เผยชีวิตเด็กไทยใน "เยอรมัน" ไม่หวั่นแม้หาเพื่อนยาก !!

        สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... ก้าวสู่ปีใหม่อย่างเต็มตัว แต่ พี่เป้ ก็ยังมาพร้อมกับประสบการณ์เด็กนอกเช่นเคยทุกๆ วันพฤหัส 5555 เอาไม้มาไล่ตีก็ไม่หายไปไหนง่ายๆ อิอิ สำหรับประสบการณ์เด็กนอกเรื่องแรกของปี 2012 มาจากดินแดนที่มีไส้กรอกและขาหมูสุดแสนอร่อย นั่นก็คือ "เยอรมัน" นั่นเองค่ะ ^^

        สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน ชื่อ “ป่าน” นะคะ (แต่เพื่อนที่เยอรมันจะเรียกว่า “วริยา” นั่นก็คือชื่อจริงของป่านเอง) ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นม.5 ร.ร.สาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” ม.บูรพา ป่านเคยไปแลกเปลี่ยนโครงการ OEG ประเทศเยอรมนีเป็นเวลา 1 ปีค่ะ หลังจากที่ติดตามคอลัมน์เล่าประสบการณ์เด็กนอกนี้มานาน แต่ไม่ค่อยเห็นประสบการณ์จากประเทศเยอรมนี เลยอยากจะเอาประสบการณ์มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังกันบ้าง^^

        จริงๆ แล้วป่านสนใจอยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่สมัยประถม พออายุถึงเกณฑ์ก็ลองไปสอบดู ตอนแรกลงสมัครประเทศอเมริกาไว้ พอผลออกว่ามีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ ก็เกิดอยากเปลี่ยนใจไปประเทศที่ใช้ภาษาที่ 3 เพราะคิดว่าน่าจะได้ประสบการณ์ที่ท้าทายกว่า ปรากฏว่าในช่วงนั้นมีประเทศเยอรมนีเปิดรับสมัครอยู่ เลยถามพี่เจ้าหน้าที่ว่าจะเปลี่ยนประเทศได้มั้ย ผลออกมาว่าได้เลยตัดสินใจเปลี่ยนโดยที่ยังไม่ได้ปรึกษาพ่อ-แม่ : D หลังจากนั้นไม่นานผลการสอบสัมภาษณ์ก็ออก ปรากฏว่าผ่านการสอบค่ะ !!!

        ระหว่างนั้นป่านก็เตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศนี้ คุยกับคนที่มีประสบการณ์ รวมถึงฝึกภาษาบ้างเล็กน้อย ตอนแรกป่านคิดไว้ว่าจะไม่ลงคอร์สเรียนภาษาเยอรมันก่อนไป กะจะไปตายเอาดาบหน้า แต่พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าทางที่ดีควรจะลงไว้เป็นพื้นฐานก่อนซัก 1 คอร์สเลยตัดสินใจลงเรียนไป (เพิ่งจะมาสำนึกได้ว่าน่าจะเรียนมามากกว่านี้ก็ตอนมาถึงแล้ว T^T )

        ในที่สุดก็ถึงวันเดินทาง เป็นวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ออกเดินทางจากประเทศไทยกับเพื่อนๆ 3 คนและพี่เจ้าหน้าที่ของโครงการอีก 1 คน วันนั้นมีพายุฝนนิดหน่อย เครื่องเลยดีเลย์ไปประมาณ 1 ชม. สุดท้ายเครื่องออกตอน 01.30 น. ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 13 ชม. ก็ถึงที่ประเทศเยอรมนี พวเราไปลงที่สนามบินแฟรงเฟิร์ตตอนเช้าประมาณ 08.00 น.(ตอนนั้นเวลาที่นั่นต่างกับประเทศไทย 5 ชม.) มีเจ้าหน้าที่จากองค์กร Experiment e.V.มารับที่สนามบินเพื่อไปเข้าค่ายปฐมนิเทศน์ต่ออีก 3 วัน โดยที่พวกเราทั้งหมดต้องนั่งรถไฟไปพร้อมกับแบกกระเป๋าสัมภาระร่วม 40 กก.ไปด้วย แต่ที่เด็ดก็คือเราไม่ได้นั่งรถไฟแค่ต่อเดียวถึง พวกเราต้องเปลี่ยนขึ้นรถไฟอะไรกันหลายรอบมาก กว่าจะถึงที่พักก็พากันหมดเรี่ยวแรงกันเลยทีเดียว

