|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกเหมือนเดิมทุกๆ วันพฤหัสนะคะ ^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ บอกได้เลยว่าไม่ซ้ำใครและไม่มีใครซ้ำค่ะ !!!!!!!! เพราะเป็นประสบการณ์จาก "อียิปต์" หรือดินแดนฟาโรห์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะไปสัมผัสซักครั้ง
จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ประสบการณ์การไปเรียนต่อที่อียิปต์หรอกนะคะ แต่เป็นประสบการณ์การไปทัศนศึกษาที่อียิปต์ในวิชานิเวศวิทยา ว้าววววว! ฟังดูน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ จะได้ไปเที่ยวไหนบ้างแล้วจะเจออะไรบ้าง รับรองว่าสนุกสุดๆ ทีเดียว

สวัสดีค่ะ ชื่อ "มิ้น - นิมมิตา ปิ่นปลื้มจิต" นะคะ ตอนนี้มิ้นเรียนอยู่ที่สวีเดนและเขียนบทความเรื่อง ทัวร์สวีเดนแบบฟรีๆ แต่สำหรับที่จะมาเล่าวันนี้ ไม่ได้เป็นประสบการณ์ที่สวีเดนแต่อย่างใดค่ะ แต่เป็นประเทศอียิปต์ค่ะ และประสบการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นประสบการณ์ไปเรียนค่ะ แต่เป็นประสบการณ์ไปทัศนศึกษา ! การไปทัศนศึกษาครั้งนี้มิ้นเดินทางไปกับเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียน โดยมีครูอีกสองคนตามไปดูแล เราไปกันทั้งหมด 12 คนค่ะ นักเรียน 9 คน ครู 2 คน และมีคุณแม่ของเพื่อนที่ห้องตามไปด้วยอีก 1 คนค่ะ ซึ่งสำหรับการไปอิยิปต์ครั้งนี้นอกจากครูทั้งสองคนแล้ว ถือว่าเป็นครั้งแรกของทุกคนที่จะเดินทางไปอิยิปต์เลยก็ว่าได้ค่ะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าทำไมเราถึงได้ไปทัศนศึกษาที่อิยิปต์ เนื่องมากจากวิชาเลือกที่มีชื่อว่า Ekologi (นิเวศวิทยา) ซึ่งเป็นวิชาย่อยมาจากวิชาชีววิทยาค่ะ เนื้อหาที่เราเรียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องนิเวศวิทยาใต้น้ำ คือพวกสัตว์น้ำและปะการังค่ะ เรียนสองเทอม คือจะแบ่่งเป็นทฤษฎีกับปฏิบัติค่ะ ซึ่งเทอมแรกเราเรียนทฤษฎีกันก่อน ส่วนเทอมที่สองก็เรียนปฎิบัติ (การไปทัศนศึกษา) ส่วนเหตุผลที่เป็นที่อิยิปต์เพราะว่า เป็นประเทศที่เดินทางจากสวีเดนแล้วค่อนข้างใกล้ และอีกอย่างหลายๆ คนคงจะไม่รุ้ว่าประเทศอิยิปต์นั้นมีทะเลและปะการังที่สวยมากๆ และน้ำทะเลที่นั่นก็ยังเค็มกว่าที่ไทยซะอีก ทำให้คนไม่จมเลยก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งนอกจากทะเลทางแถบแอฟริกาตะวันออกแล้ว ก็จะมีทางแถบเอเชียเฉียงใต้ที่มีทะเลและปาการังที่สวยงาม แต่เนื่องจากการเดินทางไปเอเชียใช้เวลาและทุนทรัพย์ค่อนข้างมาก จึงไปได้แค่ที่อิยิปต์ค่ะ

