สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com...เจอกับ พี่เป้ และประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคย!! สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ มาไกลมากกกกกกกกค่ะ เพราะมาจากทวีปอเมริกาใต้โน่นแน่ะ (ไกลจริงๆ) กับ "ประเทศบราซิล" ประเทศที่มีขนาดใหญ่มากและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกหลายแห่ง ซึ่งน้องเจ้าของเรื่องเค้าก็ได้ไปพิชิตมาหมดทุกที่แล้วล่ะค่ะ โอ้วววว เ็ด็ดสะระตี่แน่นอน เพราะฉะนั้น อ่านด่วน!!
สวัสดีครับ ผม "วิชัยพัชร์ ไทยสุริโย" นะครับ ชื่อเล่น "อินดี้" เรียนอยู่ ม.5 โรงเรียนสามเสนครับ หลังจากไปร่วมโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนของมูลนิธิการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์ไทย-นานาชาติ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “เอเอฟเอส” ที่ประเทศบราซิล ผมก็อยากจะขอแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้ทุกคน ได้มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ในครั้งนี้ของผม บทความนี้เคยได้รับตีพิมพ์ลงหน้าจุดประกายของกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนด้วยครับ
"บราซิล" ประเทศขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นประเทศเดียวที่ใช้ภาษาโปรตุกีสเป็นภาษาราชการ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ใช้ภาษาสเปน เมืองที่ไปอยู่ตลอดช่วงเวลาการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนคือที่ "รัฐริโอ กรันดิ โด ซูล" เป็นรัฐใต้สุดของบราซิล มีอาณาเขตติดกับประเทศอุรุกวัย อาร์เจนตินา และปารากวัย เป็นรัฐที่อุดมไปด้วยชาวยุโรปอพยพ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี เยอรมัน โปแลนด์ โปรตุเกส และอื่นๆ ที่ผสมกันจนหาต้นตอไม่เจอ ทำให้รัฐนี้นอกจากพูดภาษาโปรตุกีสแล้ว ยังมีภาษาอีกชนิดหนึ่งเกิดขึ้นมา นั่นคือภาษา “โปรตุลย่อล” ซึ่งเป็นการผสมระหว่างภาษาโปรตุกีสกับภาษาสเปนที่ปกติก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว และนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มีโอกาสไปอยู่รัฐนี้ยังมีความรู้ภาษาสเปนเพิ่มอีกภาษาหนึ่งด้วย เพราะเป็นรัฐชายแดนที่ติดกับประเทศที่ล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาสเปนทั้งสิ้นครับ
เมืองที่ผมไปอยู่นั้นเป็นเมืองเล็กมาก ตัวเลขสถิติจากเอกสารที่เสิร์ชหาได้ในอินเตอร์เน็ตบอกว่า มีประชากรประมาณ 6 พันคน แต่ของจริงดูแล้วน่าจะน้อยกว่านั้น ไม่ต้องดูอะไรมาก แค่สมาชิกในโฮสท์แฟมิลี่บางคนยังไปทำมาหากินอยู่เมืองอื่น นานๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้านสักทีหนึ่ง เมื่อมีคนแปลกหน้าอย่างผมไปอยู่ในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยน ทำให้กลายเป็นที่รู้จักของคนทั้งเมือง เดินไปทางไหนก็จะมีแต่คนทักทายด้วยคำว่า “โอ่ย” ที่มีคำแปลเหมือนสวัสดีในภาษาไทยเรานี่เอง
