|
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... ถ้าพูดถึงประเทศที่มีระบบการศึกษาที่ทั้งดีและดัง หลายๆ คนคงนึกถึงอังกฤษ อเมริกา หรือถ้าแถบเอเชียก็ต้องเป็นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง อะไรทำนองนี้ใช่มั้ยคะ ... แต่สำหรับวันนี้ พี่เป้ ขอนำระบบการศึกษาของประเทศหนึ่งมาแนะนำค่ะ ซึ่งประเทศนี้เค้าเริดจริงอะไรจริง !! เพราะไม่ว่ามีจัดอันดับอะไร เช่น จัดอันดับความสามารถทางวิชาวิทย์และคณิต จัดอันดับระบบการศึกษา ประเทศนี้ก็มักติดอันดับอยู่ใน TOP 10 ตลอด และ พี่เป้ ก็กำลังพูดถึง "แคนาดา" นั่นเองค่ะ ... โดยวันนี้มีสาวน้อยคนหนึ่งซึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นครูแนะแนวในอนาคต มาเขียนเล่าถึงระบบการศึกษาของแคนาดาแบบละเอียดยิบให้ได้อ่านกัน กับประสบการณ์เด็กนอกประจำสัปดาห์นี้ค่ะ ^^

สวัสดีชาวเด็กดีทุกคนนะคะ :D แจน ณัฐกมล ลือสมบูรณ์ค่ะ ตอนนี้แจนกำลังเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัย British Columbia (ขอเรียกว่า UBC นะคะ) ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาค่ะ บางคนอาจจะคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นแจนที่ไหนมาก่อน คราวที่แล้วแจนเล่าประสบการณ์สนุกๆ ของการเข้า Human Library หรือห้องสมุดมนุษย์ไปแล้ว (ใครได้อ่านแล้วมั่งคะ ขอมือหน่อย) คราวนี้แจนจะขอแบ่งปันประสบการณ์การเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยของแจนค่ะ
ต้องบอกก่อนว่า ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลมากๆ แต่ละมณฑล (หรือเขตปกครอง) ก็เลยต้องมีกระทรวงศึกษาธิการประจำมณฑล ซึ่งก็ทำให้การแบ่งชั้นประถม ม.ต้น ม.ปลาย ต่างกันออกไปแล้วแต่กระทรวงจะกำหนด สำหรับในมณฑล British Columbia ที่แจนอยู่ (แจนขอเรียกสั้นๆ ว่า BC นะคะ) ชั้นประถมคือเกรด 1-7 ส่วนชั้นมัธยมคือเกรด 8-12 (เหมือนป.1-ป.7 กับม.1-ม.5 ในสมัยคุณพ่อคุณแม่เลยใช่มั้ยคะ) แต่แจนขอพูดถึงชั้นม.ปลายเป็นหลักแล้วกันค่ะ
มณฑลๆ อื่นในแคนาดารวมถึงอเมริกา เขาเรียกโรงเรียนมัธยมว่า High schoo แต่โรงเรียนมัธยมใน BC เขาเรียกว่า Secondary schoolค่ะ เด็กม.ต้นหรือว่า Junior คือนักเรียนเกรด 8-10 ส่วนเด็กม.ปลายหรือ Senior คือนักเรียนเกรด 11-12 ค่ะ

แจนเพิ่งย้ายมาอยู่แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว มาเข้าเกรด 12 ที่นี่พอดีค่ะ สำหรับนักเรียนไทยหลายคนหรือเด็กต่างชาติที่มาเรียนที่แคนาดา จะต้องมาทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับทางโรงเรียนกันก่อนทุกคน เพื่อจะได้รู้ว่าจะได้เรียน ESL (English as a Second Language) ระดับไหน แต่แจนไม่ได้สอบค่ะ เพราะว่าก่อนมาสอบไอเอลท์มาแล้ว พอมาถึงก็เอาคะแนนยื่นให้โรงเรียนดู เขาเลยให้เราไปลงเรียน English12 คือห้องธรรมดารวมกับเด็กที่นี่ไปเลย โชคดีมากๆ เลยค่ะ อ้อ ขอบอกก่อนว่า สำหรับใครที่จะมาเรียนที่แคนาดาตอนเกรด 11-12 แล้วคิดจะต่อมหาวิทยาลัยที่นี่เลย แจนว่าถ้าสอบ ไอเอลท์หรือโทเฟลมาก่อนก็ไม่เสียหายนะคะ แต่ต้องกะช่วงเวลาสอบดีๆ ไม่ให้มันหมดอายุก่อนกำหนดยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยด้วยค่ะ โดยปกติคะแนนพวกนี้จะเก็บไว้ได้ 2 ปี
ที่เมืองไทย ม.6 เป็นช่วงที่นักเรียนโดดเรียน แล้วก็ไปเรียนพิเศษกันเยอะที่สุดใช่มั้ยคะ แต่ที่แคนาดานี่ไม่ได้เลยค่ะ เพราะว่าการจะเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ได้ เขาดูคะแนนในเกรด 12 เป็นหลัก ใครโดดเรียนก็อาจจะทำให้สอบได้คะแนนไม่ดี แถมโดนหักคะแนนความประพฤติอีก หมดสิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยที่อยากเข้าได้ง่ายๆ เลยนะคะ
แต่ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ เราก็ต้องจบมัธยมก่อนและการที่จะจบเกรด 12 ใน BC ได้ นักเรียนทุกคนต้องเรียนให้ครบ 80 หน่วยกิตในระยะเวลา 3 ปีของเกรด 10-12 ค่ะ ซึ่งจะประกอบด้วยวิชาบังคับ , วิชาเลือก , Graduation Transitions และ วิชา Academic ฟังดูสับสนวุ่นวายนิดๆ ใช่มั้ยคะ แจนจะอธิบายทีละส่วนค่ะ

1) วิชาบังคับที่ต้องเรียนทุกปี นั่นก็คือวิชาภาษาอังกฤษค่ะ นักเรียนทุกคนต้องผ่าน English10 , English11, และ English12 หรือเทียบเท่า ไม่งั้นเรียนไม่จบนะคะ โดยเกรด 10 จะมีวิชาบังคับ 6 วิชา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ วิทย์ เลข สังคม พละ และ Planning10 (คล้ายๆ กับวิชาแนะแนว) ส่วนเกรด 11 12 แน่นอนว่าต้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ที่เหลือก็เลือกได้ว่าจะเรียน
คณิต 11 หรือ คณิต 12 วิทยาศาสตร์ 11 หรือ วิทยาศาสตร์ 12 (ที่แยกเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีวะ) สังคม11 หรือ สังคม 12 (พอเกรด 12 อาจจะแยกเป็น ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา ภูมิศาสตร์ กฏหมาย แล้วแต่โรงเรียน หมวดศิลปะหรือการงานอีก 1 วิชา อย่างเช่น ศิลปะ เต้น ดนตรี งานไม้ ทำอาหาร ทำขนม
2) วิชาเลือก วิชาหมวดนี้จะมีให้เลือกมากหรือน้อยก็ตามแต่ขนาดโรงเรียนค่ะ อย่างที่ Moscrop (โรงเรียนที่แจนจบมา) ก็มีภาษาต่างประเทศสอนอีกหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาเลียน แล้วก็มีวิชาอย่างวิชาบัญชี การจัดการ แคลคูลัส พัฒนาการเด็ก
3) Graduation Transitions เป็นเหมือนการบ้านให้เราจัดการเองค่ะ จะประกอบไปด้วย 5 ส่วน ได้แก่
Healthy Living Plan ที่เราต้องเขียนอธิบายว่าเราจะปฎิบัติตัวอย่างไรให้ร่างการแข็งแรงสุขภาพดี Daily Physical Activity (DPA) ที่ต้องกรอกว่าเราออกกำลังกายอย่างไร (เรียนพละ เล่นกีฬา หรือเดินมาโรงเรียน) ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่ต้องวิ่งเก็บรอบสมัยที่แจนอยู่ม.ปลายที่เมืองไทยเลยค่ะ คนที่กรอกว่าตัวเองทำนู่นทำนี่ แต่ไม่ได้ทำจริงๆ ก็มีนะคะ (แต่แจนไม่ใช่หนึ่งในนั้นแน่นอน ฮ่าๆๆ) 30 Hours Work Experience ซึ่งเราต้องเก็บชั่วโมงอาสาสมัครหรือฝึกงานภายในเกรด 12 ให้ครบ 30 ชั่วโมง โดยที่ที่เราจะไปอาสาสมัครหรือฝึกงานนั้น ควรเป็นที่ที่เราสนใจ และถ้าเป็นงานที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชีพที่เราอยากเป็นในอนาคตก็ยิ่งดีค่ะ Graduation Transition Plan เป็นเหมือนชุดใบงานที่เราต้องเขียนอธิบายว่าได้ทักษะอะไรบ้างจากโรงเรียนมัธยม เมื่อจบแล้วจะไปเรียนต่อที่ไหน สาขาอะไร ทำงานอะไร ปีหน้าจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้างโดยประมาณ Student-Led Interview ซึ่งทางโรงเรียนจะเชิญผู้ใหญ่ในชุมชนที่สนใจ มานั่งฟังเราอธิบายพรีเซนต์ตัวเองว่าหลังจากจบมัธยมแล้ว เรามีแผนจะทำอะไรต่อ โดยใช้ Transition Plan เป็นตัวช่วยค่ะ ตอนพรีเซนต์นี่ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะทุกคนต้องแต่งตัวเป็นทางการ ประมาณว่าเป็นนักธุรกิจที่กำลังจะเข้าประชุมกันเลยก็ว่าได้

4) วิชา Academic สำหรับในเกรด 12 นักเรียนต้องลงวิชา Academic ซึ่งก็คือวิชาการหนักๆ อย่างเลข วิทย์ หรือสังคม อย่างน้อย 4 วิชาค่ะ (รวมถึงวิชาอังกฤษด้วย) โดยวิชาที่เราจะเลือกลง ก็ต้องแล้วแต่ว่าเราจะเข้าคณะอะไร เช่น ถ้าอยากเรียนคณะวิศวะฯ ก็ต้องไปลงฟิสิกส์ อะไรทำนองนี้ค่ะ
สำหรับโรงเรียนในแคนาดา Counsellor หรือจะเรียกว่าครูแนะแนวก็คงได้มั้งคะ ถือว่าเป็นครูคนสำคัญสำหรับนักเรียนเลยค่ะ มีอะไรก็มาปรึกษาได้ตลอด Counsellor ของแจน ชื่อ Ms.Vancic ค่ะ ครูเขาน่ารักจริงๆ ช่วยตั้งแต่ตอนเลือกวิชาที่จะลงเรียน ซึ่งแจนก็เลือกเรียน
.
English 12 หรืออังกฤษ อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว Math 12 หรือคณิต ขอรับรองว่าง่ายกว่าที่เมืองไทยเยอะเลยค่ะ Biology 12 หรือชีววิทยา ซึ่งเนื้อหาจะครอบคลุมระบบในร่างกายมนุษย์ทั้งหมด History 12 หรือประวัติศาสตร์ เรียนเรื่องประวัติศาสตร์โลกตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่1 AP Psychology วิชาที่มี AP นำหน้าคือพวกวิชา Advanced Placement เนื้อหาจะค่อนข้างยากแต่มีประโยชน์ที่ว่า ถ้าเราเรียนตัวนี้ เราก็มีสิทธิ์ได้หน่วยกิตของมหาวิทยาลัยเลยนะคะ ประหยัดเวลาตอนเรียนมหาวิทยาลัย แถมประหยัดค่าหนังสือกับค่าหน่วยกิตด้วยค่ะ ^^ ซึ่งวิชาจิตวิทยานี้เป็นวิชาที่สนุกที่สุดเลยล่ะค่ะ เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ ระบบประสาท ความจำ พัฒนาการต่างๆของมนุษย์ ฯลฯ แจนได้ไปทำการทดลองหลอกเด็กด้วยค่ะ อิอิ แจนเพิ่งรู้จากในคาบนี้ว่าว่า ถ้าเราแบ่งคุกกี้ให้ตัวเราเอง 2 ชิ้น แล้วให้คุกกี้ชิ้นเดียวแต่หักเป็นสองส่วนให้เด็กที่อายุน้อยกว่า 7 ขวบ เด็กๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าเราแบ่งยุติธรรมแล้วนะคะ ถึงเราจะได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด (สำหรับเรา) ก็ตาม Child Development 12 หรือวิชาพัฒนาการเด็ก วิชานี้สนุกเหมือนกันนะคะ เหมาะสำหรับคนที่อยากเป็นนางสาวไทย เอ๊ย คนที่รักเด็กน่ะค่ะ เพราะแจนเองก็ได้ไปทัศนศึกษา และจัดทั้งปาร์ตี้ทั้งกิจกรรมให้เด็กชั้นประถมตั้งหลายรอบ Physical Education12 หรือวิชาพละนั่นเอง ที่เลือกไม่ใช่เพราะอะไรหรอกค่ะ เขาพาไปทัศนศึกษาทำกิจกรรมเยอะแยะ ตั้งแต่เล่นสเก็ตน้ำแข็ง เล่นเลื่อนหิมะ ปีนผาจำลอง และเล่นสวนน้ำ ใครที่ชอบกิจกรรมสนุกๆ ต้องลงวิชาพละเลยนะคะ
และถ้าเรียนครบตามนี้ก็เท่ากับว่า เราเก็บหน่วยกิตครบและพร้อมสำหรับเข้ามหาวิทยาลัยในแคนาดาแล้วล่ะค่ะ ...... >> TO BE CONTINUED

โอ้วววว ละเอียดยิบมากๆ อย่างกับเป็นครูแนะแนวจริงๆ เลยอะ แต่ยังค่ะยัง ยังไม่จบเท่านี้ เพราะน้องแจนยังไม่ได้เล่าถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในแคนาดาเลยว่าต้องทำยังไง ถ้าใครสงสัยอยากอ่านต่อ ก็กลับมาติดตามได้ในวันพฤหัสหน้านะคะ ^^ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากเม้าท์ให้เพื่อนๆ ฟัง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันจ้า

|