วันเดินทางของเราคือวันที่ 26 ตุลาคม 2552 โดยเราจะอยู่ 10 วัน (ก่อนการจราจลประท้วงขับไล่ผู้นำไปแค่สองอาทิตย์ เฮ้อ! ยังดีนะ) เราเริ่มเดินทางโดยเครื่องบินจากสนามบินออลันดาที่เมืองสต๊อกโฮล์ม สวีเดน ไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอิสตันบูล ประเทศตุรกี จากนั้นต่อไปลงที่เมืองไคโร ประเทศอิยิปต์ค่ะ
เมื่อมาถึงคือเราต้องผ่านเจ้าหน้าที่ตรวงคนเข้าเมืองอ่ะค่ะ ตลอดทางจะเห็นได้ว่ามีแต่ทหารเต็มไปหมด คือในกรณีของคนที่มีพาสปอร์ตสวีเดน (หรือประเทศในยุโรป) จะได้สิทธิ์การยกเว้นการขอวีซ่า แต่ต้องไปซื้อวีซ่าที่จุดตรวจคนเข้าเมือง แต่ว่ามิ้นยังไม่ได้ทำพาสปอร์ตสวีเดน คือการขอสัญชาติสวีเดนอย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาอย่างต่ำหกเดือนในการรอขอสัญชาติ ซึ่งตอนนั้นมันไม่ทันแล้ว มิ้นเลยต้องใช้พาสปอร์ตไทย แล้วทีนี้พาสปอร์ตไทยมันต้องขอวีซ่าอียิปต์อย่างน้อยๆ ก่อนเดินทาง 1 เดือน ซึ่งวันที่ยื่นขอวีซ่าเนี่ย เป็นเวลาก่อนเดินทาง 1 เดือน เป๊ะๆ เลย แล้วสถานทุตอียิปต์ที่สวีเดนทำงานช้ามาก เพราะเค้าบอกว่าเค้าไม่สามารถที่จะออกวีซ่าให้ได้ ต้องส่งพาสปอร์ตมิ้นไปรับรองที่อิยิปต์ (ตอนนั้นคิดในใจ โอ้ย อะไรมันจะยุ่งยากขนาดนี้) แต่ก่อนจะเดินทางสองวัน สถานทูตโทรมาบอกว่าให้มารับพาสปอร์ตในวันเดินทางเลย เราก็รีบๆ แทบตาย แต่สุดท้ายก็ได้มา เพื่อนทุกคนดีใจกันหมด เพราะตอนแรกๆ ก็กังวลกันกับวีซ่าของมิ้นคนเดียวนี่แหละค่ะ

ตอนที่่เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอียิปต์เค้าดูวีซ่ามิ้น เค้าก็เห็นว่าหน้าตามันแปลกๆ (เพราะน้อยคนที่จะขอวีซ่าจากสวีเดนมั้ง คือคนสวีเดนเค้าไม่ต้องขออ่ะ) เค้าเลยกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่อีกคนมาดู ทหารก็เข้ามาดู โอ้ยตอนนั้นแบบ ฉี่จะแตกอ่ะ แล้วเค้าก็คุยภาษาอาราบิกอะไรกันไม่รู้ เค้าก็ถามเป็นภาษาอังกฤษมาว่า เธอเป็นคนไทยหรอ มิ้นเลยบอกว่าใช่ค่ะ เค้าเลยปั้มๆ แล้วก็ยกมือให้ผ่านไป ตอนนั้นแบบถอนหายใจเฮือกที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ 555+
พอออกมานอกสนามบิน เราก็ขึ้นรถตู้ที่เราติดต่อไว้แล้ว ไปส่งที่โรงแรม คือต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้มาเที่ยว เรามาทัศนศึกษา เพราะฉะนั้นโรงแรมที่อยู่ก็ไม่ได้สวยหรูอะไร เพราะเราถือคติที่ว่าเอาแค่ให้มีที่ซุกหัวนอนพอแล้ว 555 โรงแรมที่เราอยู่นั้นค่อนข้างจะอยู่กลางใจเมืองไคโรมากๆ ใกล้กับจตุรัสที่เค้าทำการประท้วงกันนั่นล่ะค่ะ ห้องก็นึงก็จะมี 4 เตียง มีพัดลม (แต่เสีย) แอร์ไม่มี ความสะอาดปานกลาง ไม่มีหนู ไม่มีแมลงสาบ ถือว่าโอเค คือจะเห็นว่าเวลาเรานอนเราต้องเปิดหน้าต่าง เพราะว่าในห้องมันค่อนข้างร้อน โดยเฉพาะประมาณเวลาตีสี่หรือห้ากว่าๆ เนี่ย ถ้าใครไม่มีที่อุดหูคงแย่หน่อย เพราะว่าการละหมาดที่นี่นั่น เค้าไม่ได้ทำกันเงียบๆ เลย เค้าจะมีคนขึ้นไปที่หอ แล้วตะโกนใส่ที่ไมค์เพื่อให้ได้ยินกันทั่วถึง ซึ่งดังทั่วถึงใจมากค่ะ นอนไม่หลับกันเลยทีเดียว

โปรแกรมของวันแรกที่เราจะไปกันคือการไปเยี่ยมเยียนสัญลักษณ์ของอิยิปต์คือ "พีรามิด" นั่นเองค่ะ การเดินทางเราไปกับรถตู้อีกแล้ว เพราะมันเร็วดี ซึ่งตลอดเส้นทางทุกคนตื่นเต้นเอามากๆ เลย ถ่ายรูปกันตลอดทาง (รวมทั้งมิ้นเอง) เมื่อมาถึงพีรามิดแล้ว ขอบอกว่าร้อนมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ทุกคนบอกว่าขนาดเธอมาจากเมืองร้อน เธอยังว่าร้อนอีกหรอ ใช่่ มันร้อนมากเลยนะ คือมันไม่ได้ร้อนแบบชุ่มชื้นเหมือนเมืองไทย คือมันร้อนแห้งแล้วแผดเผามากๆๆๆๆ อีกอย่างคืออียิปต์เป็นประเทศอิสลาม การแต่งตัวอะไรที่ไคโร เราต้องใส่กันค่อนข้างปกปิดนิดนึง คือจะนุ่งชุดเดรสสั้นๆ หรือกางเกงสั้นๆ เสื้อไม่มีแขนไรงี้ก็ไม่ได้ คือจะเป็นลมอ่ะค่ะ อึดอัดมาก แต่ครูบอกว่าเมืองต่อไปที่เราจะไปดำน้ำเนี่ย เราแต่งได้ตามสบาย เพราะเค้าเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะ แต่สำหรับไคโรคือเราต้องแต่งตัวมิดชิด เพราะนอกจากท่านผู้ชายที่นั่นจะตื่นตาตื่นใจแล้ว มันก็ยังอันตรายอีกด้วย (ก็ผู้หญิงบ้านเค้า คลุมตั้งแต่หัวถึงตาตุ่ม แม้แต่รองเท้าก็ยังไม่เห็นเลย มีรูแค่ที่ตากับจมูกไว้ให้หายใจ)


ตกกลางคืนเราไปเดินเล่นกันที่ตลาดที่ชื่อ คาเอลคาลีลี่ (Kah El kahlele) เป็นตลาดที่ขายทุกอย่างค่ะ และถือว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างเก่าแก่มากสำหรับอียิปต์ ตั้่งอยู่ที่เดิมมาเกือบร้อยกว่าปีแล้วด้วยนะ ส่วนตลาดก็ใหญ่พอๆ กับสวนลุมไนท์เลย และจากนั้นวันเดียวกัน เราก็ต้องออกเดินทางด้วยรถตู้เพื่อไปอีกเมืองนึงที่ชื่อว่า ดาฮับ (Dahab) เป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออก ติดกับทะเลแดง (Red Sea) เราใช้เวลาในการเดินทางประมาณสิบกว่าชั่วโมง ซึ่งแน่นอนว่าตลอดทั้งการเดินทางมิ้นหลับลูกเดียวค่ะ เพื่อนบนรถเล่นไรกันไม่รู้ มิ้นหลับตลอดเลย 555+