ตอนออกเดินทาง ผมมีความรู้ในภาษาโปรตุกีสอยู่ในขั้นรู้แค่ไม่กี่คำที่พอเอาตัวรอดได้เท่านั้น และด้วยความมุมานะพยายามเพราะจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกเกือบปี หากไม่รู้ภาษาเลยก็คงอยู่ลำบาก ดังนั้นเพียงเวลา 3 เดือน ผมก็สามารถฟังพูดอ่านเขียนได้รู้เรื่องในระดับที่พอเอาตัวรอดได้ พอฟังครูพูดรู้เรื่อง พอคุยกับเพื่อนได้ และพอทักทายกับชาวเมืองนั้นๆ ได้
นอกจากการปรับตัวที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม ชีวิต ความเป็นอยู่่ของคนที่นั่น เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากสิ่งที่พบเห็นและเคยชินมาตลอดชีวิต สิ่งที่นับว่าเป็นกำไรกับชีวิตก็คือ การได้ไปพบเห็นสิ่งที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะบราซิลมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกถึง 3 แห่งด้วยกัน นั่นคือ ป่าอะเมซอน, น้ำตกอิกวาซู และรูปปั้นพระเยซูคริสต์ ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร
การจะเดินทางไปเยือนทั้ง 3 สถานที่นี้เป็นโอกาสพิเศษมาก ที่แม้แต่คนบราซิลเองก็ไม่ได้ไปกันง่ายๆ และผมก็ไม่ลังเลที่จะเดินทางไปให้ได้ ผมต้องขอเงินทางบ้านเพิ่มสำหรับ 3 ทริปนี้ ก็ตกแสนกว่าบาท แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะถ้ารอกลับมาไทยแล้วกลับไปใหม่ คงไม่ได้ใช้เงินแค่นั้นแน่นอน
เริ่มต้นที่ "อะเมซอน" ผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดของโลก ซ่อนตัวอยู่ในรัฐอะมาโซนาส ซึ่งเป็นรัฐทางตอนเหนือสุดของบราซิล ผมตัดสินใจซื้อทัวร์ 9 วัน 8 คืน จากบริษัททัวร์ที่ให้บริการแต่เฉพาะนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอส ด้วยราคาที่บอกได้คำเดียวว่า "แพง" เพราะบริษัททัวร์นั้นจะดูแลนักเรียนแลกเปลี่ยนตามกฎข้อบังคับที่กำหนดไว้ มีการกำหนดรายชื่อนักเรียนที่จะเดินทาง รวมถึงข้อบังคับต่างๆ จะถูกส่งมายังสำนักงานเอเอฟเอสในประเทศไทย จากนั้นเอเอฟเอสในประเทศไทยและที่บราซิลก็จะตรวจสอบข้อมูลการเดินทางต่างๆ ของผมว่าตรงกันหรือไม่ และแจ้งข้อมูลทั้งหมดแก่ทางบ้านผม ทั้งบ้านโฮสท์แฟมิลี่และบ้านที่เมืองไทย เพื่อเป็นการยืนยันกันว่าข้อมูลการเดินทางทั้งหมดตรงกัน ซึ่งนี่คือหนึ่งในมาตรการการดูแลนักเรียนที่ทำให้ราคาทัวร์นั้นแพงกว่าปกติ
ทริปนี้มีนักเรียนแลกเปลี่ยนเข้าร่วม 50 คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มาจากเยอรมัน พวกนี้พูดภาษาโปรตุกีสเก่งมาก ทั้งคณะมีนักเรียนไทยเพียง 4 คนที่ความรู้ในภาษาโปรตุกีสเป็นแบบกระท่อนกระแท่น และบ่อยครั้งที่ต้องมีตัวช่วยแปลเป็นเพื่อนนักเรียนแลกเปลี่ยนเยอรมัน
อาซาอิ
|