        ในระหว่างที่เข้าค่าย 3 วันนั้นก็ได้ทำกิจกรรมต่างๆ รู้จักเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนหลากหลายเชื้อชาติที่มีอายุไล่เลี่ยกัน เมื่อถึงวันสุดท้าย แต่ละคนต้องแยกย้ายออกเดินทางไปหาโฮสท์แฟมิลี่ โฮสท์ของบางคนก็มารับ ส่วนคนที่เหลือก็จะต้องนั่งรถไฟไปเอง ป่านต้องนั่งรถไฟจากแฟรงเฟิร์ตไปที่เมืองฮัมบวก ใช้เวลาประมาณ 4 ชม.ในการเดินทาง ซึ่งตอนนั้นป่านยังพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ ทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลในการสื่อสาร เมื่อถึงสถานีรถไฟที่ฮัมบวก ขณะที่ประตูรถไฟกำลังเปิดออก ป่านก็เจอโฮสต์พ่อกับโฮสต์น้องชายมายืนรอรับพอดี ถือว่าโชคดีมาก แล้วพวกเราก็เดินทางไปที่บ้าน ใช้เวลาในการขับรถอีกประมาณ  3 ชม.

        สำหรับครอบครัวที่ป่านไปอยู่มีสมาชิกทั้งหมด 6 คน โฮสต์พ่อเป็นจิตแพทย์ โฮสต์แม่เป็นครูสอนวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสร์และคอมพิวเตอร์ มีลูกชาย 3 คน ลูกสาว 1 อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่า Zimkendorf ตั้งอยู่ใกล้กับเมือง Stralsund ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของประเทศเยอรมนี คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จักเหมือนเมืองใหญ่ เช่น เบอร์ลิน หรือแฟรงเฟิร์ต แต่ถึงแม้ว่า Stralsund ที่ป่านอยู่จะเป็นเพียงแค่เมืองเล็กๆ เมืองนึงแต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อย ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน รวมทั้งยังมีบริเวณติดทะเล ทำให้มีชายหาดและเกาะซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนค่ะ

        ชายหาดที่นี่ทำให้ป่านช็อกแบบสุดๆ มาแล้ว เพราะว่าช่วงนั้นที่ป่านไปถึงอากาศยังดีอยู่ เค้าก็ชอบไปเที่ยวทะเลกัน ตอนแรกเค้าพาไปหาอะไรกินแล้วเดินเล่นถ่ายรูปอะไรเล็กน้อย ซักพักเค้าเดินลงไปบนหาด ป่านก็ถ่ายรูปชมวิวอะไรไป จนเริ่มเอะใจแล้วว่าคนที่นอนอาบแดดเหมือนจะไม่ได้ใส่ชุดว่ายน้ำ(แก้ผ้านั่นแหละค่ะ) สุดท้ายพวกเค้าจะลงเล่นน้ำกันเลยบอกกับป่านว่าว่า ชายหาดที่นี่เค้าแบ่งเป็นโซน โซนนึงใส่ชุดว่ายน้ำ กับอีกโซนอนุญาตให้แก้ผ้าได้ หรือที่เรียกว่า FKK Strand นั่นเอง พอได้ยินถึงกับช็อกเลยค่ะ เพราะพอพวกเค้าพูดจบ ก็แก้ผ้าลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน แต่ไม่ต้องตกใจนะคะ มันจะเป็นแค่เยอรมันฝั่งตะวันออกเท่านั้น ที่เหลือเค้าไม่ทำกันค่ะ