วันที่มาถึงพวกเราก็ไม่รอช้า เดินทางสำรวจทะเลทันทีค่ะ เดินออกไปหน่อยก็ถึงทะเลแล้ว แต่ทะเลที่นี้ไม่มีชายหาด จะเป็นปากตื้นลงไป แต่เราก็จะเจอปลาตัวเล็กๆ ทันทีที่ปากทะเล ส่วนเพื่อนบางคนจะมีใบอนุญาติการดำน้ำแบบใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ แต่บางคนที่ไม่มีก็จะแค่ดำน้ำแบบธรรมดา การเดินทางครั้งนี้ เราได้ไปเยือนสถานที่ดำน้ำที่ชื่อดังก้องโลกอย่าง Blue Hole หลุมสีฟ้า ยอมรับเลยว่าสวยสมการรอคอยมากๆๆๆๆๆ แต่ก็เป็นสุสานของนักดำน้ำหลายท่านที่เสียชีวิตที่นี่ด้วย เพราะบลูโฮลเป็นสถานที่ดำน้ำที่ค่อนข้างอันตรายเนื่องจากอย่างที่ชื่อบอก เพราะมันเป็นรู ทางเข้าและออกก็คือเจ้ารูนี้เท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยความระมัดระวัง ดังนั้นเค้าจะมีนักดำน้ำที่เป็นไกด์รับจ้างอยู่ พวกเค้าจะชำนาญเส้นทางมาก จึงไม่ค่อยเสี่ยงเท่าไหร่

ส่วนเรื่องอาหารการกิน ที่ดาฮับนั้นค่อนข้างแพงกว่าไคโรหลายเท่าตัวมาก อย่างเช่นอาหารมื้อเช้าราคาจะอยู่ที่ 15-20 อียิปต์ปอนด์ (60-90 บาท) ส่วนกลางวันกับเย็นราคาอยู่ที่ 30-70 อียิปต์ปอนด์เลย (150-350 บาท) เพราะอย่างที่บอก ดาฮับเป็นเมืองท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเยอะ ค่าครองชีพเลยค่อนข้างสูง ร้านอาหารส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั่งกับพื้นแล้วจะมีหมอนเยอะๆๆ ซึ่งมันก็สบายดีนะ แล้วลมก็พัดเย็นๆ ยิ่งกลางคืนเนี่ยสบายสุดๆ เลยค่ะ และที่ขาดไม่ได้ ทุกร้านจะมีชิชาไว้ให้กับทุกโต๊ะ เพื่อเป็นของแถมอีกด้วย (ชิชาไม่ได้เป็นยาเสพติดนะคะ แต่บางคนเอายาเสพติดมาเสพแทนเจ้าตัวหัวกรองที่มันเป็นรสผลไม้ซึ่งมันคือชิชา และก็ไม่ใช่สารนิโคตินแต่อย่างใดค่ะ) สำหรับร้านขายของส่วนมากจะขายเหมือนๆ กัน จะแย่งลูกค้ากันตรงที่ราคา คนที่ชอบต่อๆ ราคาล่ะก็มาอียิปต์ไม่ผิดหวัง ได้ต่อแบบสนุกอีกด้วย ยิ่งเป็นผู้หญิงจะได้ราคาดีกว่าผู้ชาย อันนี้เรื่องจริง เพราะว่าคนที่ขายของส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย เพราะสังคมแบบอิสลามจะไม่ค่อยให้โอกาสผู้หญิงทำงานซักเท่าไหร่

ส่วนสองวันสุดท้ายเรากลับมาอยุ่กันที่ไคโร เราได้ไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้วย คือเค้าบอกว่าใครมาอียิปต์แล้วไม่ได้ไปที่พิรามิดถือว่ายังมาไม่ถึง ความจริงรวมถึงที่พิพิธภัณฑ์นี่ด้วยนะ เพราะเป็นที่เก็บมัมมี่ไว้เยอะแยะเลย รวมทั้งพวกเรายังได้ไปเข้าชมที่เก็บสะสมของกษัตริย์ตุตันคามัน (Tutankhamun) อีกด้วย

นอกจากนี้เราก็ยังได้ไปเดินที่ห้างสรรพสินค้าด้วย แต่ของส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างแพง และเป็นของนำเข้าที่มียี่ห้อเป็นซะส่วนมาก อ้อ! ถ้าจะไปนั่งทานอาหารหรือดื่มกาแฟที่นี่ต้องระวังเป็นอย่างมาก มิ้นกับเพื่อนๆ และมีครูที่ไปกับพวกเราก็เข้าไปนั่งในร้านกาแฟในห้างนี้ละ พอเรานั่งสักพักพนักงานก็เอาเมนูมาให้ จากนั้นพนักงานก็ยกน้ำดื่มขวดเล็กๆ ที่เราไม่ได้สั่งมาวางเรียงไว้ให้ และก็เปิดให้เสร็จสรรพทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้สั่งเลยนะ ตอนนั้นพวกเราก็คิดกันว่า มันเป็นประมาณ Welcome drink ไรงี้ คือให้เราฟรี จากนั้นเราก็ทานอะไรกันเสร็จเรียบร้อย พอคิดตังค์ออกมาปรากฎว่า น้ำขวดเล็กๆ ไม่ถึงครึ่งลิตร ราคา 4 ปอนด์อียิปต์ (16 บาท) คือเราก็งงเพราะเราก็ไม่ได้สั่ง แต่อยู่ๆ เอามาให้เองแถมคิดตังค์อีก คือเงินอ่ะเราไม่เสียดาย แต่ที่เราโกรธคือ เราไม่ได้สั่งนะ ทำอย่างนี้มันเหมือนหลอก เราก็พยายามอธิบายว่าเราไม่ได้สั่งนะ (แต่จะคืนก็ไม่ได้ ดื่มไปแล้วนิดหน่อย) คือที่ไคโรจะต่างจากดาฮับที่เราไปดำน้ำมาก คนที่ไคโรจะพูดภาษาอังกฤษได้แค่บางส่วน คือส่วนของนักเรียนแล้วก็แท็กซี่เท่านั้น (บางคันพูดไม่ได้เลย) ถึงจะพูดได้ก็เป็นสำเนียงที่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เราพยายามอธิบายทั้งภาษาอังกฤษและภาษามือแต่ก็ไม่เข้าใจกัน บางคนอาจจะคิดว่า 4 อียิปต์ปอนด์เองไม่เป็นไรหรอก คือมิ้นว่าน้ำขวดแค่นั้น ราคา 4 ปอนด์อียิปต์คือมันแพงนะสำหรับที่ไคโร เพราะเราซื้อน้ำขวดหนึ่งลิตรครึ่งที่โรงแรม ขวดใหญ่เลยแค่ 2 ปอนด์เอง เราเลยได้แค่เจ็บใจที่เสียรู้ไป 555

การไปอียิปต์ครั้งนี้ ถึงจะมีเรื่องราวที่ทั้งดีและไม่ดี แต่มันก็คือประสบการณ์ พวกเราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ของโลกที่ฝั่งนึงที่เราไม่เคยเห็น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการเดินทางครั้งนี้ คุ้มสุดๆๆๆๆ ค่ะ เพื่อนบางถึงกับว่าจะไปอีกครั้งเลย เพราะพวกเราประทับใจกันมากๆๆ หวังว่าทุกคนคงได้ประสบการณ์ ความรู้(ที่ไม่ค่อยมีสาระ) จากเรื่องของมิ้นนะ ประเทศอียิปต์ยังเป็นประเทศที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวจากไทยมากนัก แต่ที่ไคโรมิ้นเจอคนไทยมาเที่ยวด้วยครั้งนึง ยังไงอียิปต์เป็นประเทศที่มีอะไรหลายๆ อย่างรวมกันมาก สถานที่ท่องเที่ยว ก็มี ทะเล ภูเขา สถานที่ประวัติศาตร์ วัฒนธรรม และอะไรๆ อีกเยอะมากมาย ถ้าใครสนใจไปเที่ยวกันได้
โอ้โห อ่านแค่นี้ยังรู้สึกเลยว่าน่าไปมากกกก สารภาพเลยว่าเป็น 1 ในประเทศในฝันของ พี่เป้ เพราะตั้งใจแล้วว่าไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้าจะต้องไปให้ได้ !! และที่สำคัญ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าอียิปต์มีทะเลที่สวยขนาดนี้ สุดยอดเลยจริงๆ ^^ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันแน่นอนค่ะ !
|

บินจากไทย บินไปไกล 26 ชั่วโมง ! กับชีวิตนักเรียนแลกเปลี่ยนใน "โคลัมเบีย" ประเทศนี้ คนปากหวานสุดๆ !
Available on Dek-D.com, Study Abroad Thursday 30 June 2011.
|

|