ป่าอะเมซอนมีขนาดใหญ่กว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ป่าอะเมซอนมีขนาดใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าฝนที่ยังคงเหลืออยู่บนโลก และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก ทางบริษัททัวร์ได้จำลองสภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับพวกเราทั้ง 50 ชีวิต พวกเราต้องนอนบนเปลที่ผูกไว้บนเรือและมีโอกาสได้เดินเท้าเข้าไปในผืนป่า ได้ลงเล่นน้ำในแม่น้ำอะเมซอน และได้จับปลาปิรันย่า (ปลาที่มีเขี้ยวคมที่สุดในโลก) รวมถึงได้เจอสัตว์แปลกๆ ที่เมืองไทยไม่มี เช่น ปลาโลมาสีชมพู จระเข้ หรือเสือจากัวร์ ที่แม้จะเห็นได้เพียงรอยเท้าแต่ก็รู้สึกอิ่มใจ นอกจากนี้ เรายังได้ชมการแสดงพื้นเมืองของชาวอะเมซอน และได้ฟังเรื่องเล่าตำนานของอานาคอนด้า ที่เชื่อกันว่าเป็นเจ้าแห่งอะเมซอน เราได้เห็นลูก “อาซาอิ” ผลไม้พื้นเมืองที่พบได้แต่เฉพาะที่อะเมซอนเท่านั้น และยังได้พบลูก “กัวรานา” ที่นำแปรรูปเป็นน้ำกัวรานา เครื่องดื่มที่นักเรียนแลกเปลี่ยนบราซิลชื่นชอบกันทุกคน และสุดท้ายก็มีโอกาสได้ลงเล่นน้ำในแม่น้ำสองสี ที่บอกตัวเองตั้งแต่ยังอยู่เมืองไทยตอนเปิดดูรูปในหนังสือบราซิลไว้ว่า จะต้องหาโอกาสมาเยือนให้ได้ |
กัวรานา
แม่น้ำสองสี
หลังกลับจากอะเมซอน ก็มีเหตุให้ผมต้องเปลี่ยนโฮสท์แฟมิลี่ แล้วช่วงเวลานั้นก็เป็นช่วงฤดูหนาวพอดี นอกจากการปรับตัวเข้ากับโฮสท์แฟมิลี่ครอบครัวใหม่แล้ว ผมยังต้องวุ่นวายกับการปรับตัวเองให้คุ้นชินกับความหนาว รวมถึงการหาอุปกรณ์ป้องกันความหนาว ที่แม้จะยังไม่ถึงขั้นติดลบ โดยอุณหภูมิในบางวันอยู่ที่ 2-4 องศา แต่สำหรับคนที่เคยเจออุณหภูมิเย็นสุดแค่สิบองศาต้นๆ ก็แทบจะต้องกวาดเสื้อทั้งตู้มาใส่กันเลยทีเดียว
เมื่อหมดฤดูหนาวแล้ว ผมก็ได้มีเวลาคิดถึงทริปต่อไปอีกสองทริปที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าต้องไปให้ได้ แล้วก็ตัดสินใจว่าทริปน้ำตกอิกวาซูนั้น คงต้องซื้อทัวร์เจ้าเดิม แต่สำหรับทริปริโอ เดอ จาเนโร คงไม่ยากเกินไปหากจะเดินทางไป โดยจะขอไปที่ริโอ เดอ จาเนโร เพื่อชมรูปปั้นพระเยซูคริสต์ก่อน
ช่วงที่เดินเรื่องเอกสารเดินทางไปริโอ เดอ จาเนโร นั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในภาวะน้ำท่วม แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ เอกสารไม่มีก็เดินทางไม่ได้ ดังนั้นแม้ว่าสำนักงานเอเอฟเอสในประเทศไทยไม่สามารถเปิดทำการได้ เพราะประสบกับปัญหาน้ำท่วม ก็ต้องพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ไปนั่งทำงานตาม Mobile Office ทางโทรศัพท์มือถือ และอีเมล์ เพื่อขอให้ช่วยเดินเรื่องเอกสารแจ้งไปยังสำนักงานเอเอฟเอสบราซิล และในกรณีของผมแทบจะหมดหวัง เพราะมีเวลาอีกเพียง 2 วันก่อนเดินทางที่เพิ่งจะติดต่อเอเอฟเอสได้ เรียกว่าลุ้นกันน่าดูว่าเอกสารจะดำเนินการได้ทันเที่ยวบินที่จองไว้หรือไม่ แต่สุดท้ายก็ทันจนได้
การเดินทางสู่ "กรุงริโอ เดอ จาเนโร" อดีตเมืองหลวงบราซิลนี้ เป็นการเดินทางเอง กินคนเดียว เที่ยวคนเดียว นอนคนเดียว การเดินทางครั้งนี้ ออกจากบ้านด้วยรถบัสประจำเมือง มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อต่อเครื่องบินไปยังริโอ เดอ จาเนโร ซึ่งผมจะไปพักอยู่กับโฮสท์แฟมิลี่อีกบ้านตลอดทริป 10 วัน ซึ่งอยู่ในย่าน Laranjeira อ่านว่า ลาดันเจดา เป็นถิ่นพำนักของคนมีอันจะกิน จากห้องนอนสามารถชมวิวจุดสำคัญๆ ของเมืองได้ และที่เด็ดกว่านั้นก็คือ จากหน้าต่างห้องที่ผมนอนสามารถมองเห็นรูปปั้นพระเยซู สถานที่ที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องมาเยือนให้ได้
การมาเยือนครั้งนี้ นอกจากตัวเองจะตื่นตาตื่นใจมากๆ แล้ว ยังเผื่อแผ่ความตื่นตาตื่นใจไปยังญาติพี่น้องที่เป็นคาธอลิกหลายคน เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นคาธอลิกที่เคร่งและอยากมาชื่มชมรูปปั้นพระเยซูนี้กันทั้งนั้น ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมทำหลังจากวางกระเป๋าเดินทางแล้ว คือการใช้ไอโฟนถ่ายรูปรูปปั้นพระเยซู แล้วก็โพสต์ลงในเฟซบุ๊ก เพื่อเป็นการบอกทางบ้านและญาติทุกคนให้รู้ว่า ผมได้มาถึงแล้ว
รูปปั้นพระเยซู (Statue Cristo Redeemer) หรือในภาษาโปรตุกีสเรียกว่า Christo Redetor เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน เป็นกลุ่มของเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม รูปปั้นนี้สูง 30 เมตร สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2464 ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของริโอ เดอ จาเนโร นอกจากจะได้ใช้บริการรถกระเช้าขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาซูการ์ลอฟ หรือที่ภาษาโปรตุกีสเรียกว่า “เปา จิ อาซูการ์” ที่แม้จะกลัวความสูง แต่เมื่อไปถึงที่นี่แล้ว ยังไงผมต้องหาทางขึ้นไปถ่ายรูปกับวิวที่สวยที่สุดในโลกของเมืองที่สวยที่สุดในโลก (ของผม) ให้ได้ รวมไปถึงได้ไปเดินย่ำทรายนุ่มๆ ที่โคปาคาบาน่า ชายหาดชื่อดังก้องโลก แถมด้วยชายหาดอิปาเนมาที่ขึ้นชื่อว่าผู้คนที่ไปแถวนั้นเซ็กซี่ที่สุด เพราะพวกเขาไปนอนอาบแดด
กลับจากริโอ เดอ จาเนโร ได้ไม่กี่วัน ผมก็ต้องเตรียมจัดกระเป่๋าเดินทางไป "น้ำตกอิกวาซู" ซึ่งทริปนี้จะเดินทางลึกเข้าไปถึงประเทศอาร์เจนตินา และปารากวัยด้วย ทริปนี้สร้างความตื่นเต้นให้อีกครั้งเพราะมีโอกาสได้พบเจอเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนจากทริปอะเมซอนและเพื่อนคนไทยคนอื่นๆ ที่ไม่ได้พบเจอกันเลยนับแต่เดินทางมาด้วยกันจากประเทศไทย เส้นทางเดินทางครั้งนี้ไม่โหดเท่าทริปอื่นๆ เพราะเส้นทางที่จะไปอยู่ใกล้กับรัฐที่ผมอยู่มาก จากบ้านนั่งบัส 12 ชั่วโมงไปเมืองฟอซ เดอ อิกวาซู ซึ่งตั้งชื่อตามน้ำตกอิกวาซู ที่นี่มีโรงแรมที่พักให้เลือกพักทุกถนน เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว นักท่องเที่ยวชาวบราซิลเองก็นิยมเดินทางไปเยี่ยมชมน้ำตกอิกวาซูด้วย
"น้ำตกอิกวาซู" เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่บริเวณรอยต่อพรมแดน 3 ประเทศ คือบราซิล, อาร์เจนตินา และปารากวัย เกิดจากแม่น้ำอิกวาซูที่ไหลมาจากที่ราบสูงปารานาลงมาสู่ที่ราบต่ำ จนกลายเป็นน้ำตกที่มีแนวยาวมากกว่า 4 กิโลเมตร มีน้ำตกน้อยใหญ่อีก 275 แห่ง บริเวณรอบๆ จะมีละอองน้ำตลอดเวลา และเสียงของน้ำที่ตกลงมาดังไปไกลถึง 24 กิโลเมตรเลยทีเดียว หากชมน้ำตกที่ฝั่งบราซิล จะมองเห็นน้ำตกได้อย่างทั่วถึง แต่หากเข้าไปชมจากฝั่งอาร์เจนตินา จะสามารถเข้าไปในระยะใกล้กับน้ำตกได้มากกว่า ว่ากันว่าบริเวณน้ำตกที่สวยที่สุดอยู่ในฝั่งบราซิล แต่หลายๆ คนที่เมื่อไปแล้ว ก็จะต้องเดินทางเข้าไปถึงอาร์เจนตินาด้วย เพื่อชมบริเวณที่เรียกว่า “คอปีศาจ”
