|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกเช่นเคยทุกๆ วันพฤหัส ! สำหรับวันนี้ขอเอาใจรุ่นพี่มหาวิทยาลัยที่กำลังด้อมๆ มองๆ หาทางไป Work&Travel ที่อเมริกากับประสบการณ์ทำงานที่ต้องเจอเรื่องวุ่นวายเยอะมากกกก อ่านแล้วแบบว่าเหนื่อยแทน T^T ถ้าอยากรู้ว่าจะยากลำบากแค่ไหน ก็เลื่อนลงไปอ่านได้เลยค่ะ สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาวเด็กดีทุกคน วันนี้เราก็มีประสบการณ์ work and travel มาแชร์ให้กับเพื่อนๆ ค่ะ ก่อนอื่นเราก็ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ เราชื่อ "ปาล์ม" กำลังเรียนศิลปศาสตร์ภาษาอังกฤษ ปี 2 ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประสบการณ์ของเราเรียกว่าคุ้มกับประสบการณ์ชีวิตในต่างแดนจริงๆ เพราะเราโดนเปลี่ยนงานถึง 4 ครั้ง ย้าย3 เมือง ในเวลาเพียง 3 เดือน กับการเจอ supervisor สุดแย่ และการทำงานที่สุดแสนหฤโหด T^T ฟังดูแย่ๆ ยังไงก็ไม่รู้นะคะ 5555 (เรื่องของเราอาจจะยาวไปนิดนะคะ แต่เราเจออะไรมาเยอะจริงๆ ^_^) เราไปอเมริกาตอนเราเรียนอยู่ปี 1 เราชวนเพื่อนๆ ไปกับเราแต่ไม่มีใครสนใจเลย เราจึงตัดสินใจไปคนเดียว คนเดียวกับการไปเมืองนอกครั้งแรกของชีวิต แถมยังเป็นอีกซีกนึงของโลก คนเดียวก็คนเดียว ชีวิตคนเราต้องหัดลองอะไรที่ไม่เคยลอง ต้องหัดทำอะไรที่แปลกใหม่บ้าง จะได้รู้รสชาติของชีวิต เราจองงานที่ Burker King ไว้ที่เมือง Alexandria รัฐ Louisiana ทุกอย่างก็เหมือนจะดี แต่ใครจะคิดล่ะคะว่าปลายทางข้างหน้าของเรามีอะไรอีกมากมายที่เราคิดและคาดไม่ถึง .... โชคดีที่ก่อนไปอเมริกา เราได้รู้จักกับรุ่นพี่ต่างมหาลัยอีก 2 คนที่ไปที่ทำงานเดียวกับเรา เฮ้ย! โล่งใจ มีเพื่อนนั่งเครื่องบินแล้ว และวันเดินทางก็มาถึง เรานั่งสายการบิน EVA ไปลงไต้หวัน ใช้เวลาบนเครื่องบินเพียง 3 ชั่วโมง แต่เราต้องรอต่อเครื่องไปลอสแองเจลิสถึง 6 ชั่วโมง แล้วก็นั่งข้ามซีกโลกอีกหลับ 3 ตื่น พอเราถึงสนามบินลอสแองเจลิส เราต้องรอต่อเครื่องอีก 10 ชั่วโมงเพื่อที่จะต่อเครื่องบินไปเมือง Dallas รัฐ Texas และจาก Dallas ไปเมืองท้องถิ่นที่เราเลือกไว้ซึ่งก็คือเมือง Alexanria ใช้เวลาบินอีก 3 ชั่วโมง (แต่เราก็ต้องรอต่อเครื่องอีกเกือบ 5 ชั่วโมง) เฮ้อออ แค่นั่งเครื่องบินกับต่อเครื่องก็ทำเอาเราเหนื่อยแล้ว 5555 แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันยิ่งกว่านี้หลายเท่าค่ะ พอเราไปถึงสนามบิน Alexandria เรากับพี่ที่ไปด้วยกันก็โทรหา Supervisor ผู้ดูแลนักเรียนไทยให้มารับ แต่เค้ากลับไม่มารับค่ะ!! พวกเราเลยต้องหาโรงแรมนอนกันเอง ค่าโรงแรม(ซึ่งก็เรียกว่าที่พักริมทางจะดีกว่า) ประมาณ80$ (เงินไทยก็ประมาณ 2,400 บาทค่ะ แอบแพงนะเนี่ย ) วันรุ่งขึ้นจึงต้องโทรไปหาเค้าอีกทีค่ะ เค้าถึงมารับ และรับพวกเราไปรวมกับเด็กไทยอีก 20 กว่าคนเพื่อที่จะพูดคุยงาน แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เค้าจัดการเปลี่ยนงานพวกเราทั้งหมดในทันทีทันใด งานที่พวกเราจองไว้ เมืองที่พวกเราเลือกจะอยู่ เพื่อนที่พวกเราเลือกจะเคียงข้างยามทุกยาก . ทุกอย่างโดนเปลี่ยนแปลงหมดค่ะ เค้าบอกพวกเราว่า งานทั้งหมดมีปัญหา ทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยบางคนไม่เหมาะกับงาน เมืองบางเมืองไม่มีงานแล้ว แล้วก็อีกร้อยแปดพันเก้าข้ออ้างค่ะ (สรุปว่าจองงานจากที่เมืองไทยไปเพื่อ .) ทุกคนก็โดนเปลี่ยนงาน เปลี่ยนเมือง แล้วก็เปลี่ยนเพื่อนค่ะ เราโดนย้ายไปเมือง Baton Rouge ไปทำเป็นคนเสิร์ฟในโรงแรม Crown Plaza โดยให้เหตุผลว่า ภาษาอังกฤษเราดี แต่กลับบอกเพื่อนอีกคนว่า ให้เพื่อนเราไปทำงานเสิร์ฟในโรงแรม Crown Plaza เหมือนเรา เพราะเพื่อนเราภาษาแย่ งงมั้ยล่ะ แถมตอนแรกในสัญญาเราจะต้องได้ค่าแรง 8$ ต่อชั่วโมงค่ะ พอเราย้ายงาน ค่าแรงก็กลายเป็น 5$+tips แต่พอเช็คออก เรากับเพื่อนกลับได้แค่ 3$+ tips อ่าววววววว แล้วค่าส่วนต่างอีก 2$ มันหายไปไหน ??? เยอะนะคะ ถ้าคิดเป็นเงินไทย เราเลยไปคุยกับผู้จัดการ เราบอกว่าไหน ตอนแรกบอกได้เรต 5$+tips แต่ทำไมเช็คจาก Supervisor ให้เรามาแค่ 3$+ tips ซึ่งเงินที่หายไปนั้นยังไม่ได้หักค่าบ้านนะคะ เรากับเพื่อนก็เลยขอเปลี่ยนงาน เราก็ไปทำตำแหน่ง hostess (พนักงานต้อนรับส่วนหน้าในห้องอาหารโรงแรม) กับแคชเชียร์ แล้วก็รับโทรศัพท์ด้วย อืมมม ขอโทษนะคะ บ้ารึเปล่า ให้เราทำ 3 หน้าที่ ในเวลาเดียวกัน ใครจะไปทำได้ มันค่อนข้างวุ่นวายมากถึงมากที่สุด T^T เราก็ต้องตื่นตี 4 ครึ่งมาเข้างานกะเช้าทุกวัน เหนื่อยดีแท้ จะแอบหลับก็หลับไม่ได้ เพราะอยู่ฝ่ายต้อนรับ 5555 แล้วเจ้าของโรงแรมก็เดินผ่านทุกๆ ชั่วโมง เหนื่อยค่ะ เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยที่ต้องตื่นเช้า เหนื่อยที่ต้องทำงาน 3 หน้าที่อย่างวุ่นวาย เหนื่อยที่ฟังและพูดภาษาอังกฤษกับแขกไม่เข้าใจ เหนื่อยที่ต้องโดนเจ้านายด่า 555 อยู่ดีไม่ว่าดีเราก็ออกจากงานเฉยเลย เพราะเราเหนื่อยและขี้เกียจด้วยแหล่ะ (อันนี้ความผิดเราเองล่ะค่ะ) แล้ว supervisor ก็มาหาเราถึงห้อง ทีนี้ล่ะงานเข้า !!! เค้าบอกให้เราย้ายของออกจากบ้านไปเลย เพราะเค้าให้เหตุผลว่าเราทำผิดกฎและออกจากงานโดยไม่บอกเค้าก่อน อันนี้หนูยอมรับผิดค่ะ T^T แต่ด้วยความที่เค้าพูดกับเราไม่สุภาพเลย พูดตะคอก แล้วก็ไม่สนที่จะช่วยเหลือเราเลยทั้งๆ ที่เราก็ขอโทษเค้าแบบสุดๆ แล้ว เราเลยบอกว่าเราจะไม่ไปไหน ขอเวลา 2-3 วันคิดก่อนว่าจะเอาอย่างไรดี เพราะตอนนั้นเค้าจะส่งเรากลับไทยอย่างเดียว เค้าไม่ยอมแล้วยังพูดตลอดว่า not my business จะพูดอย่างนี้ก็ไม่ดีนะคะ เค้าเป็นคนดูแลเรา เค้าควรจะช่วยเราแก้ปัญหาไม่ใช่พูดแต่คำว่า up to you , not my business แล้วก็ I will send you back to Thailand as soon as possible. แล้ววันนั้น supervisor กับเราก็ทะเลาะกันใหญ่เลยค่ะ อยากร้องไห้ T^T แล้วเราก็เลยปรึกษากับพี่บริษัทเอเจนซี่ที่ส่งเราไป สุดท้ายเราก็ยังมีชีวิตรอดสินะ 555 แล้วเค้าก็ย้ายเราไปที่เมือง Lafayett ให้เราไปทำงานร้าน Sonic ตำแหน่ง carhop (มันต้องใส่รองเท้าสเก็ตเสริ์ฟอาหารฟาสท์ฟู้ดอ่ะคะ) เราไม่เคยเล่นอะ แล้วเราก็เล่นไม่เป็น แต่ผู้จัดการก็บอกว่าให้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงไปฝึกเล่น แล้วพอฝึกเสร็จให้ใส่รองเท้าสเก็ตทำงานเลย บร๊ะเจ้า!! น่ารักจริง แล้วใครจะไปทำได้คะถ้าไม่เคยเล่นมาก่อน ผลออกมาคือ "ล้มค่ะ" เสิร์ฟลูกค้าแทบทุกคน ก็ล้มใส่แทบทุกคน T^T ท้อใจเลย อาหารก็หก ลูกค้าก็ไม่พอใจ แถมยังโดนผู้จัดการด่าอีก T^T แต่นี่ล่ะนะ เค้าเรียกว่าประสบการณ์ ปัญหายังไม่หมดนะคะ บ้านที่เราอยู่ห่างจากที่ทำงานประมาณ 3 กิโลเมตรค่ะ แต่เพื่อนคนอื่น(ซึ่งเป็นเด็กไทยด้วยกัน) เค้าไม่อยู่บ้านหลังนั้นกัน เราก็ต้องอยู่คนเดียว อือออออออ! น่ากลัวค่ะ ไม่มีทีวี ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีเพื่อนบ้าน เราก็เลยตัดสินใจย้ายไปอยู่กับเพื่อนๆ อีกกลุ่มนึงซึ่งอยู่ไกลจากที่ทำงานเราประมาณ 15 กิโลเมตรค่ะ ทำไงได้ ไม่กล้าอยู่คนเดียวจริงๆ เป็นผลให้เราต้องนั่ง taxi มาทำงานวันละ 44$ (ประมาณ 1,300 บาท) ซึ่งก็ไม่ไหวค่ะ จ่ายค่าแท็กซี่วันละ 44$ เพื่อไปทำงานวันละ 4-5 ชั่วโมงเอง แต่เราก็ต้องยอมนะ เพราะกลัวเค้าจับเราส่งกลับไทย 5555 เงินเก็บเราทั้งหมดหายไปกับการนั่งแท็กซี่ไปทำงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายส่วนตัวมันหายไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ และแล้วเราก็ออกจากงานอีกแล้ว เราไม่สามารถจะทนกับการที่ต้องจ่ายค่าแท็กซี่ไปทำงานวันละ 44$ ได้อีกต่อไป 555 (เราผิดอีกแล้ว) และแน่นอนค่ะว่า แล้ว supervisor ก็มาจัดหาเราที่ห้องเราอีกแล้ว 555 ตามเคยค่ะ ทะเลาะกัน เราก็มีเหตุผลของเรา เค้าก็ด่าเราท่าเดียว มันส์ค่ะ 5555 เหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์กลับไทย เราเลยขอเค้าอยู่ต่อ เค้าไม่อนุญาตค่ะ จะส่งเรากลับไทยท่าเดียวเลย แต่สุดท้ายเราก็อยู่ต่อจนได้ โดยมีสัญญาว่าจะต้องกลับไทยก่อนกำหนด 5 วัน(เพื่อ???) การทำงานที่ USA ถือว่าหนักมากกกนะคะ เพราะเค้าจ่ายค่าแรงให้เราในเรตค่อนข้างสูง การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญจริงๆๆ ถ้ามาสายหลายๆ ครั้ง อาจโดนไล่ออกก็ได้ค่ะ เพื่อนร่วมงานเราก็โดนไล่ออกเพราะมาสายหลายครั้ง แต่ยังดีที่จริงๆ แล้วคนอเมริกันเฟรนด์ลี่มากนะคะ จะทักทาย say hi ไปทั่ว เพื่อนร่วมงานเราก็น่ารักค่ะ ใจดี แล้วก็ชอบชวนเราเล่น แล้วก็จะถามถึงประเทศไทย (บางคนก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยอยู่ส่วนไหนของโลก บางคนคิดว่าเป็นไต้หวันซะงั้น) แต่คนอเมริกันหน้าตาค่อนข้างไปก่อนวัยนะคะ 555 แบบว่า อายุ 16-17 หน้าแก่กว่าเราและคนเอเชียซะอีก เราอยู่รัฐตอนใต้ คนผิวดำค่อนข้างเยอะค่ะ แต่ห้ามเรียกพวกเค้าว่านิโกรเด็ดขาดนะคะ เพราะถือว่าเป็นดำดูหมิ่นพวกเขาค่ะ คำที่สุภาพควรใช้ว่า African-American นะคะ นอกจากนี้ คนอเมริกันอ้วนมากกกกกกกกกก ครึ่งนึงของคนที่นี่ ทั้งคนขาวคนดำ อ้วนจริงๆ ค่ะ อ้วนแบบอ้วนเป็นตุ่มเลยจริงๆ เห็นครั้งแรกเรายังตกใจเลยค่ะ คิดว่าที่อเมริกาเค้าฮิตแฟชั่นโรคอ้วนกัน 555 เพราะอาหารอเมริกันเป็นอาหารประเภทมีแคลอรี่สูงไงคะ อีกอย่งนึงสิ่งนึงที่เราภูมิใจมากคือ ผิวแทนค่ะ ก็รู้ๆ กันว่าพวกฝรั่งชอบผิวแทน เราอยู่ไทยเราพยามยามทำทุกอย่างให้ขาว แต่พออยู่ที่ USA สีผิวแทนเรานี่ล่ะค่ะที่ดึงดูดหน่มๆ อเมริกันมาหาเราได้เป็นอย่างดี 5555 ตอนนี้กลับไทย ก็ไม่อยากขาวแล้ว ผิวแทนนี่ล่ะ สวย แถมที่อเมริกาเราหาพวกไวท์เทนนิ่งโลชั่นแทบไม่เจอเลย เจอแต่ครีมทาให้ผิวเป็นสีแทน นี่ก็เป็นประสบการณ์ของเราในระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก ใครว่าเงินซื้อประสบการณ์ไม่ได้ เงินนี่ล่ะคะที่ทำให้เราได้มีโอกาสเจอประสบการณ์ที่ดี (มั้ง) 555 เรียกว่าประสบการณ์ที่จะไม่มีวันลืมจะดีกว่า มิตรภาพที่ดี ช่วงเวลาเสี้ยวนึงของชีวิตที่ต้องจดจำ พร้อมกับน้ำหนักที่ที่ขึ้น 8 กิโลในเวลาเพียง 3 เดือน 555 I love America see you again :) อ่านแล้วแอบฮาตอนที่ต้องใส่สเก็ตแล้วเสิร์ฟอาหาร โห ไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นยังไง ลำพังแค่ทรงตัวให้รอดก็ยากแล้ว นี่ต้องเสิร์ฟอาหารอีก จานไม่บินว่อนเลยเหรอคะเนี่ย 5555 แต่ยังไงก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ดีๆ ที่ทั้งชาตินี้คงลืมไม่ลงแน่ๆ เลยเนาะ ^^ ส่วนน้องๆ คนไหนมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันแบบนี้บ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันจ้า |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?