        พูดถึงโรงเรียนกันบ้าง ป่านได้เข้าเรียนเกรด 9 (จริงๆ แล้วต้องเรียนเกรด 10 แต่โฮสท์บอกว่าเรียนเกรดนี้ดีกว่า) ที่โรงเรียน Goethe Gymnasium,Stralsund ค่ะ วันแรกที่ไปโรงเรียนนับเป็นวันที่น่าตื่นเต้นอีกวันนึง ตอนเช้าโฮสท์พ่อขับรถไปส่งที่โรงเรียน (แต่ความจริงแล้ววันอื่นต้องขี่จักรยานไปเองประมาณ 15-20 นาที) พร้อมกับลูกชายที่เรียนอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน แล้วเค้าก็พาป่านไปฝากไว้กับอาจารย์ท่านนึง ซักพักนักเรียนก็เริ่มทยอยมา ป่านก็เดินเข้าไปนั่งในห้องเงียบๆ คนเดียว ด้วยความที่ยังไม่รู้จักใคร พูดภาษาเยอรมันไม่ได้ ก็ทำได้แค่นั่งเฉยๆ แล้วสังเกตสิ่งรอบๆ จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีใครเข้ามาคุยด้วย ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแย่ขึ้นมานิดนึงแล้ว แต่ก็ยังพอทนได้อยู่ จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเข้าเรียนก็คือ 8 โมง คนมาเยอะมากขึ้น สุดท้ายก็มีคนเข้ามาคุยด้วยทักทายถามไถ่อะไรเล็กน้อย แล้วก็ได้เวลาเข้าเรียน ในชั่วโมงก็จะเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด ใช้เวลาซักพักกว่าจะปรับตัวได้

        ช่วงที่ไปถึงแรกๆ ยังใช้ภาษาอังกฤษเยอะอยู่พอสมควร แต่ป่านก็พยายามที่จะใช้ภาษาเยอรมันร่วมไปด้วย ประมาณ 2 เดือนแรกที่ไปถึงกดดันและเครียดมาก เพราะไม่มีเพื่อน ป่านพยายามเข้าหาพวกเค้าแล้วนะ แต่อาจเป็นเพราะป่านยังสื่อสารไม่ค่อยได้ด้วย โดยเฉพาะตอนเรียน ที่นั่นจะเป็นการเดินเรียน แล้วป่านยังไม่รู้ข้อมูลอะไรทั้งสิ้น พอถามเค้า บางทีเค้าก็ไม่เข้าใจ เวลาที่อาจารย์บอกอะไร ป่านก็ไม่เข้าใจเพราะว่าเป็นภาษาเยอรมัน แถมคนที่นู่นก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง ทำให้ปัญหาทางด้านการสื่อสารเยอะพอสมควร นอกจากนี้คนที่นู่นชอบทำให้เรารู้สึกว่าเราด้อยกว่าเพราะมาจากเอเชีย เวลาที่ป่านทำอะไรทุกคนก็จะคอยจับตามอง เลยทำให้รู้สึกเกร็งๆ โดยเฉพาะเวลาที่อาจารย์เรียกตอบคำถาม เวลาที่เดินไปไหนก็จะมีแต่คนมอง ถ้ามองแค่คนสองคนยังไม่เท่าไหร่ แต่นี่เล่นมองกันทั้งโรงเรียนเลยค่ะ ทำเอาเสียความมั่นใจกันไปบ้างในตอนแรก ซักพักก็จะชิน พอเค้าเห็นเราบ่อยเข้าเค้าก็เลิกมองไปเอง  แล้วบางทีก็ชอบมีคนมาถามอะไรแปลกๆ แต่เราก็ต้องเข้าใจว่าเค้าไม่รู้จะไปโกรธเค้าก็ไม่ได้ ถึงแม้บางคำถามมันจะไม่ไหวๆ สุดๆ ก็เถอะ

        เนื่องจากทุกวิชาที่เรียนเป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด และภาษาของป่านก็ยังไม่กระเตื้อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าป่านเรียนรู้เรื่องมาได้ยังไง มีแค่ 2 วิชาเท่านั้นที่เข้าใจได้ง่ายมากที่สุดคือ คณิตและภาษาอังกฤษค่ะ ส่วนที่เหลืออย่าไปพูดถึง แต่ป่านก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาที่นั่งเรียนในห้องผ่านไปเฉยๆ เพราะถ้านั่งฟังไปก็ไม่รู้เรื่อง เลยหาหนังสือมาอ่านฆ่าเวลาซะเลย ซึ่งหนังสือที่เลือกมาอ่านป่านจะไปยืมมาจากห้องสมุดในเมืองค่ะ ตอนแรกก็เริ่มจากหนังสือเด็กก่อน เพราะเป็นคำศัพท์ง่ายๆ ต่อมาเริ่มหาหนังสือเล่มอื่นที่ศัพท์ยากขึ้นมาบ้าง แล้วก็จดคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจไว้ในสมุดศัพท์ของป่าน สมุดศัพท์เล่มนี้มีประโยชน์มาก ป่านจะใช้จดศัพท์ทุกคำที่เจอไม่ว่าจะตามถนน ในหนังสือหรือที่ไหนก็ตาม แล้วเปิดอ่านทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

