเป็นวันที่รุ่นพี่ปีสองกับสามไปโรงเรียน แล้วเค้าก็ให้เราขึ้นไปพูดบนเวทีโรงยิม(แบบในการ์ตูนที่นักเรียนทั้งโรงเรียนไปยืนเข้าแถวกันแล้วอาจารย์ขึ้นไปพูดอ่ะ) เราก็ตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด เพราะอยู่ที่เมืองไทยยังไม่เคยพูดต่อหน้าคนเยอะขนาดนั้นเลย หลังจากนั้น เราก็กลับบ้านไป โฮสท์ก็บอกว่าให้ไปเปลี่ยนชุด เพราะเดี๋ยวชุดนักเรียนจะเลอะ เราก็ไปเปลี่ยนนะ แล้วก็เอากระโปรงกับเสื้อนอกไว้ในตระกร้าผ้าที่จะซัก เค้าก็เดินมาแล้วก็บอกว่า ชุดนักเรียนเค้าไม่ซักกันนะ ต้องเอาไปส่งคลีนนิ่ง ชุดนักเรียนที่ญี่ปุ่นเค้าซักกันแค่เทอมละครั้ง ! ถึงกับช็อกกันเลยทีเดียว วันต่อมาเป็นวันปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ เค้าไม่ได้ให้เราพูดต่อหน้านักเรียนแบบวันแรก แต่เป็นต่อหน้าผู้ปกครอง (ประมาณว่า โน้ตแผ่นเดียว รีเพลย์เป็นสิบรอบ) แล้วหลังจากนั้นก็ไปที่ห้องเรียน เนื่องจากทุกคนก็มาใหม่เหมือนกัน เค้าก็เลยนั่งเรียงตามเลขที่กันไปก่อน แล้วเราก็เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ก็เลยเป็นเลขที่สุดท้ายของห้อง (เราก็นึกในใจ อยากนั่งมานานแล้ว หลังสุดริมประตู 555) อย่างตอนเวลาพัก เพื่อนๆ ก็มาคุยด้วยเหมือนกับซาทเป็นคนต่างชาติคนนึง ไม่ได้คิดว่าเป็นลูกครึ่งหรืออะไร แต่พอไปนานๆ ก็คงคิดว่าเป็นเหมือนคนญี่ปุ่นคนนึง คงเพราะว่าคุยกันทุกวันและสนิทกันมากขึ้น ชีวิตวัยรุ่นช่วงนั้นก็เคยชินไปเรื่อยๆ ตอนเช้าตื่นมากินข้าว ไปโรงเรียน พอเลิกเรียนก็ไปชมรม ซาทเข้าอยู่สองชมรม คือชงชากับขียนพู่กัน เพราะว่ามันอยู่กันคนละวัน ความจริงจะเข้ากี่ชมรมก็ได้นะ ถ้าวันมันไม่ตรงกัน แต่หาเวลาเที่ยวด้วยอะไรด้วย ก็เลยเข้าแค่นี้แหละ และ นอกเหนือจากวันที่เข้าชมรมแล้วเราก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ถ้าไปแถวๆ สถานีจะมีเกมเซนเตอร์และคาราโอเกะประมาณหกที่ เคยมีครั้งนึง ไปเที่ยงหลังจากเลิกชมรม แล้วกลับไปถึงบ้านเกือบสามทุ่ม แบบว่าเฉียดฉิวมาก (ตกลงกับโฮสท์ไว้ว่าจะกลับก่อนสามทุ่ม) แต่ปรากฏวันนั้นกลับไปแล้วไม่มีใครอยู่บ้านเลย แต่ไม่ถึงสิบนาที โฮสท์แม่ก็กลับมา เรียกว่าเส้นยาแดงผ่าแปดสุดๆ พอช่วงเดือนมิถุนายน เราก็ต้องไปโรงเรียนทุกวันเลย เพราะว่าจะมีจัดงานโรงเรียน เป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยแล้วสนุกที่สุดล่ะมั้ง ทุกคนช่วยกันไปหาของมาเป็นของประดับ ไปซื้อเสบียง มานั่งกินกันที่พื้น มันก็แปลกดี เพราะว่าอยู่ที่ไทย ที่โรงเรียนเค้าไม่ให้เอาอาหารขึ้นบนอาคารเรียนใช่มั้ย พอถึงตอนช่วงงานโรงเรียน ก็เป็นอะไรที่เหนื่อยสุดๆ เหมือนกัน แทบจะไม่ได้พักเลย มีทั้งงานที่ห้อง แล้วก็กิจกรรมชมรมอีก กลับถึงบ้านก็สลบไสลกันเลยทีเดียว ช่วงนั้นห้องก็จะรกมากเพราะไม่มีเวลาจะเก็บจริงๆ แล้วพอหมดงานโรงเรียน ก็เข้าช่วงปิดเทอมฤดูร้อน รู้สึกเหมือนว่าตัวเองใช้เวลาช่วงนี้ไปอย่างน่าเสียดายมาก เพราะว่าไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลย สาเหตุคือค่ารถไฟแพงมาก แค่ไปอย่างเดียวก็ประมาณสี่ถึงห้าร้อยบาทแล้ว ก็เลยมีแค่บางช่วงที่ไปดูดอกไม้ไฟ แล้วไปเข้าค่ายที่ต่างจังหวัด ไปเข้าค่ายก็สนุกดีนะ ไปจับปลาด้วยมือเปล่า ยากจริงๆ พอเปิดเทอมมาเดือนกันยา ก็เป็นช่วงที่วุ่นวาย(อีกแล้ว) เพราะว่ากิจกรรมชมรม เพิ่มเป็นสามวัน แล้วก็เลิกช้า พอเริ่มเข้าเดือนสิบ ก็ยังคงเลิกช้าอยู่ดี แล้วทางกลับบ้านก็อย่างที่บอกไป เป็นสุสาน แล้วเราก็ต้องขี่จักรยานผ่านทางนั้นทุกวันๆ กลายเป็นว่า สุสานไม่ได้มีความน่ากลัวเหลืออยู่เลย เพราะชินซะแล้ว พอกลางเดือนสิบ เป็นช่วงเวลาของการแข่งขันกีฬา ก็เหมือนกับกีฬาสีบ้านเรานี่แหละ เพียงแต่ว่าเวลาจะแข่งอะไร จะต้องไปด้วยกันทั้งห้อง เวลาซ้อมเราก็ไปกับเค้า สนุกมาก แต่วันจริงกลับไม่ได้ไป เพราะว่ามันตรงกับวันที่เป็นทริปของนักเรียนแลกเปลี่ยน เราเลยเลือกไปดิสนีย์แลนด์กับโครงการแทน (รู้สึกเหมือนจะคิดผิดยังไงก็ไม่รู้) ที่ดิสนีย์แลนด์ คนเยอะมากๆ ไม่พอแค่นั้น ของก็แพง แล้วห้องน้ำก็คนต่อแถวเยอะมาก ทริปนี้เป็นทริปสามวัน วันแรกไปฮาราจุกุ เราก็จัดไปเลย ไปจอห์นนี่ช้อป (ใครเป็นสาวกก็คงจะรู้จัก) หมดเงินไปกับของไร้สาระเยอะ วันที่สองไปดิสนีย์แลนด์ ตังค์ก็เลยไม่ค่อยมี วันที่สาม ไปอาซาคุสะ ก็คนเยอะมากเหมือนกัน หรือว่าเพราะไปตรงกับวันหยุดก็ไม่รู้ รู้สึกเหมือนจะเจอคนไทยเยอะด้วย พอกลางเดือนสิบเอ็ด เราย้ายจากบ้านโฮสท์ไปอยู่บ้านของเจ้าหน้าที่โครงการในพื้นที่นั้น คราวนี้เราก็ไม่ต้องนั่งรถไฟไปโรงเรียนแล้ว ขี่จักรยานไปโรงเรียนแทน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่ย้ายไปบ้านใหม่ เค้าทำอาหารอร่อยมาก เราก็อ้วนสิ ไม่เห็นน่าแปลก ฮา พอวันหยุด เค้าก็พาเราไปเที่ยวนู่นนี่นั้น แล้วพอเดือนสิบสอง อากาศหนาววววมากกก แต่ที่บ้านมีแต่เตา ไม่ใช่ฮีตเตอร์ ตอนนอนก็เลยเปิดทิ้งไว้ไม่ได้ เดี๋ยวไฟไหม้ เวลานอนก็เลยห่มผ้าประมาณห้าผืน หนักมากกก ถึงขั้นขยับตัวไม่ได้กันเลยทีเดียว ตอนเช้าก็ไม่อยากลุกจากที่นอนเพราะอากาศหนาวมาก ในห้องนอนนี่ประมาณเก้าองศา แบบว่าถ้าขยับตัวแล้วลมมันจะเข้ามาในผ้าห่มอ่ะ (หลายๆ คนคงเข้าใจนะ) มันก็ทำให้ไม่อยากลุก แต่ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้มันต้องลุกไปโรงเรียน พอกลับจากโรงเรียนไปอาบน้ำ ก็อยากจะแช่อยู่อ่างตลอดไม่อยากขึ้น เพราะมันอุ่นมากก และแล้ว งานเลี้ยงก็มีวันเลิกรา ตอนไปโรงเรียนวันสุดท้าย เพื่อนๆ ที่ห้องจัดปาร์ตี้ให้เรา ถึงกับน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว พอเลิกเรียน ก็ไปถ่ายพุริกันที่เกมเซนเตอร์ใกล้ๆ สถานี แล้วก็ย้อนกลับมากินมอนจายากิแถวๆ โรงเรียน วันนี้กว่าจะกลับบ้านได้ คนที่บ้านต้องโทรตามกันเลยทีเดียว กว่าจะแยกย้ายกันได้ก็ดึกทีเดียว รักเพื่อนจริงๆ นี่ก็เป็นประสบการณ์ของเราในญี่ปุ่น ก็อยากฝากไว้ว่า ถ้าใครมีโอกาสไปก็ลองดูนะ ครั้งหนึ่งในชีวิตเด็กมัธยม รับรองได้รับประสบการณ์เพียบ ขอเอาใจช่วยให้ทุกคนสอบติด เรียกได้ว่าน่าไปสุดๆ เพราะเป็นประเทศที่มีนั่นมีโน่นให้ทำตลอดปี ดังนั้นถ้าใครเล็งจะเลือกญี่ปุ่นล่ะก็ พี่เป้ ก็ขอสนับสนุนเต็มที่เลยนะ ^^ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com แล้วไว้เจอกันจ้า
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?









28 ความคิดเห็น
แต่เราไม่เก่งภาษาญี่ปุ่นนี่สิ
ตอนนี้อยู่อยู่ม.2 อยากเตรียมตัวไว้เหมือนกัน มีพี่อยู่ญี่ปุ่นด้วยพอดี
แต่ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายที่นั้นมันเท่าไหร่บ้างอะค่ะ อย่างค่าอยู่ ค่ากินอะค่ะ
แล้วถ้าเราสอบได้แล้วมันจะต้องจ่ายค่าอะไรบ้างอะค่ะ แล้วเรื่องภาษา
ญี่ปุ่นก่อนจะไปอะค่ะ เราต้องเรียนจากข้างนอกเองใช่ป่ะค่ะ
ตอนนี้หนูสนใจมากๆเลยค่ะ แต่ไม่ค่อยมีข้อมูล แล้วอยู่ที่นั้น ใช้เวลานานป่ะค่ะ
กว่าจะฟังญี่ปุ่นรู้เรื่อง
แง!!!
ปล.อยากอ่านของวีคหน้ามากกกก รอๆๆๆๆ ><!! (เปลี่ยนอารมณ์ได้เร็ว ฮ่าๆ)
สวรรค์!!!!
อร๊ายยยยยย!! อยากไปบ้างงงง!!
=,.= คงได้ประสบการณ์กลับมาเยอะแน่ๆ
แต่ไม่รู้จะอยู่ได้รึเปล่า
เก่งจังแนะนำตัวที่โรงยิมทั้งๆที่มีคนเยอะ ๆ
ส่วนเรา แค่อ่านเรียงความหน้าห้องก็มือสั่นแล้ว
ก็เลยเรียนภาษาอังกฤษ + ดูรีบอร์นพากษ์ญี่ปุ่น
(ฟังออกแค่ซอนนากับนาดา 55555)