26 ความคิดเห็น
ปัญหามันมีได้หลายสาเหตุ เช่น ปัญหาที่พัก (คับแคบ,สกปรก,เพื่อนไม่ดี) , ปัญหาการทำงาน (งานหนัก,ได้ค่าแรงไม่ตรงตามกำหนด,ชั่วโมงการทำงานลด,โดนเปลี่ยนงาน) , ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม (อากาศร้อน-หนาว ปรับตัวไม่ทัน) และ อื่นๆ
แต่ยังไงก็ตามพี่จะย้ำเสมอว่าการไป Work and Travel เป็นโครงการที่เราต้องทำงานหนัก ย้ำว่าหนัก เพราะเราไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้ซื้อแพคเกจทัวร์ ก็ต้องยอมรับว่าเราไปเป็นแรงงานนะครับ ดังนั้น อันดับแรกต้องถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมที่จะโตรึยัง เพราะ การไปไม่ใช่แค่การไปทำงาน แต่เป็นการใช้ชีวิตจริง แก้สถานการณ์เฉพาะหน้า และ ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเลยจริงๆ
มีน้องๆหลายคนที่ขอคำปรึกษาเรื่องการไปโครงการนี้ พี่ก็ให้ความรู้และข้อมูลเท่าที่จะทำได้ บอกไม่ได้หรอกว่าน้องจะเจออะไร เพราะ บางคนไปแล้วเจอสถานที่ทำงานดีๆ เพื่อนดี อะไรก็ดี แต่ถ้าไปแล้วแย่ ก็กลายเป็นโครงการไม่ดี มันมีกันได้ สังคมเรามีทั้งดีและไม่ดี ดังนั้นขึ้นอยู่กับดวงด้วยแหละ ส่วนคนไหนที่กำลังจะไปปีนี้ ไม่ว่าจะไปกับเอเจนไหนๆก็โทรมาปรึกษาพี่ได้ ยินดีให้คำปรึกษา เป็นวิทยาทาน ส่วนคนไหนยังไม่ตัดสินใจก็โทรมาคุยกันก่อนตัดสินใจดีกว่า อย่าพึ่งมองว่ามันสวยหรูซะหมด ตอบคำถามตัวเองก่อนว่าเราไปเพื่ออะไร
แต่ว่าก็อยู่ที่เอเจนซี่ อยู่กับซุปด้วยแหละเน๊อะ ^^
เราไปสามเดือน ทุกอย่างโอเค เราทำงานที่ virginia แต่อยู่ที่ maryland โดยที่นายจ้างให้รถมาคันนึง ขับไปกันเอง ก็ต้องจัดตารางรถกันเอง ซึ่งก็ต้องมีเพื่อนที่เป็นฝรั่ง จัดตารางที วุ่นวายมาก เพราะทางฝรั่งก็ไม่อยากตื่นเช้าไปส่งเรา ส่วนเราเองก้ขับรถไม่เป็น วุ่นวายมากค่ะ แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็ราบรื่น แถมพี่จากเอเจนซี่ไปเยี่ยมเยีนถึงที่เลยค่ะ เป็นโชคดีของเราจริง ๆ
แต่อย่างที่จขกทบอก ที่นี่เรื่องตรงเวลาเป๊ะมากๆ เพื่อนคนไทยผช คนนึงชอบนอนตื่นสายประจำ อินสเปคเตอร์ต้องขับรถกอล์ฟไปรับตลอด เค้าจะห่วงๆอ่ะ กลัวเราตอกบัตรสาย เมเนเจอร์ก็แซว ยูสายอีกแล้วนะ ฝากบัตรกับเพื่อนเลยมั้ย ไรแบบนี้ ... แต่กับคนเมกันด้วยกันเองไม่ได้เลยนะ -- ไล่ออกอย่างเดียว แล้วห้ามกลับมาเหยียบด้วย โหดมากกก
พออยู่ได้ไม่กี่อาทิตย์ เค้าก็จะมีแนะนำแล้ว ว่ายูอยากทำจ็อบเสริมมั้ยไรแบบนี้ ให้ไปขอตารางจ็อบที่อยากทำนะ แล้วจะได้ไปสมัคร ใจดีมากอ่ะ จัดสรรวันให้เราตลอด ได้ทิปก็แบ่ง ไม่เคยงก ตอนกลับ เมเนเจอร์น้ำตาคลอเลย
เออ มีอีกเรื่อง ตอนนั้น เราโดนเปลี่ยนอินสเปคเตอร์ เราไปแอบนั่งร้องไห้อ่ะ (โคตรเด็ก) - - ..ไม่รู้ว่าเค้ารู้ได้ยังไงเหมือนกัน สักพักเท่านั้นล่ะ เมเนเจอร์เรียกพบค่ะ ...เค้าก็มาบอกว่า มีอะไรคุยกับเค้าได้นะ อย่าร้องไห้ เค้าแค่อยากลองเปลี่ยนดูว่าเราเหมาะกับคนไหน เราก็แบบ เราไม่ชอบอ่ะ คนนี้มันพูดมาก ขี้โม้ แล้วก็ทะลึ่ง - -+++ สุดท้ายก็กลับไปอยู่กับคนเดิม 5555
บางทีเราว่าไปมันเกี่ยวกับโชคด้วยแหละว่าเราไปเจอสิ่งดีๆแค่ไหน เอเจนเราก็ดี ส่งเมลถามตลอดว่าเป็นไงบ้าง
ปล.เราเจอแบบจขกท แอบเครียดนะ แต่ก็คง ..กูไม่กลับค่ะ!! เหมือนกัน ..ก็เสียตังมาแล้วนี่น้า
แล้วคุณมีสิทธ์อะไรมาพูดกับน้องเขาแบบนี้ คนที่ไปเขาก็มีปัญหากันตั้งเยอะแยะ ดิฉันก็เชื่อว่าคุณเองก็มีปัญหาเช่นกัน น้องเขาแค่เอาประสบการณ์มาแชร์ให้อ่าน คุณไม่มีสิทธิไปพูดกับน้องเขาในแง่ลบ ขนาดนั้น น้องเขาไปตอนอยู่ปี 1 มันก็แน่อยู่แล้วที่น้องเขาอาจทำตัวเป็นเด็ก เปรียบเทียบกับคุณสิ คุณโตแล้ว คุณก็พูดได้นี่ ฉันว่า คุณนั่นแหล่ะ ทำตัวน่าเกลียด
บางเรื่องก็ไม่ใช่สิ่งที่คุดคิดในแง่ลบไปหมดหรอกนะ แล้วที่เพื่อนคนนั้นเขาบอกแบบนั้น แบบนี้ บางทีเพื่อนก็ไม่ได้น่าเชื่อถือเสมอไป ตราบใดที่คนเหล่านั้นยังมี อคติ
ทุกการทำงาน ทุกสังคมต่างก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไป น้องเค้าก็เขียนอยู่ว่า เราผิดอีกแล้ว ในวงเล็บถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็น บางทีคุณ คห 13 มีอคติกับน้องเค้ามากเกินไป อาจจะด้วยอะไรก็ช่าง แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่เหมาะสมที่คุณจะพูดแบบนี้ คุณไม่ได้รู้จักน้องเค้าดี
เจ้าของเรื่องสู้ๆนะคะ ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์มันๆๆให้
ผมเองก็ไปมาเหมือนกัน คิดว่าตัวเองค่อนข้างโชคดีเมื่อเทียบกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ไปอยู่ด้วยกัน
ได้งานอย่างที่หวัง ได้เจ้านายดี(มาก) แทบจะเป็นไปตามแพลนที่วางไว้ก่อนไปเกือบทุกอย่างเลย
ยกเว้น supervisor อย่างเดียวจริงๆ .. พยายามจะไม่มีเรื่องกะมันนะ ไม่อยากมีปัญหา
ถามว่างานหนักอย่างที่หลายๆคนบอกมั้ย ไม่คิดงั้นนะครับ ทำงานรับเงินที่เรทสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำนิดเดียว มันก็ต้องรับสภาพแหละ คิดว่าเราไปเพื่อประสบการณ์และเรียนรู้วัฒนธรรมเค้า
เจอคนแย่ๆมั้ย มันก็เจอแหละครับ จะให้ทุกคนเป็นอย่างที่เราต้องการคงไม่ได้ ทำใจยอมรับซะก็จบ
ก็เคยเจอแบบแย่สุดๆ วีนใส่อะไรใส่เรางี้ พี่ๆที่ทำงานก็เคลียร์ให้ ก็อธิบายให้นายจ้างฟัง เค้าก็เข้าใจ ก็เคลียร์ให้ (เจอนายดี ก็โชคดีมากมายจริงๆ)
หลายคนบอกว่าได้ชั่วโมงงานน้อยนะ รายได้ก็น้อยลงไปด้วย ผมทำที่โรงแรมเหมือนกัน ก็เข้าใจนะ ว่าอยากได้เพิ่ม อยากได้ชั่วโมงงานเยอะๆ อยากให้ลองมองในมุมกลับกันบ้างครับ ไม่ใช่ว่านายจ้างเค้าไม่ป้อนงานให้เรานะ เค้าก็อยากให้ แต่โรงแรมไม่มีงาน ไม่มีแขก จะให้เค้าทำไงล่ะ ไม่ใช่ความผิดเค้าเหมือนกัน
ทุกอย่าง ถือเป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ครับ ที่ดีก็เก็บไว้ ที่ไม่ดี ก็ลืมๆไปซะ ทิ้งไว้ที่โน่นก็ได้อย่าเอากลับมาเลย
ตอนกลับ ทั้งเจ้านายทั้งพี่ๆเพื่อนร่วมงาน ทุกคนบอกเหมือนกันครับ อยากให้กลับมาอีก เค้าว่าเด็กไทยขยันครับ พูดง่าย ไม่เรื่องมาก (ถ้ามันไม่มีเรื่องกับเราก่อนนะ)
มีเจ้านายบางคนบอกจะออกเอกสารรับรองวีซ่าให้เลยด้วยซ้ำ(กับรุ่นพี่ที่ไปด้วยกันนะ) จะให้กลับมาทำงานอย่างเต็มตัว (ไม่ใช่งานแบบค่าจ้างขั้นต่ำด้วยสิ) อนาคตยาวไกลเลย...
"อยู่ให้เค้ารัก จากให้เค้าคิดถึง" ครับ แล้วโครงการนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ดี
พาลูกค้าไปนั่งที่ รับโทรศัพท์ และก็แคชเชียร์ วุ่นวายใครจะไปทำทัน
พี่อยากจะบอกว่าทำสามอย่างเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะนั้นคือหน้าที่ของ Hostess
เพราะพี่ก็เคยทำงานเป็น Hostess เหมือนกัน ไม่ได้หนักอะไรค่ะ เพียงแต่ถ้าวันไหน Busy
มากๆนั้นจะยุ่งหน่อย
ส่วนเรื่องค่าแรง เป็นธรรมดาที่เราจะได้ประมาณ $3.00
เพราะส่วนใหญ่เราจะกินทิบ tip มากกว่า ค่าแรงมันถึงน้อย แต่เพราะเรากินเงินทิบจากลูกค้า ทำดีๆเก่งๆเอาใจหน่อย เค้าก็ให้ เราแยะมากเลยนะ
งาน Hostess , waitress ,waiter, frontdesk ทำอย่างล้วนเป็นงานที่ต้องบริการลูกค้า ธรรมดาที่น้องจะต้องเจอแขกวินใส่ ด่าใส่บ้าง เพราะเราเจอลูกค้าหลายแบบ เจอดี ก็ดีมาก เจอแบบไม่ดี ก็ไม่ดีไปเลย แต่ต้องรับมือกับลูกค้าพวกนี้ให้ได้นะ
ส่วนเรื่องตรงเวลา บ่นไม่ได้นะคะ เพราะฝรั่งที่นี่เค้าถือ นัดเวลานี้ ก็คือเวลานี้ ตรงต่อเวลา ถือว่าดีซะอีกที่ทำให้เรารู้จักตรงต่อเวลา ไม่ไปสาย เพราะถ้าทำแบบตามใจฉัน มาสายประจำ หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่...ห้าม late ค่ะ ไม่งั้นโดนไล่ออก
พี่แค่จะมาบอกว่า สิ่งที่น้องเจอ มันไม่ได้เลวร้ายไปหมดค่ะ พี่รู้ เพราะพี่อยู่ที่อเมรีกามา 7 ปีแล้ว ถึงตอบคำถามน้องได้ ขอตินิดหนึ่ง เวลาน้องเล่าก็เล่าไม่หมด แบบนี้คนก็เข้าใจผิดกันหมดสิ
เวลาเล่า ก็เล่าให้มัน clear มีเหตุผล ไม่ใช่เล่าแบบใส่อารมณ์