        ข้อดีอีกอย่างของที่นี่ก็คือเลิกเรียนเร็ว ทำให้มีเวลาว่างเยอะ โดยส่วนตัวแล้วป่านเป็นคนไม่ชอบกลับบ้านเร็ว เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ เลยไปเดินเล่นในเมือง แต่สิ่งที่ป่านทำบ่อยจนกลายเป็นงานอดิเรกของป่านก็คือเข้าไปหาหนังสืออ่านตามร้านหนังสือหรือห้องสมุด ถ้าหากเล่มไหนถูกใจก็จะยืมหรือซื้อมาแล้วมานั่งอ่านในร้านเบเกอรี่พร้อมกับกินเค้ก จิบกาแฟไปพลางๆ นอกจากนี้ยังได้มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา ทำให้เห็นชีวิตของคนหลายๆ มุมอีกด้วย

        และมีช่วงนึงที่ต้องไปเข้าค่ายกับเพื่อนๆ หลังจากที่ไปเข้าค่ายกับเพื่อนในห้องเป็นเวลา 5 วันก็รู้สึกว่าอะไรๆ เริ่มดีขึ้น มีคนเข้ามาทักมากขึ้น ชวนไปทำอะไรหลังเลิกเรียนบ้าง รู้สึกดีกว่าเมื่อก่อนที่ไปไหนคนเดียวเยอะเลย คนเยอรมันอาจจะดูเย็นชาและยากที่จะทำความรู้จักในตอนแรก แต่ถ้าหากได้เป็นเพื่อนแล้วนับว่าเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ เลยล่ะค่ะ

        ต่อมาอาจารย์ก็ได้ให้ป่านสอนเพื่อนๆ ในห้องทำอาหารไทย เมนูที่ป่านทำก็คือผัดผัก ต้มยำและยำวุ้นเส้น ผลที่ออกมาดีเกินคาด ทุกคนชอบมากแล้วยังเอากลับไปทำให้คนที่บ้านกินด้วย อาจารย์เลยขอให้ป่านช่วยเขียนส่วนผสมและวิธีทำแจก โชคดีที่ป่านเป็นคนชอบทำอาหารเลยได้เผยแพร่อะไรไทยๆ ไปให้กับคนที่นั่นหลายคน โดยเฉพาะโฮสท์แฟมิลี่ เพราะว่าโฮสท์พ่อชอบทำอาหารมาก แล้วด้วยความที่ป่านคิดถึงอาหารไทย จะไปซื้อกินที่ร้านก็ไม่อร่อยถูกปากเลยทำกินเองแล้วถือโอกาสสอนเค้าไปด้วยเลย แปลกมากที่โฮสท์ของป่านสามารถกินเผ็ดได้แล้วก็ชอบกินด้วย จำได้ว่าอาหารประเภทยำหรือต้มยำจะทำไปหลายรอบ อีกอย่างที่เค้าติดใจคือผัดผัก โฮสท์พ่อถึงกับทำให้กินเองเลยเกือบทุกอาทิตย์ เค้าบอกว่าน้ำปลากับน้ำมันหอยไม่ได้น่าขยะแขยงอย่างที่คิดแถมยังอร่อยด้วย

        ในช่วงครึ่งปีสุดท้ายก็คือตั้งแต่คริสต์มาสไปนั้น นับว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุด เพราะป่านได้ทำอะไรหลายอย่าง เช่น ออกล่าสัตว์ในหน้าหนาวท่ามกลางหิมะสูง เล่นเครื่องเล่นใน Weihnachtsmarkt  กินเนื้อกระต่าย ฯลฯ เวลานี้ทำให้รู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วมากๆ เพราะเราได้ทั้งเพื่อนทั้งภาษาแล้ว เริ่มไปเที่ยวบ่อยขึ้น พูดคุยมากขึ้น จนรู้สึกว่าไม่อยากกลับเมืองไทย เพราะถ้ากลับมาก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปอีกเมื่อไหร่ จากตอนแรกที่ไม่ค่อยมีความสุข แต่ตอนหลังรู้สึกว่าเราผ่านช่วงนั้นมาได้ เราประสบความสำเร็จไปแล้วขั้นนึง มันก็เป็นเหมือนรางวัลชิ้นเล็กๆ สำหรับเราที่ก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆมาได้