จากน้ำตกอิกวาซู คณะเราก็ยังได้เดินทางไปชมเขื่อนอิไตปุ เขื่อนคอนกรีตที่เคยได้ชื่อว่าใหญ่สุดในโลก เขื่อนนี้กั้นแม่น้ำปารานาระหว่างบราซิลกับปารากวัย นอกจากจะทำหน้าที่เป็นผนังกั้นน้ำเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟแล้ว ยังเป็นทางเดินเชื่อมระหว่างสองประเทศนี้อีกด้วย เขื่อนอิไตปูได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
ที่เล่ามานี้คือทริปใหญ่ๆ ยังไม่นับทริปเล็กๆ ที่มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเองหรือไปกับเพื่อนหรือกับโฮสท์แฟมิลี่ ซึ่งไม่ว่าทริปไหนๆ ผมก็อยากจะบอกว่า ทุกกิจกรรมของช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีที่บราซิลนี้ จะคงอยู่ในความทรงจำของผมตราบนานเท่านานครับ
โอ้โห อ่านแล้วอิจฉามากกกกที่ได้ไปเที่ยวมาหลายที่มาก โดยเฉพาะรูปปั้นพระเยซูนี่เป็นอะไรที่ พี่เป้ อยากไปดูของจริงมากๆ เพราะติดตาตอนดูหนังเรื่อง 2012 อะค่ะ 555+ ดังนั้นน้องๆ คนไหนที่จะไปแลกเปลี่ยนที่บราซิล รับรองว่าได้เที่ยวผจญภัยตลอดปีแน่นอน !! และถ้าใครมีประสบการณ์เด็กนอกมันส์ๆ แบบนี้ อย่าลืมมาแบ่งปันเพื่อนๆ ให้อ่าน โดยเขียนเรื่องยาว 3-4 หน้า พร้อมแนบรูป 10 รูป ส่งมาที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันจ้า
ห้ามพลาด !!! หนังสือจาก Dek-D.com กับ "คู่มือเรียนต่อนอกฟรีๆฉบับม.ปลาย" จัดเต็มกับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน ทุนเรียนฟรี ข้อมูลประเทศน่าเรียน 10 ประเทศพร้อมแนะนำโรงเรียนที่น่าสนใจ การเตรียมตัวก่อนไปเมืองนอกแบบละเอียด พร้อมทั้งประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ตั้ง10 เรื่อง !!!! เป็นคู่มือเล่มเหมาะพอดีมือ เหมาะกับน้องๆ ม.1-5 ที่อยากไปเรียนนอก ราคา 125 บาท หนา 270 หน้า ใครอยากดูสารบัญคร่าวๆ คลิกที่นี่
วางขายตามร้านซีเอ็ดและร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

Twitter : paydekd

16 ความคิดเห็น
คุณสมบัติที่เราต้องการ
1. เพศชาย-หญิง อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
2. มีความจริงจังในการทำงานจริงๆ (ทำงานหนักได้)
3. อ่าน พูด เขียน ฟัง ภาษาไทยได้ดี
4. ใช้อินเตอร์เนตเป็น และสามารถใช้อินเตอร์เนตเพื่อส่งข้อมูลให้คนที่ติดต่อได้
***หมายเหตุ *** (การพิจารณาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท)
สนใจกรุณากรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อรอการติดต่อกลับ
http://tinyurl.com/d8ucxqx
อยากไปเที่ยวมานานแล้วเหมือนกัน ประเทศนี้
ผมชอบภาษาโปรตุเกสเกือบเท่าภาษาอังกฤษเลยล่ะครับ
ถ้ามีโอกาสอยากไปเที่ยวมากๆเลย :D
ปล. นี่ปังปอนด์น้า
save money and go go go!
ผมเคยเดินทางไปสวีเดนค่าเครื่องไป-กลับ ก็ตกเกือบแสนแล้ว
ยิ่งบราซิลอยู่ทางทวีปอเมริกาใต้ยิ่งไกลกว่ายุโรป ไม่แปลกเลยยยที่คนไทยจะไปที่นั้น
แม่น้ำแอมมาซอน นะคะ ไม่ใช่ อะเมซอน