        นอกจากนี้ครอบครัวที่ป่านไปอยู่ด้วยก็ดีมากๆ นับว่าได้กำไรเลยทีเดียว เพราะว่าได้ไปเที่ยวตามประเทศต่างในยุโรป เช่น เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สวีเดน และเมืองอื่นๆ ในเยอรมันอีกหลายแห่งด้วยกัน พวกเค้าดูแลป่านมาเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 1 ปี ทำให้ป่านรู้สึกรักและผูกพันเหมือนกับเป็นครอบครัวอีกครอบครัวนึง

        ระยะเวลา 1 ปีนั้นอาจฟังดูเหมือนนานแต่ความจริงแล้วมันผ่านไปเร็วจนไม่น่าเชื่อ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากตรงนี้ ได้ประสบการณ์ ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ถ้าหากใครมีโอกาสก็อยากให้ลองดูซักครั้ง อย่าวิตกและกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะอุปสรรคจะเป็นตัววัดอะไรหลายๆ อย่างในตัวเรา และสิ่งที่เราได้เจอก็ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้ได้ทั้งหมด สิ่งเหล่านั้นมันจะติดอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป ถ้าหากใครมีคำถามหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ทาง facebook หรือ อีเมล night_bell@hotmail.com ค่ะ ขอให้ทุกคนโชคดีนะคะ


         อืมมม ... จากที่เคยอ่านประสบการณ์เด็กนอกจากเยอรมันของน้องๆ มากกว่า 80% ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คนเยอรมันค่อนข้างเข้าหายากและเย็นชา (แต่ถ้ารู้จักและสนิทกันแล้ว ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีมาก) ดังนั้นน้องๆ คนไหนที่เตรียมตัวไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศนี้ อาจต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับมือไว้ก่อนนะคะ แต่ไม่ต้องกลัวหรือกังวลค่ะ พออยู่ไปนานๆ เข้า ไม่อยากกลับไทยแทบทุกราย 55555 .... ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ ก็ส่งมาได้เช่นเคยที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันค่ะ

เด็กดีดอทคอม :: 28 วันใน

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

26 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
หมูแดง 5 ม.ค. 55 12:44 น. 3
อยากไปมั่งจัง แต่เราอยากเมกามากกว่า
เพราะเห็นเค้าว่าเยอรมันชอบเย็นชาใส่จริงๆ
เราไม่ค่อยกล้าไปทักใครก่อนด้วย T T

P.S.คนขวาหุ่นดีมาก


0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
หมูสามหัว 5 ม.ค. 55 20:53 น. 7
ป่านน่ารักกกกกกกกกกกกก เรียนเก่งมาก พูดอังกฤษสำเนียงเหมือนเกิดเป็นชาวต่างชาติเลย ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
0
กำลังโหลด
Ssssss 6 ม.ค. 55 02:37 น. 8
คนเยอรมันเข้าหายากมาก แต่สนิทแล้วสุดยอดจริงๆเวลาเราโดดเรียนมันยังโกหกครูให้ แหล่มที่สวดดด
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Zimkendorf Member 6 ม.ค. 55 20:57 น. 11
ไปอยู่จริงไปอยู่จริงๆเราคงตกม้าตายตั้งแต่แต่ภาษาเยอรมันแล้วล่ะ - -

ปล. แอบชอบชื่อหมู่บ้าน ว่าแล้วก็แอบจิ๊กมาเป็นนามปากกาสักหน่อย 555
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
หมิว 7 ม.ค. 55 04:27 น. 13
เราอยู่เยอรมัน ครูดีมากๆๆๆๆๆๆอะ่ แต่เพื่อนเย็นชาสุดๆๆๆ
มันยากที่จะเข้ากับเพื่อนที่นี่แล้วก็เหงามาก
ถ้าชอบเที่ยวหรือสังสรรเฮฮาไม่แนะนำให้มาเยอรมัน
ส่วนมากเอเชียเค้าไม่ค่อยนิยมเท่าไร
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เจ้าหญิงดอกไม้ เจ้าชายอัศวิน Member 8 ม.ค. 55 06:48 น. 16
ไปเยอรมัน ถ้าไปเที่ยวเก็บความสวยงามของเมืองจะดีค่ะ สวยมาก
บรรยากาศก็อย่างที่น้องป่านบอก 555 คนเหมือนเย็นชา แต่ไม่รู้ใจเขาคิดไง (อ้าว...เหมือนจะช่วยได้ไหมความเห็นนี้) 555
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด